<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ๋&#039; ค้าน 18 อาจารย์เศรษฐศาสตร์เสนอเลิกแจก 5 พันใช้จ่าย 3 พัน 3 เดือนแทน ลั่นเห็นเป็นครูเลยเบาๆ แต่พร้อมยกระดับหากจำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.63 - นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#18นักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#แถลงการณ์ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการและนักการเมืองเป็นอะไรที่คู่กัน เราก็ทำงาน คุณก็ตำหนิ จิกกัด เราขาดคุณไม่ได้นะคะ แต่นาทีนี้ นาทีที่พี่น้องประชาชนต้องการกำลังใจ และรัฐบาลได้จัดงบประมาณหลายมาตราการ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับประชาชนในการต่อสู้กับไวรัส แถลงการณ์สวยหรู การวิเคราะห์เศรษฐกิจ สังคมต่างๆ ทุกรัฐบาลตระหนักถึง gap ระหว่างคนจนและคนรวย ซึ่ง gap นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนคุณจะเกิดด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ได้ และผลกระทบไวรัสเกิดขึ้นถ้วนหน้า ทุกชนชั้น ทุกประเทศ ซึ่งรัฐบาลพยายามให้ความช่วยเหลือเยียวยาทุกชนชั้น คำแถลงการณ์เป็นข้อเสนอที่ดูดี แต่มันเป็นไปได้ไหมล่ะคะ ถ้าทำได้ไม่ต้องรอมาถึงรัฐบาลพลเอกประยุทธหรอก อีกทั้งประเด็นการจัดงบประมาณ ทุกอย่างมีขั้นตอน แม้กระทั่งการกู้เงินก็มีขั้นตอนนะคะ ให้ดูด้วยว่าทำได้รึเปล่า เพราะทุกอย่างมีขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(เห็นเป็นครูเลยเบาๆ แต่พร้อมยกระดับหากจำเป็น)&amp;nbsp;อ่านข่าวประกอบ 18 อาจารย์เศรษฐศาสตร์มธ.เสนอเลิกแจก 5 พัน แนะจ่าย 3 พัน 3 เดือนให้ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63279</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปารีณา ไกรคุปต์, เยียวยา, เศรษฐศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e2e55548f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>18 อาจารย์เศรษฐศาสตร์มธ.เสนอเลิกแจก 5 พัน แนะจ่าย 3 พัน 3 เดือนให้ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปภาพจาก admissions.econ.tu.ac.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย. 63 - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย 18 อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ออกแถลงการณ์เรื่อง &amp;ldquo;หากไม่มีเสรีภาพจากความอดอยากและความทุกข์ทน (Freedom from hunger and miseries) ย่อมไม่มีสุขภาพที่ดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแถลงการณ์มีเนื้อหาดังนี้ &amp;nbsp;วิกฤตโรคระบาดโควิด 19 เปิดเผยให้เห็นผลของความเหลื่อมล้ำในเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน ในขณะที่คนระดับบนสามารถกักตัวรักษาระยะทางสังคมได้อย่างไม่เป็นทุกข์ร้อนมากนัก แม้รายได้ที่ได้รับอาจจะลดลงบ้าง แต่คนชั้นล่าง โดยเฉพาะแรงงานรายวันและคนหาเช้ากินค่ำ มักจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่จะต้องออกจากงาน หรือสูญเสียช่องทางหารายได้หลักที่เคยเป็นที่พึ่งพิงของชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการสำรวจ &amp;ldquo;คนจนเมืองในภาวะวิกฤตโควิด-19&amp;rdquo; โดยคณะวิจัยภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) พบว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนจนในเขตเมืองมีรายได้ลดลงโดยเฉลี่ย 70.84% โดยในจำนวนนี้ 60.24% มีรายได้ลดลงเกือบทั้งหมด และ 31.21% มีรายได้ลดลงราวครึ่งหนึ่ง ในสภาวะที่บีบคั้นเช่นนี้ คนจนที่ไม่มีเสรีภาพจากความอดอยากและความทุกข์ทน (Freedom from hunger and miseries) ย่อมจะไม่สามารถกักตัวเพื่อรักษาสุขภาพได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้รัฐไทยจะได้ออกมาตรการเยียวยา-ช่วยเหลือมาจำนวนหนึ่งแล้วก็ตาม พวกเราจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามรายนามข้างล่างนี้ เห็นว่าภาวะวิกฤตพิเศษเช่นนี้ย่อมเรียกร้องต้องการมาตรการตอบสนองอย่างพิเศษ ทั้งเพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ทนระยะสั้นและเพื่อรากฐานสำหรับสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้นในระยะต่อไป พวกเราขอนำเสนอหลักการและมาตรการแก้ไขดังต่อไปนี้แก่สังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. &amp;nbsp;ต้องไม่มีใครอดอยากและปราศจากปัจจัยสี่ของชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 เป็นที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แล้วว่า