<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโต 1% ก่อนปีหน้าทะยาน 4.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 2564 - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว &amp;nbsp;1.0 % ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.5% ในปีหน้า&amp;nbsp;ทั้งนี้ IMF &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 1.0% ในปี 2021 ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการเดิมเมื่อ ก.ค.2021 (2.1%) และคาดว่าจะขยายตัว 4.5% ในปี 2022 และจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2023-2026 ที่ 3.5-4.0% นอกจากนี้ยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับ 0.9% และ 1.3% ในปี 2021 และปี 2022 &amp;nbsp;ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะขาดดุล 0.5% ของ GDP ในปี 2021 และกลับมาเกินดุล 2.1% ของ GDP ในปี 2022 ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน Krungthai COMPASS ระบุว่า มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับทิศทางของ IMF โดยระบุว่าคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 0.5% และ 3.9% ในปี 2021-2022 โดยมีมุมมองว่าเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวได้ช้าเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า จำนวนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าไทยจะมีแผนการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2021 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากอัตราการติดเชื้อโควิด-19 รายวันของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ส่วนภาคส่งออก แม้จะฟื้นตัวได้แต่ยังมีปัจจัยลบที่เข้ามาชะลอการฟื้นตัว ทั้งต้นทุนวัตถุดิบสำหรับภาคการผลิตและการขนส่งทางเรือที่สูงขึ้น รวมถึงเงินบาทที่มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะกลางของไทยอาจต้องพิจารณา downside scenario ของการใช้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่น IMF คาดการณ์ว่าในระยะกลางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวระหว่างปี 2023-2026 ที่ 3.5-4.0% แต่หากคำนึงถึงฉากทัศน์การอยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่น ก็น่าจะทำให้การเติบโตของ GDP ของไทยในระยะกลางลดลงไปอีกราว 0.4 &amp;ndash; 1.0% (เทียบจากตัวเลขประเมินของกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา) อันเกิดจากการสูญเสียผลิตภาพของภาคธุรกิจในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ การว่างงานที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว และการจำกัดการเดินทาง และทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิดได้ช้าลงกว่าที่คาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาด ธปท.จะยังไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของไทยที่ค่อนข้างน้อย จากความกังวลที่เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) อันเกิดจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ล่าช้ากว่าการเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกนั้น Krungthai COMPASS มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่ากลุ่มตลาดเกิดใหม่เป็นระยะเวลานาน รวมถึงเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ในทุกภาคส่วน (K-shape recovery) โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่เผชิญแผลเป็นรุนแรงจาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤตโควิด-19 จนทำให้บางส่วนเสี่ยงที่จะว่างงานระยะยาว แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะเร่งตัวขึ้นเพียงระยะสั้น เนื่องจากองค์ประกอบของตะกร้าเงินเฟ้อของไทยที่อิงจากราคาน้ำมันในตลาดโลกมีกลไกในการควบคุมเสถียรภาพด้านราคาพลังงานไม่ให้ผันผวนตามทิศทางตลาดโลกตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง&amp;nbsp;พ.ศ.2562 ประกอบกับสัดส่วนสินค้านำเข้า (Import content) ที่อยู่ในระดับไม่สูงนักเมื่อเทียบกับสัดส่วนสินค้าส่งออก (Export content) ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ส่งผ่านมายังอัตราเงินเฟ้อของไทยค่อนข้างจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Krungthai COMPASS มองว่า มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจของไทย สะท้อนจากที่ IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2022 ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อนหน้าค่อนข้างมากที่ระดับ 4.5% สอดคล้องกับ Krungthai COMPASS ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้เพียง 3.9% ซึ่งนั่นหมายความว่า รอยต่อของวัฏจักรเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากภาวะซบเซา (Stagnation) ไปสู่ระยะของฟื้นตัว (Recovery) ได้ล่าช้ากว่าเดิม ฉะนั้นแล้ว การเร่งอัดฉีดมาตรการทางการคลังตามการขยับขึ้นของเพดานหนี้สาธารณะ นอกจากจะช่วยพยุงการบริโภคในประเทศแล้ว ยังสร้างเสริมความเชื่อมั่นแก่ภาคการลงทุนอีกด้วย หนุนภาพเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ควรจะต้องมีมาตรการที่จะช่วยเร่งการปรับโครงสร้างของภาคธุรกิจ และลด slack ของตลาดงาน เพื่อพยุงผลิตภาพของเศรษฐกิจที่อาจถูกกระทบจาก