<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาวิเคราะห์การเสด็จประพาสยุโรป ค.ศ.1897 และ 1907 อย่างละเอียด พบว่าภาพลักษณ์ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; และ &amp;quot;องค์พระมหากษัตริย์แห่งสยาม&amp;quot; ล้วนสะท้อนให้เราเห็นถึงสยามในกรอบของวัฒนธรรมเอเชียจากมุมมองของวัฒนธรรมยุโรป ทั้งก่อนและระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป จากเอกสารยุโรปมากมายหลายประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการยกย่องอย่างสูงจากชาวยุโรปและราชสำนักยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พระมหากษัตริย์จาก &amp;quot;ดินแดนหลังประเทศอินเดีย&amp;quot; ทรงได้รับการยอมรับอย่าง &amp;quot;มิตรที่เท่าเทียม&amp;quot; จากราชสำนักยุโรปและคนยุโรป การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปอย่าง &amp;quot;อิศระแก่พระองค์จริงๆ&amp;quot; ดังปรากฏในหนังสือกราบบังคมทูลจากกรุงลอนดอนของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณนัน เป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การเสด็จยุโรปอย่างเป็น &amp;quot;อิศระ&amp;quot; ไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด เรื่องทางวัตถุอาจได้รับการต้อนรับอันดีจากทางเจ้าบ้านตามมรรยาทและธรรมเนียมปฏิบัติสากลเท่านั้น การที่จะได้รับการยอมรับว่า &amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; อย่างผู้เท่าเทียมและเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมาคมยุโรป อันเป็นดีกรีสูงขึ้นมากกว่ามิใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยบุคลิก การปฏิบัติตนตลอดจนสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดในการวางตนและเจรจาโต้ตอบด้วยไหวพริบให้ทันกันด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงตรัสภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว แสดงความรู้รอบตัวในวัฒนธรรมและกิจการของยุโรปเป็นอย่างดีจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญส่วนหนึ่ง การปรากฏพระองค์โดยไตร่ตรองแล้วในฉลองพระองค์แบบยุโรป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดพระวรกายตั้งแต่ &amp;quot;พระเศียรจรดพระบาท&amp;quot; ตามแฟชั่น อังกฤษดังปรากฏในหนังสือพิมพ์โปแลนด์ อีกทั้งยัง &amp;quot;ภูมิ&amp;quot; มี &amp;quot;ดิกนิโฟ... ดูอันใดเหมือนกับนั่งกลืนเอาไว้ได้หมด&amp;quot; (พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่ ๓๔ จากเมืองบูดาเปสต์ วันที่ &amp;nbsp;29 มิถุนายน ร.ศ. 116) ตามคำชมเชยของ &amp;quot;ฝรัง&amp;quot; ทำให้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป ณ เมืองใดก็จะมีประชาชนมาเฝ้าชมพระบารมีมากมาย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นองค์พระมหากษัตริย์จากเอเชียจากข่าวที่ได้ยินหรือได้อ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่า การทีมิได้ทรงดึงดันที่จะปรากฏพระองค์อย่าง &amp;quot;ตะวันออกแท้&amp;quot; (oriental) ดังเจ้าเอเชียที่เสด็จพระราชดำเนินอังกฤษและยุโรปก่อนหน้านี้ ทำให้ทรงเป็นที่ยอมรับจากฝรั่งไปเปลาะหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์แห่งสยามนัน หน้าตาท่าทางก็มิได้แตกต่างไปจากพวกของตนเองเลย หากมีรูปลักษณ์และ &amp;nbsp;&amp;quot;ศิวิไลซ์&amp;quot; เช่นเดียวกับชาวตะวันตก แต่ยังมีความแปลก &amp;quot;exotic&amp;quot; ในรูปลักษณ์ของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวสวิสจาก &amp;quot;อาณาจักรแห่งหิมะ&amp;quot; ได้ต้อนรับผู้มาเยือน &amp;quot;ชาวอินเดีย&amp;quot; จากดินแดนเขตเมือง
