<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2021 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2021 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.-ส.ว.ฟาดเดือด!ส่งศาลรธน.วินิจฉัยแก้รธน. รอบคอบแบบแอบแฝง หรือ คิดไปเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 12.00 น. นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า &amp;nbsp;การวิตกหรือรอบคอบละเอียดเกินไปหรือไม่ พิจารณาจากเกณฑ์ ดังนี้ โดยแง่ของเนื้อหาสาระที่จะแก้ไขมันเข้าข่ายแก้ทั้งฉบับหรือไม่ และกระบวนการที่เราบัญญัติเป็นกระบวนการที่ละเอียดรอบคอบเพียงพอที่เป็นวิจารณญาณหมู่พอที่จะเกิดความมั่นใจได้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทิน กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกิดจากเสียงเรียกร้องของประชาชนนำมาสู่การตั้งกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรายงานของกมธ.เสนอแก้โดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต่อมาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งก็รับหลักการจนนำไปสู่การตั้งกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง และขณะนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และวาระ 3 ตามขั้นตอน เพราะฉะนั้นกระบวนการเราใช้วิจารณญาณรอบคอบ ดังนั้น การถูกเอาผิดจากใครหรือองค์กรใดเรามีหลักพิงและหลักประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้เราเดินหน้าไปเถอะ แต่หากยังจะใช้คำว่ารอบคอบอีก ผมย้ำว่ารอบคอบเกินงามก็จะตีความว่าเราใช้ความรอบคอบโดยมีความแอบแฝง ซึ่งการแอบแฝงครั้งนี้เดิมพันด้วยปัญหาของสังคมและบ้านเมือง แม้บอกว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องอย่าไปวิตกกังวลว่าจะสะดุด ใครรับประกัน ใครคาดหมายหรือบอกแทนศาลได้ว่ากระบวนแก้ไขจะไม่สะดุด นั่นคือความเสี่ยงที่จะล้มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเสี่ยงเกิดความไม่เข้าใจกันของคนในสังคม เมื่อกระบวนการที่รอคอยมันล้มใครจะรับประกันได้อีกว่ามันจะไม่มีกระบวนการกลางถนน&amp;quot; นายสุทิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์​ ส.ว. อภิปรายว่า การแก้ไขรัฐรรมูญเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เกิดขึ้น แต่แก้โดยไม่รู้เนื้อหาจะแก้ได้หรือไม่ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราจะตัดสินใจกันเองไม่ได้ เพราะการวินิจฉัยต้องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;ซึ่งปัญหาอยู่ที่ว่าจะส่งไปช่วงสุดท้ายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหากส่งตอนนี้ ก็ไม่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้า กระบวนการก็เดินไปตามครรลองยู่แล้ว &amp;nbsp;เพราะศาลวินิจฉัยแล้วไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การแก้ไขก็เดินหน้าอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ หาขัดรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่ต้องไปเสียเงินทำประชามติ แต่หากกระบวนการเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการวินิจฉัยจะทำให้เสียเงินนับพันล้านบาท เพราะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง &amp;nbsp;ดังนั้นการส่งให้ศาลรัฐรรมนูญตั้งแต่แรก จึงเป็นเรื่องสำคัญสามารถส่งไปได้โดยไม่กระทบอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา และการส่งให้ศาลก็ไม่ได้เสียหายอะไร อย่าเพิ่งคิดไปไกลว่าส่งศาลแล้วเป็นการสะกัดหรือทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป แสดงว่าเราคิดและห่วงไปเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแก้ไขรัฐธรรมนูญผมไม่ได้ปฏิเสธเรื่องส.ส.ร.แต่ด้วยความไม่ชัดเจน ถ้าเราทำให้ชัดเจน ข้อเรียกร้องในปัจจุบัน ข้อเสนอต่างๆที่เกิดขึ้นในการเมืองปัจุบันเป็นปัญหาทางการเมืองที่ต้องชัดเจน ดังนั้นความขัดแย้งในบ้านเมือง ก็ต้องสร้างความชัดเจนส่งให้ศาลรัฐลรรมนูญวินิจฉัย &amp;nbsp;จึงเห็นว่าญัตตินี้ได้ประโยชย์มากกว่าเสียประโยชน์ มีข้อดีมากว่าข้อเสีย&amp;rdquo;นายเสรี กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92470</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, สุทิน คลังแสง, เสรี สุวรรณภานนท์, แก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210209/image_big_60223404effd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉายาสภาปลวกจมปลัก อึ้ง!ยกเลิก&#039;คนดีศรีสภา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิ้งท้ายปี 63 สื่อประจำรัฐสภาให้ฉายาการเมือง แสบๆ คันๆ ตบหน้าทั่นผู้ทรงเกียรติ สภาล่าง-สภาสูง-รัฐมนตรีโดนถ้วนหน้า สภา-ปลวกจมปลัก วุฒิสภา-สภาปรสิต &amp;quot;วิสาร-กรีดเลือดโชว์&amp;quot; ดาวดับ &amp;quot;สุทิน&amp;quot; ท็อปฟอร์ม ผู้นำฝ่ายค้านตัวจริง-ดาวสภา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาได้เผยแพร่ฉายาทางการเมืองที่เป็นการตั้งโดยผลโหวตของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1.สภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายาปลวกจมปลัก เนื่องจากปลวกเป็นสัตว์ที่มีการแบ่งงานกันทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด สำหรับสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มี ส.ส.ที่ทำงานดุจปลวกเพื่อความอยู่รอดของตัวเองด้วยการใช้สภาเป็นเครื่องมือเพื่อชิงอำนาจและทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ยิ่งนานวันก็จมปลักกับการทำงานแบบเดิม ไม่ใช้สภาเพื่อประโยชน์ในการระดมสมองและแก้ปัญหาให้กับประชาชน หนำซ้ำตลอดปีมานี้การประชุมสภาล่มกลางคันหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ส.ส.ชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมสภา ทั้งที่เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จึงเปรียบเป็นปลวกที่จมปลักไม่พัฒนา และยิ่งกัดกินหลักการของประชาธิปไตยให้พุกร่อนเข้าไปทุกที &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.วุฒิสภา ฉายาสภาปรสิต เพราะในทางวิทยาศาสตร์ปรสิตเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยผู้อื่นหรือเซลล์ชนิดอื่นเป็นที่พักอาศัยและแหล่งอาหาร และบางครั้งทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ใช้ประโยชน์นั้นหรือเซลล์ภายในจนเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต ซึ่งในมิติทางการเมือง ส.ว.ชุดนี้ก็มีสภาพไม่ต่างปรสิตที่อาศัยอยู่ในรัฐสภา นอกจากไม่มีผลงานที่เห็นด้วยตาเปล่าแล้ว ยังนำมาซึ่งพิษภัยแก่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย โดยเฉพาะการพยายามใช้เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญมาเป็นข้ออ้างเพื่อชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายาครูใหญ่ไม้เรียวหัก เพราะทุกครั้งที่นายชวนขึ้นทำหน้าที่ ไม่เคยถูกกังขาถึงความเป็นกลางแม้แต่ครั้งเดียว และตลอดปีที่ผ่านมาก็ยังยึดแนวทางดังกล่าวไว้มั่นคง และยังสวมบทครูใหญ่ที่ถือไม้เรียวคอยกวดขันวินัยของ ส.ส.ที่หย่อนยานอีกด้วย แต่ปรากฏว่า ส.ส.