มีทั้งผู้เดือดร้อนที่เข้าไม่ถึงและผู้ที่ไม่เดือดร้อนแต่เข้าถึงมาตรการแจกเงิน 5,000 บาทของรัฐบาล ซึ่งชี้ว่าทั้งเกณฑ์และข้อมูลประกอบการคัดกรองของรัฐบาลนั้นยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่มาก ทั้งนี้ยังไม่นับความล่าช้าที่เกิดขึ้น ในการได้รับเงินของที่ผู้เข้าเกณฑ์ทั้งหมด และต้นทุนของรัฐในการคัดกรอง พวกเราเห็นว่าควรยกเลิกมาตรการ 5,000 บาทนี้ โดยหันมาใช้วิธีการที่ทั่วถึง เป็นธรรม และรวดเร็วกว่าคือ การจ่ายเงินช่วยเหลือประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งมีค่ามากกว่าเส้นความยากจนของสังคมเราในปัจจุบันเล็กน้อย ในเวลา 3 เดือนเป็นขั้นแรกให้กับประชากรทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ยกเว้นบุคลากรของภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจและผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 &amp;nbsp;ซึ่งมีกลไกดูแลอยู่แล้ว แม้ว่าจะต้องรีบปรับปรุงต่อไปก็ตาม (โดยผู้ที่คิดว่าตนได้รับผลกระทบน้อย อาจสามารถเลือกสละสิทธิ์ได้) ทั้งหมดนี้เพื่อให้มาตรการครอบคลุมคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร แรงงานนอกระบบ ตลอดจนถึงนักเรียนนักศึกษา ซึ่งจะแก้ปัญหาการแจกเงินของรัฐบาลที่ไม่สามารถคัดกรองผู้ที่เดือดร้อนได้ครบถ้วน โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 440,000 ล้านบาทสำหรับเวลา 3 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 จัดให้มีการแจกจ่ายอาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพโดยตรงแก่กลุ่มคนเปราะบางทุกกลุ่ม ซึ่งบางส่วนอาจเข้าไม่ถึงมาตรการข้างต้น เช่น กลุ่มคนไร้สัญชาติ คนไร้บ้าน ฯลฯ รวมทั้งแรงงานต่างด้าวที่ตกงานและตกค้างในไทย พวกเราคาดว่า งบประมาณที่จำเป็นสำหรับการจัดถุงยังชีพให้แก่ประชากรเปราะบาง 2 ล้านคนเป็นระยะเวลา 3 เดือนในขั้นแรกจะคิดเป็นจำนวน 7,800 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการคำนวณข้างต้นพบว่า ต้นทุนทางการคลังจากมาตรการทั้งสองจะอยู่ภายใต้วงเงินของ (ร่าง) พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เจ้าของปัจจัยทุนและที่ดินต้องร่วมเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ผลกระทบของวิกฤตต่อแรงงานและผู้ประกอบการเห็นได้ชัดเจนในรูปของการตกงานและยอดขายลดลงมาก พวกเราเห็นว่าเจ้าของที่ดินและทุนต้องร่วมเข้ามาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เพื่อช่วยเหลือและเพื่อความสมานฉันท์ทางสังคม ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 พวกเราขอเรียกร้องต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ให้ยุติการเก็บค่าเช่าทั้งต่อที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการขนาดเล็ก เราตระหนักดีว่า การบังคับใช้มาตรการนี้เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายพิเศษห้ามการไล่-รื้อทุกประเภทในตลอดช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ รวมทั้งพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ลดหรือยุติการเก็บค่าเช่า เช่น การอนุญาตให้นำมาลดหย่อนภาษีได้ 2-3 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 เราตระหนักดีว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการช่วยเหลือแล้วหลายประการ เช่นการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แต่พวกเราเห็นว่ายังไม่พอเพียง จึงขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้สถาบันการเงินยุติการคำนวณดอกเบี้ยในสินเชื่อคงค้างของบุคคลและนิติบุคคลขนาดเล็กในตลอดช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ ให้คิดดอกเบี้ยได้เฉพาะต่อสินเชื่อใหม่เท่านั้นและในอัตราผ่อนปรน รวมทั้งระงับการฟ้องคดีล้มละลายต่อทั้งบุคคลและนิติบุคคลขนาดเล็กในตลอดช่วงเวลาแห่งวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราเห็นว่ามาตรการข้อ 1 คือ มาตรการพื้นฐานที่จะช่วยให้คนไทยทุกคนมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่รอดในช่วงวิกฤตไปได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี ขณะที่มาตรการในข้อ 2 จะเป็นมาตรการเสริมที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กในประเทศสามารถที่จะรักษากิจการของตนไว้ได้ เพื่อเป็นรากฐานที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาในภายหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายนามผู้สนับสนุนแถลงการณ์ฉบับนี้
กุศล เลี้ยวสกุล
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว
เฉลิมพงษ์ คงเจริญ
ชล บุนนาค
ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล
ณพล สุขใส
ดวงมณี เลาวกุล
ธนสักก์ เจนมานะ
นภนต์ ภุมมา
พรเทพ เบญญาอภิกุล
พลอย ธรรมาภิรานนท์
พิชญ์ จงวัฒนากุล
ภาวิน ศิริประภานุกูล
วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร
สัณห์สิรี โฆษินทร์เดชา
อนันต์ ภาวสุทธิไพศิฐ
อภิชาต สถิตนิรามัย
อิสร์กุล อุณหเกตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63194</URL_LINK>
                <HASHTAG>5พันบาท, เยียวยา, เศรษฐศาสตร์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e968ee3047cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 12:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กิตติรัตน์ไวท์ไล&#039; ยุเรียกร้องเลือกตั้งไม่ผิดกฎหมาย ใครเอาผิดคือศัตรูประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.61- นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kittiratt Na Ranong ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียกร้องให้มีเลือกตั้ง ไม่ผิดกฎหมาย ใครจะพยายามเอาผิดพวกเขาคือศัตรูของประชาชน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เขายังโพสต์ว่า... ผมอยากเรียนเชิญ พี่ๆ น้องๆ ที่ร่ำเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์... ไม่จะลึก ไม่ว่าจะกว้าง... ไม่ว่าจะสำนักสามย่าน(เหมือนผม)หรือสำนักอื่นใด... ไม่ว่าจะไทย ไม่ว่าจะเทศ... มอบความรู้ความคิด ที่โพสต์นี้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทำอย่างไร ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคมจะทุเลาลง&amp;quot; เพื่อคุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมชาติ ร่วมชะตากรรมของเรา ด้วยเถิดครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18389</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเรียกร้อง, การเลือกตั้ง, กิตติรัตน์ ณ ระนอง, ความเหลื่อมล้ำ, พรรคเพื่อไทย, เศรษฐศาสตร์, ไม่ผิดกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba9c9ffbee44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2018 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2018 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนไทยรับผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.2561 - ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวถึงผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีนรอบล่าสุดว่า จะส่งผลต่อปริมาณการค้าของสินค้า 932 รายการในตลาดโลก โดยทำให้ราคาสินค้ากลุ่มนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อย 25% ตามภาษีนำเข้า และทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นจากสงครามกีดกันทางการค้า ตลาดการเงินระหว่างประเทศโดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจะมีมูลค่าลดลง อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้บริโภคทั้งในจีนสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกต้องซื้อสินค้าโดยเฉพาะสินค้าไอทีแพงขึ้น คาดว่าสงครามการค้าจะมีความยืดเยื้อ เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมากกว่าปัญหาการขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาลของสหรัฐต่อจีน โดยปีที่แล้วสหรัฐขาดดุลกับจีนสูงถึง 3.7 แสนล้านดอลลาร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.อนุสรณ์ยังประเมินว่า หากจีนเลือกตอบโต้สหรัฐ โดยเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะส่งผลต่อความผันผวนปั่นป่วนในตลาดการเงินโลกไม่น้อย โดยเฉพาะตลาดปริวรรตเงินตราจะมีความผันผวนสูง เพราะปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นมูลค่า 1.17 ล้านล้านดอลลาร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น ผศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่า ภาคส่งออกไทยคงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ เพราะไทยมีสินค้าส่งออกที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของทั้ง 2 ประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญปัญหาสินค้าบางชนิดไหลทะลักเข้า เนื่องจากประเทศต้นทางต้องการระบายสินค้า แต่ไทยก็อาจได้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนของจีน หรือได้ประโยชน์ในกรณีที่สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนข้อเสนอพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีนนั้น 1.