ร้อนจากไกลสุดด้านทิศตะวันออก&amp;hellip;คิงจุฬาลงกรณ์มีพระชนมพรรษา ๔๔ พรรษา แต่ทรงเป็น &amp;quot;หนุ่ม&amp;quot;
&amp;nbsp;หน้าอ่อนราวกับอายุเพียง 30 กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งท่านมิได้มีท่าทางที่ไม่สนใจใยดีคนรอบตัวเลยเหมือนอย่างที่พบเสมอๆ ในเจ้านายจากเอเชียองค์อื่นๆ ทำให้ทรงต่างและแปลกไปจากเจ้าเอเซียส่วนใหญ่... โดยเฉพาะในพระพักตร์และพระเนตรที่เรียวเล็ก ในรอยยิ้มที่จริงใจ ในหนังสือพิมพ์กรุงแบร์น DerBund (ฉบับวันที่ 1 มิ.ย. ค.ศ. 1897 ฉบับที่ 150) กล่าวถึงพระพักตร์ที่ &amp;quot;สดชื่นตามธรรมชาติ&amp;quot; แต่ในทรงกระฉับกระเฉงพร้อมที่จะโต้ตอบสิ่งรอบตัวนั้น กลับทรงมีท่าทางสบายๆ อย่างสง่าอยู่ด้วย ทำให้ทรงโดดเด่น ชวนมอง ลีลาการเคลื่อนไหวของพระองค์ประหนึ่ง &amp;quot;เสือดำ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปรียบเทียบนี้ อาจจะเหมาะสมกว่า การเปรียบเทียบกับ &amp;quot;ช้างเผือก&amp;quot; เสียอีก กอร์ปด้วย &amp;quot;ดิกนิโพ&amp;quot; เป็นตัวของตัวเองอย่างกษัตริย์ โดยเฉพาะพระเนตรสีนิลเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากว่า แสดงแววฉลาดและสดชื่น สนใจทุกสิ่งรอบพระองค์ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สวิตเซอร์แลนด์ในดินแดนของประเทศซึ่งไม่มีปัญหาใดๆ กับสยามประเทศและเป็นดินแดนที่งดงามมาก จนพระองค์ท่านทรงเล่าให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีในพระราชโทรเลขมาแต่เมืองเยนีวา ลงวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 เมื่อเสด็จ &amp;quot;เที่ยวทะเลสาบเลแมนไปถึงตำบลอิเวียน&amp;quot; ว่า &amp;quot;แต่ก่อนนี้ฉันไม่เชื่อรูปภาพที่เห็นๆ นั้นเลย บัดนี้ได้เห็นที่จริงๆ &amp;nbsp;นี้งามเพลิดเพลินเป็นที่พอใจมากทีเดียว...&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรืองรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือน สวิตเซอร์แลนด์ในหนังสือพิม์สวิสติดต่อกันถึง ๕ วัน และในตอนจบ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1897 อ้างคำตรัสของพระองค์ท่านที่กล่าวถึงประเทศอันน่าประทับใจนี้กับ ดร.โกบัท (Dr. Gobat) ว่า &amp;quot;ใครที่มายุโรปแล้วไม่ได้มาสวิส หรือมาสวิสแล้วไม่ได้ไปเวงเงอนาล์ป (Wengernalp) คนผู้นั้น สมควรไปผูกคอตายเสีย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเป็นที่ถูกใจชาวบ้านเขตภูเขาแบร์นผู้ประกอบอาชีพรถกระเช้าลอยฟ้า โฮเต็ล และการจราจรทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เขาเหล่านั้นได้นำเอาคำตรัสชมนี้ขึ้นป้ายประกาศทั่วเมือง ข้างใต้คำประกาศมีรูปช้างสยามคล้องด้วยกุหลาบเทือกเขาแอลป์ประกอบด้วย และขณะที่ทรงนั่งรถกระเช้าลงจากเขาทีอินเตอร์ลาเคิน (Interlaken) ชมความงามของทิวสนและดอกไม้บานสะพรั่งบนไหล่เขา องค์กษัตริย์ทรงเงียบไปพักใหญ่ จนทีสัดได้ออกพระโอษฐว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;I thought on the Queen, whose absence I miss; how she wouldenjoy all this with me, if &amp;nbsp;she were here. She would be simply in thefields picking flowers.