การ์ดตกทุกกรณี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าต่อให้ประธานสภายึดมั่นหลักการแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ เหมือนกับครูใหญ่ที่มีไม้เรียว และต่อให้ฟาดแรงจนไม้เรียวหักคามือ ส.ส.ก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายาหัวตอ รอออเดอร์ โดยถ้าเทียบบารมีทางการเมืองระหว่างเมื่อเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กับประธาน ส.ว. บารมีของนายพรเพชรลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งตอกย้ำด้วยทุกครั้งที่ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา พบว่าไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เป็นที่เรียบร้อยได้เมื่อเทียบกับนายชวน และหลายเรื่องในวุฒิสภากลับปล่อยให้ ส.ว.เป็นผู้ชี้นำประธานวุฒิสภาแทน ภาพรวมแบบนี้ทำให้ประธานวุฒิสภาเสมือนหัวหลักหัวตอที่ไม่มีใครสนใจ แต่มีหน้าที่แค่รับคำสั่งทำงานเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะนำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับฉายาสุทิน คลังแสง? &amp;nbsp;เพราะนายสมพงษ์ไม่ได้โดดเด่นสมกับตำแหน่งเท่าใดนัก ตรงกันข้ามกลับเป็นนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่านายสุทินคือผู้นำฝ่ายค้าน ไม่ใช่นายสมพงษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนฉายาที่ 6 เป็นดาวเด่นแห่งปีคือ นายสุทิน เพราะตลอดทั้งปีนายสุทินในฐานะประธานวิปฯ ทำหน้าที่ได้อย่างท็อปฟอร์ม ส่วนฉายาที่ 7 ดาวดับแห่งปี ได้แก่นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรค พท. ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ใช้มีดปอกผลไม้กรีดแขนกลางที่ประชุมสภา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางการเมือง ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการชี้นำให้ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็น ส.ส.หลายสมัย และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ที่สมควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อหวังผลทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.คู่กัดแห่งปี ได้แก่ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ซึ่งเกือบได้เห็นการวางมวยกลางสภา เพราะมีการปะทะกันกันหลายต่อหลาย 9.เหตุการณ์แห่งปีคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุด โดยต้องมีเสียง ส.ว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เป็นผลให้การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดือน ก.ย.ไม่สามารถลงมติได้ แต่กลับต้องมาตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ และเมื่อกลับมาประชุมรัฐสภาอีกครั้งในเดือน พ.ย.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนนำโดยกลุ่มไอลอว์ได้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนครั้งแรก การประชุมรัฐสภาเวลานั้นไม่ได้เข้มข้นเฉพาะในสภาเท่านั้น แต่นอกสภาก็เดือดไม่แพ้กัน ภายหลังกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา และเกิดการปะทะกันเป็นระยะ ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาจึงเป็นเหตุการณ์แห่งปีไปอย่างไม่ต้องสงสัย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับฉายาที่ 10.วาทะแห่งปี คือ &amp;quot;มันคือแป้ง&amp;quot; โดยเป็นการชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ระบุว่า &amp;quot;สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม มันคือแป้ง&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในอันดับ 11.คนดีศรีสภานั้น ได้ยกเลิกตำแหน่งนี้ถาวร เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาไม่ได้มอบตำแหน่งคนดีศรีสภาให้กับสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ
ด้านนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวถึงฉายาสภาปรสิต ว่าเป็นเสียงสะท้อนของสื่อที่ติดตามการทำงานของสภา ในส่วนใดที่ใครคิดว่าทำดีอยู่แล้วก็คงเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป แต่ส่วนใดที่อยู่ในสายตาของสังคมและสื่อมวลชนเขามองเขาคิดแบบนั้นเราก็ต้องนำมาปรับปรุงแก้ไข หาทางทำในสิ่งที่จะแก้ภาพพจน์ต่อคนอื่นที่มองเราให้ได้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งหลายคนอาจมีความรู้สึกขมขื่นหรือเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ต้องนำมาเป็นพลังในการทำงานเพื่อแก้ไขต่อสิ่งบกพร่องเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสื่อและสังคมให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สื่อตั้งฉายาทุกปี ซึ่งฉายาเหล่านี้เราก็ต้องรับมาพิจารณามากกว่า แต่ไม่ต้องน้อยใจ ไปโกรธเคืองหรือโทษใคร เราต้องใจกว้าง เพราะเป็นภาพสะท้อนที่สื่อมองหรือคิดเห็นอย่างไร ดังนั้นเรารับฟังและนำมาแก้ไขดีกว่า ทั้งนี้ การทำงานเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ไม่ควรเอามาปนกัน แต่เป็นสิ่งที่เราต้องนำกลับมาทบทวนและพิจารณา มาคิดต่อว่าเมื่อสื่อตั้งฉายาแบบนี้เราควรแสดงบทบาทอย่างไรให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นและเป็นประโยชน์มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมวล เอมเปีย อดีต ส.ส.ชลบุรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า เห็นกับฉายาสภา เพราะสะท้อนว่ามองพฤติกรรม ส.ส.อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นความพิกลพิการของระบบรัฐสภา มีการนับคะแนนแบบอภินิหารกฎหมายเพื่อให้พรรคเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ได้เป็น ส.ส. เพียงเพื่อเอาเสียงไปเติมไม่ให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ นับจากนั้นมา ส.ส.แต่ละคนก็แสวงหาผลประโยชน์เพราะเสียง ส.ส.ในสภามีความสำคัญ ทำให้ ส.ส.ไม่ได้หน้าที่แทนปวงชนชาวไทย แต่ทำหน้าที่เพื่อแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88153</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมวล เอมเปีย, สิระ เจนจาคะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสรี สุวรรณภานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201227/image_big_5fe89dd9f2615.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาเหลา2สภาฟัดกันวุ่น &#039;เสรี&#039;สวน&#039;พท.&#039;ปากเสีย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควันหลงประชุม กมธ.แก้ รธน.ล่ม เพื่อไทยได้ทีขย่มรัฐบาล-ส.ว. ฟังคำว่าสืบทอดอำนาจแล้วแสลงใจ ขู่ถ้าใช้หลักพวกมากลากไปจะเป็นชนวนให้ม็อบเพิ่มมากขึ้น ด้าน &amp;quot;เสรี&amp;quot; สวนกลับ สาเหตุมาจาก ส.ส.ฝ่ายค้านพูดต่อว่าเรื่องที่มา ส.ว.วนเวียนซ้ำซาก เสียดสีใส่ร้ายเหมือนต้องการให้เกิดความขัดแย้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการประชุมคณะ กมธ. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์การประชุมปิดกะทันหันว่า อยู่ที่ประธานควบคุมและ กมธ.เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ไม่มีใครทราบหรอกว่าจะเกิดปัญหาอะไร เพราะแต่ละคนพูดก็ไม่มีการบอกล่วงหน้า ฉะนั้นการประชุมครั้งต่อไปประธานก็ควบคุมการประชุม ซึ่งจะมีการประชุมครั้งหน้าในวันพฤหัสบดีที่ 24-25 ธันวาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กมธ.กล่าวว่า ประเด็นการหาข้อตกลงร่วมกันเรื่องความคิดเห็นต่างกันนั้น บางประเด็นก็สามารถตกลงกันได้ แต่บางประเด็นก็ไม่สามารถตกลงกันได้ หากตกลงกันไม่ได้ทาง กมธ.ก็จะแขวนความเห็นไว้ในมาตรานั้น แต่ยังไม่มีการลงมติ ซึ่งจะมีการลงมติก็ต้องพิจารณาให้ครบมาตราแล้ว เมื่อจบการพิจารณาแล้วก็จะย้อนมามาตราต่างๆ หากใครเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ให้ยกมือ จะได้รวดเร็วขึ้น ผลสุดท้ายก็ต้องมาตัดสินที่เสียง กมธ. ซึ่งหาก กมธ.ไม่เห็นด้วย ก็สงวนความเห็นไว้เพื่อที่จะนำไปอภิปรายในรัฐสภา เพื่อจะแจ้งสมาชิกรัฐสภาให้ทราบว่าไม่เห็นด้วยอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า กรอบระยะเวลาจะยังไปเป็นตามที่กำหนดไว้อยู่ ยังไม่ได้มีแนวคิดที่จะขยายเวลา ซึ่งหากเวลาไม่ทันก็จะมีการเพิ่มวันประชุม แต่ต้องดูวันที่ 25 ธันวาคมนี้ก่อน หลังปีใหม่ก็จะเพิ่มวันเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ยังยืนยันว่าจะเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้อยู่ เพราะยังเดินไปได้อยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาปกป้อง ส.ว. โดยระบุการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ล้มไปวันที่ 17 ธ.ค. เพราะมีการพูดก้าวล่วงกันและขอให้พูดให้อยู่ในกรอบว่า การอภิปรายในชั้นกรรมาธิการเป็นสิทธิที่กรรมาธิการแต่ละคนแสดงความคิดเห็นในมุมของตัวเอง โดยวันดังกล่าวตนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม เนื่องจากติดภารกิจกระทู้ถามสดในห้องประชุมสภาฯ แต่จากการสอบถามกรรมาธิการในห้องประชุม มีการพูดถึงที่มาของรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบแล้วไปแต่งตั้ง ส.ว. จึงทำให้ ส.ว.ไม่พอใจ แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างลักษณะนี้มีอยู่ประจำ ขึ้นอยู่กับประธานในที่ประชุมจะทำให้ไม่ลุกลามได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประธานต้องควบคุมไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ทราบว่าวันนั้นประธานคุมไม่ได้ จึงใช้อำนาจปิดประชุม ซึ่งสิ่งที่นายกฯ พูดนั้นทั้งผมและ พล.อ.ประยุทธ์ต่างไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ชลน่านกล่าวว่า การประชุมมีเรื่องเห็นต่างเป็นธรรมดา ถกเถียงกันได้ แต่ไม่ถึงขั้นจะล้มการประชุม ดังนั้นหลังจากนี้ถ้าการอภิปรายอยู่ในประเด็นพิจารณา ก็ต้องให้กรรมาธิการพูดแล้วควบคุมให้อยู่ในประเด็น ที่สำคัญอย่าปิดกั้นการแสดงออก และตัวประธานต้องมีข้อวินิจฉัยที่ดีว่าจะควบคุมให้การประชุมเดินหน้าอย่างไร สมควรหรือไม่ที่จะปิดประชุม เพราะหน้าที่ของประธานต้องทำให้การประชุมเดินหน้า ไม่เช่นนั้นจะตรงกับที่เขากล่าวหาว่ามีเจตนาไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ
คำว่าสืบทอดอำนาจแสลงใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประชุมในชั้นกรรมาธิการต้องเข้าใจว่าจะให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันทุกเรื่องเป็นไปไม่ได้ และ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนการแสดงความเห็นก็ต้องยึดโยงกับประชาชน แต่กรรมาธิการในส่วน ส.ว. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบทอดอำนาจ ถ้าไม่เปิดใจกว้าง ไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ไม่อดทนต่อสภาพโครงสร้างของปัญหาที่แท้จริง ยึดเอาแต่ความคิดเห็นหรือเดินตามธงของฝ่ายสืบทอดอำนาจที่ไม่มีความจริงใจ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเป็นปัญหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าฟังคำว่าสืบทอดอำนาจแล้วแสลงใจบรรยากาศการประชุมจะดำเนินต่อได้อย่างไร ที่ประชุมกรรมาธิการต้องเปิดให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง และยึดหลักว่าผู้ใดอภิปรายเรื่องใด ต้องพร้อมรับผิดชอบและผู้ถูกพาดพิงย่อมมีสิทธิ์ชี้แจงด้วยเหตุผล&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกรับฟังแต่ความเห็นของเครือข่ายสืบทอดอำนาจไม่ได้ ต้องแสดงความจริงใจให้ได้เห็นว่ามีความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ไม่ใช่ซื้อเวลาแล้วซุกปัญหาไว้ใต้พรมไปเรื่อยๆ ประชาชนที่ติดตามอยู่มีเวลาที่จะพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลอีกไม่มาก ดังนั้นการใช้เวทีกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ใช้หลักพวกมากลากไป แล้วถ้าเพลี่ยงพล้ำแล้วชิงปิดประชุมไปเรื่อยๆ ประชาชนเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์จะเป็นชนวนให้ม็อบเพิ่มมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การที่ประธานในที่ประชุมซึ่งเป็น ส.ว.ปิดประชุมเช่นนี้ สะท้อนว่าไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอนุสรณ์ ตอบว่า ใช่ เพราะเราเห็นความจริงใจของรัฐบาลหลายครั้งแล้วว่าต้องการซื้อเวลา ครั้งนี้ก็ตอกย้ำความพยายามที่จะซื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมาจากกรณีที่ ส.ส.บางพรรคพูดต่อว่าเรื่องที่มา ส.ว.อยู่นาน ถ้าเป็นการพูดด้วยเหตุผลก็ไม่เป็นไร แต่เป็นการพูดวนเวียนซ้ำซากไปมา ใช้ถ้อยคำเสียดสีใส่ร้ายเหมือนต้องการให้เกิดความขัดแย้ง แม้นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ รองประธาน กมธ.ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น จะพยายามไกล่เกลี่ย แต่ ส.ส.บางพรรคก็ไม่หยุดพูดจนเริ่มมีการโต้เถียงกับฝ่าย ส.ว. ทำให้นายมหรรณพเกรงจะควบคุมการประชุมไม่อยู่จึงสั่งปิดประชุม แต่ฝ่ายค้านกลับถือโอกาสไปแถลงข่าวเหมือน ส.ว.เป็นฝ่ายผิด ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น
ยืนยัน ส.ว.มีความจริงใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.ผู้นี้กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภาพร้อมรับฟังความเห็นต่าง ถ้าพูดด้วยหลักการและเหตุผลบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดให้เกิดความขัดแย้ง เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น กมธ.ยังไม่มีการลงมติในมาตราใดๆ ขณะนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ กมธ.แสดงความเห็นเรื่องจำนวนเสียงที่ต้องใช้ในการแก้รัฐธรรมนูญที่ยังเห็นต่างกันอยู่ ฝ่ายค้านต้องการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ส่วน ส.ว.เห็นว่าควรใช้ 3 ใน 5 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ใช้เสียง 2 ใน 3 เรื่องนี้กำลังถกเถียงกันอยู่ ยังไม่มีการลงมติการทำงานใน กมธ. หลังจากนี้เชื่อว่ายังทำงานร่วมกันได้ แต่ทุกคนต้องไปทบทวนวิธีคิดการโต้ตอบกันให้อยู่ในลิมิตที่เหมาะสม รู้จักยับยั้งอารมณ์ไม่ให้นำไปสู่ความขัดแย้งต่อว่ากันได้ แต่ต้องเป็นด้วยเนื้อหาเหตุผล ไม่ใช่มีเจตนาสร้างความขัดแย้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่า ส.ว.มีความจริงใจแก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าฝ่ายค้านมีความจริงใจ ก็ต้องพูดให้ชัดเจนต้องการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นใดเรื่องใดที่ควรแก้ไข เพื่อให้รู้ถึงความต้องการ ไม่ใช่ไปติดหล่มอยู่กับการตั้ง ส.