<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 23:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 08:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอมหั่น 2 พันล้านขยายมาตรการฟรีวีซ่าดูดนักท่องเที่ยวตรุษจีน-สงกรานต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 ม.ค.2562 - นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบขยายมาตรการในการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราของคนต่างด้าว ซึ่งประสงค์จะเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน ในกรณียื่นขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival) ที่เก็บอัตราค่าธรรมเนียมประเภทนักท่องเที่ยวชนิดใช้ได้ครั้งเดียว 2 พันบาท ไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2562 จากเดิมที่จะสิ้นสุดอายุมาตรการในวันที่ 13 ม.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการดังกล่าวที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 61- 13 ม.ค.2562 พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มถึง 1.03 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 70.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และพบว่าในหลาย ๆ ด่าน เช่น ด่านสุวรรณภูมิ อัตราเพิ่มถึง 173% ด่านดอนเมืองเพิ่ม 143% ด่านภูเก็ต 128% ดังนั้นเพื่อให้ขยายผลในการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงตรุษจีน และช่วงสงกรานต์ด้วย จึงได้ขยายมาตรการดังกล่าวออกไป&amp;rdquo; นายณัฐพร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้รัฐสูญรายได้จากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 2.14 พันล้านบาท แต่จะมีรายได้จากการเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว 6.42 พันล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26108</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายมาตรการฟรีวีซ่า, ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ดึงนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์, ตรุษจีน, เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a95554e41b1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 23:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบคลังกู้เงินใน-นอกประเทศอุ้มไฮสปีดเทรนไทย-จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค. 2562 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบทบทวน มติ ครม.เกี่ยวกับการกู้เงินสำหรับโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา) หรือ โครงการรถไฟไทย-จีน โดยเห็นชอบให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินกู้ได้ทั้งในและต่างประเทศจากแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสม และนำมาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้ต่อ เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว ภายใต้กรอบวงเงิน 1.66 แสนล้านบาท จากเดิมกำหนดให้จัดหาเงินกู้ในประเทศได้เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาเหตุที่ให้เพิ่มการจัดหาเงินกู้ในต่างประเทศได้ด้วยนั้น เนื่องจากในปัจจุบัน พบว่าอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศพบว่าถูกกว่าการกู้ในประเทศ และยังมีการเจรจาเงื่อนไขการกู้เงินต่างประเทศจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสาธารณะรัฐประชาชนจีน (CEXIM) ภายใต้กรอบความร่วมมือทางด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ซึ่งจะประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน วันที่ 23-24 ม.ค. 2562 ที่ปักกิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระหว่างนี้- ก.ค. 2562 ที่จะต้องชำระเงิน มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องดอกเบี้ยอยู่เสมอ แต่ในเบื้องต้นที่เราพิจารณาคือ หากกู้ในประเทศระยะ 20 ปี รวมทั้งหมดแล้วจะอยู่ที่ 2.86% และหากเป็น CEXIM ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 2.3% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ถูกมากเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินต่างประเทศอื่นๆ และยืนยันว่า หากจะกู้จากธนาคารในจีนนั้น ไม่ได้เป็นเพราะว่าเป็นโครงการความร่วมมือกับจีน แต่เป็นเพราะเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุดในการกู้&amp;rdquo; นายณัฐพร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26107</URL_LINK>