downside scenario ของการอยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนที่ไม่สูง จะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ช้า และส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่เข้าถึงวัคซีนได้น้อย หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ประชากรบางส่วนมีความลังเลที่จะฉีดวัคซีน ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลง และมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation &amp;nbsp;ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตของการค้าของไทยกับประเทศกลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไป จึงยังต้องติดตามทั้งความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนและมาตรการพยุงเศรษฐกิจในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการจ้างงานที่จะช่วยลด slack ของระบบเศรษฐกิจ ส่วนประเทศไทยเอง ควรมีมาตรการที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหรือส่งออกสินค้าไปที่กลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปในระยะสั้น-กลาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120189</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, กรุงไทย, ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB), เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e698418322.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;ฟันธงศก.พ้นปากเหว!แต่ห่วงเตะฝุ่นพุ่ง3.4ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2564 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2564 ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการส่งออกที่ชะลอลงกว่าคาด แต่พัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นชัดเจนและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประเมินว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 0.7% และในปี 2565 ที่ระดับ 3.9% จากการทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ขณะที่การส่งออกจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหา global supply disruption&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตาม 1. แนวโน้มการระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัส รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยว 2. การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นภาคเอกชนหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุน 3. ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะต่อไป และ 4. ปัญหา supply disruption และต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือน ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/2564 และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่เลื่อนมาจากช่วงก่อนหน้า (pent-up demand) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากพัฒนาการด้านวัคซีนที่ปรับดีขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการด้านวัคซีนทั้งการนำเข้าและการกระจายตามแผนของรัฐบาล รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดหากการระบาดกลับมารุนแรงขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันมากขึ้น (uneven recovery) ทำให้ตลาดแรงานยังเปราะบาง ซึ่งประเมินว่าจำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมอนว่างงาน ณ สิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 3.4 ล้านคน โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งภาครัฐควรดูแลภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง (scarring effects)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ การดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาด และความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เห็นว่ามาตรการทางการคลังยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งการเยียวยา และพยุงเศรษฐกิจ โดยในระยะต่อไปควรเน้นการสร้างรายได้และเตรียมมาตรการเพื่อฟื้นฟู ยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจหลังการระบาดคลี่คลาย โดยการขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% ต่อจีดีพีนั้น จะเอื้อให้ภาครัฐสามารถผลักดันโยบายเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่นโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง ส่วนมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อมีความคืบหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่กระจายตัวได้ดี แต่ควรเร่งผลักดันสภาพคล่องไปสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.), เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;ปักธงจีดีพีปีนี้โต 1.3% ลุยอัดมาตรการหนุนเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวในการเปิดงาน &amp;ldquo;Sustainable Thailand 2021 รวมพลังนักลงทุนสถาบันและภาคธนาคาร ร่วมกันประกาศเจตจำนงร่วมสร้างประเทศไทยยั่งยืน&amp;rdquo; ว่า กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 1.