ส.ร. เอาใครก็ไม่รู้มาแก้ไขโดยที่ไม่รู้ว่าจะแก้อะไร และเมื่อแก้ไขแล้วจะตรงความต้องการที่อยากได้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงความต้องการก็อาจมีปัญหาตามมาอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายืนยันว่า ส.ว.ไม่ได้ตั้งธงคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ แต่อยากให้พูดให้ชัดต้องการแก้ไขเรื่องใด นี่คือความจริงใจที่ต้องพูดให้ชัด ไม่ใช่คอยต่อว่าคนอื่นไม่จริงใจ แต่ตัวเองกลับไม่บอกว่าอยากแก้อะไร เช่น อยากได้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบกลับมาเหมือนเดิม ต้องบอกมา แม้บางพรรคจะได้อานิสงส์จากบัตรเลือกตั้งใบเดียวได้ ส.ส.เข้ามาจำนวนมากก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.ฝ่ายค้านออกมาเปรียบที่มาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เหมือน 250 ส.ว. แต่งตั้งโดย คสช.ว่า ในฐานะอดีตโฆษก กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการ ตนคิดว่าจะนำที่มา ส.ว.กับที่มา ส.ส.ร.มาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะที่มา ส.ส.ร.ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลนั้น มีที่มาจากการเลือกตั้งถึง 150 คน มีการสรรหามาเพียง แค่ 50 คนเท่านั้น เรื่องนี้จึงเปรียบเทียบกันไม่ได้ อีกทั้ง 50 คนที่แม้จะมาจากการสรรหาก็มีที่มาหลากหลายถึง 3 ส่วน ส่วนแรก เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษา 10 คน, ส่วนที่สอง ผู้ทรงคุณวุฒิจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัย 20 คน และส่วนที่สาม มาจากการคัดเลือกจากสมาชิกรัฐสภา 20 คน ซึ่ง ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว. เป็นผู้ร่วมกันพิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่าทั้ง 3 ส่วนนี้จึงตอบโจทย์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน มีการเปิดโอกาสให้ผู้ชุมนุมเข้ามามีส่วนร่วม มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่มีความเป็นกลางจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยเพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ วันนี้จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดเรื่องส่วนรวมเป็นหลัก อย่าใช้อารมณ์หรือความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าจนสำเร็จตามที่พี่น้องประชาชนอยากเห็น&amp;quot; นายอัครเดชกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87372</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, มหรรณพ เดชวิทักษ์, สมคิด เชื้อคง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์, เสรี สุวรรณภานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fde1e3fa21c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสรี&#039; แฉ ส.ส.บางพรรค ตีรวน โจมตี ส.ว. ทำประชุมกมธ.แก้รัฐธรรมนูญล่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.63 - นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม กล่าวถึงการโต้เถียงกันภายในกมธ.เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ จนต้องสั่งปิดประชุม เมื่อวันที่17ธ.ค.ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมาจากกรณีที่ ส.ส. บางพรรคพูดต่อว่าเรื่องที่มาส.ว.อยู่นาน ถ้าเป็นการพูดด้วยเหตุผลก็ไม่เป็นไร แต่เป็นการพูดวนเวียนซ้ำซากไปมา ใช้ถ้อยคำเสียดสีใส่ร้าย เหมือนต้องการให้เกิดความขัดแย้ง แม้นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ รองประธานกมธ.ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมจะพยายามไกล่เกลี่ย แต่ ส.ส.บางพรรคก็ไม่หยุดพูด จนเริ่มมีการโต้เถียงกับฝ่าย ส.ว. นายมหรรณพเกรงจะควบคุมการประชุมไม่อยู่จึงสั่งปิดประชุม แต่ฝ่ายค้านกลับถือโอกาสไปแถลงข่าวเหมือนส.ว.เป็นฝ่ายผิด ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสรี ยืนยันว่า ส.ว. พร้อมรับฟังความเห็นต่าง ถ้าพูดด้วยหลักการและเหตุผลบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดให้เกิดความขัดแย้ง เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น กมธ.ยังไม่มีการลงมติในมาตราใดๆ ขณะนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ กมธ. แสดงความเห็นเรื่องจำนวนเสียงที่ต้องใช้ในการแก้รัฐธรรมนูญที่ยังเห็นต่างกันอยู่ ฝ่ายค้านต้องการใช้เสียงกี่งหนึ่งของรัฐสภา ส่วน ส.ว. เห็นว่าควรใช้ 3 ใน 5 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ใช้เสียง 2 ใน 3 เรื่องนี้กำลังถกเถียงกันอยู่ ยังไม่มีการลงมติ การทำงานในกมธ.หลังจากนี้เชื่อว่า ยังทำงานร่วมกันได้ แต่ทุกคนต้องไปทบทวนวิธีคิด การโต้ตอบกันให้จำกัดอยู่ในที่เหมาะสม รู้จักยับยั้งอารมณ์ไม่ให้นำไปสู่ความขัดแย้ง ต่อว่ากันได้แต่ต้องเป็นด้วยเนื้อหาเหตุผล ไม่ใช่มีเจตนาสร้างความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่า ส.ว.มีความจริงใจแก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าฝ่ายค้านมีความจริงใจก็ต้องพูดให้ชัดเจนต้องการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นใด เรื่องใดที่ควรแก้ไข เพื่อให้รู้ถึงความต้องการ ไม่ใช่ไปติดหล่มอยู่กับการตั้ง ส.ส.ร. เอาใครก็ไม่รู้มาแก้ไข โดยที่ไม่รู้ว่า จะแก้อะไรและ เมื่อแก้ไขแล้วจะตรงความต้องการที่อยากได้หรือไม่ ถ้าไม่ต้องความต้องการก็อาจมีปัญหาตามมาอีก ส.ว.ไม่ได้ตั้งธงคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ แต่อยากให้พูดให้ชัดต้องการแก้ไขเรื่องใด นี่คือความจริงใจที่ต้องพูดให้ชัด ไม่ใช่คอยต่อว่าคนอื่นไม่จริงใจ แต่ตัวเองกลับไม่บอกว่า อยากแก้อะไรเช่น อยากได้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กลับมาเหมือนเดิม ต้องบอกมาแม้บางพรรคจะได้อานิสงส์จากบัตรเลือกตั้งใบเดียวได้ ส.ส. เข้ามาจำนวนมากก็ตาม&amp;rdquo; นายเสรี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87348</URL_LINK>
                <HASHTAG>เสรี สุวรรณภานนท์, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180118/image_big_5a602cbb12490.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 20:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว. ถล่ม &#039;ไอลอว์&#039; รับเงินต่างชาติรื้อ 11 ข้อความมั่นคงประเทศ อย่าอ้างชื่อร่างฉบับประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย.63 - ที่ประชุมรัฐสภา การอภิปรายในช่วงหัวค่ำ ส.ส.ซีกรัฐบาล และส.ว. ยังคงโจมตีร่างรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ มีเนื้อหาที่คลุมเครือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งมองว่าองค์กรที่สนับสนุนไอลอว์ อยู่เบื้องหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
