<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้โทษครูจอมทรัพย์ เป็นจำคุก2ปี8เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ลดโทษจำคุกครูจอมทรัพย์ จาก 8 ปี เหลือ 2 ปี 8 เดือน เช่นเดียวกับครูอ๋องและพวกอีก 3 คน ขณะที่จำเลยอีก 3 คน ศาลยกฟ้องในคดีสร้างหลักฐานเท็จกรณีครูจอมทรัพย์ขับรถชนคนตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ศาลจังหวัดนครพนม ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีดำที่ อ.295/61 คดีแดงที่ 812/62 มีพนักงานอัยการจังหวัดนครพนมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 8 คน ในข้อหา ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานฯ ประกอบด้วย 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร หรือครูจอมทรัพย์ 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง 3.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ 4.นางรจนา จันทรัตน์ 5.นายเสน่ห์ สุพรรณ 6.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง 7.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร และ 8.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเวลานัด นางจอมทรัพย์เดินทางมาพร้อมกับบุตรชายและญาติ นั่งกันอยู่ที่โรงอาหารด้านหลังศาล ซึ่งนายประทีป นวลเศรษฐ ทนายความของนางจอมทรัพย์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ยังพอมีความหวังว่าศาลจะเมตตา ขณะที่นางจอมทรัพย์ไม่ขอพูดอะไรทั้งสิ้น จากนั้นก็เดินทางเข้าประตูด้านหลังขึ้นไปยังชั้น 2 ของศาลจังหวัดนครพนม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ลงโทษจำเลยที่ 1.นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร เดิมศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 8 ปี ลดโทษเหลือ 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 7 ปี 9 เดือน ลดเหลือ 1 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปี 19 เดือน ลดเหลือ 2 ปี จำเลยที่ 4 นางทองเรศ วงศ์ศรีชา ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปี 12 เดือน ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน ทั้งหมดไม่รอลงอาญา และจำเลยที่เหลืออีก 4 รายยกฟ้องตามศาลชั้นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จำเลยทั้งหมดจะต้องขอยื่นประกันตัวต่อศาล เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว รอขั้นตอนการยื่นฎีกาภายใน 30 วัน ส่วนนายสับ วาปี ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปี 10 เดือน และนางจันทร์ วาปี จำคุก 1 ปี 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา อยู่ระหว่างการขอปล่อยตัวชั่วคราว รอพิจารณาตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีการแยกดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีป นวลเศรษฐ ทนายครูจอมทรัพย์ กล่าวว่า วันนี้ตนพาครูจอมทรัพย์และครูอ๋องมาฟังคำตัดสินศาลอุทธรณ์ โดยได้รับความเมตตาลดโทษ ถือเป็นที่พอใจ ถึงแม้ตนจะขออุทธรณ์ยกฟ้อง อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะได้ขอยื่นฎีกาภายใน 30 วัน ส่วนวันนี้จะต้องขอยื่นประกันตัวชั้นฎีกา แต่ต้องรอการพิจารณาของศาล ซึ่งในชั้นอุทธรณ์ศาลได้อนุญาตให้ประกันตัว ในหลักทรัพย์ วงเงินคนละ 8 แสนบาท ทำให้ครูอ๋องกับครูจอมทรัพย์ได้รับปล่อยตัวชั่วคราว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มาของคดี สืบเนื่องจากกรณีนางจอมทรัพย์ตกเป็นจำเลยในข้อหาขับรถยนต์ชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เมื่อปี 2548 พื้นที่ สภ.นาโดน ต.สร้างเม็ก อ.เรณูนคร จ.นครพนม ต่อสู้กันถึง 3 ศาล และเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน แต่นางจอมทรัพย์จำคุกแค่ 1 ปี 6 เดือน ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากเรือนจำกลางนครพนม เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 หลังพ้นโทษได้ร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้กระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นแพะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 9 มกราคม 2560 พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดยุติธรรม พร้อมด้วยนายนิธิต ภูริคุปต์ เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้เข้าไปช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ในการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยนางจอมทรัพย์ ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุตนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสกลนคร กระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นางจอมทรัพย์อ้างว่ามีหลักฐานกรณีนายสับ วาปี ยื่นคำร้องขอชำระเงินแทนนางจอมทรัพย์ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางจอมทรัพย์ชำระเงิน 170,000 บาทให้กับบุตรของผู้ตาย โดยนายสับแจ้งว่าตัวเองเป็นคนขับรถชนผู้ตายและได้หลบหนี แต่ต่อมาทราบข่าวว่านางจอมทรัพย์ถูกจำคุกทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำจึงสำนึกผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากนางจอมทรัพย์สามารถรื้อฟื้นคดีได้สำเร็จ ก็จะสามารถลบล้างมลทินได้ทั้งหมดที่เคยรับโทษมาก่อนหน้านี้ และสามารถกลับเข้าไปรับราชการได้เหมือนเดิม หากเกษียณก็จะได้รับบำนาญตลอดชีวิต นอกจากนี้จะได้รับค่าเยียวยาจากการถูกคุมขังวันละ 500 บาท ซึ่งถูกติดคุก 1 ปี 6 เดือน เป็นเวลา 545 