<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับวิกฤตโควิด-19 หนักหน่วงรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ก.ย. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยในการประชุมสามัญประจำปี 2564 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถึงมาตรการช่วยเหลือและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยุคโควิด ว่า ยอมรับว่าวิกฤตโควิด-19 เป็นวิกฤตที่หนัก ส่งผลกระทบในวงกว้างและแรงทั้งต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ติดลบมากที่สุดในรอบ 22 ปี แต่ตัวเลขจีดีพีก็อาจยังไม่สะท้อนผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าโควิดเป็นปัญหาที่รุนแรงและสะสมนาน มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ออกมาก่อนกน้านี้ก็พูดได้เลยว่าไม่พอ ขณะที่การปล่อยสินเชื่อและช่วยเหลือลูกหนี้โดยกลไกปกติของธนาคารพาณิชย์ แม้จะทำได้ดี แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ซึ่งจุดที่ระบบธนาคารพาณิชย์ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร คือ การช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่ ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมจะออกหรือปรับมาตรการเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้สินเชื่อไปถึงกลุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้น และลดโอกาสที่กลุ่มนี้จะเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการขยายเวลาชำระหนี้ รวมทั้งต้องเร่งช่วยลูกหนี้ให้ได้จำนวนมากและเร็ว เพื่อให้คนไทยทุกคนเมื่อจบวิกฤติแล้วจะเจ็บตัวน้อยที่สุด&amp;rdquo;นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันไทยก็เป็นประเทศที่พึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างสูง เห็นได้จากตัวเลขสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ 14 ล้านล้านบาท เทียบกับสินเชื่อที่มาจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ 5 ล้านล้านบาท คิดเป็นเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของระบบธนาคารพาณิชย์ แม้ช่วงหลังภาคเอกชนจะระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้น แต่ยอดคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่เพียง 3 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าเครื่องยนต์สำคัญที่จะหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน คือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงและเศรษฐกิจที่หดตัวนี้ โอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะหุบร่ม หรือไม่ปล่อยสินเชื่อจะมีสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ธปท. จะติดตามดูแลการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด ทั้งการดูแลภาระหนี้เดิม การออกมาตรการแก้หนี้ระยะยาวเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้เหมาะกับปัญหา การออกแบบมาตรการปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้อหรือสนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถจัดสรรทรัพยากรไปช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น และยังมีฐานะแข็งแกร่ง เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามและแรงไปกว่าเดิม ทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์ทำงานได้ต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับไปเข้มแข็งได้ จะต้องก้าวผ่านวิกฤตโควิด และปูรากฐานให้ภาคอุตสาหกรรมในยุคหลังโควิดเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขอบคุณภาครัฐ ที่ล่าสุดได้ขยายเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเป็น 70% แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะดูแลสถานการณ์ให้ได้มากขึ้นและต่อเนื่อง แต่ก็ต้องใส่ใจกับการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่าส.อ.ท.มีภารกิจช่วยเหลือสมาชิกภายใต้สถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ให้บริการ 360 องศา แก่สมาชิกครอบคลุมทุกมิติ เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ ภายใต้แนวคิดว่าถึงเวลาต้องกล้าเปลี่ยน เปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ตลาด เปลี่ยนรูปแบบสู่ดิจิตอลมากขึ้น ยุคใหม่ต้องคิดให้ต่าง ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นตัวช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยด้านการตลาดวางกลยุทธ์ 3 แนวทาง คือ การเข้าสู่ระบบออนไลน์(Go Online) การก้าวออกไปเชื่อมโยงทั่วโลก(Go Global) และการเข้าถึงโครงการภาครัฐ(Go Government) สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ช่องทาง เครื่องมือ และเงินทุน โดยชูโครงการเมด อิน ไทยแลนด์(Made in Thailand) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่ง ส.อ.ท.เตรียมจัดงานมหกรรมสินค้าแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไทย FTI Expo ผลักดันสินค้าเมด อิน ไทยแลนด์ รองรับเปิดประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการเงิน ส.อ.ท.