เวลา 19.20น. ที่รัฐสภาฯ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. อภิปรายว่า ไอลอว์ต้องการปฏิรูปสถาบัน และรับเงินจากต่างชาติ ท่านก็ยอมรับ การรับเงิน ถ้าเป็นเรื่องธรรมดา มาดูแลสังคม ประชาชน รับไปเถอะ แต่รับมาแล้ว เข้ามายุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงประเทศ ข้อเสนอไอลอว์ เมื่อดูแต่ละมาตรามีทั้ง ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ยกเลิกแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยกเลิกแต่งตั้งนายกฯ และยกเลิกอีกหลายเรื่อง ล้วนเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศทั้งนั้น องค์กรที่ให้เงินไอลอว์ ถ้าเป็นองค์กรทั่วไป ไม่เป็นอะไร แต่เป็นองค์กรที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมาแล้วเมื่อปี 2540&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ท่านจะบอกว่ารับเงินเขามาแล้วเราสุจริตใจ ไม่เกี่ยวกัน แต่11ข้อ ของท่าน เกี่ยวความมั่นคงประเทศทั้งนั้น จะให้เราไว้ใจ ไปรับร่างได้อย่างไร และยังอ้างว่าการลงชื่อมากกว่า1แสนคน เมื่อไปดูในเว็บไซต์ มีกระบวนการที่ทำเป็นระบบ โดยรายชื่อดังกล่าวที่บอกเป็นร่างประชาชน ได้มีการลงชื่อต่อหน้าท่านหรือไม่ ไม่เช่นนั้นจำนวนต้องมากกว่านี้ แสดงว่าแสนกว่าชื่อ เป็นการสมัครลงชื่อในอินเตอร์เน็ตหรือไม่ ซึ่งใครลงก็ได้ ถ้าอ้างคำว่า ประชาชน คนทั้งประเทศก็รู้สึก คนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยก็มีเยอะ ในส่วนร่างไอลอว์ เป็นความไม่ไว้วางใจ ผมรักสถาบัน ห่วงถ้าไปตั้งคนมาเป็นสสร.ที่ใครก็ได้มาเป็น ไม่คำนึงคุณสมบัติ ทำให้พวกเรากังวลใจ ถ้ารับร่างนี้ไปแล้ว ไม่อยากให้ใช้คำว่า ร่างประชาชน ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า สภาฯไม่รับร่างประชาชน แต่ไม่ใช่ ที่ไม่รับ เพราะร่างนี้ทำให้ประเทศเสียหาย ประชาชนได้รับผลกระทบ เราให้ความสำคัญกับประชาชนเสมอ แต่ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนทั้งประเทศ เลยไม่รับร่างฉบับนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	เพื่อไทยผวา!&amp;#39;ไอลอว์&amp;#39;พาไปตาย จ่อเทร่างแก้รธน.ในสภา&amp;nbsp;
	&amp;#39;ไพศาล&amp;#39;ลากไส้3นิ้วหลอกเด็กไปหา&amp;#39;หนวดเต่า-เขากระต่าย&amp;#39;
	งานเข้า!&amp;#39;สุกัญญา มิเกล&amp;#39;ถูกยกเลิก ห้ามร้องเพลง&amp;#39;ดีดีกันไว้&amp;#39;
	&amp;#39;หมอวรงค์&amp;#39;ลั่น!คัดค้านร่างแก้รธน. โดยเฉพาะของ&amp;#39;ไอลอว์&amp;#39;กฎหมายขี้ข้าต่างชาติ
	เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯชำเรารธน. ก้าวไกลเปิดฉากเอาใจ3นิ้ว
	ไทยภักดีมีฉุน &amp;#39;การุณ-สส.เพื่อไทย&amp;#39; ปูดม็อบต้านแก้รธน.จ้างมาหัวละ 500 บาท
	&amp;#39;สามสี&amp;#39; ชู 5 ข้อไม่จำเป็นต้องแก้รธน. สถาบันฯก็พัฒนาไปสู่การปฏิรูปอยู่แล้ว
	3 นิ้วสูงวัย ด่าลั่น&amp;nbsp;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84161</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมรัฐสภา, เสรี สุวรรณภานนท์, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3d4b27d4b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กางความเห็น ส.ส.-ส.ว. ค้านยกร่าง รธน.ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวโน้มการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนใหญ่ค่อนไปในทางจะรอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับไอลอว์ร่วมพิจารณาในวาระหนึ่ง รับหลักการด้วย ภายหลังจากเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมร่วมรัฐสภายังไม่ได้ลงมติทั้ง 6 ญัตติที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นผู้เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากเหตุว่าพรรคแกนนำรัฐบาล คือ พลังประชารัฐ และ ส.ว. เสนอให้ตั้งคณะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาเสียก่อน เพราะมีหลายข้อสงสัยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ และจะต้องทำประชามติเมื่อใด กี่ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น เมื่อสมัยประชุมสามัญครั้งที่สองได้เปิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องเดินหน้าต่อ โดยนำรายงานของคณะ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญที่ได้ศึกษาดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาของ ส.ส.และ ส.ว.ว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อในรายงานของ กมธ.ไม่ได้ชี้ชัดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป แต่เป็นการรวบรวมเสียงของ ส.ส.และ ส.ว.ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ อาทิ ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ไม่มีผู้ใดขัดข้อง เพราะตามรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อีกฉบับ สมาชิกรัฐสภาบางส่วนท้วงติงว่าไม่สามารถกระทำได้ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 60 ให้แก้ไขเป็นรายมาตราเท่านั้น อีกทั้งยังจะเป็นการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 55&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างเช่น สมชาย แสวงการ ส.ว. ระบุว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ คืออำนาจของประชาชนในการลงประชามติ และเป็นผู้ให้กำเนิดองค์กร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงไม่เหมือนกับการแก้ไขกฎหมายธรรมดา แต่เป็นลักษณะพิเศษ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18-22/2555 จึงมีความเห็นว่า หากจะให้มี ส.ส.ร.ขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นต้องมีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยร่างใหม่ทั้งฉบับก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ตั้ง ส.ส.ร.ฉบับฝ่ายรัฐบาล ว่า ร่างนี้มีความสับสนในตัวเอง เนื่องจากมีข้อเสนอให้ ส.ส.ร.ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา บางหมวด บางมาตรายังคงไว้อย่างเดิมไม่แตะต้อง ดังเช่น เสนอไม่ให้มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 แต่ทั้งหลักการ เหตุผล และในเนื้อหาของร่างที่เสนอมากลับเป็นเรื่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มี ส.ส.ร.เป็นผู้ดำเนินการ และเมื่อได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้ส่งกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาก่อนขั้นตอนการทำประชามติ จึงทำให้สับสนว่าร่างดังกล่าวนี้เป็นการเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หรือเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ อันอาจทำให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาลงมติได้ เว้นแต่จะได้มีการแก้ไขญัตติให้ถูกต้องเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ กล้านรงค์ จันทิก ส.ว.และอดีต ป.ป.