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรากฏพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรปที่ประเทศอิตาลีเป็นประเทศแรกหลังจากวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 ย่อมเป็นที้โจษจันกันทั่ว ไป ไม่เพียงปากต่อปาก แต่โดยข่าวหนังสือพิมพ์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงนี้ ภายหลังผู้วิจัยสามารถพิสูจน์ได้จากการที่หลายประเทศได้สอบถามถึงพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเพื่อนำมาเป็นแบบอย่างของกันและกัน เช่น เนเธอร์แลนด์รับข้อมูลจากเบลเยี่ยมเรื่องพิธีการรับเสด็จฯ ว่าทำอย่างไรในรายละเอียด (เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์) หรือฝรั่งเศสซึ่งปกครองระบอบสาธารณรัฐขณะนั้นได้อยู่หลายปีแล้ว ไม่แม่นเรื่องพิธีการราชสำนักเท่าใดแล้ว กับทั้งต้องการกระชับไมตรีกับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงได้ขอรายละเอียดจากราชสำนักรัสเซียเรื่องพิธีการรับเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 &amp;nbsp;ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้เรายังได้รู้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสสวีเดนด้วยเรือกลไฟชื่อ Polstjernan ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย หรือห้องโดยสารที่ประทับในรถไฟของพระองค์ท่านระหว่างกรุงบรัสเซลส์และกรุงเฮกมีเครื่องตกแต่งที่เคยเป็นเครื่องของกษัตริย์ฝรั่งเศสรวมทั้งเอกสารจากฝ่ายสเปนที่ทูตสเปนประจำแทบทุกประเทศในยุโรปติดตามรายงานการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของรัชกาลที่ 5 ไปยังรัฐบาลสเปนเพื่อจัดเตรียมการรับเสด็จให้สมพระเกียรติ เป็นการเกาะติดสถานการณ์เพื่อที่จะได้เห็นวิธีการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ประเทศอื่นมาก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จประพาสสเปน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในออสเตรีย ความสนใจของประชาชนชาวออสเตรียต่อ &amp;quot;พระมหากษัตริย์แห่งดินแดนช้างเผือก&amp;quot; นี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากสีสันรายละเอียดของข่าวหนังสือพิมพ์ และยิ่งพระองค์ท่านทรงแสดงความพึงพอพระราชหฤทัยขณะทรงทำกิจกรรมทุกอย่างระหว่างประทับอยู่ที่ออสเตรียมากเท่าใด ชาวเวียนนาก็ยิ่งชื่นชมพระมหากษัตริย์เอเชียพระองค์นี้มากขึ้นเท่านั้น แม้แต่ทีฝรั่งเศส &amp;quot;ดินแดนเจ้าปัญหา&amp;quot; ก็ยังพบว่า &amp;quot;คนแน่นในตอนที่ใกล้สเตชั่นถึงโปลิศต้องยืนหันหน้าออกกางแขนออกคอยกัน...แต่สังเกตดูวันนี้ผู้คนที่มาดูเพราะตัวฉันมากขึ้น&amp;quot; หลังจากที่ได้ &amp;quot;ทรงเล่นเป็นคิง&amp;quot; และ &amp;quot;ออกเอกซหิบิชันตัวเอง&amp;quot; ที่เมืองเวนิส อิตาลีมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พระมหากษัตริย์แห่งสยามทรงได้รับการยอมรับและยกย่องจากยุโรปก็คือ ทรงเป็นผู้มีความรู้และได้รับการศึกษาอย่างยุโรป ทั้งยังเป็นที่รู้ทั่วไปว่า ทรงประกาศเลิกทาสโดยไม่เสียเลือดเนื้อและสนับสนุนการศึกษาแบบยุโรปในประเทศของพระองค์ เหล่านี้ ทำให้พระองค์กลายเป็นมิตรชาวเอเซียผู้ซึ่งได้ยอมรับอิทธิพลจากความศิวิไลซ์ของตะวันตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่ากับว่า ทรงเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตะวันตกนั้น เอง พระองค์จึงสมควรที่ชาวยุโรปจะรับไว้เป็นมิตรได้ เพราะมิใช่คนอื่นคนไกล เนื่องจากทรงมี &amp;quot;ความเหมือน&amp;quot; ทีทำให้ฝรั่งตะวันตกไม่รู้สึกหวาดระแวงนี แต่ก็ยังทรงมีรูปลักษณ์ที่แปลก จากต่างวัฒนธรรมที่ exotic และมีเสน่ห์ดึงดูดทำให้น่าสนใจ นับเป็น &amp;quot;ความแปลก&amp;quot; แต่ไม่แปลกจนเกินไป จนกลายเป็นความแปลกแยก.