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 272,500 บาท ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาฉบับใหม่ และยังมีสิทธิที่จะขอค่าเยียวยาจากกระทรวงศึกษาธิการได้ในช่วงที่อยู่ในเรือนจำ รวมทั้งยังสามารถฟ้องร้องทางแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้ตนเองขาดประโยชน์ในการประกอบอาชีพอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ศาลฎีกาออกนั่งบัลลังก์ พิจารณายกคำร้องของนางจอมทรัพย์ หลังพยานหลักฐานต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งความดำเนินคดีต่อขบวนการสร้างหลักฐานเท็จ เริ่มจากนายสับเข้ามอบตัว พร้อมรับสารภาพว่าไม่ได้ขับรถชนคนตายตามที่ให้การต่อตำรวจในตอนต้น แต่มีนายสุริยา หรือครูอ๋อง มาติดต่อและรับปากจะให้เงิน 4 แสนบาท แลกกับการรับผิดแทน แต่ยังไม่มีการจ่ายเงินกัน ในส่วนของนางจอมทรัพย์และผู้ต้องหารายอื่นต่างถูกจับกุมในเวลาต่อมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69627</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมทรัพย์ ศรีบุญหอม, ทองเรศ วงศ์ศรีชา, ทัศนีย์ หาญพยัคฆ์, นิรันดร์ แสนเมืองโคตร, รจนา จันทรัตน์, วาสนา เพ็ชรทอง, สุริยา นวนเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสน่ห์ สุพรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef34a0666d3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19508</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก&#039;สับ-เมีย&#039;เซ่นคดีจอมทรัพย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลสั่งจำคุก 4 ปี &amp;quot;สับ วาปี&amp;quot; กุญแจดอกสำคัญคดีครูจอมทรัพย์ ส่วนเมียโดนไป 3 ปี เผยจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา &amp;nbsp;จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม มีความคืบหน้าคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือศรีบุญหอม อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครูใน จ.สกลนคร ที่ถูกพนักงานอัยการจังหวัดนครพนม เป็นโจทก์ ฟ้องในคดีอาญาเลขที่ 295/60 ข้อหาซ่องโจร และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ฯลฯ มีจำเลยร่วมอีกจำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนคนสนิท 2.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ 3.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา พยานที่นั่งซ้อนท้าย จยย.มากับนางทัศนีย์ &amp;nbsp;4.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อดีตสามีของนางจอมทรัพย์ 5.นายเสน่ห์ สุพรรณ เพื่อนสนิทอีกคนของนางจอมทรัพย์ 6.นางรจนา จันทรัตน์ เจ้าของฉายานักสืบโซเชียล &amp;nbsp;7.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง หลานสาวผู้วิ่งเต้นด้านเอกสารระหว่างนางจอมทรัพย์ต้องโทษ &amp;nbsp;8.นายสับ วาปี ผู้อ้างว่าเป็นคนขับรถ และ 9.นางจันทร์ วาปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายสับกับนางจันทร์สองผัวเมียรับสภาพในข้อหาเบิกความเท็จ และแจ้งความเท็จ ศาลจึงแยกสำนวนออกมาเป็นคดีหมายเลขดำที่ 290/2561 และคดีหมายเลขแดงที่ 4645/2561 โดยอัยการจังหวัดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องสองผัวเมียในข้อหาซ่องโจร ความผิดต่อเจ้าพนักงาน และความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งศาลได้นัดจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษา ในวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลจังหวัดนครพนมออกนั่งบัลลังก์แล้วมีคำพิพากษาว่า นายสับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด กฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 2 เดือน ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนฯ และฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานฯ จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล จำคุก 3 ปี ฐานซ่องโจร 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เฉพาะฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกกำหนด 2 ปี 10 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 (เดิม) และ 267 (เดิม) ประกอบมาตรา 93, 177 วรรคสอง (เดิม) มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวน จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 9 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 2 ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีอายุมาก อีกทั้งมีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน แต่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ เนื่องจากเห็นแก่อามิสสินจ้างเพื่อประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตามพฤติการณ์นับเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุก หลังสิ้นคำพิพากษานายสับและนางจันทร์ได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว เพื่อจะขอความเมตตาในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19508</URL_LINK>
                <HASHTAG>จันทร์ วาปี, ทองเรศ วงศ์ศรีชา, ทัศนีย์ หาญพยัคฆ์, นิรันดร์ แสนเมืองโคตร, รจนา จันทรัตน์, วาสนา เพ็ชรทอง, สับ วาปี, สุริยา นวนเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสน่ห์ สุพรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181009/image_big_5bbcc610df1be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
