<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2020 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2020 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์พิพากษายืนคุก 6 เดือน&#039;เปรมชัย&#039;ไม่รอลงอาญา คดีซุกปืนยาวในบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.63 - ที่ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หมายเลขดำ อ.1144/2561 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูตร อายุ 66 ปี ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนฯ พ.ศ.2490&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2561 จำเลยกระทำผิดกฎหมายด้วยการมีอาวุธปืนยาวไรเฟิล 3 กระบอก และปืนแก๊บ 1 กระบอกไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตภายในบ้านพัก ซ.ศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. โดยนายเปรมชัยให้การรับสารภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ส.ค.2562 เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์รายงานสืบเสาะประวัติ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้จำคุก 1 ปี ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน แต่เนื่องจากจำเลยยังมีโทษคดีอาญาจำคุกอีก 2 คดี ที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิและศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จึงไม่อาจรอการลงโทษได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยได้รับการประกันตัว 2 แสนบาทระหว่างอุทธรณ์คดี โดยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้นายเปรมชัย จำเลยเดินทางมาศาล ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน อาวุธปืนมีหลายกระบอก ได้ปืนมาคนละครั้งคราวนั้น ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่มีการกล่าวอ้างในคำฟ้องตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัย อีกทั้งโจทก์ไม่บรรยายว่าอาวุธแต่ละกระบอกได้มาอย่างไร และการตรวจยึดอาวุธปืนได้ในคราวเดียวกัน ฟังไม่ได้ว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ส่วนที่โจทก์ขออุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักนั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นวางโทษไว้เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเป็นอาวุธของบิดาที่ถึงแก่กรรมแล้ว ซึ่งลูกจ้างได้ขนย้ายเอามาวางไว้ในบ้านโดยจำเลยไม่ทราบ ศาลเห็นว่าขัดกับคำรับสารภาพ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากันในศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้น จำเลยมีอาวุธ 5 กระบอก บางส่วนใช้ล่าสัตว์ หากมีการนำไปใช้ก่ออาชญากรรม หรือกระทำความผิดล่าสัตว์ จะยากแก่การติดตามหาผู้กระทำผิด ถือเป็นเรื่องร้ายแรง และที่จำเลยอุทธรณ์ว่าป่วยร้ายแรงนั้น ในเรือนจำมีโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งมีแพทย์ให้การรักษาอยู่แล้ว หากมีอาการร้ายแรงอาจส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลภายนอกเรือนจำได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน จำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74069</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุก6เดือน, นายเปรมชัย  กรรณสูต, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f320f6ba9e8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขข้อข้องใจ พรก.หุ้นกู้ 4แสนล้าน ทำไมถูกโวย &quot;อุ้มคนรวยล้นฟ้า&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ 2563 เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท &amp;nbsp;จัดตั้งกองทุนระดมทุนในตราสารหนี้ของเอกชนที่ครบกำหนดไถ่ถอนภายในปี 2563 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายใต้ความรับผิดชอบของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐบาล และนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ซึ่งกำลังพิจารณาขอความเห็นชอบจากสภาอยู่เวลานี้ (27-31 พ.ค.) และต่อเนื่องวุฒิสภาในวันที่ 1 มิ.