-----------
อ้างอิง: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุโรป-พรสรรค์ วัฒนางกูร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, พระมหากษัตริย์จากดินแดนหลังประเทศอินเดีย, สยาม, เสด็จประพาสยุโรป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190118/image_big_5c417483c5362.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร.๕ เสด็จฯนอร์ธเคป นอร์เวย์  ทอดพระเนตร&#039;พระอาทิตย์เที่ยงคืน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ ได้มีกระแสพระราชปรารภมีข้อความตอนหนึ่งว่า พระองค์ได้เสด็จฯ ไปนอกพระราชอาณาเขตหลายครั้งคือ เสด็จประพาสอินเดีย พม่ารามัญ ชวาและแหลมมลายูหลายครั้ง ได้ทรงเลือกสรรเอาแบบแผนขนบธรรมเนียมอันดีในดินแดนเหล่านั้นมาปรับปรุงในประเทศให้เจริญขึ้นแล้วหลายอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้เมืองเหล่านั้นเป็นเพียงแต่เมืองขึ้นของมหาประเทศในทวีปยุโรป ถ้าได้เสด็จฯ ถึงมหาประเทศเหล่านั้นเองประโยชน์ย่อมจะมีขึ้นอีกหลายเท่า ทั้งจะได้ทรงวิสาสะคุ้นเคยกับพระมหากษัตริย์และรัฐบาลของประเทศน้อยใหญ่ในยุโรปด้วย เป็นทางส่งเสริมทางไมตรีให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงได้ทรงกำหนดเสด็จพระราชดำเนินในวันที่ ๗ เมษายน ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐) มีกำหนดเวลาประมาณ ๙ เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเสด็จประพาสครั้งแรกนี้ได้มีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินตลอดระยะทาง พระราชหัตถเลขานี้ต่อมาได้รวมเป็นหนังสือเล่มชื่อ พระราชนิพนธ์เรื่อง &amp;quot;ไกลบ้าน&amp;quot; &amp;nbsp;ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ที่เสด็จฯ ไปอย่างมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ นั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จกลับแล้ว จึงทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๐ ขณะที่เรือพระที่นั่งมุ่งหน้าไปยังนอร์ธเคป นอร์เวย์ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระอาทิตย์เที่ยงคืน เป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกประจักษ์แก่ตาทั่วหน้ากัน ในคืนวันที่ &amp;nbsp;๑๐ กรกฎาคม ๒๔๕๐ ทรงถ่ายรูปได้เพียง ๔ รูป พระอาทิตย์ก็กลับเข้าไปในเมฆหมอก ช่วงระยะเวลาของพระอาทิตย์เที่ยงคืนในแต่ละเมืองจะไม่
เหมือนกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลักการแล้ว ยิ่งอยู่เหนือจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปเท่าไหร่ยิ่งดูได้นานขึ้น ตัวอย่างเช่นที่ เมืองทรอมโซ (Tromso) นั้น จะดูได้ระหว่าง ๑๖ พฤษภาคม ถึง ๒๗ กรกฎาคม สถานที่ที่สามารถชมพระอาทิตย์ได้นานที่สุดอยู่ที่ สวาลบอร์ด (Svalbard) ซึ่งเป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรอาร์กติก ทางตอนเหนือของแผ่นดินใหญ่ในนอร์เวย์ขึ้นไปอีก ๔๐๐ ไมล์ หรือ ๖๔๐ กิโลเมตร ที่ท่านสามารถดูชมได้ตั้งแต่ ๑๙ เมษายน ไปจนถึง ๒๓ สิงหาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยส่วนมากจะนิยมไปที่ North Cape คงจะเป็นเพราะว่าเจ้านายของเราคือ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เคยเสด็จฯ มาแล้ว อีกอย่างคือจะได้ขึ้นชื่อว่า ตูข้าได้เคยมาเหยียบจุดเหนือสุดของทวีปยุโรปแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;North Cape หรือ Nordkapp ตั้งชื่อโดยนักเดินเรือและนักสำรวจชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า ริชาร์ด ชานเซลเลอร์ (Richard Chancellor) ที่เดินทางไปกับกลุ่มของเซอร์ฮิวจ์ วิลละบี (Sir Huge Willoughby) ในระหว่างการพยายามที่จะสำรวจหาเส้นทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเดินเรือจากทะเลเหนือไปเมืองจีนในปี ๑๕๓๓ หรือ พ.ศ.๒๐๗๖ บุคคลที่ส่งเสริมให้นอร์ธเคปกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญได้แก่ &amp;nbsp;คิงออสการ์ที่ ๒ แห่งสวีเดนและนอร์เวย์ เสด็จประพาสเมื่อปี ๑๘๗๓ (พ.ศ.๒๔๑๖) สมัยก่อนการเดินทางไป North Cape นั้นต้องอาศัยเรือเฟอร์รีเพียงอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ทางการนอร์เวย์ได้ทำอุโมงค์สำหรับรถยนต์วิ่งยาว ๖.๘๗๐ กิโลเมตร หรือ ๖,๘๗๐ เมตรเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปี ๑๙๙๙ หรือ พ.ศ.๒๕๔๒ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกๆ ปีนักท่องเที่ยวราว ๒๐๐,๐๐๐ คนได้มาเยือนริมผาบริเวณขอบทวีปยุโรปลึกลงไป ๓๐๗ เมตร จากขอบผาเป็นทะเลอาร์กติก จุดนี้ถือเป็นจุดเหนือสุดของทวีปยุโรป ณ เส้นแวง ๗๑ องศา ๑๐ ลิปดา &amp;nbsp;๒๑ พิลิปดาเหนือ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;...ทำนายกันได้ว่า นานไปจะมีเครื่องเตเลโฟน สักเท่านาฬิกาพก พกไปไหนๆ ได้ เมื่อจะพูดกับใคร พูดลงไปที่นาฬิกาพก และเอาหูฟังที่นาฬิกาพกจะรู้กันได้...&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความข้างต้นหากพูดกันในปัจจุบัน คงไม่มีใครรู้สึกว่าแปลกพิสดารแต่อย่างใด แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปเกือบร้อยปีในเวลาที่กรุงเทพมหานครมีโทรศัพท์ใช้กันอยู่ไม่ถึง ๕๐๐ เครื่อง แต่ละเครื่องนั้นใหญ่โตมโหฬารและต้องใช้ประกอบกับหม้อแบตเตอรี่เครื่องละ ๔ หม้อ ผู้ที่ได้อ่านข้อความดังกล่าวในเวลานั้นคงจะคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร และคงจะนึกภาพไม่ออกเป็นแน่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความข้างต้นคือพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมายังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี เป็นฉบับที่ ๓๑ ในจำนวนทั้งสิ้น ๔๓ ฉบับ คราวเสด็จประพาสประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปครั้งที่ ๒ ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชหัตถเลขาตอนนี้ทรงเขียนที่ตำบลโนโตดเดน ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันพุธที่ ๓๑ กรกฎาคม &amp;nbsp;หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงงานแยกธาตุไนตริกแอซิคด้วยกำลังไฟฟ้าจากพลังน้ำของบริษัท นอรวีเยียน ไฮโดรเอเลกตริก ไนโตรเยน กัมปานี ลิมีติค ซึ่งทรงเล่าถึงการดำเนินการของบริษัทนี้ว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;...