ยังคงส่งเสริมสมาชิกให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เน้น 2 แนวทางคือการผลักดันสินเชื่อรูปแบบซัพพลาย เช่น สินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจหรือสินเชื่อหมุนเวียนคู่ค้า(Supply Chain Financing) และการระดมทุนในตลาดทุนสำหรับธุรกิจและเอสเอ็มอี การส่งเสริมสมาชิกให้สามารถนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม, การสร้างทักษะใหม่และการยกระดับทักษะการทำงานของบุคลากรภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการสรรหาบุคลากรให้ตรงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 80 หลักสูตรเฉพาะทาง รวมถึงการยกระดับธุรกิจด้วยดิจิตอล แพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118069</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบเศรษฐกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.), เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ยันพรก.ฟื้นฟูลุยช่วยลูกหนี้พร้อมปลดล็อกเงื่อนไข ดึง บสย. ค้ำประกันอุ้มกลุ่มเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2564 ถึงการออกพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯ) ว่าโจทย์สำคัญในตอนนี้ คือ การเร่งช่วยลูกหนี้ให้รอดมากที่สุด จึงเห็นว่าสินเชื่อควรออกไปได้เร็วและตรงจุด การที่จะให้สินเชื่อออกได้เร็วต้องใช้กลไกที่มีข้อมูล เข้าใจลูกหนี้ เข้าใจธุรกิจ ประเมินความเสี่ยงได้ว่าลูกหนี้รายใดมีโอกาสฟื้นฟู และกลับมาทำธุรกิจได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความกังวลว่ามาตรการจะเลือกช่วยเหลือแต่ลูกหนี้ชั้นดีนั้น เป็นสิ่งที่ ธปท. คำนึงถึงเช่นกัน จึงใช้กลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)ที่ลูกหนี้ต้องจ่ายค่าค้ำประกันที่ 1.75% เพื่อให้สินเชื่อไปถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงคือกลุ่มสีเหลือง หรือกลุ่มสีส้มมากขึ้น เพราะกลุ่มสีเขียวที่เป็นลูกหนี้คุณภาพดีจะไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ อีกทั้ง มาตรการยังได้รับความร่วมมือจากบางกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ ในการช่วยให้สินเชื่อผ่านไปถึงธุรกิจรายเล็กในห่วงโซ่การผลิตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความคืบหน้าล่าสุดของสินเชื่อฟื้นฟูฯ คาดว่าลักษณะการใช้เงินจะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกเป็นสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อเยียวยา ระยะที่ 2 ใช้สินเชื่อเมื่อเริ่มมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น และระยะที่ 3 คือ ช่วงที่เศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติ โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 100,000 ล้านบาท ภายใน 6 เดือน ซึ่งปัจจุบัน (2 มิ.ย.) ยอดคงค้างอยู่ที่ 20,839 ล้านบาท จำนวนลูกหนี้ 8,218 ราย เฉลี่ย 2.5 ล้านบาทต่อราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. และกระทรวงการคลัง ได้หารือกับหลายฝ่าย ทั้งสถาบันการเงิน และลูกหนี้ อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) สภาหอการค้าไทย และสมาคมโรงแรม ในการหารูปแบบมาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจ โดยได้ปลดล็อกข้อจำกัดของ พ.ร.ก. ซอฟท์โลนเดิม เพื่อเอื้อให้ลูกหนี้เอสเอ็มอสามารถเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูฯ ได้มากขึ้น ทั้งการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมธุรกิจในวงกว้างขึ้นขยายเวลาการให้ความช่วยเหลือให้ยาวขึ้น ขยายวงเงินให้เพียงพอรองรับความต้องการของลูกหนี้ กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมและเอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงปรับใช้กลไกค้ำประกันของรัฐ โดยบสย. และเพิ่มอัตราการค้ำประกันสินเชื่อ&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒิ ยังกล่าวถึงประเด็นโครงการพักทรัพย์พักหนี้ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ สถาบันการเงินและลูกหนี้อาจยังไม่คุ้นเคย สิ่งที่ ธปท. ทำคือการออกแบบสัญญามาตรฐาน เพื่อหาแนวทางการเจรจาที่เป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ต้องอาศัยเวลาในการเจรจา และบางส่วนรอมาตรการสนับสนุนทางภาษีที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการ 4 ราย มูลค่าโอนสินทรัพย์ 910 ล้านบาท และเชื่อว่าระยะต่อไปทั้งสินเชื่อฟื้นฟูฯ และโครงการพักทรัพย์พักหนี้จะมีผู้มาเข้าร่วมมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธปท. ยืนยันว่าลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติทุกรายมีสิทธิเท่ากันในการเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูฯ ไม่ว่าจะเคยกู้ผ่านมาตรการซอฟท์โลนเดิม หรือไม่ ต่างก็กู้ได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อเท่ากัน และในเรื่องการกำหนดราคาตีโอนสำหรับโครงการพักทรัพย์ พักหนี้นั้น ธปท. ได้สร้างกลไกให้ราคาตีโอน เท่ากับราคาซื้อคืน บวก ค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก เพื่อให้ลูกหนี้อยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท. พร้อมปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับส่วนรวม หากมาตรการไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ และพร้อมรับข้อเสนอต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติและจะใช้ความยืดหยุ่นของ พ.ร.