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉบับนี้ถือเป็น 1 ใน 3 พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก จากนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้าน นักการเงิน นักการเงิน ภาคประชาชนว่าจะออกมา &amp;ldquo;อุ้มเจ้าสัว&amp;rdquo; ที่ใกล้ชิดรัฐบาลหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก &amp;ldquo;นวพร เรืองสกุล&amp;rdquo; ผู้มีประสบการณ์การเงินและเคยทำงานในแบงก์ชาติ &amp;nbsp;เปิดเผยข้อมูลมี 15 บริษัทแรกที่หุ้นกู้จะครบกำหนดในปี 2563 &amp;nbsp;มูลค่า 214,699 ล้านบาท โดย 15 บริษัทแรกมีเจ้าสัวรวยอันดับ 1 และ 2 ของประเทศ รวมอยู่ในบัญชีดังกล่าวด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าสัวรวยอันดับ 1 คือกลุ่มซีพีกลุ่มเดียว มีบริษัทในเครือมากถึง 4 บริษัท รวมมูลค่า 5.8 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย ทรูมูฟ เอช 17,800 ล้านบาท, เจริญโภคภัณฑ์อาหาร 16,260 ล้านบาท, ซีพี ออลล์ 12,231 ล้านบาท, ทรูคอร์ปอเรชั่น 12,231 ล้านบาท และเจ้าสัวรวยอันดับสอง คือกลุ่มเจ้าสัวน้ำเมา คือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) 17,920 ล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยข้อมูลเช่นนี้ จึงเกิดกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางเช่น นายคำนูณ สิทธิสมาน วุฒิสภา ออกมาตีปลาหน้าไซว่า &amp;nbsp;หากตัวเองเป็นบริษัทมหาเศรษฐี จะไม่ขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เนื่องจากมีศักยภาพทางการเงินที่มั่นคงอยู่แล้ว สามารถใช้แนวทางอื่นๆ หาเงินได้ และหากมหาเศรษฐีไม่เข้าร่วมมาตรการนี้ ยังช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมืองให้แก่ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ฝ่ายค้านได้ดาหน้าออกถล่ม พร้อมสาดวาทกรรมพ.ร.ก.หุ้นกู้ 4 แสนล้าน คือการ &amp;ldquo;อุ้มเจ้าสัว&amp;rdquo; สุดท้ายอาจซ้ำรอยวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 ที่เอาเงินไปช่วยหรือสถาบันการเงินต่างๆ &amp;nbsp;ต่อมาถูกชักดาบกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอล &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เนื่องจาก ธปท.จะเอาเงินตัวเอง 4 แสนล้านบาทไปใช้แก้ปัญหาชีวิตบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ แต่พอถึงคิวที่จะต้องไถ่ถอนหุ้นกู้ปี 63 มีเหตุต้องสะดุด... ธปท.อธิบายว่าเป็นมาตรการจำเป็นเพื่อใช้ประคองตลาดไม่ให้เกิดวิกฤติล้มเป็นโดมิโน ทำแบบนี้เท่ากับ ธปท.ขุดหลุมฝังตัวเอง รวมทั้งยังไม่เห็นด้วยกับแบงก์ชาติ ดำเนินการด้วยตัวเองขัดหลักความเป็นกลาง อาจทำให้ถูกเอกชนฟ้องร้อง &amp;nbsp;ทั้งที่ควรทำผ่านธนาคารต่างๆ ของรัฐ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญมากกว่า&amp;rdquo; ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง อดีตรองนายกฯ เคยตั้งข้อสังเกต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเสียงสะท้อนออกไป ทำให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ &amp;nbsp;และโตโยต้า ลีสซิ่ง ซึ่งหุ้นกู้จะครบกำหนดในปี 63 นี้เป็นอันดับ 2 (มูลค่า 25,000 ล้านบาท) และ 3 (มูลค่า 20,720 ล้านบาท) ประกาศไม่เข้าร่วมมาตรการ พ.ร.ก.หุ้นกู้ 4 แสนล้านบาทของแบงก์ชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 2 บริษัทดังกล่าวนับเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี และกลุ่มเครือไทยเบฟเวอเรจ ที่กำลังมีหุ้นกู้ครบกำหนดในปี 63 ไม่ควรขอรับการเข้าร่วมใช้เงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว สอดรับกับกระแส 20 มหาเศรษฐีที่นายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือเชิญชวนเพื่อช่วยเหลือประเทศในช่วงวิกฤติโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากข้อเรียกร้องนี้ออกไป มีรายงานว่า 2 บริษัทของเจ้าสัวรวยอับดับ 1 และ 2 เริ่มขยับตัวด้วยการออกข่าวว่าจะขายหุ้นกู้รอบใหม่รวมมูลค่า 4.3 หมื่นล้าน แบ่งเป็นเฉพาะบริษัท ซีพีเอฟ 2.5 หมื่นล้านบาท และ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ &amp;nbsp;1.8 หมื่นล้านบาท ระดมทุนนำคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 63 และนำมาใช้หมุนเวียนในองค์กรอีกด้วย หากเป็นความจริงก็ถือเป็นผลดี อาจไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของชาติก็เป็นได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย มองต่างออกไป ด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้ ธปท.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่ออุ้มคนรวยนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 140 หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การออก พ.ร.ก.รับซื้อหุ้นกู้ 4 แสนล้านบาท เป็นเสมือนการลักไก่ อาศัยสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 เอาความเสี่ยงและฐานะทางการคลังของประเทศเข้าไปอุ้มเอกชนที่รวยล้นฟ้าแบบไม่ละอาย และถ้าเกิดความเสียหายขึ้น กระทรวงการคลังต้องนำเงินภาษีไปชดเชยความเสียหายให้แก่ ธปท.วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ความจริงเอกชนต่างๆ สามารถที่จะหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินของรัฐบาลเช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ และหรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฯลฯ ได้อยู่แล้ว&amp;rdquo; เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.หุ้นกู้ 4 แสนล้านบาท และผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไป แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับเอกชนที่รวยล้นฟ้ารายอื่นๆ จะมีแสดงสปิริต ไม่ขอรับประโยชน์จากรัฐบาลเพิ่มขึ้นหรือไม่ เปิดทางให้ผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง สามารถเข้าถึงสิทธิ์ดังกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสือดำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67119</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวพร เรืองสกุล, ศรีสุวรรณ จรรยา, สมคิด อุตตม, เกษมราษฎร์, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ece672647973.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;มาดดีไปไม่รอด&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมงานคันปากเห็นด้วยกับแนวคิด วัชระ กรรณิการ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฆษกกระทรวงพลังงาน ที่เสนอให้คนอยากเป็น รมต.ต้องส่งใบสมัคร เปิดเทือกเถาเหลากอคนเหมาะสม...ให้สังคมรับทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเจ้านาย &amp;quot;สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์&amp;quot; รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปชร.) ถูกปล่อยข่าวโจมตีหนักจากก๊วนเสือโหยอยากคุมพลังงาน ว่าจ่ายเงิน 8 หลักผ่านกองทุนพลังงาน ให้ ส.ส.หลายคน หวังสร้างมุ้งตัวเองเพื่อตอกตะปูยึดเก้าอี้เลขาฯ พรรค และยันต์กันผีตำแหน่ง รมต.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระแสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรดใน พปชร. รุมทึ้งหวังยึดเก้าอี้ของ 4 กุมาร ภายใต้หัวหน้าทีม สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ &amp;quot;มาดดี&amp;quot; แต่ไม่มีมือ ส.ส. หลังเสวยอำนาจมา 5 ปี ตั้งแต่ยุค คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลับมาที่ข้อเสนอของ &amp;quot;เด็กสนธิรัตน์&amp;quot; ที่ออกมาเปิดหน้าเต็มตัวช่วยเจ้านาย รวมทั้งตัวเขาเองด้วย คงเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้าย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมนำภาพลักษณ์ดีของ &amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot; มาเป็นเดิมพัน ส่งสัญญาณไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในทำนองว่าต้องการ ครม.ที่ยังมีเหลือภาพครึ่งเทพครึ่งมารอยู่บ้างพออธิบายสังคมได้ หรือสุดท้ายปรับ ครม.โควตา พปชร. มีเฉพาะสายมารข้างกายนายกฯ ทั้งหมดพร้อมเรียกทัวร์ลงร้องยี้แบนยาวๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เอาเข้าจริงก็ต้องเห็นใจนายกฯ เพราะในเมื่ออาสาปฏิรูปการเมืองมา 5 ปีแล้ว แต่ล้มเหลว ก็ต้องยอมผลลัพธ์แบบเก่า ที่ไม่ต่างจากระบอบทักษิณที่เคยจงเกลียดจงชัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้ายอาจต้องยอมจำนนการเมืองแบบเก่าที่มือ ส.ส.เป็นนั่งร้านขึ้นสู่อำนาจ และรัฐบาล พ่วง พปชร.เดินต่อไปได้ ซึ่งต่างจาก ครม.ยุครัฐประหาร สามารถตัดสินใจเบ็ดเสร็จเลือกคน &amp;quot;มาดดี&amp;quot; มาทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น 4 กุมาร จะมาโทษ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะเมื่อมีโอกาสกลับไม่ทำความเข้าใจการเมือง ไม่สร้างศรัทธาให้ ส.ส. แต่พอถูกไล่หนัก พึ่งคิดสร้างมุ้ง แจกกล้วยอยากถามว่าสายไปไหม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;เสือดำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66279</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, มาดดีไปไม่รอด, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e440014a98e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เปรมชัย&#039; ขอขยายฎีการอบ 3 คดีร่วมล่าเสือดำ ศาลอนุญาตให้ขยายถึง 10 เม.