เขาทำการแปลก คือจับธาตุไนตริกจากลมในอากาศด้วยแรงไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า ผู้ที่เป็นไดเร็กเตอร์ของกัมปานีนี้ชื่อ เอส ไอเด...พระยาชลยุทธ (๒) มีหุ้นส่วนอยู่ในกัมปานีนี้ด้วย จึงได้บอกข่าวคราวมาถึง เขาจึงอยากให้พ่อได้เห็นงานที่ทำซึ่งตั้งแต่พ่อได้ยินก็อยากดูเป็นกำลัง...&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธาตุไนตริกแอซิคที่ใช้กำลังไฟฟ้าแยกออกจากอากาศนั้น เมื่อนำไปผสมกับปูนแล้วเผาในความร้อนสูงจะกลายเป็นคัลเซียมไนเตรด ซึ่งใช้เป็นปุ๋ยสำหรับบำรุงพืชพรรณต่างๆ ซึ่งทรงบันทึกว่า &amp;quot;...ปูนนี้ใช้เป็นปุ๋ย...เหมือนอย่างกับดินประสิวที่เกิดเองโดยธรรมดาที่เมืองชิลี แต่เพราะเหตุที่ใช้แรงน้ำ...จึงไม่ใคร่เสีย ด้วยเหตุที่ทำการได้ถูกเช่นนี้ราคาจึงได้น้อยกว่าดินประสิวที่เกิดเองโดยธรรมดาที่เมืองชิลีที่ขายอยู่ในเวลานี้...&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;...พ่ออยากจะทดลองเฟอเตอไลเซอในเมืองเราบางทีจะดี จึงให้พระยาชลยุทธคิดอ่านจัดส่งไปลองดูหนึ่งตันก่อน...&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเราเป็นประเทศกสิกรรม ที่ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นอยู่กับธรรมชาติมาช้านาน ถ้าน้ำบริบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ก็ได้ผลผลิตดี ถ้าฝนแล้ง น้ำไม่พอผลผลิตก็น้อย ปุ๋ยเคมีที่มีต้นทุนต่ำน่าจะเป็นทางเลือกเป็นวิทยาการใหม่ที่สนพระทัยต้องพระประสงค์จะทอดพระเนตร ถึงแม้ว่าตำบลโนโตดเดน ที่ตั้งของบริษัทจะอยู่ห่างไกลและทางไปจะค่อนข้างทุรกันดาร ก็ไม่ทรงย่อท้อ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคราวนั้นเสด็จพระราชดำเนินลงเรือชื่ออัลเบียน จากท่าเรือเมืองเบอร์เกนเมืองท่าใหญ่ด้านทิศตะวันตกของประเทศนอร์เวย์ไปยังเมืองเบรวิก และเสด็จฯ โดยรถไฟไปยังเมืองสกีน จากเมืองสกีนเสด็จฯ ลงเรือกลไฟชื่อวิกตอเรีย เดินเรือผ่านทะเลสาบขึ้นไปในระดับความสูง ๓ ระดับด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจะเปลี่ยนระดับน้ำเรือต้องเข้าไปในช่องระหว่างประตูน้ำ ๒ ด้าน แล้วปล่อยน้ำจากด้านสูงลงไป &amp;nbsp;เมื่อได้ระดับจึงเปิดประตูให้เรือแล่นออกมา ลองนึกภาพดูว่ากว่าจะถึงตำบลโนโตดเดนซึ่งอยู่ด้านเหนือสุดของทะเลสาบนอร์ดเซอ ต้องใช้เวลาเสด็จฯ ระหกระเหินถึง ๖ วัน โดยวันสุดท้ายต้องเสด็จฯ โดยรถ ซึ่งทรงเล่าว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;...หนทางเป็นโคลนเฉอะแฉะไปหมดทั้งนั้น น่ากลัวรถจะลื่น พ่อออกคร้ามๆ ดูมันน่ากลัวจะเลยลงไปในช่องเขา...ถ้าขึ้นสูงทีไรต้องใช้ถึงเกียร์ ๑ และเปิดเต็มแรงจนลั่นตูมๆ ออกจะน่ากลัวอันตราย ควันขึ้นกลุ้มๆ แต่กระนั้นแห่งหนึ่งที่สูงชัน คนขับเผลอไปไม่ได้ลดเกียร์ ๑ ...