<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประสานเสียงจีดีพีแกร่ง จับตาเงินทุนไหลเข้า กระทบค่าเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิดโวจีดีพีไทยแข็งแกร่ง เติบโตเกิน 4.5% แน่นอน ด้านธปท.เห็นด้วย แต่ตอนนี้จับตาเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นทำค่าเงินผันผวน &amp;nbsp;ส่วนดอกเบี้ยโยน กนง.พิจารณา ฝากธนาคารกสิกร ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดี เผยยังไม่มีแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จีดีพีของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปีจะสูงกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ คาดว่าจะสูงเกิน 4.5%. อย่างแน่นอนเพราะรัฐบาลเร่งรัดการลงทุน การปฏิรูปหลายด้าน ท่ามกลางปัจจัยบวกอัตราเงินเฟ้อ 1 %การส่งออกคาดว่าขยายตัวมากกว่า8 %ทุนสำรองระหว่างประเทศ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี 40 %นับว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ในขณะนี้ &amp;nbsp;รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเร่งรัดลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน หวังใช้แหล่งทุนหลายรูปแบบ ทั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อระดมทุนผ่านเอกชนและงบประมาณ เพื่อดูแลหนี้สาธารณะต่อจีดีพี &amp;nbsp;40-50 ไม่ให้สูงเกินเพดานความยั่งยืน และการปรับไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่แล้ว อีกทั้งประเทศไทยมีความโดดเด่นในอาเซียน หากสามารถให้ข้อมูลความคืบหน้าในโครงการต่างๆ แก่นักลงทุนได้อย่างชัดเจนก็จะทำให้นักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยได้อย่างมั่นใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อนโยบายการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย : ทิศทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ในงาน Thailand Focus 2018 ว่า ในปี 2561 เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีกว่าที่คาด โดยล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2561 ขยายตัวถึง 4.6% สูงกว่าความคาดหมายของ ธปท. ทั้งนี้เป็นผลจากการเติบโตได้ดีในทุกภาคส่วน ทั้งการส่งออก การบริโภคในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชน และสะท้อนว่าผลจากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นได้เริ่มกระจายตัวไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำหนดนโยบายการเงินของไทยว่าใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ เป้าหมายเงินเฟ้อ, การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพในภาคการเงิน ตลอดจนพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้า การติดตามการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักด้วย ส่วนปัจจัยในประเทศต้องติดตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวภายหลังจากเกิดเหตุเรือล่มที่ จ.ภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับต่อความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความเข้มแข็งมากที่สุดในบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้มีความอิสระที่จะสามารถกำหนดนโยบายการเงินได้เอง แตกต่างจากประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ นอกจากนี้ ภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยยังมีการกันสำรองอยู่ในระดับสูง และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไทย กล่าวอีกว่า แม้ไทยจะมีอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินได้เอง แต่ก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไปด้วย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะมีทิศทางใดนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาวะเงินบาทที่กลับมาปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจที่ในช่วง 3-4 วันนี้พบเม็ดเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาพักในตลาดพันธบัตรระยะสั้นของไทยมากขึ้น และอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งอาจเป็นเพราะฐานะด้านต่างประเทศของไทยมีความเข้มแข็งมากกว่า ขณะที่บางประเทศมีประเด็นปัญหาด้านความมั่นคง จึงไม่จูงใจให้นักลงทุนนำเงินเข้าไปลงทุนเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจับตาใกล้ชิด ก็เห็นว่ามีการเคลื่อนไหวของเงินเข้ามา ซึ่งจากมุมมองของนักลงทุน ความกังวลบางเรื่องลดลงไป การเคลื่อนไหวของเงินจึงเข้ามาในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น และช่วง 3-4 วัน มีเข้ามาในตลาดพันธบัตรระยะสั้น เราติดตามดูใกล้ชิด แต่ก็อาจเพราะฐานะด้านต่างประเทศเราแข็งแรงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดย ธปท. จะจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใด ๆ ออกมารองรับ&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า สถานการณ์ของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 นี้ มองว่ามีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน นับเป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันการผลักดันเกี่ยวกับการลงทุนที่กระจายตัวไปภาคธุรกิจต่างๆ ย่อมมีผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรงมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ยังไม่แผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องจากสภาพคล่องของธนาคารยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของโลกจะเป็นขาขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางประเทศอื่น ได้ทำการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารกสิกรไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะสภาพคล่องของธนาคารยังสูงอยู่ และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆในบางประเทศตลาดได้รับรู้ไปแล้ว ในรอบนี้เราอาจจะไม่เป็นผู้นำในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย&amp;rdquo;นายบัณฑูร กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16466</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนาคารกสิกรไทย, ธปท., บัณฑูร ล่ำซำ, วิรไท สันติประภพ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เงินทุนไหลเข้า, เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