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.63 - จากคดีร่วมล่าเสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ที่มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2562 พิพากษาแก้เพิ่มโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 66 ปี ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับคนขับรถและนายพรานรวม 3 คน ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 36, 47, 53, 55 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83 พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องและกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันล่าสัตว์ป่า (เสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครอง) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และนายพรานมีโทษฐานพยายามล่าสัตว์ป่า (กระรอก) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนายเปรมชัยกับพวกได้ประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท พร้อมการติดกำไลข้อเท้า EM และเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศระหว่างการยื่นฎีกาคดีนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการยื่นฎีกาว่า ล่าสุดนายเปรมชัยกับพวกได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาคดีดังกล่าวเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเดิมเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2563 นายเปรมชัย จำเลยที่ 1, นายยงค์ โดดเครือ อายุ 68 ปี คนขับรถและคนใกล้ชิดนายเปรมชัย จำเลยที่ 2 และนายธานี ทุมมาศ หรือพรานแกละ อายุ 59 ปี นายพรานนำนายเปรมชัยเข้าป่า จำเลยที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้โทษให้จำคุกเพิ่มขึ้น ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ ขอขยายเวลาการยื่นฎีกาครั้งที่ 2 ซึ่งศาลอนุญาตให้ขยายเวลาถึงวันนี้ (11 มี.ค.) แต่กลุ่มของนายเปรมชัยยังไม่ได้ยื่นคำฎีกา โดยขอขยายเวลาอีกครั้งก่อน ซึ่งศาลพิจารณาให้ขยายได้อีกครั้งถึงวันที่ 10 เม.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในส่วนของอัยการโจทก์นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2563 พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ โจทก์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาคดีครั้งที่ 2 เป็นเวลา 1 เดือนถึง 12 มี.ค. เนื่องจากอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ต้องรอผลการส่งสำนวนไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) เพื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.63 โดยศาลก็อนุญาตให้อัยการโจทก์ขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 2 จนถึงวันที่ 12 มี.ค.นี้ ในวันพรุ่งนี้ต้องรอดูว่าอัยการโจทก์จะยื่นฎีกาในคดีนี้ด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับคดีนี้ล่าเสือดำดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำคุกนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 14 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 16 เดือน), นายยงค์ คนขับรถ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 17 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 13 เดือน) และจำคุกนายธานี นายพราน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 21 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี 17 เดือน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนางนที เรียมแสน อายุ 46 ปี แม่ครัว จำเลยที่ 3 จำคุกมีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยโทษจำคุกของแม่ครัวจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (จากเดิมศาลชั้นต้นจำคุก 4 เดือนและปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองเสือดำและไก่ฟ้าหลังเทา ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และยกฟ้อง 3 ข้อหาเกี่ยวกับความผิดอาวุธปืน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 2 ล้านบาท (มูลค่าความเสียหายเสือดำ) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. 2561 (วันที่เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิด) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่ผู้ร้อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59482</URL_LINK>