ก. นี้ให้เป็นประโยชน์&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105752</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯ, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยอ่วมโควิดลุ้นยาวฟื้นตัวไตรมาส 1ปี 2566  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 รวมถึงการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้น ก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่อง ทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าจะกลับมาเป็นปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104764</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของโควิด-19, ผู้ว่า ธปท, เศรษฐกิจไทย, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.จับมือธนาคารกลางสิงคโปร์ชู“พร้อมเพย์-เพย์นาว”โอนเงินระหว่างประเทศเรียลไทม์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการเปิดตัวการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลก ได้แก่ได้แก่ ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของประเทศไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของประเทศสิงคโปร์ ว่า การเชื่อมโยงระบบในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือและการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกฝ่าย ทั้ง ธปท. และธนาคารกลางสิงคโปร์ ผู้ให้บริการระบบการชำระเงินสมาคมธนาคาร และธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในระยะแรก ผู้ใช้บริการของธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ จะสามารถโอนเงินระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ได้ในจำนวนไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 25,000 บาท ต่อวันผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้รับโอน และไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลอื่นเหมือนบริการโอนเงินระหว่างประเทศทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล และรายละเอียดของบัญชีผู้รับโอน บริการนี้จะช่วยให้ผู้โอนสามารถโอนเงินได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทำได้ทุกที่ทุกเวลาเสมือนกับการโอนเงินภายในประเทศด้วยหมายเลขโทรศัพท์ผ่านพร้อมเพย์หรือเพย์นาว โดยการโอนใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที เร็วกว่าการโอนเงินระหว่างประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบันซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย 1 - 2 วัน
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการได้ตกลงร่วมกันให้ค่าธรรมเนียมการโอนเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของพร้อมเพย์ - เพย์นาว ถูกกว่าการโอนเงินในรูปแบบปัจจุบันและแข่งขันกับบริการโอนเงินระหว่างประเทศอื่นในตลาดได้ โดยผู้ใช้บริการจะเห็นค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนก่อนตัดสินใจโอนเงิน &amp;nbsp;โดย ธปท. และ MAS มีความตั้งใจที่จะขยายผลของการบริการพร้อมเพย์ - เพย์นาว ทั้งการเพิ่มจำนวนธนาคารที่ให้บริการ และการขยายวงเงินการโอนเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ธปท. มีความตั้งใจที่จะยกระดับการเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือกับประเทศอาเซียนและประเทศอื่น ๆ โดยได้พัฒนาบริการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านคิวอาร์โค้ดกับประเทศญี่ปุ่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งบริการจากความร่วมมือของ MAS และ ธปท. นี้ จะช่วยแก้ปัญหาที่มีมานานในการโอนเงินระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องระยะเวลานานในการทำธุรกรรม และต้นทุนที่สูง ในระยะต่อไป ธปท. จะยังคงผลักดันนวัตกรรมการชำระเงินระหว่างประเทศและโครงสร้างพื้นฐานที่จะยกระดับการบูรณาการทางการเงิน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประเทศและภูมิภาคอาเซียน&amp;quot; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายระวี เมนอน กรรมการผู้จัดการ MAS กล่าวว่า พร้อมเพย์ - เพย์นาว เป็นความพยายามริเริ่มร่วมกันที่ทำให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินและภาคธนาคารมีศักยภาพรองรับการเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างไร้รอยต่อ เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับลูกค้ารายย่อย โดย MAS และ ธปท. มีเป้าประสงค์ร่วมกันที่จะต่อยอดการเชื่อมโยงระหว่างประเทศไปสู่ระดับอาเซียนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS), ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, โอนเงินระหว่างประเทศ, โอนเงินไทย-สิงคโปร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถ้าปีหน้าท่องเที่ยวไม่ฟื้น เราพึ่งส่งออกได้ไหม?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้านักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับมาในปีหน้าในจำนวนที่เพียงพอ ความหวังของเศรษฐกิจไทยก็อยู่ที่การส่งออกที่ควรจะกระเตื้องขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขทางการบอกว่า 11 เดือนของปีนี้ ส่งออกของไทยหดตัว 6.92%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นำเข้าหดตัวมากกว่าคือ 13.74%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีหน้าส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4% แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ลดลง จึงยังไม่อาจจะใจชื้นขึ้นได้แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งเมื่อเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะมีผลต่อการส่งออกของปีหน้าได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยความไม่แน่นอนมีอยู่รอบด้าน