ขอให้เตรียมความพร้อมในการรับมือสินค้าทุ่มตลาดจากจีนเนื่องจากส่งออกไปสหรัฐได้ลดลง &amp;nbsp;2.ขอให้ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการส่งออกสินค้าและบริการต่างๆของไทยอย่างละเอียดทั้งสินค้าประเภทวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง สินค้าสำเร็จรูป ประเมินผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม 3.แสวงหาโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดจีนและตลาดสหรัฐ &amp;nbsp;4.ขอให้ศึกษาผลกระทบต่อกลุ่มสินค้า 932 รายการที่ไทยส่งออกและนำเข้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11510</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, มหาวิทยาลัยรังสิต, สงครามการค้า, สหรัฐอเมริกา, อนุสรณ์ ธรรมใจ, เศรษฐศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2018 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2018 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวา!มะกะโรนีไครซิสแรงกว่าวิกฤตกรีซ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 มิ.ย.2561 - ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลกระทบความเสี่ยงวิกฤติยูโรโซนรอบใหม่และปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะและการเมืองอิตาลี ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นยังจำกัดวงอยู่ที่ตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เงินยูโรอาจอ่อนค่าลงอย่างมากและอาจเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีหรือเก็งกำไรได้ หากมีการโจมตีค่าเงินอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้และเศรษฐกิจไทยก็จะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.อนุสรณ์ มองว่า การไหลออกของเงินทุนระยะสั้นจากตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย กระแสเงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุนขนาดใหญ่ของไทยอาจจะไหลออกไปลงทุนในอียูและอิตาลีเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาสินทรัพย์ในอิตาลีและอียูจะปรับตัวลง ผลกระทบจะขยายวงไปสู่ภาคการค้าและภาคเศรษฐกิจจริงหรือไม่อยู่ที่ว่า ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะและการเมืองอิตาลีนำไปสู่แรงกดดันให้เกิดการถอนตัวออกจากยูโรโซนหรือไม่และอิตาลีสามารถทำตามแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์คิดเป็น 130% ของจีดีพีได้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากอิตาลีไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขของอียูกำหนดเอาไว้ ปัญหาผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกจะรุนแรงกว่ากรณีของวิกฤติหนี้สินของกรีซที่ประทุขึ้นเมื่อปี 2552 เนื่องจากปริมาณหนี้สาธารณะที่ใหญ่กว่าเกือบ 5 เท่า ความเสี่ยงอีกประการหนึ่ง คือ การจัดการเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆนี้ มีความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนการถอนตัวออกจากอียูอาจชนะการเลือกตั้งนำไปสู่การลงประชามติเพื่อออกจากยูโรโซนได้แบบ BREXIT&amp;rdquo;ผศ.ดร.อนุสรณ์ระบุ
&amp;nbsp;
ผศ.ดร.อนุสรณ์ ในฐานะอดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเตือนว่า การอ่อนแอลงของเศรษฐกิจอิตาลีและยูโรโซนจะทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้และจะมีการชะลอมาตรการ QE EXIT ภาวะดังกล่าวจะกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและเงินบาท เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นได้อีกส่งผลกระทบต่อกิจการส่งออกที่ปรับตัวไม่ทัน และธนาคารแห่งประเทศไทยควรเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยความระมัดระวังความเสี่ยงไม่ให้เกิดการขาดทุนทางบัญชีเพิ่มสูงมากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 2.15 แสนล้านดอลลาร์ซึ่งมีมากเกินความจำเป็น ควรนำมาจัดตั้งกองทุนเพื่อบริหารผลตอบแทน นำรายได้ไปลงทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชน ดูแลสวัสดิการและแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ แต่การดำเนินการนี้ต้องมีการกำกับควบคุมที่ดีและมีธรรมาภิบาล&amp;rdquo;ผศ.ดร.อนุสรณ์ระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10587</URL_LINK>
                <HASHTAG>มหาวิทยาลัยรังสิต, ยูโรโซน, หนี้สาธารณะ, อนุสรณ์ ธรรมใจ, อิตาลี, เศรษฐศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
