<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 19:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.รังสิตประเมินเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 1.8-2.9% ในปีนี้ ย้ำยังไม่ถึงขั้น &#039;เผาจริง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค.2563 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้มีความไม่แน่นอนและผันผวนสูงมากและยังมีการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ยังไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่หลายท่านเรียกว่า &amp;ldquo;เผาจริง&amp;rdquo; แต่อย่างใดหรือวิกฤติเศรษฐกิจการเงินแบบปี 2540 เพียงแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่องยาวนานอันเป็นผลจากปัญหาในเชิงโครงสร้างความถดถอยของความสามารถในการแข่งขันจากคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพการศึกษาการแพร่กระจายของการคอร์รัปชันในทุกระดับ รวมทั้งความเสื่อมศรัทธาอันเป็นผลจากการไม่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐนิติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังไม่สามารถในการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีดิสรัปชันได้อย่างเท่าทันทั้งในส่วนของกิจการและธุรกิจต่างๆตลอดจนถึงคนงาน จึงทำให้เกิดภาวะเลิกจ้างและว่างงานเพิ่มมากขึ้นอีกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี พ.ศ. 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.8-2.9% ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีโดยเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศไทยจะมีจีดีพีต่ำที่สุดเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ในปีนี้ &amp;nbsp;อัตราการขยายตัวจีดีพีโดยเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอยู่ที่ประมาณ 6% เศรษฐกิจไทยอาจกระเตื้องขึ้นได้เล็กน้อยหากภาคการลงทุนและภาคการส่งออกฟื้นตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียงลำดับความสำคัญของการเร่งรัดในการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจึงมีความสำคัญ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 2.6-2.9% ซึ่งเป็นกรอบการคาดการณ์ด้านสูงของศูนย์วิจัยฯมีความเป็นไปได้ ขณะที่กรอบการคาดการณ์ด้านต่ำมีความเป็นไปได้มากกว่า คือ ขยายตัวต่ำกว่า 2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ต่ำกว่าปีที่แล้วทั้งที่สถานการณ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯดีขึ้นเป็นผลจากปัจจัยลบดังต่อไปนี้ ปัจจัยที่หนึ่ง วิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบใหม่อันเป็นผลมาจากการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย การขาดระบบนิติธรรมและการขาดความเป็นธรรมในสังคมรวมทั้งการสร้างกระแสเกลียดชังกันครั้งใหม่ด้วยการปลุกกระแส &amp;ldquo;ชังชาติ&amp;rdquo; ขึ้นมาหรือการให้ร้ายป้ายสีโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับเรื่องแนวคิดในการล้มล้างสถาบันหลักของประเทศ ภาวะดังกล่าวเป็นวิกฤติที่คนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้รักสามัคคีและไม่ยึดถือความปรองดองสมานฉันท์สร้างขึ้นมาเอง และสิ่งนี้จะมีผลกระทบต่อภาคการลงทุน การบริโภคและภาคการท่องเที่ยวอย่างยากที่จะคาดเดาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สอง สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯลุกลามจนอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 20% จากระดับปัจจุบันในช่วงไตรมาสแรก กระทบต่อเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง กระทบต่อเศรษฐกิจในเอเชียโดยรวมจากการพึ่งพาน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สาม ภาคการท่องเที่ยวของเอเชียและไทยอาจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่มีระดับความรุนแรงในการแพร่ระบาดแบบเดียวกับโรคซาร์เมื่อ 17 ปีก่อน ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในเรื่องดังกล่าวในไทยดีเท่าที่ควร ทำให้การป้องกันการแพร่ระบาดอาจไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยที่สี่ ผลกระทบภัยแล้งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรกรรมจนทำให้ปริมาณผลผลิตโดยรวมขยายตัวติดลบได้ คาดว่าติดลบประมาณ -0.5 ถึง -1% ทั้งปี โดยไตรมาสสองอัตราการขยายตัวของปริมาณผลผลิตอาจติดลบมากกว่า -1.5% ขณะที่ราคาผลผลิตบางส่วนจะปรับตัวสูงขึ้นจากอุปทานลดลงขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากขาดแคลนน้ำในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก แม่น้ำโขง รวมทั้งแม่น้ำหลายสายในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบภาวะแห้งขอด และเป็นวิกฤติหายนะทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย ปัจจัยที่หนึ่ง เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย ส่งผลบวกต่อภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยวของไทยในระดับหนึ่ง ปัจจัยที่สอง การใช้งบประมาณปี 2563 เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและมีความจำเป็นในการเร่งรัดการใช้จ่ายจากระยะเวลาที่เหลืออีก 9 เดือนของปีงบประมาณ 2563 ปัจจัยที่สาม ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังดีอยู่ ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้สินต่างประเทศระยะสั้นต่ำ การเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อต่ำ ปัจจัยที่สี่ การดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและทางการคลัง ปัจจัยที่ห้า การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ &amp;nbsp; ปัจจัยบวกเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดการกระจายตัวของผลประโยชน์ไปยังประชาชนส่วนใหญ่และธุรกิจรายเล็กรายกลางมากนัก เพราะไทยไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เศรษฐกิจยังคงมีการผูกขาดสูงขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจตลาดการแข่งขันไม่เสรีจริง สังคมผู้สูงวัยทำให้ผลิตภาพโดยรวมปรับลดลง โครงสร้างเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาภายนอกสูง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะไม่ได้ไปเน้นไปที่การสร้างงานสร้างรายได้ แต่เป็นเน้นการแจกเงินทำให้ประชาชนเสพติดประชานิยม ประชานิยมแบบนี้จะสร้างปัญหาฐานะทางการคลังในระยะต่อไป การกระตุ้นภาคการบริโภคติดข้อจำกัดหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงแตะ 80% ของจีดีพี ขณะที่ การกระตุ้นภาคการลงทุนอาจได้ผลบ้างเนื่องอัตราการใช้กำลังการผลิตในบางธุรกิจอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจนอยู่ในระดับ 70-80% และจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนอาจไม่สูงนักเนื่องจากมีการลงทุนส่วนเกินอยู่ ดอกเบี้ยต่ำช่วยประคับประคองการลงทุนได้ระดับหนึ่ง ควรผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมเนื่องจากยังไม่มีสัญญาณของปัญหาฟองสบู่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เหตุการณ์หรือปัจจัยที่ต้องจับตาและติดตามในปีนี้ ได้แก่ เหตุการณ์หรือปัจจัยภายใน การอนุมัติงบประมาณปี 2563 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนมกราคม การประมูล 5G การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ &amp;nbsp;สถานการณ์เลิกจ้างยังเกิดอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกและไตรมาสสองปีนี้ การเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนมีนาคม เป็นต้น ส่วนเหตุการณ์หรือปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ การเซ็นข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯกับจีน 15 ม.ค. เส้นตาย Brexit เดือนมกราคม การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้จีนช่วงครึ่งปีหลัง การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เดือน ก.ค. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดือน พ.ย. เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53855</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, ม.รังสิต, เศรษฐกิจไทยปี 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุมขย่มปีหนู‘เศรษฐกิจ’ส่อโคม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจไทยปี 63 ยังโคม่า &amp;quot;พิชัย&amp;quot; สอนมวยบิ๊กตู่-ทีมเศรษฐกิจ กางข้อผิดพลาด &amp;nbsp;รัฐบาลแก้ปัญหามั่วนิ่มทำประชาชนเดือดร้อนสาหัส ฟันธง ศก.