ช. ให้ความเห็นว่า เห็นด้วยที่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหลายเรื่องที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีปัญหา และไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทย ความเห็นต่อญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติ ไม่ขัดข้องที่จะรับหลักการให้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในร่างของฝ่ายรัฐบาลที่จะให้ตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างใหม่นั้น มีประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ารัฐสภาสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพราะได้เพิ่มเติมกำหนดเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 ว่า ต้องยกเว้นหมวดหนึ่งและหมวดสองไว้ก็ตาม แต่การยกเว้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่ากับว่านำข้อความในหมวดหนึ่ง หมวดสอง มาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งในทางปฏิบัติ รัฐธรรมนูญที่ได้มีการร่างใหม่ก็จะนำข้อความในหมวดหนึ่ง หมวดสอง มาลอกใส่ไว้ หรืออาจจะมีอีกบางหมวดที่ยังคงไว้เดิม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงในรายงานของคณะ กมธ.ได้ระบุความเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติว่า ไม่สามารถทำประชามติได้ เพราะในมาตรา 166 บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;rdquo; หมายความว่า ห้ามจัดทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจและหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การที่รัฐสภาจะมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาญัตติที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ จึงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีอำนาจวินิจฉัย จึงเห็นควรให้รัฐสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ควบคู่กับให้รัฐสภาดำเนินการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวต่อไปในวาระที่หนึ่ง และวาระที่สอง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ก็ดำเนินการลงมติในวาระที่สามต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น ก็สามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ให้ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐสภาขึ้นมา เพื่อดำเนินการจัดทำญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบื้องต้นคือความเห็นในรายงาน กมธ. ส่วนจะได้นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด สมาชิกรัฐสภาคงต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางการเมืองด้วย ถ้าสมาชิกรัฐสภาโหวตคว่ำทั้ง 7 ฉบับ อุณหภูมิทางการเมืองอาจ ระอุ!!!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82605</URL_LINK>
                <HASHTAG>.พรรคพลังประชารัฐ​, กล้านรงค์ จันทิก, พลังประชารัฐ, สมชาย แสวงการ, เกษมราษฎร์, เสรี สุวรรณภานนท์, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201102/image_big_5fa002a583c65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประยุทธ์:ได้ยินเสียงทุกอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ตอบ &amp;quot;อานันท์&amp;quot; รับฟังข้อเสนอผู้ชุมนุมมาตลอด ย้ำต้องยึดกฎหมายและ รธน. ไม่มีใครอยากทำปฏิวัติ ลั่นเรามีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องสืบสาน รักษา และต่อยอด​ไม่ใช่ทำลายทุกอย่าง &amp;quot;องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่&amp;quot; เรียงหน้าโต้ &amp;quot;อานันท์&amp;quot; ชี้ข้อเสนอม็อบทะลุเพดาน นายกฯ ลาออกก็ไม่จบ เหน็บหวังตำแหน่งนายกฯ จะหล่นใส่เหมือนในอดีต &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ฟันธงคำว่าสมานฉันท์เป็นคำล้มละลาย ศึกษาแล้วไม่มีใครเอามาทำ เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้าเรียกนักวิชาการถกออกแบบ กก.สมานฉันท์ยอมรับกดดันทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอให้รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ด้วยความเคาพเป็นการส่วนตัว นายอานันท์เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ตนก็รับฟังข้อเสนอมาโดยตลอด ทั้งทางสื่อโซเชียลและจากคำพูดที่ออกมา ตนได้ยินทุกอย่าง ขอให้เข้าใจซึ่งกันและกันด้วย โดยการเปิดรัฐสภาประชุมสมัยวิสามัญที่ผ่านมา ตนก็รับฟังความคิดเห็นเรื่องความต้องการของกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่แล้ว ถือว่าจบ ส่วนขั้นตอนต่อไปก็เป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาว่ามีประเด็นไหนที่เป็นไปได้ และประเด็นไหนที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งต้องยึดหลักการกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้อยู่ถึงปัจจุบัน ส่วนวันหน้าจะแก้ไขอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอให้ทำการปฏิวัติแล้วตั้งรัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องไปถามคนพูด เราไม่เคยคิดเรื่องเหล่านี้ ต้องระมัดระวังสถานการณ์ไม่ให้บานปลายไปเรื่อยๆ ตนไม่ได้หมายความว่าจะมีการปฏิวัติหรือไม่มี เพียงแต่ไม่มีใครอยากทำ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีก็ตอบไปแล้วว่าไม่ทำปฏิวัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติเป็นการซื้อเวลา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นี่คือกลไกของรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา เมื่อเราปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเคารพ ระบบรัฐสภา และคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ อยากให้ไปทบทวนตรงนี้ว่าควรเป็นอย่างไรต่อไป ยังมีอีก 2 พรรคฝ่ายค้านที่ไม่ได้เข้าร่วม ตนถามว่าแล้วจะเข้าร่วมประชุมรัฐสภาทำไม ในเมื่อเป็น ส.ส.ที่เป็นผู้แทนสะท้อนความคิดเห็นจากประชาชนทุกคนและทุกฝ่าย ไม่ใช่นำความคิดเห็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเสนอกดดันและเร่งรัด ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง นี่หรือประชาธิปไตยไทย เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ ตนคงพูดได้แค่นี้ ไม่มีความคิดเห็นใดเพิ่มเติม ต้องดูที่เจตนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเย็นวันเดียวกัน เวลา 16.00 น. ที่ถนนข้าวสาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานพิธีเปิดงาน &amp;ldquo;สวัสดีข้าวสาร&amp;rdquo; เพื่อเปิดตัวถนนข้าวสารโฉมใหม่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามนโยบายของรัฐบาล โดยทันทีที่​ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางมาถึงได้เดินทักทายประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งมีประชาชนบางส่วนให้กำลังใจ รวมถึงนายกฯ ได้ทักทายนักศึกษาที่มาเดินภายในงาน โดยได้เข้าไปสอบถามว่าเรียนที่ไหน พร้อมกล่าวว่า &amp;quot;ช่วยๆ กันนะ&amp;quot; จากนั้นได้ ชมการแสดงดนตรีสดจากวงคันทรีที่ขอมอบบทเพลง &amp;quot;You are my &amp;nbsp;sunshine&amp;quot; ให้กับนายกฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น​ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้มีหลายส่วนมาร่วมกัน ทั้งในส่วนของรัฐบาล พรรคการเมือง และตัวแทนหลายภาคส่วน ซึ่งทุกคนคือคนไทย มีอะไรดีๆ เรามาร่วมกันได้ จึงขอขอบคุณที่ร่วมกันทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิดนี้ ที่เราต้องมองหาศักยภาพมาขับเคลื่อนก่อน เหมือนถนนข้าวสาร รวมทั้งเรามีมาตรการผ่อนคลายเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่รู้จะพูดอะไร มันตื้นตัน​ พอมาเจอสิ่งดีๆ ผมมีความสุข มีความสุขได้พบปะพวกเรา ได้ส่งรอยยิ้มให้กัน​ นี่คือประเทศไทย นี่คือศักยภาพของประเทศไทย มีรอยยิ้ม มีอาหารอร่อยและ ธรรมชาติที่สวยงาม เราอย่าทำลายสามสิ่งนี้ เราแตกแยกกันไม่ได้แตกต่างกันได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