                <HASHTAG>นที เรียมแส, เปรมชัย, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbafecdaa5ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2020 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2020 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการ-กลุ่มเปรมชัย ขอขยายฎีกาคดีล่าเสือดำครั้งที่ 2 ศาลอนุญาตถึง 11-12 มี.ค. นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการยื่นฎีกาคดีร่วมล่าเสือดำ ที่นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 66 ปี ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), นายยงค์ โดดเครือ อายุ 68 ปี คนขับรถและคนใกล้ชิดนายเปรมชัย และนายธานี ทุมมาศ หรือพรานแกละ อายุ 59 ปี นายพรานนำนายเปรมชัยเข้าป่า เป็นจำเลยที่ 1-2, 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้โทษให้จำคุกเพิ่มขึ้น ว่า ล่าสุดวันนี้ (7 ก.พ.) พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ โจทก์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาคดีดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. &amp;ndash; 12 มี.ค.นี้ เนื่องจากอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ได้ส่งสำนวนไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) เพื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยศาลจังหวัดทองผาภูมิพิจารณาแล้ว ก็อนุญาตให้อัยการโจทก์ขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 2 จนถึงวันที่ 12 มี.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่จำเลยที่ 1-2, 4 ก็ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ขอให้ศาลจังหวัดทองผาภูมิพิจารณาขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 2 เช่นกัน ซึ่งศาลก็อนุญาตให้จำเลยขยายเวลายื่นฎีกาจนถึงวันที่ 11 มี.ค. นี้ อย่างไรก็ดี ส่วนที่ศาลกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยทั้ง 3 จะต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกเดือนนั้น ซึ่งในเดือน ก.พ.นี้ กำหนดนัดให้รายงานตัววันอังคารที่ 11 ก.พ. 2563 โดยจำเลยทั้ง 3 ได้เข้ารายงานตัวต่อศาลก่อนกำหนดในวันนี้ (7 ก.พ.) แล้ว ศาลอนุญาต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คดีนี้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 วันที่ 12 ธ.ค. 2562 พิพากษาแก้จำคุกนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 14 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 16 เดือน), นายยงค์ คนขับรถ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 &amp;nbsp;ปี 17 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 13 เดือน) และจำคุกนายธานี นายพราน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 21 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี 17 เดือน) ส่วนนางนที เรียมแสน อายุ 46 ปี แม่ครัว จำเลยที่ 3 จำคุกมีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาทโดยโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 1-4 ชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 2 ล้านบาท (มูลค่าความเสียหายเสือดำ) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. 2561 (วันที่เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิด) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ &amp;nbsp;ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่ผู้ร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56561</URL_LINK>
                <HASHTAG>เปรมชัย กรรณสูต, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191001/image_big_5d92ca639b8cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเหตุผลศาลอุทธรณ์ภาค7 เชื่อ &#039;เปรมชัย&#039; ร่วมล่าเสือดำ &#039;ธานี&#039; เป็นมือพิฆาต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค. 62 - นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษาเเก้เพิ่มโทษจำคุก นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), นายยงค์ โดดเครือ, นางนที เรียมแสน และ นายธานี ทุมมาศ รวม 4คน ในคดีล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ว่าคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิฟ้องนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ จำนวน 5 ข้อหาคือร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคุ้มครองฯ, ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทาและเสื้อผ้า) และเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 62 ศาลจังหวัดทองผาภูมิมีคำพิพากษาจำคุกนายเปรมชัย &amp;nbsp;3 กระทงดังนี้ 1.ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน 2.สนับสนุนในการล่าเสือดำจำคุก 8 เดือน 3.ร่วมกันมีซากไก่ฟ้าหลังเทาจำคุก 2 เดือนรวมจำคุกนายเปรมชัย 16 เดือนส่วนข้อหาอื่นศาลจังหวัดทองผาภูมิยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาสำนักงานอัยการศาลสูงภาค 7 พิจารณาเเล้วจึงได้ยื่น อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลจังหวัดทองผาภูมิต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 และวันนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาตามที่อัยการศาลสูงภาค 7 อุทธรณ์โดยมีคำพิพากษาให้ลงโทษนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 ดังนี้ 1.ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า(เสือดำ)จำคุก 1 ปี (เดิมศาลจังหวัดทองผาภูมิลงโทษฐานสนับสนุนจำคุก 8 เดือน) 2.ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติจำคุกจำเลยทั้ง4 คนละ 1ปี (ข้อหานี้ศาลจังหวัดทองผาภูมิยกฟ้อง) 3.ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน (เดิมศาลจังหวัดทองผาภูมิลงโทษ 2เดือน) ๔. ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา) โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน(คงเดิม) รวมจำคุก 2ปี14 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขั้นตอนปฏิบัติของสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไปคือพนักงานอัยการสำนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิจะดำเนินการขอคัดถ่ายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่งให้สำนักงานอัยการศาลสูงภาค 7 เพื่อพิจารณาต่อไปโดยกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ว่าหากฝ่ายใดจะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต้องยื่นฎีกาภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7มีคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีความยาว 61 หน้า โดยประเด็นสำคัญที่ศาลลงโทษนายเปรมชัยในความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์(เสือดำ)กับ นายยงค์ โดดเครือ และ นายธานี ทุมมาศ ผู้ลงมือฆ่า ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นเห็นเเค่ว่าเป็นผู้สนับสนุน เเต่ศาลอุทธรณ์เเผนกคดีสิ่งเเวดล้อมภาค7 ได้พิจารณาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อพิจารณาตามภาพถ่ายหมายจ. 36 จะเห็นได้ว่าบริเวณนั้นน้ำเริ่มแห้งสัตว์ต่าง ๆ ย่อมจะต้องมาหาแหล่งน้ำเพื่อดื่มกินพวกพรานป่าที่ล่าสัตว์ย่อมทราบดีว่าหากจะไปล่าสัตว์ก็ต้องไปคอยที่แหล่งน้ำซึ่งสัตว์ป่าไปดื่มกินโดยไม่ต้องเดินเข้าไปในป่าส่วนอื่นให้เสียเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จำเลยที่ 1 กับพวกตั้งแคมป์ในจุดดังกล่าวนอกจากจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายวิเชียรแล้วยังเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ว่ามีความตั้งใจจะตั้งแคมป์ให้ใกล้กับจุดซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สัตว์ป่าจะต้องมาดื่มกินน้ำซึ่งเป็นการง่ายและสะดวกในการจะได้พบเจอสัตว์ป่า นอกจากนี้ของกลางที่ยึดได้ยังมีคันเบ็ด ธงไม้ไผ่ความยาวประมาณ 2 เซนติเมตรอีก 15 คัน ซึ่งใช้ปักริมน้ำสวิงซ้อนปลา 1อันเบ็ดตกปล้ำแบบมีรอกอีก 1 คันซึ่งของกลางดังกล่าวจำเลยที่ 1,2 เเละ 4 ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของพวกตน อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ใช่อุปกรณ์จำเป็นในการเที่ยวป่า เป็นการแสดงให้เห็นว่าจําเลยที่ 1,2เเละ4 มีการนัดหมายกันไปเพื่อจะล่าสัตว์ในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยสามารถล่าได้ทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บกจึงมีการตั้งแคมป์บริเวณใกล้กับลำห้วยปะซิ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่พบเจอได้ทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อปรากฏตามพยานหลักฐานที่ยึดได้คือซากเสือดำซึ่งมีการชำแหล่ะแล้วบริเวณที่เกิดเหตุอีกทั้งมีร่องรอยการปรุงอาหารจากซากเสือดำที่ถูกล่าอยู่ในหม้ออาหาร ซึ่งยึดได้จากแคมป์ของจำเลยที่ 1,2เเละ 4ยิ่งเป็นการยืนยันได้โดยมั่นคงว่าเสือดำดังกล่าวถูกล่าโดยจำเลยที่ 1,2เเละ4 โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่จำเลยที่ 1 เเละ 2 เป็นคนดำเนินการจัดเตรียมและน่าอาวุธปืนที่ใช้เป็นอาวุธในการยิงเสือดำเข้าไปในที่เกิดเหตุ เเละเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนลงมือยิ่งเสือดำจนถึงแก่ความตาย และจากการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุที่ปรากฏว่าอาวุธปืนที่ใช้ยิงดังกล่าวเป็นอาวุธปืนของกลางที่ยึดได้จากที่เกิดเหตุซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดในการล่าเสือดำนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนใช้อาวุธปืนยิงเสือดำถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52342</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประยุทธ เพชรคุณ, เปรมชัย กรรณสูต, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180210/image_big_5a7ec59c64750.