ซบเซาโตแค่ 2 เปอร์เซ็นต์กว่า &amp;nbsp;&amp;quot;กรณ์&amp;quot; เอาด้วย ขย่มรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงต่างคิดเองทำเอง แม้ขยันแต่ไม่ช่วยอะไรมากหากยุทธศาสตร์คลุมเครือ ชี้หลายปัจจัยส่งสัญญาณน่าห่วง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าววิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2563 ว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะไม่แย่นัก เนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะถดถอยได้ผ่อนคลายลง คนสหรัฐฯ 67% มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจของตนจะดีขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ก็ยังทำลายสถิติขึ้นสูงสุดอีกครั้ง ในขณะที่เศรษฐกิจของอียูก็ยังทรงๆ คงต้องจับตาผลกระทบของเบร็กซิตกันต่อไป แต่เศรษฐกิจจีนอาจจะยังไม่ดีนัก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะต่ำกว่าปีนี้ สงครามการค้าน่าจะยังเป็นปัญหา หนี้เสียในระบบการเงินมีเป็นจำนวนมากและจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นให้จีน ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะไม่แย่นัก แต่เศรษฐกิจไทยน่าจะย่ำแย่ต่อเนื่องจากปัจจัยการส่งออกยังมีแนวโน้มที่ย่ำแย่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยวิเคราะห์ว่า การส่งออกของไทยในปีหน้ายังคงไม่ฟื้น อย่างเก่งก็ทรงๆ เท่าปีนี้ที่ติดลบมาก หรือถ้าขยายได้ก็ไม่น่าถึง 1% โดยอาจจะมีแนวโน้มที่ติดลบได้ จากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกของไทยที่เริ่มจะล้าสมัย และการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ยังมีน้อยมาก การลงทุนที่ลดลงและตกต่ำมาตลอด 5 ปีกว่าส่งผลให้การส่งออกไม่ขยายตัว อีกทั้งปีหน้าไทยจะถูกสหรัฐฯ ตัดจีเอสพีในสินค้าหลายรายการอีกด้วย ยิ่งจะทำให้การส่งออกของไทยแย่ลง ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีการโยกย้ายการลงทุนจากประเทศจีนมายังไทยบ้างเพื่อหนีสงครามการค้า แต่ก็ไม่น่าจะมีปริมาณมากนัก และการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงมีไม่มาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะทำให้เกิดคลัสเตอร์แทบจะไม่มีเลย ในขณะที่นักลงทุนไทยยังคงลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการบริโภคของประชาชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรายได้ของประชาชนไม่เพิ่มแถมยังลดลง รัฐบาลไม่ได้ทำตามนโยบายที่จะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% เพิ่มเบี้ยคนชราเป็น 1,000 บาท ฯลฯ ตามที่สัญญาไว้ อีกทั้งรัฐบาลไม่ได้มีนโยบายอื่นที่จะเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างถาวรนอกจากการแจกเงิน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังคงมุ่งการแจกเงินเป็นหลัก มากกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลดำเนินอย่างล่าช้า ตลอด 5 ปีกว่าแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะยังคงย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ยังคงจะซบเซา เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยควรจะต้องมีการเจริญเติบโต 5% เป็นอย่างต่ำ และยุทธศาสตร์ชาติก็กำหนดเช่นนั้น ซึ่งรัฐบาลสอบตกมาตลอด 5 ปี จึงทำให้เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับปีหน้าคือ การว่างงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 500,000 คน จากการลงทุนที่ลดลงทำให้การจ้างงานไม่เพิ่ม อีกทั้งยังจะมีโรงงานจำนวนมากที่จะปิดตัวเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมของไทยที่เริ่มจะล้าสมัย รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่ตอนนี้แข็งค่าทะลุ 30 บาทแล้ว จะส่งผลต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนอาจจะทนลำบากกันไม่ไหว และหมดหวังว่ารัฐบาลนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนี้ได้แล้ว&amp;quot; นายพิชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายพิชัยกล่าวย้ำเตือนรัฐบาลว่า รัฐบาลมีผลงานที่ย่ำแย่และเสื่อมเสียให้ประชาชน 10 &amp;nbsp;ผลงาน ดังนี้ 1.ผลงานการทำทุกวิถีทางเพื่อจะเป็นรัฐบาลเพื่อสืบทอดอำนาจ โดยใช้ทุกกลยุทธ์โดยไม่คำนึงถึงหลักการ ความถูกต้อง และจริยธรรม 2.ผลงานทำประเทศไทยย้อนยุคถอยหลังกลับไป 30 ปี &amp;nbsp;ด้วยรัฐบาลผสม 19 พรรค 3.ผลงานทำให้ประเทศไทยเป็นคนป่วยของอาเซียน และยิ่งป่วยหนักโดย 5 &amp;nbsp;ปี เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยต่ำมากเพียง 3% เท่านั้น และหลังเลือกตั้งแล้วกลับลดต่ำลงอีก ปีนี้น่าจะเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น และปีหน้าก็น่าจะพอๆ กันคือประมาณ 2% กว่าเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.ผลงานแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติพัวพันยาเสพติดเป็นรัฐมนตรี โดยมีการเสนอข่าวกระจายไปทั่วโลก 5.ผลงานที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบุกป่าสงวนฯ แล้วยังไม่ถูกดำเนินคดี 6.ผลงานทำให้เกิดมี ส.ส.งูเห่าที่ไม่เคยมีมานานมากแล้ว โดย ส.ส.