อย่าตัดทอนประวัติศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญเราต้องสร้างสตอรี เรื่องราว ซึ่งเรามีประวัติศาสตร์ โดยเอาสิ่งดีๆ ให้จดจำ เรามีประวัติศาสตร์เป็นเล่มๆ แต่ก็พยายามตัดทอนออกไป​ ผมว่ามันไม่ใช่ ต้องร่วมกันเดินหน้าต่อไปในสิ่งที่ดีๆ ส่วนสิ่งที่ไม่ดีอย่าทำ เพื่อเดินหน้ากันต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเกิดที่นี่และตายไปตามวัฏจักรชีวิต เกิดและตายกันแบบนี้ และมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งสถาบันไม่ใช่แค่วันนี้ แต่สถาบันมียาวนานจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น​ต้องสืบสาน รักษา และต่อยอด​ ไม่ใช่ทำลายทุกอย่าง&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นภายหลังเปิดงานเสร็จ​ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทักทายและเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ​ โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนตะโกนให้ &amp;quot;นายกฯ สู้ๆ&amp;quot; ตลอดเส้นทาง​ ซึ่งนายกฯ ได้กล่าวขอบใจพร้อมชูนิ้วโป้งมือให้เป็นการขอบคุณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายอานันท์ ปันยารชุน ให้รัฐบาลควรฟังเสียงกลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะเป็นทางออกหนึ่งของประเทศในขณะนี้หรือไม่ ว่าก็ดีแล้ว ถ้าตั้ง กก.สมานฉันท์ทุกอย่างควรไปสู่ที่ตรงนั้น และสามารถรับเอาความคิดเห็นของใครต่อใครมา แล้วมาคิดดูว่าจะหาทางออกอย่างไร ส่วนที่ฝ่ายค้านรู้สึกว่าเขายังไม่ปฏิเสธการเข้าร่วม เพราะเขาเองยังไม่เห็นรูปแบบว่าเป็นอย่างไร ตอนนี้ทุกคนยังไม่รู้ว่าหน้าตาของคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นอย่างไร อย่าว่าแต่ฝ่ายค้านเลย ฝ่ายไหนก็ยังไม่เห็นรูปแบบ เพราะฉะนั้นคงจะลังเลอยู่ เท่าที่ฟังในการประชุมรัฐสภา ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลมีความเห็นตรงกันให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูในเรื่องเหล่านี้ เอาปัญหาขึ้นมาพูด ทุกอย่างต้องใช้เวลาทั้งนั้น เพียงแต่ว่าถ้าใช้เวลานานเกินไปมันก็ซื้อ ถ้าใช้เวลาไม่นานมันก็ไม่ได้ซื้อ แต่อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะจบที่คณะกรรมการชุดนี้แล้วเลิก แฮปปี้แล้ว มันคงไม่ใช่แบบนั้นแน่ การเสนอทางออกอาจจะเป็นหลายทางก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวว่า นายกฯ มีความตั้งใจและจริงใจที่จะเดินหน้าแก้ไขบ้านเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น นายอานันท์เองก็เคยเป็นถึงอดีตนายกฯ มาก่อน ย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีในการทำงานในตำแหน่งนายกฯ รวมถึงกฎกติกาของบ้านเมือง และที่ผ่านมานายกฯ รับฟังเสียงประชาชนทุกคน แต่เสียงของผู้ชุมนุมนั้นไม่เป็นไปตามกฎกติกา เพราะการที่นายกฯ จะลาออก นายอานันท์ช่วยบอกว่าจะให้ใครมาทำงานเสียสละทุ่มเทดังเช่น พล.อ.ประยุทธ์ หรือนายอานันท์อยากเข้ามาเป็นเองในรอบที่สองหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายอานันท์ถึงต้องออกมาพูดในลักษณะนี้ หรืออาจเป็นเพราะหวังว่าหากนายกฯ ลาออกจริง ตำแหน่งนายกฯ จะหล่นใส่ท่านอานันท์เหมือนในอดีต ท่านยังหลงใหลอยากกลับมาสู่อำนาจแบบเดิมเช่นนั้นหรือไม่&amp;quot; นายสุภรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวเช่นกันว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ยินเสียงของผู้ชุมนุมและติดตามรับฟังมาโดยตลอด มีการถอยให้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฯ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อหาทางออกประเทศ หรือการสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ของผู้ชุมนุม จะพบว่ามีบางข้อเสนอที่ทะลุเพดาน โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน ที่ไม่สามารถกระทำให้ได้ โดยเป้าหมายที่แท้จริงของผู้ชุมนุมไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สูงกว่าเหนือกว่านายกฯ ดังนั้น การลาออกของนายกฯ จึงไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะการชุมนุมเรียกร้องจะยังคงมีต่อไป เพราะยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ท่านอานันท์เป็นอดีตนายกฯ น่าจะมีความเข้าใจสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันได้ดีกว่านี้ และมาช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ ไม่ควรโยนปัญหาไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่กล่าวถึงรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&amp;nbsp;
&amp;quot;อานันท์&amp;quot;ได้ยินเสียงม็อบด่าไหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่มไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เห็นต่างจากท่านนายกฯ อานันท์ ท่านพูดอยู่บริบทเดียว นั่นคือเด็กมองว่านายกฯ เป็นตัวปัญหา เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เลยไม่มั่นใจว่าเสียงม็อบที่เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ท่านได้ยิน แต่ท่านได้เห็นเสียงที่ม็อบพูดหรือกระทำเรื่องอื่นอีกหรือไม่ เช่น ท่านได้ยินเสียงม็อบด่าพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ ท่านเห็นม็อบล้อมรถขบวนเสด็จฯ ของพระราชินีและพระองค์ทีหรือไม่ ท่านเห็นม็อบชูนิ้วกลางใส่ขบวนเสด็จฯ หรือไม่ เห็นม็อบเชิญชวนไปคุกคามพระมหากษัตริย์ที่ธรรมศาสตร์หรือไม่ เห็นม็อบกุเรื่องใส่ร้ายพระเจ้าอยู่หัวที่สถานทูตเยอรมนีไหม เห็นม็อบโบกธงชาติอุยกูร์ ทิเบต ไต้หวัน และฮ่องกงไหม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ท่านคิดอย่างไรผมต้องขอโทษท่านด้วย และขออนุญาตเห็นต่างจากท่านครับ เพราะถ้าไม่นำเสนอ เกรงว่าจะมีผู้ไม่หวังดีนำเรื่องที่ท่านพูดไปขยายผลเพื่อหวังผลประโยชน์ หลังจากนั้นก็จะรุกคืบเรื่องอื่นๆ จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยากแก่การควบคุม&amp;quot; นพ.วรงค์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวปฏิวัติในช่วงนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดชัดเจนไปแล้วในช่วงระหว่างประชุมรัฐสภาสมัยประชุมวิสามัญที่ผ่านมา ในการสนับสนุนที่จะให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่มาจากหลายฝ่ายทั้ง ส.ส., ส.