ต้องบริหารความเสี่ยงกันอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอจะเห็นภาพรวมของปีนี้และความคาดหวังสำหรับปีหน้า บนสมมติฐานว่าการระบาดระลอกใหม่ของโควิดที่เราเห็นอยู่ขณะนี้จะไม่ยืดเยื้อ จนทำให้เกิดผลทางลบหนักหนากว่าที่เป็นอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การส่งออกของไทยในปี &amp;nbsp;2564 จะขยายตัว 4% ตามภาวะฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นจุดๆ &amp;nbsp;แต่ทุกประเทศไม่มีการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ จึงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแปรสำคัญน่าจะเป็นวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณพิมพ์ชนกบอกว่า แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่กระจายครอบคลุมประชากรทั่วโลก แต่หากมีข่าวความสำเร็จของการใช้วัคซีนในหลายประเทศออกมาเมื่อไหร่ ก็จะสร้างความมั่นใจให้ตลาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างช้าตั้งแต่กลางปี 2564 เป็นต้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากสามารถจัดการกับโควิด-19 ได้ คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การส่งออกของไทยกลับมาขยายตัวได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีความหวังว่าสินค้าไทยที่มีศักยภาพยังคงตอบโจทย์โลกยุคหลังโควิด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองในแง่ &amp;quot;ปัจจัยกดดันการส่งออกไทยในปีหน้า&amp;quot; ก็มีประเด็นหลักๆ เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่อาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เป็นเรื่องใหญ่น่าจะเป็นนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณพิมพ์ชนกพูดถึงประเด็นเงินบาทที่แข็งค่าว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เธอบอกว่าคุณเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทยอยออกมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลค่าเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไหลออกประเทศไทยค่อนข้างเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณพิมพ์ชนกบอกด้วยว่า เรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรสาครนั้น ภาครัฐจะต้องควบคุมไม่ให้เกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หาไม่แล้วอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทยได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้าหลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวนั้น จะต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งคือ การที่ไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างของสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่ยังผลิตโดยใช้เทคโนโลยีเก่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขการส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายน 2563 มีมูลค่า 18,932.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว 3.65% การนำเข้ามีมูลค่า 18,880.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว &amp;nbsp;0.99% ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 52.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ &amp;nbsp;ขณะที่ 11 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.63) การส่งออกมีมูลค่า &amp;nbsp;211,385.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว 6.92% การนำเข้ามีมูลค่า 187,872.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว 13.74% &amp;nbsp;ส่งผลให้ 11 เดือนไทยเกินดุลการค้า 23,512.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สินค้าที่ขยายตัวได้ดียังเป็นสินค้ากลุ่มเดิมที่เติบโตต่อเนื่อง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหาร เช่น ผักและผลไม้, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, อาหารสัตว์เลี้ยง, สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง และสิ่งปรุงรสอาหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน &amp;nbsp;เช่น เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน, เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน, ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง, เครื่องซักผ้า, &amp;nbsp;เครื่องปรับอากาศ และโทรศัพท์และอุปกรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เห็นได้ชัดว่าได้ประโยชน์จากวิกฤติครั้งนี้ คือกลุ่มสินค้าเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ รวมถึงถุงมือยางที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณพิมพ์ชนกบอกว่า ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีคือเดือนธันวาคมนี้ หากไทยส่งออกสินค้าได้ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้การส่งออกทั้งปี 2563 หดตัว &amp;nbsp;6.8%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากส่งออกสินค้าได้ 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้การส่งออกทั้งปีหดตัว 6.6%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากไทยส่งออกสินค้าได้ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้การส่งออกทั้งปี 2563 หดตัว 6.45%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สังเกตไหมว่าคำว่า &amp;quot;หาก...