<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอ&#039;ผัก-ผลไม้&#039;ญี่ปุ่นต้องรู้หลักเกณฑ์นำเข้าใหม่ประกาศใช้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 มี.ค.2562 - นายเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ออกประกาศกรมวิชาการเกษตรลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่ประกาศ หรือจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31&amp;nbsp;มีนาคม&amp;nbsp;2562 ซึ่งประกาศดังกล่าวมีทั้งสิ้น 6 ฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องของการนำเข้าผักและผลไม้จากญี่ปุ่นโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประกาศทั้ง 6 ฉบับประกอบด้วย ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลแอปเปิลสดจากญี่ปุ่น พ.ศ.2562, ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลสตรอเบอรี่สดจากญี่ปุ่น พ.ศ.2562, ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลเมลอนสดจากญี่ปุ่น พ.ศ.2562, ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลแตงโมสดจากญี่ปุ่น พ.ศ.2562, ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลแตงกวาสดจากญี่ปุ่น พ.ศ.2562 และประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลมะเขือเทศสดจากญี่ปุ่น พ.ศ.2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื้อหาหลักได้กำหนดของประกาศทั้ง 6 ฉบับคือการกำหนดหลักเกณฑ์การนำเข้าผัก-ผลไม้เข้ามาราชอาณาจักร โดยได้กำหนดให้ขนส่งมาทางน้ำและอากาศเท่านั้น และที่สำคัญต้องผัก-ผลไม้ทั้ง 6 ชนิดต้องได้การรับรองมาตรฐานจากองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติ (National Plant Protection Organization) อย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นหรือ NPPO ด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30465</URL_LINK>
                <HASHTAG>NPPO, กรมวิชาการเกษตร, ญี่ปุ่น, องค์กรอารักขาพืชแห่งชาติ, อธิบดีกรมวิชาการเกษตร, เสริมสุข สลักเพ็ชร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยักษ์&#039;เหนียว&#039;กฤษฎา&#039;การันตี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อ.ยักษ์&amp;rdquo; ปัดน้อยใจหลังลือหึ่งถูกปรับพ้น ครม. เผยนายกฯ บอกเป็นข่าวปล่อย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลั่นการทำเกษตรอินทรีย์ต้องคัดค้านสารเคมีทุกชนิด &amp;quot;กฤษฎา&amp;quot; การันตี อ.ยักษ์ไม่เป็นจุดอ่อน ครม.ไฟเขียวตั้ง &amp;quot;วิณะโรจน์&amp;quot; นั่งเลขาฯ สปก. &amp;ldquo;เสริมสุข&amp;rdquo; อธิบดีกรมวิชาการเกษตร &amp;quot;สมหมาย ลักขณานุรักษ์&amp;quot; ผอ.สำนักงบฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกระแสข่าวจะถูกปรับออกจากตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังระบุเลยว่าใครเป็นคนลือและปล่อยข่าว ส่วนนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สอบถามว่าไปพบนายกฯ เรื่องนี้แล้วหรือ ตนยืนยันว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายกฯ ย้ำว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และการทำงานภายในกระทรวงเองก็ดีขึ้นไปมาก มีหนักใจตรงว่างานที่ได้รับมอบหมายนั้นจะไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนายกฯ ย้ำเสมอว่าจะต้องทำให้สำเร็จ โดยมีเป้าหมายจะทำให้ได้ 5 ล้านไร่ เพราะวันนี้เกษตรกรเป็นหนี้สินจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ข่าวที่จะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น มีการวิเคราะห์กันมากมาย แต่อย่าไปซีเรียส ส่วนที่มีข่าวว่าตนจะถูกปลดเพราะคัดค้านการนำเข้าสารเคมีเพื่อการเกษตรนั้น การจะทำเกษตรอินทรีย์จำเป็นต้องคัดค้านสารเคมีทุกชนิดอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะสารเคมีอันตราย 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพราะวิธีการทำเกษตรแบบอินทรีย์นั้นสามารถทำได้ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องสร้างความเข้าใจให้เกษตรกร ถือเป็นเรื่องยากและน่าหนักใจที่สุด จึงคิดว่าตนไม่น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะหน้าที่ของตนคือการพาเกษตรกรออกจากหนี้สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่น้อยใจถ้าโดนปรับออก ผมจะไปน้อยใจทำไม เพราะตั้งใจจะมาช่วยนายกฯ ปีหนึ่ง นี่ก็จะครบปีอยู่แล้ว อยู่ข้างนอกผมก็ทำอย่างเดียวกันนี้ เพียงแต่อยู่ข้างในทำได้มากขึ้น ผมได้ลาออกจากราชการไปทำสิ่งเหล่านี้ ถ้าต้องกลับไปทำในสถานะเดิมผมจะน้อยใจทำไม ไม่มีปัญหาอะไร และในการประชุม ครม.