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขค่อนข้างดี ขณะที่ปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นที่ระดับ 4-5% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญและต้องรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ซึ่งต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดหลายรอบ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง มีการกู้เงินและใช้นโยบายด้านการคลังเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและแรงงาน มีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เพื่อรักษาการบริโภคภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในระยะต่อไปภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รัฐบาลวางแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งในแผนดังกล่าวจะมีการวางแนวทางสำหรับประเทศไทยในการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยกำลังรับมือกับโควิด-19 โดยที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่าน 2-3 มาตรการ อาทิ การเพิ่มรายได้ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งภาคธุรกิจและประชาชน การจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้หลายส่วนมีรายได้มากขึ้น และการวางนโยบายการคลังเพื่อช่วยเหลืออย่างฉุกเฉิน ควบคู่กับการเร่งกระจายวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง และเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฟื้นตัวในระยะยาวนั้น ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผ่าน 6 แนวทาง ได้แก่ 1. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model)ซึ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ 12 เป้าหมาย รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในอีอีซี ที่ในอนาคตจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย 3. การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล 4. การให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายรับรองทางสังคม โดยพลเมืองทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม 5. การลดความเหลื่อมล้ำและการแก้ปัญหาความยากจน โดยการวางนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการต่าง ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ การเร่งกระจายรายได้ และ 6. บทบาทของตลาดทุนและตลาดเงิน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการทรัพยากรทางการเงินในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการเงินสีเขียว (Green Finance) ที่รองรับธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117986</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60810322de358.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง อันดับ17ของโลก จุดปะทุเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งอยู่อันดับ 17 ของโลก ผลพวงวิกฤตโควิด &amp;nbsp;การล็อกดาวน์ ถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงถูกเลิกจ้าง ชี้สถานการณ์อยู่ในภาวะเปราะบางที่อาจปะทุของเศรษฐกิจไทย เพิ่มขึ้นไปถึง 93.0% สิ้นปี 64 แนะทางออกปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงจุด เน้นการรวบหนี้เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) เปิดเผยบทวิเคราะห์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันว่าอยู่ในภาวะเปราะบาง ด้วยสัดส่วนหนี้เพื่อการบริโภคที่สูงขึ้น จึงเป็นปัญหากระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ แนะทางออกคือการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงจุด และเน้นการรวบหนี้เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 หนี้ครัวเรือนของไทยมีการปรับตัวสูงมากขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจาก 80% ของจีดีพี ณ สิ้นปี 2562 เป็น 90.5% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 1/2564 และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศระลอกสามที่ลุกลามยืดเยื้อมาจนถึงครึ่งหลังของปี 2564 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ &amp;nbsp;ttb analytics คาดการณ์ว่าระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นไปถึง 93.0% ณ สิ้นปี 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปริมาณหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพีที่เร่งขึ้นเร็วในช่วงวิกฤตนี้เกิดจาก 1. ความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากขาดหรือมีสภาพคล่องในครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่าย หลังจากที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงการถูกเลิกจ้าง 2.