ว., รัฐบาล, ฝ่ายค้าน และผู้ที่มีความคิดเห็นต่างกันจากหลายกลุ่มที่นำมาซึ่งการเจรจาหาทางออกของประเทศ มาสรุปกันว่าประเทศชาติจะเดินหน้าไปทางไหน อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้ามีส่วนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และเคยมีข้อเสนอแนะที่ดีในเรื่องต่างๆ แต่ไม่ใช่แค่สถาบันพระปกเกล้าอย่างเดียว ยังมีอีกหลายองค์กรที่จะมาช่วยกันออกความคิดเห็น ขณะนี้มีทูตานุทูตและองค์กรระหว่างประเทศก็มีคำถามเข้ามาเช่นเดียวกัน ให้สนับสนุนให้มีการเจรจา นายกฯ เองต้องการให้เกิดบรรยากาศของการพูดคุยกัน ไม่อยากให้กลุ่มต่างๆ ที่มีความเห็นต่างกันมาเผชิญหน้ากัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฝากสถาบันพระปกเกล้าให้เร่งพิจารณาหาข้อสรุปส่งให้ประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปให้ทันสถานการณ์ที่มีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เร็วและแรงมากขึ้นทุกวัน ส่วนที่วิตกกังวลว่าเป็นการซื้อเวลานั้น ก็พอจะเข้าใจได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เสนอโดยรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลมาซื้อเวลาแต่อย่างใด การมีเวทีให้พูดคุยกันน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าไม่มี เชื่อมั่นว่าจะเป็นส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ข้อเสนอของท่านอานันท์เป็นเรื่องที่ควรจะต้องรับฟังและนำไปไตร่ตรองให้ถ่องแท้ โบราณเคยกล่าวว่า จิ้งจกทักก็ยังต้องหยุด แต่นี้เป็นการเตือนสติในลักษณะการให้ข้อคิดที่สำคัญในยามบ้านเมืองมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ผู้ถูกเตือนก็พึงรับฟังเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรปล่อยให้ลิ่วล้อหรือกองเชียร์ออกมาตอบโต้การแสดงความเห็นของนายอานันท์ ที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเมือง มีแต่เจตนาดีและความหวังดีต่อประเทศชาติเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงแนวทางการตั้ง กก.สมานฉันท์ว่า สนับสนุนและเห็นว่าเวทีของรัฐสภานั้นจะคลี่คลายปัญหาได้ แต่การดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงคนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ส่วนกรณีฝ่ายค้านจะไม่เข้าร่วมนั้น อาจทำให้การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ทำได้ยากขึ้น คนที่จะเข้าร่วมต้องพิจารณาด้วยความอดทน มีเหตุผล และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก มากกว่ายึดความต้องการในทางการเมือง การพูดคุยที่จะเกิดขึ้น สนับสนุนให้ใช้การถ้อยทีถ้อยอาศัย และลดราวาศอกกัน ไม่ใช่คุยกันบนฐานข้อเรียกร้องของม็อบเยาวชนเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า กรณีกลุ่มม็อบออกมาชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าโดนกดทับมานาน โดนอำนาจนิยมมานาน โดยเฉพาะน้องนิสิตนักศึกษาที่มองไม่เห็นอนาคตตัวเอง เขาคงออกมาสู้จนกว่าจะเห็นอนาคตตัวเอง &amp;nbsp;อยากถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่า ที่บอกว่าถอยกันคนละก้าว เพราะสถานการณ์ในขณะนี้เปรียบเหมือนกาต้มน้ำที่กำลังเดือด และไม่มีรูระบายให้อากาศมันจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นคงไม่มีความจำเป็นที่จะให้ประเทศไทยจะต้องไปอยู่ในลักษณะนั้น ต้องถอยคนละก้าวกันจริงๆ
สมานฉันท์เป็นคำล้มละลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า เป็นเพียงการยอมรับแบบเสียไม่ได้ ทั้งนี้ ประชาชนหวั่นใจว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเหมือนคณะกรรมการปรองดอง แห่งชาติหลายชุดที่มีการตั้งมาก่อนหน้านี้ มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลจะใช้ชุดคณะกรรมการดังกล่าวซื้อเวลาและหวังหลอกประชาชนว่ารัฐบาลตั้งใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า บทเรียนตั้ง คกก.สมานฉันท์นั้น ตลอดเวลากว่า 10 ปีมานี้ คำว่าสมานฉันท์เป็นคำล้มละลาย คำว่าปรองดอง แปลความว่าเป็นเรื่องหลอกลวงกัน เพราะไม่เคยมีอยู่จริง ปัญหาของชาติที่ผ่านมา การตั้ง คกก.สมานฉันท์กี่ยุคสมัยนั้น ไม่เคยนำมาแก้ไขปัญหาชาติได้แม้แต่เพียงครั้งเดียว หากการตั้ง คกก.สมานฉันท์มีผลรูปธรรมแล้ว ประเทศนี้สมานฉันท์กันมานานแล้ว แต่ตลอดเวลาประเทศไทยกลับอยู่ในวังวน อยู่กับการตั้งกรรมการสมานฉันท์ เมื่อศึกษาครบถ้วนแล้วไม่มีใครเอามาทำแม้แต่รายเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวเช่นกันว่า เชื่อว่าจะเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะหากมีการประมวลข้อเสนอแนะจากพรรคฝ่ายค้านที่มีการนำเสนอในการอภิปรายในสภาจากการเปิดประชุมสมัยวิสามัญที่ผ่านมา เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อออกแบบโครงสร้างและรูปแบบวิธีการทำงานของคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ว่า สถาบันพระปกเกล้าในฐานะเป็นหน่วยงานกำกับของประธานรัฐสภา มีหน้าที่หาคำตอบให้กับสภาเท่านั้น ไม่ได้เป็นฝ่ายดำเนินการเองทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างคิดค้นโครงสร้างที่เหมาะสม โดยเฉพาะโครงสร้างกรรมการปรองดองในอดีต และข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายหาทางออกร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 26-27 ต.ค.ที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง ก่อนจะรวบรวมเสนอต่อประธานรัฐสภาอย่างเร็วสุด 2 พ.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยจะเสนอให้เห็นว่าโครงสร้างแต่ละโครงสร้างมีข้อดีข้อเสีย และข้อจำกัดอย่างไรบ้าง รวมถึงข้อห่วงใยของสถาบัน แต่ยอมรับว่ายังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการไปถึงจุดไหนอย่างไร ดังนั้นสถาบันออกแบบได้เพียงโครงสร้างและวิธีการทำงานในเชิงหลักการวิชาการเท่านั้น รวมถึงรวบรวมประสบการณ์จากต่างประเทศมานำเสนอด้วย ส่วนโครงสร้างกรรมการชุดนี้จะมีองค์ประกอบใดบ้าง เป็นเรื่องที่ประธานรัฐสภาต้องกลับไปหารือผู้เกี่ยวข้อง สถาบันพระปกเกล้ามีหน้าที่เสนอทางเลือกต่างๆ ให้เท่านั้น&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนที่นายชวนเสนอให้มีทุกฝ่ายเข้าร่วมเป็น กก.ปรองดอง นายวุฒิสารเห็นว่า โดยหลักการแล้วสถานการณ์ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องมีพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายได้รับฟังกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เงื่อนไขสำคัญของการออกแบบโครงสร้างคือ ทำแล้วต้องให้มีความเชื่อมั่นว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง สถาบันพระปกเกล้ามีความพยายาม ตั้งใจดำเนินการตามที่จะได้รับมอบหมายให้รอบคอบที่สุด ไม่ใช่หน่วยงานที่ไปซื้อเวลา ยอมรับว่ามีความกดดัน แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในสังคมที่จะต้องทำให้เกิดอนาคตที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ ให้ความขัดแย้งถือเป็นเรื่องปกติ และทุกฝ่ายต้องใช้ความอดทน สติ ระงับตัวเองไม่ให้สร้างความรุนแรง เพื่อปกป้องไม่ซ้ำรอยเหมือนในอดีต ยอมรับว่าคือการสร้างความมั่นใจกับทุกฝ่ายว่าจะให้เกิดความเชื่อมั่นได้อย่างไร. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82324</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, พนิต วิกิตเศรษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิษณุ เครืองาม, วุฒิสาร ตันไชย, สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, อนุชา บูรพชัยศรี, เสรี สุวรรณภานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201030/image_big_5f9c259ab118c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