&amp;quot; ยังเป็นหัวใจของการพยากรณ์สภาพเศรษฐกิจของไทยเราในทุกกรณี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะไม่ว่าจะเป็น &amp;quot;เซียนเหยียบเมฆ&amp;quot; มาจากไหนก็หนีไม่พ้นสัจธรรมแห่ง VUCA ของยุคนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ Volatile ความผันผวน Uncertain ความไม่แน่นอน Complex ความสลับซับซ้อน และ Ambiguous ความอึมครึม!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88145</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;ออกใช้ธนบัตรที่ระลึกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย. 2563 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิมพ์ธนบัตรที่ระลึกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และยังเป็นการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญ ตลอดจนพระราชพิธีที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย โดยจะนำออกใช้ในวันที่ 12 ธ.ค. 2563 ซึ่งเป็นวันครบ 1 ปี ของการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนบัตรที่ระลึกชุดนี้มี 2 ชนิดราคา คือ 1000 บาท จัดพิมพ์จำนวน 10 ล้านฉบับ และ 100 บาท จัดพิมพ์จำนวน 20 ล้านฉบับ โดยธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท มีรูปทรงแนวตั้ง โดยใช้หมึกพิมพ์แม่เหล็กสามมิติเปลี่ยนสีได้เป็นลักษณะต่อต้านการปลอมแปลง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มันสมัยที่ใช้อยู่ในธนบัตรแบบปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับชนิดราคา 100 บาท มีลักษณะโดยรวมและลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงเช่นเดียวกับธนบัตรชนิดราคา 100 บาท แบบ 17 ที่ใช้หมุนเวียนในปัจจุบัน โดยปรับโทนสีธนบัตรให้เป็นสีเหลือง สำหรับภาพด้านหลังธนบัตรทั้ง 2 ชนิดราคา เป็นภาพจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักรราช 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนบัตรที่ระลึกทั้ง 2 ชนิดราคา สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ประชาชนสามารถแลกตามมูลค่าที่ตราไว้หน้าธนบัตรได้ที่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)&amp;nbsp;&amp;nbsp;ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ และสำหรับชนิดราคา 100 บาท สามารถกดจากตู้กดเงินสดอัตโนมัติที่มีป้ายสัญลักษณ์ได้อีก 1 ช่องทางด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85221</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนบัตรที่ระลึกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc0bb81cebb8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ไม่อยู่เฉยเตรียมออกมาตรการดูแลบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 63 - นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการเข้าไปดูแลสถานการณ์ค่าเงินบาท ซึ่งจะต้องเป็นมาตรการที่ดูในภาพรวม ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อดูเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังบอกไม่ได้กำหนดเวลาว่ามาตรการดังกล่าวจะออกมาเมื่อไหร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้ความกังวลในเรื่องของเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเกินไป เพราะหากเป็นสถานการณ์ปกติ การแข็งค่าของเงินบาท ไม่ได้ส่งผลต่อภาคการส่งออก แต่จากสถานการณ์ตอนนี้ที่มีผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้ประกอบการในภาคส่งออกที่สายป่านสั้นก็จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วในช่วงที่ผ่านมา มาจากข่าวเรื่องการผลิตวัคซีนโควิด-19 ทำให้คนคาดหวังว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้น และดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล แต่ที่น่าห่วงคือ วัคซีนไม่ได้เป็นตัวแก้ปัญหาจนกว่าจะมีการนำมาใช้จริง แต่ตอนนี้เงินบาทแข็งเพราะข่าวเรื่องวัคซีน ส่วนนักท่องเที่ยวยังไม่เดินทางมาเลย จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง&amp;rdquo; เศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า ธปท. เข้าใจความลำบากและความกังวลของประชาชนและภาคธุรกิจที่มีต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยยืนยันว่า ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ บางช่วงที่เห็นเงินบาทแข็งค่า แต่เหมือน ธปท. ไม่ได้ทำอะไรนั้น ไม่ได้ชี้แจง หรือแถลง ไม่ได้หมายความว่า ธปท. ไม่ได้ทำอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกมาดูแลใน 2 เรื่อง คือ 1. การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.50% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ และ 2. การเข้าไปแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนได้จากปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะ ธปท. เข้าไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่อยากทำ เพราะเมื่อตีมูลค่าแล้ว ทำให้ ธปท. ขาดทุนในปริมาณดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84354</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูแลค่าเงินบาท, เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f94273d809f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