                <HASHTAG>การกู้เงินสำหรับโครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c2239d8b873f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติ 7 พันล้านอุ้ม ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. อนุมัติวงเงิน 7 พันล้านบาท อุ้ม ธ.ก.ส. ลุยโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย 3% เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ 1 ส.ค. 61 &amp;ndash; 31 ก.ค. 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ในการอนุมัติวงเงิน 7.02 พันล้านบาท เพื่อจ่ายคืนให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้ดำเนินโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย 3% สำหรับเกษตรกรลูกค้าของธนาคารที่มีต้นเงินกู้ไม่เกิน 3 แสนบาท ระยะเวลา 1 ปี เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ 1 ส.ค. 2561 - 31 ก.ค. 2562 โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกร ในอัตรา 2.50% ต่อปี และ ธ.ก.ส. จะรับภาระอีก 0.50% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนนี้กระทรวงการคลังได้ขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้ ธ.ก.ส. ไปดำเนินโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา&amp;rdquo; นายพุทธิพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย 3% นั้น มีกรอบวงเงินดำเนินการทั้งสิ้น 1.63 หมื่นล้านบาท โดยใช้งบกลาง ปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 2.3 พันกว่าล้านบาท และงบประมาณปี 2562 วงเงิน 1.3 หมื่นกว่าล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23538</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายคืนให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธ.ก.ส., นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, อนุมัติวงเงิน, เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี, โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย 3%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd1cb01269f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธนารักษ์” ฟันค่าเช่าที่ราชพัสดุหมอชิต 3 พันล.หลังมีโครงการลงทุนใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนารักษ์&amp;rdquo; ฟันค่าเช่าที่ราชพัสดุหมอชิต 30 ปี สูงแตะ 3 พันล้านบาท หลัง &amp;ldquo;บางกอกเทอร์มินอล&amp;rdquo; จ่อลงทุน 2.6 หมื่นล้านบาท ปูพรมทำโครงการแบบ Mixed Use&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวอมรรัตน์ กล่ำพลบ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงโครงการลงทุน 2.6 หมื่นล้านบาท ที่จะทำสัญญา ก่อสร้างกับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล เพื่อพัฒนาที่ราชพัสุดหมอชิต ซึ่งเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) พิจารณาก่อนภายใน 1 - 2 สัปดาห์นี้ว่า ในส่วนของผลตอบแทนที่กรมธนารักษ์ ได้รับจากการให้เช่าที่ราชพัสดุ 30 ปี มีมูลค่า 3 พันล้านบาทถือว่าคุ้มค่า เพราะผลตอบแทนของโครงการนี้แบ่งได้ 2 ส่วน ส่วนที่เป็นทรัพย์สิน เป็นอาคารที่สร้างชดเชยมูลค่าประมาณ 2.4 พันล้าน ซึ่งทางบริษัท บางกอกเทอร์มินอล จะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารส่วนที่ต่อจากศูนย์ซ่อมรถไฟฟ้า ต่อขึ้นไปเพื่อให้ชั้น 3 และ 4 มีขนาดเนื้อที่ 1.2 แสนตารางเมตร ทำเป็นสถานีกลางของหมอชิตที่ย้ายกลับเข้ามา &amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังมีเงินสดที่เป็นค่าเช่าที่กรมธนารักษ์ จะได้อีก 600 ล้านบาท ในช่วง 30 ปี &amp;nbsp;เมื่อรวมทั้งสองโครงการทำให้รัฐได้ประโยชน์จากโครงการหมอชิตประมาณ 3 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรูปแบบโครงการหมอชิต ยังไม่มีการตั้งชื่อโครงการ แต่จากการหารือกับทาง บริษัท บางกอกเทอร์มินอล ที่มีการปรับยอดเงินลงทุนจาก 1.8 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2539 เป็น 2.6 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน เพราะต้องการจะลงทุนให้เต็มที่ใช้ประโยชน์สูงสุด แม้พื้นที่จะได้ลดลงจากกว่า 8 แสนตารางเมตร เหลือ 7 แสนตารางเมตร ประกอบกับค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าโครงการต้องปรับตัวสูงขึ้น ตั้งเป้าหมายใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่าจะเป็นการทำโครงการในลักษณะ Mixed use คือจะมีทั้งห้างสรรรพสินค้า โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ และยังจัดพื้นที่สำหรับโครงการจอดแล้วจร ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ถือว่าเป็นทำเลที่ดีของการทำการค้า และเป็ศูนย์กลางในการเดินทาง มีทั้งรถไฟฟ้า รถใต้ดิน และ บขส. สามารถเดินทางเข้ากรุงเทพ แล้วขึ้นรถโดยสารออกไปยังจุดหมายได้สะดวก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ตามกรอบกำหนดการใช้พื้นที่ชดเชยเพื่อสร้างเป็นสถานีกลางของหมอชิต คือจะมีการกันพื้นที่ 1.2 แสนตารางเมตร ให้กับทาง บขส. โดยจะให้สถานีขนส่งอยู่ด้านบนของอาคารบริเวณชั้น 3 และ 4 เหนือจากศูนย์ซ่อมรถไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นจุดบริการผู้โดยสาร มีจุดจำหน่ายตั๋วโดยสาร และจัดพักรอขึ้นรถโดยสาร และมีการจัดพื้นที่ให้รถเข้าเทียบชานชลา เพื่อรับผู้โดยสาร ซึ่งทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ( สนข.) คาดว่าจะสามารถย้านเข้าไปได้ประมาณปี 2566 หลังจาก BKT ก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้วเสร็จ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18272</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, บางกอกเทอร์มินอล, พัฒนาที่ราชพัสุดหมอชิต, อมรรัตน์ กล่ำพลบ, เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba068e4474a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