รายได้ที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นเร็ว สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนไทย ณ ต้นปี 2564 ที่ขยายตัวร้อยละ 4.6 จากระยะเดียวกันกับปี 2563 ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สังเกตได้ว่า ในหลายประเทศก็ประสบปัญหาการปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ครัวเรือนเช่นเดียวกัน โดยเกาหลีใต้มีหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจาก 93.9% ของจีดีพี เป็น 103.8% ณ ต้นปี 2564 และมาเลเซียที่เพิ่มจาก 82.7% เป็น 93.2% ในปัจจุบัน โดยไทยมีปริมาณหนี้ครัวเรือนอยู่อันดับที่ 17 ของโลก ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านคือเกาหลีใต้และมาเลเซีย ซึ่งอยู่อันดับที่ 9 และ 14 ตามลำดับ แต่สูงกว่าหนี้ครัวเรือนของสิงคโปร์ซึ่งอยู่อันดับที่ 26 ของโลก จึงเห็นได้ว่านอกจากหนี้ครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังถือว่ามีปริมาณภาระหนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประเภทของหนี้ครัวเรือนไทยประกอบไปด้วย สัดส่วนหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 47% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด อาทิ หนี้บ้านและรถยนต์ และสัดส่วนหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 35% อาทิ หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป รวมถึงหนี้เพื่อการศึกษา และส่วนที่เหลืออีก 18% เป็นหนี้รายย่อยเพื่อธุรกิจครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงในระดับโลกใกล้เคียงกันกับไทยเพื่อให้เห็นภาพรวม โดยคำนวณเฉพาะหนี้บ้านต่อหนี้ครัวเรือนทั้งหมด (ไม่รวมหนี้ยานพาหนะ เพราะมีข้อจำกัดของการเข้าถึงข้อมูลสินเชื่อรถยนต์ในบางประเทศ) พบว่า ในต่างประเทศครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นประเภทหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในระดับสูงกว่าไทย อาทิ เกาหลีมีสัดส่วนหนี้บ้านสูงถึง 56% ขณะที่สิงคโปร์และฝรั่งเศส นอกจากจะมีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีต่ำกว่าไทยแล้ว ยังไม่มีสัดส่วนหนี้อสังหาฯ สูงกว่าด้วย ยกเว้นมาเลเซียที่มีสัดส่วนหนี้บ้านใกล้เคียงกับไทย สะท้อนให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนของไทยมีความเสี่ยงต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นที่มีอันดับหนี้ในระดับต้นๆ ของโลกใกล้เคียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของคุณภาพหนี้ครัวเรือนนั้น เป็นผลโดยตรงมาจากสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่รุนแรงและลากยาวนับแต่ปลายปี 2563 ส่งผลซ้ำเติมปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่แล้วในระดับสูง โดยเมื่อดูข้อมูลหนี้รายย่อยที่ได้ขอเข้าโครงการรับการช่วยเหลือ (รวม SFI) ณ เดือนมิถุนายน 2564 พบว่ามีปริมาณสูงถึง 11% ของจีดีพี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับเครื่องชี้วัดสำคัญ คือหนี้ stage 3 หรือเอ็นพีเอล ที่มีอยู่ไม่ถึง 1% ของจีดีพี และหนี้ใน Stage 2 หรือสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ที่มีอยู่เพียง 2.2% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพหนี้ครัวเรือนของไทยในความเป็นจริงแย่ลงมากกว่าที่สามารถสะท้อนได้จากเครื่องชี้วัดหลักดังเช่นเอ็นพีเอล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาเป็นประเภทหนี้ที่มาขอรับความช่วยเหลือล่าสุด สำหรับลูกหนี้ของกิจการธนาคารพาณิชย์ กิจการไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) และธนาคารเฉพาะกิจ (SFI) ณ สิ้นไตรมาส 2/2564 พบว่า อันดับแรกเป็นหนี้ที่อยู่อาศัยเป็นหลัก (ยอดขอความช่วยเหลือรวมอยู่สูงถึง 4.5% ของจีดีพี เทียบกับยอดเอ็นพีเอลที่ 0.6% ของจีดีพี) รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล (ยอดขอความช่วยเหลือรวม 5.3% เทียบกับยอดเอ็นพีเอล 0.2%) และอันดับสามเป็นหนี้รถยนต์ (มูลค่าขอความช่วยเหลือ 1.1% เทียบกับยอดเอ็นพีเอลที่ 0.1%)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวางแผนแก้ไขหนี้ครัวเรือนจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นเพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะตึงตัวทางการเงินของลูกหนี้ในระยะสั้น และเพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การชำระหนี้ทั้งหมดได้ หลังการแพร่ระบาดยุติลงในระยะยาว โดยสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย (Tailor-made) และไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจเลี่ยงชำระหนี้อย่างไม่เหมาะสม (Moral hazard) เมื่อเปรียบเทียบแนวทางสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของ ธปท.และประเทศอื่นในภูมิภาค พบว่ามีความสอดคล้องกันในหลายด้าน ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การเติมสภาพคล่องให้ลูกหนี้รายย่อยเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ เช่น ธนาคารกลางเกาหลีได้ขยายกรอบวงเงินช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีและเจ้าของธุรกิจส่วนบุคคลรายย่อย ส่วน ธปท.ได้ขยายเพดานวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับลูกหนี้ที่มีความสามารถในการผ่อนชำระ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การลดภาระค่าผ่อนต่องวดลง ตามการเจรจาร้องขอของลูกหนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย (Tailor-made) อาทิ มาเลเซียที่ลดค่างวดตามสถานะการจ้างงานและรายได้ สิงคโปร์ที่ลดค่างวดสำหรับหนี้บ้านซึ่งมีสัดส่วนสูงในหนี้ครัวเรือน รวมถึงการช่วยเหลือเฉพาะหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ ธปท.