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดภาพลูกเสือดาว โผล่ป่าแก่งกระจาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเปิดภาพครอบครัวเสือดาวลูกสอง ที่เป็นลูกเสือดาว 1 ตัว ลูกเสือดำ 1 ตัว พร้อมบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ ยืนยันผืนป่าแก่งกระจานมีความสมบูรณ์พอที่จะเป็นมรดกโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า จากการนำกล้องดักถ่ายติดตั้งภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จะเห็นได้ว่าสามารถบันทึกภาพสัตว์ป่าหายากไว้ได้อย่างมากมาย ทั้งเสือดาว เสือดำ โดยล่าสุดกล้องที่ติดตั้งไว้บริเวณพื้นที่ห่างจากเขาพะเนินทุ่งขึ้นไปทางทิศตะวันตก ทางเทือกเขาตะนาวศรี ห่างชายแดนไทย-เมียนมาประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 วัน ในการติดตามประชากรตามป่าที่อยู่ติดชายแดนไทย-เมียนมา พบว่ามีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่า มีการพบร่องรอยทางเดินมนุษย์พบสัตว์ทั้งเหยื่อและผู้ล่า โดยกล้องสามารถบันทึกภาพของครอบครัวเสือดาวเอาไว้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมานะกล่าวว่า จากภาพที่เห็นแม่เสือดาวจะเดินนำหน้า โดยมีลูกสองตัวเป็นเสือดาว 1 ตัว และเสือดำ 1 ตัว ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักและสะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์และการเพิ่มทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างเห็นได้ชัด และเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สัตว์ป่ายังคงอยู่ และบริเวณเดียวกันก็ยังพบสมเสร็จ วัวกระทิง ช้างป่า เก้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ความหวังในการดูแลรักษาสัตว์ป่าซึ่งข้ามไปข้ามมาระหว่างชายแดน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เสือดาวหรือเสือดำเป็นเสือชนิดเดียวกัน หลังจากเจ้าหน้าที่กลับจากลาดตระเวนป่า ได้นำภาพครอบครัวเสือดาวที่กำลังออกหากินบริเวณเทือกเขาแนวขอบชายแดนระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ด้านตะวันตกของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปรากฏภาพถ่ายเสือดาวที่มีลูก 2 ตัว ตัวหนึ่งลายเหมือนแม่ที่มีลายเป็นเสือดาว อีกตัวหนึ่งที่เดินตามกันมาเป็นเสือดำ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกล่าวว่า เรามีความพยายามในการติดตามจำนวนประชากรสัตว์ป่าทุกชนิด ทั้งเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ และจระเข้น้ำจืด ซึ่งปัจจุบันเราได้พบร่องรอยได้บ่อยครั้งขึ้น และจากตรงนี้ทำให้เราสามารถแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแก่งกระจาน ตามข้อเสนอมรดกโลกที่เราเสนอเรื่องความสมบูรณ์และความหลากหลายทางระบบนิเวศของชนิดพืชและสัตว์ที่หายาก ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่าผืนป่าแก่งกระจานมีความสมบูรณ์พอที่จะเป็นมรดกโลก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนชาวกะเหรี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันการลักลอบทำลายทรัพยากร การรุกล้ำสถานที่และการลักลอบล่าสัตว์ป่าลดลง ส่วนเรื่องของการป้องกันการลักลอบจากบุคคลภายนอก เราเพิ่มสายตรวจชุดลาดตระเวนเป็น 5 ชุด ที่เฝ้าดูแลรักษาทรัพยากรและลาดตระเวนให้ครบพื้นที่ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายการเดินไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ปัจจุบันเดินลาดตระเวนครอบคลุมพื้นที่ได้เกือบถึง 60 เปอร์เซ็นต์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายต่อไปในอนาคต ถ้าเราสามารถพัฒนาระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพให้ดีขึ้น ทำให้เราสามารถเดินได้ใกล้เคียง 100 เปอร์เซ็นต์ เราก็พบเห็นประชากรสัตว์ป่าได้มากขึ้น โดยนโยบายเรื่องการดูแลทรัพยากรด้วยการลาดตระเวนของนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืช ที่ท่านได้ให้ความสำคัญกับทุกอุทยาน เพราะฉะนั้นในอนาคตหากมีการพบสัตว์ป่าออกมาเพิ่มขึ้นบริเวณชายขอบก็จะต้องดูแล โดยความร่วมมือร่วมกับภาคประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อที่ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรสัตว์ป่าให้คงอยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39634</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครอบครัวเสือดาว, มานะ เพิ่มพูน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสือดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190627/image_big_5d14c2f7327c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