แต่ละครั้ง นายกฯ ไม่ได้ว่าอะไรผม แต่กลัวว่าจะถูกว่า ว่าทำงานไม่ได้ผลสักที ย้ำว่าไม่กังวลว่าจะถูกปรับออกหรือไม่ เพราะมีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ถ้าให้ออกก็สบายขึ้น ถ้าอยู่ก็ทำงานเหมือนเดิม ข่าวที่ออกมาไม่ได้ทำให้รู้สึกท้อและไม่มีเหตุผลที่จะลาออกเมื่อตั้งใจเข้ามาช่วยแล้ว จะช่วยให้ถึงที่สุด แต่การจะอยู่หรือไปนั้น อยู่ที่นายกฯ คนเดียว&amp;rdquo; นายวิวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิวัฒน์กล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องยากถ้าจะให้คะแนนของตัวเอง แต่เชื่อว่าในช่วงนี้การทำงานทุกอย่างเริ่มดีขึ้น และต้องขอบคุณคนที่ปล่อยข่าวว่าจะถูกปลด เพราะหลังจากนั้นสื่อก็ช่วยเหลือจนทำงานได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องพาราควอต เรายืนยันว่าจะเอาเรื่องสุขภาพมาก่อน แต่อยู่ที่การตัดสินใจของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา ซึ่งนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ซึ่งบ่นอยู่ว่าเครียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิด ถึงกระแสข่าวปรับนายวิวัฒน์ออกจากตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่า ไม่จริง และเรื่องนี้ไม่อยากให้เป็นข่าว รวมถึงไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน ต้องไปถามสื่อมวลชนที่นำเสนอ โดยตนได้สอบถามนายวิวัฒน์แล้ว ไม่มีอะไร ยังทำงานตามปกติ ยืนยันว่านายวิวัฒน์ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลที่ต้องมีการปรับออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีนายวิวัฒน์เดินหน้าสนับสนุนการยกเลิกสารเคมีอันตราย 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต นายกฤษฎากล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือตนได้มอบหมายให้นายวิวัฒน์ไปดูเรื่องการขยายผลการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดสาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง จำนวน 8 ราย คือ นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นรองปลัดกระทรวง, นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นรองปลัดกระทรวง, นายมีศักดิ์ ภักดีคง ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวง, น.ส.จริยา สุทธิไชยา รองปลัดกระทรวง เป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร, น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิงทักษดากล่าวว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ จำนวน 4 ราย คือ นายจีระศักดิ์ ศรีพรหมมา รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง, นางพรสม เปาปราโมทย์ รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง, น.ส.สราญภัทร อนุมัติราชกิจ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง และนายสุทธิ จันทรวงษ์ รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงตามที่สำนักงบประมาณเสนอ จำนวน 2 ราย คือ นายสมหมาย ลักขณานุรักษ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และนางพิมพร โอวาสิทธิ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 เป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17353</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, จริยา สุทธิไชยา, จีระศักดิ์ ศรีพรหมมา, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสริมสุข สลักเพ็ชร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180911/image_big_5b97d0c14a5fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2026 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สหรัฐ’รับไทยเป็นหน่วยงานรับรองระบบงานขอบข่ายอาหารคนและสัตว์เป็นประเทศแรกของโลก เอื้อส่งออกสินค้าไทยเร็วยิ่งขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้รับการยอมรับความสามารถด้านการรับรองระบบงานขอบข่ายอาหารคนและอาหารสัตว์ นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้รับการยอมรับภายใต้กฎหมายความปลอดภัยอาหารของสหรัฐอเมริกา สร้างความเชื่อมั่นในระบบการรับรองระบบงานของ มกอช. นำมาซึ่งการลดการตรวจสอบซ้ำและการกักกันสินค้าที่อาจเกิดขึ้นปลายทางได้ ส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐอเมริกาได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เปิดเผยว่า มกอช.ในฐานะหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation body : AB) ด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ได้ยื่นสมัครขอการยอมรับความสามารถในฐานะหน่วยรับรองระบบงานตามโปรแกรมการรับรองจากบุคคลที่สามที่ได้รับการรับรอง (Accredited Third-Party Certification Program) จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) ขอบข่ายอาหารคนและอาหารสัตว์ เมื่อเดือนธันวาคม 2560 โดย USFDA ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจประเมินเมื่อกลางเดือนมีนาคม 2561 และได้พิจารณาให้การยอมรับความสามารถของ มกอช. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นผลจากการปฏิบัติงานเชิงรุกของ มกอช.เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทย โดยประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานฝึกอบรมในประเทศไทยให้เป็นเครือข่ายความร่วมมือการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยอาหารกับหน่วยงานที่ได้การยอมรับจาก USFDA เช่น สถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง มกอช.ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานฝึกอบรม 18 หน่วยงาน เพื่อการพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการแก่บุคลากรในสถานประกอบการผลิตอาหารคนและอาหารสัตว์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันในการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาภายใต้ข้อกำหนดกฎหมายใหม่ ก่อนประเทศใดๆในโลกและยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้พร้อมต่อกระแสแนวโน้มการปรับปรุงและยกระดับกฎหมายภาครัฐทั่วโลก&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี สู่การถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบให้แก่หน่วยงานบุคคลที่สาม ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกในโลกที่เป็นผู้ริเริ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ มกอช. กล่าวด้วยว่า หากผู้ประกอบการของไทยที่ส่งสินค้าอาหารคนและอาหารสัตว์ไปขายยังสหรัฐอเมริกา มาขอการรับรองจากหน่วยที่ผ่านการรับรองระบบงานจาก มกอช. ตามกฎระเบียบ Accredited Third-Party Certification Rule จะทำให้ผู้นำเข้า (Importer) สินค้าในสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินการตามโปรแกรมที่เรียกว่า VQIP (Voluntary Qualified Importer Program) สามารถนำเข้าสินค้าอาหารไปยังสหรัฐอเมริกาในช่องทางพิเศษ เพื่อลดการตรวจสอบซ้ำที่ปลายทาง ช่วยลดปัญหาความล่าช้าที่ด่านนำเข้าของสหรัฐ รวมทั้งลดการกักกันสินค้าที่อาจเกิดขึ้น ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปสหรัฐอเมริกาจะได้รับการอำนวยความสะดวกทางการค้ามากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังเป็นการได้เปรียบผู้ประกอบการในประเทศที่ยังไม่ได้รับการตรวจประเมินอีกด้วย&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยรับรองที่สนใจสมัครขอการรับรองระบบงานตามกฎระเบียบ Accredited Third-Party Certification Program สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองรับรองมาตรฐาน มกอช. โทรศัพท์ 02-5612277 ต่อ 1251&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12375</URL_LINK>
                <HASHTAG>มกอช., รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร, สหรัฐรับรองไทย, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, เสริมสุข สลักเพ็ชร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b35ed9c1b362.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิ้งหรีด&#039;สายพันธุ์ไทย เตรียมขึ้นแท่นแมลงเศรษฐกิจเงินล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หนุนส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร &amp;quot;จิ้งหรีดไทย&amp;quot;ส่งตลาดทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิ้งหรีดเป็นแมลง ได้มีบทบาทมากขึ้นในการเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากปริมาณโปรตีนที่สูงคนจึงมีความคิดที่นำแมลงจิ้งหรีดมาเป็นอาหาร โดยปกติแล้วแมลงจะหาจับได้โดยทั่วไปแต่เนื่องจากปริมาณความต้องการของตลาดที่มากขึ้น จึงได้มีการเริ่มทำฟาร์มแมลงขึ้นมาทดแทนกันอย่างแพร่หลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เปิดเผยว่า จิ้งหรีดเป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพและมีโอกาสในการส่งออกสูงโดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรปหรืออียู(EU)จำนวน 28 ประเทศ มีผู้ประกอบการหลายรายสนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากไทยค่อนข้างมากทั้งในรูปจิ้งหรีดแช่แข็ง ต้มบรรจุกระป๋องและจิ้งหรีดอบและบดเป็นโปรตีนผงเพื่อใช้เป็นส่วนผสมอาหาร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีดเพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ราย มีทั้งฟาร์มขนาดเล็กผลิตขายภายในประเทศรูปแบบของแมลงทอด และฟาร์มขนาดใหญ่ผลิตขายเพื่อเป็นสินค้าส่งออกโดยแปรรูปเป็นอาหารพร้อมรับประทาน เดิมเคยจับจากธรรมชาติแต่ได้ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจึงหันมาทำการเพาะเลี้ยงแทนพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ พันธุ์ทองดำ ทองแดง และทองแดงลายหรือแมงสะดิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทย เนื่องจากจิ้งหรีดได้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังถูกจับตามองและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกโดยเฉพาะตลาดอียู แต่เนื่องจากการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด (Novel Food) ของ EU ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการรวมทั้งจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ ต้องดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย สถานะอาหารใหม่ (Novel Food) พร้อมทั้งจัดทำเอกสารข้อมูลทางวิชาการประกอบการยื่นขอ(Scientific Dossier) โดยสามารถยื่นคำขอในสถานะอาหารที่มีการบริโภคมานาน (Traditional Food)หรือสถานะอาหารใหม่ (Novel Food)เพื่อให้สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป(EFSA)พิจารณาความปลอดภัยหรือหลักฐานการบริโภคก่อนอนุญาตเปิดตลาดนำเข้าอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น มกอช.จึงเร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU Delegation) จัดสัมมนาและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Workshop on EU Novel Food Regulation - Case of Insects (Crickets) หรือระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป กรณีศึกษาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์แมลง(จิ้งหรีด)มาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย Novel Food ของ EU รวมทั้งกรณีศึกษาจิ้งหรีดในสถานะอาหารใหม่ การประเมินความเสี่ยงของสินค้าและผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเพื่อใช้เป็นอาหารและแนวทางการจัดทำข้อมูลประกอบการยื่นคำขอรับรองสถานะอาหารใหม่ ตลอดจนการยื่นขอเปิดตลาด ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกของไทย และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบและเข้าใจแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเสริมสุข กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ในอนาคตแมลงหลายชนิดรวมทั้งจิ้งหรีดถือเป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารมนุษย์และสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณแลกเนื้อสูง ต้องการอาหารและน้ำในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตอื่นๆได้ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมกอช. ได้ประกาศมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง กว่า 20,000&amp;nbsp; ฟาร์ม กำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า&amp;nbsp; 7,000 ตัน/ปี&amp;nbsp; ป้อนตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ มีมูลค่าประมาณ 1000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะปี 2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาการผลิตจิ้งหรีด โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่ผลิตจิ้งหรีดภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ในพื้นที่อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต แปรรูป และขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหภาพยุโรป ตอบสนองต่อกระแสนิยมการบริโภคแมลงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มความความต้องการเพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันสินค้าจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ และสินค้าแมลงของไทยในตลาดโลกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทริค เดอร์บอยเซอร์ ทูตด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารสหภาพยุโรปประจำประไทยกล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคแมลงในหมู่ผู้บริโภคยุโรปยังเป็นเพียงเทรนด์อาหารแนวใหม่แต่อีกกลุ่มผู้สนใจหรือผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถรับประทานได้และดีต่อสุขภาพ จึงเริ่มสนใจศึกษาและมองว่าอนาคตจะขาดแคลนวัตถุดิบโปรตีน ดังนั้นจากการติดตามพบว่าจิ้งหรีดมีคุณสมบัติทางโภชนาการไม่แพ้เนื้อสัตว์อื่น ซึ่งปี 2561ตลาดในสหภาพยุโรปทั้งหมด 28 ประเทศ อาทิ จะประกาศให้นำเข้าแมลงอย่างเป็นทางการนับว่าเป็นช่องทางตลาดใหม่ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4555</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิ้งหรีดสายพันธุ์ไทย, บริโภคแมลง, มกอช., ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่, สหภาพยุโรป, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, ส่งออกผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด, เสริมสุข สลักเพ็ชร์, แมลงเศรษฐกิจเงินล้าน, โปรตีนจากจิ้งหรีด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0d7221b183.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