ให้ส่วนลดดอกเบี้ยตามยอดชำระค่างวดใหม่ที่เลือก เพื่อเป็นแรงจูงใจแก้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการแก้หนี้ ให้พยายามชำระหนี้ตามความสามารถ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จากระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว ก่อนที่จะเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นแนวทางทั่วไปที่สอดคล้องกันในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การรวบหนี้ โดยเฉพาะการนำหนี้ไม่มีหลักประกันมารวมกับหนี้มีหลักประกัน และขยายระยะผ่อนชำระ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย เพื่อรองรับการปรับโครงแก้ไขหนี้ระยะยาวอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยในสถานการณ์โควิด นอกจากจะอาศัย ธปท.และภาคธนาคารให้การช่วยเหลือผ่านการลดภาระและปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงต้องดำเนินการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;ปัญหาเศรษฐกิจที่จะยังคงซบเซาไปอีก 2 ปีข้างหน้า และการให้ความรู้ทางการเงินแก่ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะการทำอย่างไรที่จะให้การก่อหนี้กลับมาเป็นการสร้างประโยชน์ และสร้างโอกาสในการหารายได้ซึ่งจะช่วยปลดภาระหนี้ได้ในระยะยาว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116609</URL_LINK>
                <HASHTAG>การล็อกดาวน์ ถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง, ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งอยู่อันดับ 17 ของโลก, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613ed08ac5a9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;สับโควิดทำเศรษฐกิจพังยับ ชี้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้แก้ปัญหาระยะยาว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาถกฐาหัวข้อ &amp;ldquo;From Resiliency to Recovery and Beyond : Central Bank Policies for an Uncertain World&amp;rdquo; ในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Focus 2021 ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการฟื้นตัวมีแนวโน้มที่จะใช้เวลานาน เนื่องจากการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าที่สุด และคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าการกระจายวัคซีนของไทยจะทำได้ครอบคลุมประชากรส่วนมาก และการฟื้นตัวจะไม่เท่านั้น เห็นได้จากกิจกรรมในภาคส่งออกที่ฟื้นกลับมาเหนือระดับก่อนการระบาด ขณะที่ภาคบริการยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบหนัก แต่เสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงมาตลอด ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมีจำกัด โดยความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย สะท้อนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากไทยมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ประกอบกับระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงต่อเนื่อง 2. เสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ยังมีงบการเงินที่เข็มแข็ง ช่วยให้ภาคธนาคารยังสามารถรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ และ 3. เสถียรภาพด้านการคลังของประเทศ ไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรัฐบาลไทยยังสามารถกู้เงินมาดูแลเศรษฐกิจได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้
อย่างไรก็ดี ธปท. พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ โดย ธปท. มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนมาตรการให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ยั่งยืนขึ้น เช่น การพักหนี้อาจเหมาะสมในระยะสั้น แต่เป็นภาระลูกหนี้ในระยะยาว ธปท. จึงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถผ่าน พื้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระยะถัดไป ธปท. ยังคำนึงถึงโลกหลังโควิด-19 ซึ่งบริบทของเศรษฐกิจทั่วโลกจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ธปท. อยู่ระหว่างการผลักดันภาคธนาคารพาณิชย์ให้มีการให้เงินกู้อย่างมีความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำลังพัฒนาในเรื่องของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล (disclosure standards) และการพัฒนาในด้านคำนิยามด้านสิ่งแวดล้อม (green taxonomy) เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติได้โดยเร็ว ขณะที่ ด้านดิจิทัลนั้น ธปท. ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับระบบชำระเงิน เช่น การทำ QR-Code มาตรฐานในการชำระเงิน และระบบพร้อมเพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านเทคโนโลยีทางการเงินด้วย เช่น การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ระบบการเงินของไทยมี ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง และเข้าถึงง่ายขึ้น สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อย่าง ยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ปรับโครงสร้างหนี้, เศรษฐกิจไทย, แก้ปัญหาวิกฤตโควิด, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;เสียงอ่อยรับศก.ไทยโตแต่ไม่แกร่งเตรียมเร่งอัดฉีดเงินเต็มสูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ส.ค.