ได้ย้ายจากพรรคฝ่ายค้านมาอยู่กับพรรคฝั่งรัฐบาล แถมรัฐบาลยังภูมิใจนำออกโชว์อย่างไม่ละอายใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวต่อไปว่า เรื่องที่ 7.ผลงานการไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงและให้สัญญากับประชาชนไว้ ทั้งค่าแรง 400-425 บาท ราคาสินค้าเกษตร ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท ฯลฯ 8.ผลงานที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ โดยอิเหนาเมาหมัด &amp;nbsp;9.ผลงานการทำลายความเชื่อมั่นของประเทศจากข่าวสารด้านลบที่กระจายไปทั่วโลก อีกทั้งทำให้ Rule &amp;nbsp;of Law ของประเทศไทยบิดเบือนไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และยิ่งทำลายความมั่นใจของนักลงทุน 10.ผลงาน ถูกประชาชนแสดงอาการเบื่อให้เห็นต่อหน้า และเป็นตัวแทนของประชาชนจำนวนมากที่เบื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อิเหนาเมาหมัด ต้องถามตัวเองมากกว่าว่ามีผลงานอะไรที่ประชาชนจำได้บ้าง นอกจากการแจกเงินที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมองในการคิดแต่อย่างใด และยังถูกไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ท้วงติงอีกต่างหาก ว่าไม่เกิดประโยชน์และไม่พัฒนาความสามารถแข่งขันของประเทศ หากรัฐบาลรู้ตัวว่าไม่ไหวก็ไม่ควรจะฝืนอีกต่อไปแล้ว น่าจะให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจะดีกว่า ประเทศจะได้ไม่ล้าหลังและย่ำแย่ลงไปอีก&amp;quot; นายพิชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Korn &amp;nbsp;Chatikavanij พยากรณ์ถึงเศรษฐกิจไทยในปีหน้าว่า &amp;quot;สิ้นปีนี้เราพอสรุปได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจปีหน้าท้าทายแน่นอน และการที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงต่างคิดเองทำเองอย่างขยันขันแข็งจะไม่ช่วยอะไรมากนัก หากยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนและสอดคล้องกัน มีคนถามว่าที่บาทแข็งแสดงว่าเศรษฐกิจต้องดีไม่ใช่หรือ คำตอบคือไม่ใช่เสมอไป และตอนนี้ไม่ใช่แน่นอน - เหตุผลหลักที่บาทแข็งเป็นเพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเราเกินดุลอย่างมาก ซึ่งล่าสุดเดือนพฤศจิกายนเราเกินดุล 3.4 พันล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่การส่งออกติดลบกว่า 7% ซึ่งเป็นเพราะการนำเข้าเราลดลงมากกว่า คือกว่า 9% ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีเพราะที่ลดหนักที่สุดคือการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ และก็สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะยานยนต์ลดลงกว่า 21% เทียบกับปีที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเราลดลงเหลือเพียง 63.2% ซึ่งตํ่ามาก และการบริโภคภายในประเทศก็ลดลง ที่น่าจะเป็นตัวช่วยเร็วๆ นี้คือการใช้เงินภาครัฐ เพราะปีนี้งบประมาณออกช้า จึงทำให้เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาการใช้งบรัฐลดลงเกือบ 30% จากปีก่อนหน้านี้! อาทิตย์หน้างบปี 63 ก็จะผ่านแล้วสถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่ปัญหาคืองบส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ อิมแพคจริงๆ จึงค่อนข้างน้อย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต รมว.การคลังย้ำว่า เราโทษเรื่องเศรษฐกิจโลก/สงครามการค้า ฯลฯ ได้ แต่เราต้องยอมรับว่าปัญหาทั้งหมดไม่เป็นเพียงเพราะเงื่อนไขจากภายนอก ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศอื่นก็ควรมีปัญหาเหมือนเรา แต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเราช้ากว่าเกือบทุกประเทศเพื่อนบ้านเรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อว่าปัญหาเราเป็นปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่มีใครแก้ไขจริงจัง โครงสร้างนี้ทำให้การพัฒนา อำนาจ และการเข้าถึงทรัพยากรกระจุกตัว คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องแก้ตรงนี้โดยเร็วครับ จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดนวัตกรรม และเกิดการลงทุน ผมเอาใจช่วยรัฐบาลนะครับ มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผมอยากจะเห็น&amp;quot; อดีต รมว.การคลังระบุ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53613</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิชัย นริพทะพันธุ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจ, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐกิจไทยปี 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