ตกลงต้องลงเข็นส่งขึ้นไปถึงยอด มีติดจริงๆ อยู่แห่งเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นก็มาได้แต่เขย่าขย่อนเหลือกำลัง ฟัดโงกเงกกันมาจนตลอดทาง...&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องทนทรมานพระวรกายมาเพื่อทอดพระเนตรโรงงานนี้เพื่ออะไรถ้าไม่ใช่เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย การที่ได้ทรงรู้มาก...เห็นมาก ในความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ เพื่อจะได้ทรงนำมาพัฒนาประเทศชาติให้เจริญทัดเทียมอารยประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้ทอดพระเนตรโรงงานผลิตไนเตรดจากไฟฟ้ากำลังน้ำแล้ว ทรงบันทึกต่อไปว่า...&amp;quot;นั่งสนทนากันถึงเรื่องไฟฟ้าในเวลากินเข้า ใช้ได้เป็นอัศจรรย์มากขึ้นทุกที &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...คิดจะใช้ยิงปืนใหญ่ไม่ให้ต้องบรรจุดิน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;...อีกอย่างหนึ่งนั้นจะทำให้ฝนตกได้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;...ความคิดที่จับไนเตรดและทำปุ๋ยนี้เป็นความคิดของมิสเตอร์ไอเด เขาขอเปเตนท์ทั่วทุกประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...จะใช้โทรเลขไม่มีสาย...ผิดกับที่ทำกันอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ด้วยอาศัยแรงน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...ทำนายกันได้ว่า นานไปจะมีเครื่องเตเลโฟน สักเท่านาฬิกาพก พกไปไหนๆ ได้... &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...เพียงในเวลาในอายุพ่อเท่านี้ แต่ก่อนไฟฟ้าดูเป็นแต่ของทดลองเล่น เดี๋ยวนี้เป็นของที่จำเป็นใช้ได้ประโยชน์จริง&amp;nbsp;
กว้างขวางนักหนาแล้ว ยิ่งรู้มาก ความคิดก็ยิ่งแตกมากออกไป ความวิเศษขึ้นในการงานของมนุษย์จะหาที่สุดมิได้ ผู้ใดมีชีวิตอยู่ช้าไป ฤๅที่เกิดมาใหม่ๆ คงจะได้เห็นแต่สิ่งซึ่งวิเศษดีขึ้นร่ำไปไม่มีที่สุด&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒๓ ตุลาคมที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยน้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้าหลวง ในความเป็นมหาราชของพระองค์ท่าน นอกจากจะเป็นกษัตริย์ผู้ปฏิวัติสยาม นักปกครองแล้ว พระองค์ท่านยังทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ และมองการณ์ข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือพระปิยมหาราชของคนไทย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;----------
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ้างอิง: ดร.ปฐมพงศ์ ศุภเลิศ, สมุดภาพ ๑๐๐ ปีไกลบ้าน ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21010</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, พระอาทิตย์เที่ยงคืน, ร.5, เสด็จประพาสยุโรป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd80819417ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