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;สร้างความพร้อมประเทศไทย สู่โอกาสทางเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19&amp;rdquo; ในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Focus 2021: Thriving in the Next Normal ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2564 จะเติบโตถึง 7.5% แต่สภาพการณ์ทั่วไปของเศรษฐกิจก็ยังคงไม่แข็งแกร่งนัก โดยที่อัตราการเติบโตเทียบระหว่างสองไตรมาสนับตั้งแต่ต้นปีนี้มาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1% และการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 และ 3 ส่งผลให้การฟื้นตัวอาจจะใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2565 รัฐบาลจะทุ่มสรรพกำลังและทรัพยากรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้โมเดลภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์และสมุยพลัส ที่ตอนนี้ขยายไปครอบคลุมนักท่องเที่ยวจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ของไทย การระบาดที่ลดลงจะทำให้รัฐบาลสามารถหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 4-5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวว่า ที่ผ่านมาพระราชกฤษฎีกาเงินกู้สองฉบับที่มีมูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านบาทได้รับการอนุมัติ โครงการต่าง ๆ ภายใต้เงินกู้ฉุกเฉินก้อนแรก 1 ล้านล้านบาทถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ขณะที่โครงการภายใต้เงินกู้ก้อนที่ 2 จำนวน 5 แสนล้านบาท ก็เริ่มต้นขึ้นแล้วและจะไปสิ้นสุดในปลายปีงบประมาณ 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สถานภาพทางด้านการเงินของไทยนั้นยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการกู้ยืมเป็นจำนวนเงินที่สูง แต่สัดส่วนของหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) นั้น ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยอยู่ที่ 56.1% และกระทรวงการคลังก็คาดหมายว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะอยู่ต่ำกว่า 60% ในปลายปีงบประมาณ 2564 อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการคลังที่มีประสิทธิภาพ และการมีวินัยการคลังอันเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากต่อไปมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งตั้งขึ้นมาภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐก็สามารถที่จะทบทวนเพื่อที่จะยกระดับเพดานดังกล่าวได้ ที่ผ่านมาเราสามารถที่จะคงวินัยทางด้านการเงินเอาไว้ได้แม้ในยามที่มีความจำเป็นจะต้องเพิ่มระดับของหนี้สาธารณะขึ้น เนื่องมาจากการที่เราสามารถคงการจ่ายดอกเบี้ยไว้ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากยุทธศาสตร์การกู้ยืมที่หลากหลายโดยผ่านตลาดพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นที่สภาพคล่องสูง&amp;quot; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไปกระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้เพื่อเป็นรากฐานแห่งการเติบโตในระยะยาวของประเทศ ได้แก่ 1.แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม 2.สร้างความต่อเนื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3.ลดภาวะเรือนกระจกและหาวิธีแก้ไขปัญหาภาวะภูมิอากาศแปรปรวน 4.สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขัน 5.ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 6.สร้างความเข้มแข็งและความสามารถการแข็งขันสำหรับธุรกิจรายย่อย (MSMEs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของตลาดทุน จะเร่งดำเนินการ 7 เรื่อง คือ 1.เป็นแหล่งทุนสำหรับเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ ที่นำเสนอนวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ ๆ 2.แหล่งระดมทุนสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งกายภาพและดิจิทัล 3.เป็นที่ส่งเสริมบริษัทชั้นนำระดับประเทศต่าง ๆ ให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรธุรกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.แหล่งรวมบริษัทซึ่งให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและจริยธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 5.ตลาดซื้อขายทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย 6.เป็นแหล่งลงทุนของเหล่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศหลากหลายประเภทและความต้องการ และ 7.เป็นสถานที่ที่มีกฎเกณฑ์ควบคุม และมีความโปร่งใส รวมทั้งมีความคุ้มครองให้กับนักลงทุนกลุ่มน้อย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114514</URL_LINK>
                <HASHTAG>อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5d4b9e989e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กนง.&#039;ชี้โควิดทุบศก.ไทยพังเกินคาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค. 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน&amp;nbsp;(ฉบับย่อ)&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;5/2564&amp;nbsp;ซึ่งประชุมเมื่อวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา โดย ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน&amp;nbsp;(กนง.)&amp;nbsp;ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก จากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ในประเทศ ทำให้คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จะขยายตัวได้ที่&amp;nbsp;0.7%&amp;nbsp;และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จะขยายตัวได้&amp;nbsp;3.7%&amp;nbsp;โดยปรับลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ขณะที่ตลาดแรงงานมีแนวโน้มเปราะบางขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการ กนง.&amp;nbsp;ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;มากกว่าที่ประเมินไว้เดิม และมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการระบาดที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาด โดยการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงที่ใช้เวลา อาจทำให้จำนวนผู้ป่วยใหม่และจำนวนผู้ป่วยวิกฤติเร่งสูงขึ้นเกินระดับที่ศักยภาพของระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการควบคุมการระบาดมีโอกาสที่จะเข้มงวดและยาวนานมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากขึ้น ส่วนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและภาคครัวเรือนอาจปรับลดลงมากตามแนวโน้มรายได้และส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การระบาดที่ยืดเยื้อทำให้การฟื้นตัวมีความแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละภาคเศรษฐกิจ&amp;nbsp;(uneven recovery)&amp;nbsp;อีกทั้งยังซ้ำเติมให้ตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง&amp;nbsp;(scarring effects)&amp;nbsp;โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เห็นสัญญาณการลดชั่วโมงทำงาน อีกทั้งยังมีแรงงานเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนาสูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดแรงงานยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า สะท้อนจากกลุ่มผู้ว่างานระยะยาว กลุ่มผู้ว่างงานที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ และกลุ่มผู้ออกนอกกำลังแรงงานที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง&amp;rdquo; รายงาน ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คณะกรรมการ กนง.&amp;nbsp;เห็นว่าโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือ การเร่งควบคุมการระบาดและป้องกันการระบาดของโรค โดยเฉพาะการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงทันการณ์ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้ และสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการด้านการคลังควรเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยดูแลการจ้างงานและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและทันการณ์ โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้น อาจจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและสูงกว่าระดับเพดานที่&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังอย่างมีนัยสำคัญ หากเม็ดเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะสั้น รวมถึงใช้เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย จะเอื้อให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระยะยาวปรับลดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง ซึ่งเงินบาทล่าสุดปรับอ่อนค่าและไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยเงินกูู้ของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับต่ำ แต่ยังมีปัญหาในการกระจายสภาพคล่องที่มีอยู่มากไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ควรเร่งปรับปรุงให้มีประสิทธิผลและเกิดผลเป็นวงกว้างขึ้น แม้ที่ผ่านมาสินเชื่อฟื้นฟูช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรการพักชำระหนี้&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือนจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บางส่วน แต่การระบาดระลอกล่าสุดมีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าคาด จึงต้องเร่งกระจายสภาพคล่องเพิ่มเติม และผลักดันให้สถาบันการเงินลดภาระหนี้แก่ลูกหนี้อย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมการ กนง.&amp;nbsp;เห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมาตรการสาธารณสุขควรเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพื่อควยคุมไม่ให้การระบาดยืดเยื้อ ขณะที่มาตรการการคลังควรเร่งเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจ นโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนคลายต่อเนื่อง ส่วนมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควรเร่งปรับปรุงให้มีประสิทธิผลมากขึ้น เร่งกระจายสภาพคล่องสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ โดยคณะกรรมการ กนง.&amp;nbsp;ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยจะติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายและประสิทธิภาพของวัคซีน สถานการณ์การระบาดทั้งในและต่งประเทศ ความเพียงพอของมาตรการการคลัง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น&amp;rdquo; รายงานระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113757</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ประชุม กนง., ธปท., เศรษฐกิจไทย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
