<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผกก.อ้างไบโพลาร์ ไร้ผลชี้คลิปชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้การกองปราบฯ เร่งสอบ &amp;quot;ผู้กำกับโจ้&amp;quot; กับพวกชุด 05&amp;nbsp; พร้อมเจาะเส้นทางการเงินและจับกุมรถหรู 300 คัน ส่วนปมป่วยไบโพลาร์ต้องดูประวัติรักษา อ้างเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักคดี&amp;nbsp;ชี้คลิปวงจรปิดหลักฐานสำคัญ ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย แม้สังคมมองตำรวจช่วยเหลือกัน ด้าน ผบ.เรือนจำพิษณุโลกเผยไม่ได้รับการประสานย้ายขังคุกกรุงเทพฯ
สำหรับความคืบหน้ากรณีคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีต&amp;nbsp;ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ พร้อมพวกรวม 7 คน ทำร้ายผู้ต้องหาคดียาเสพติดโดยใช้ถุงพลาสติกคลุมหัวจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าผู้ต้องหาเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ ล่าสุด อัยการมีคำสั่งให้รองอธิบดีอัยการภาค 6 พร้อมคณะร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนด้วยแล้วนั้น&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยขั้นตอนหลังกองปราบปรามรับโอนสำนวนคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ อดีต ผกก.โจ้ กับพวกรวม&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ว่า คณะพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน&amp;nbsp;30&amp;nbsp;วัน จากนั้นจะส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่วนในทางคดีพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำตำรวจ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;นาย ซึ่งเป็นชุดจับกุมในฐานะพยานให้การเป็นประโยชน์ ยอมรับว่าที่อยู่ในเหตุการณ์การจับกุมจริง และชุดจับกุมมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติดมาสอบปากคำที่&amp;nbsp;สภ.เมืองนครสวรรค์จริง แต่หลังจากนั้นจะมีพฤติกรรมอย่างไรต้องตรวจสอบในรายละเอียด ส่วนทั้ง&amp;nbsp;6&amp;nbsp;นายจะเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157&amp;nbsp;ด้วยหรือไม่ ความชัดเจนไม่สามารถเปิดเผยได้ ขึ้นอยู่กับคณะพนักงานสอบสวนที่มี พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะสืบสวนสอบสวนจะพิจารณาความผิดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวว่า ส่วนการขยายผลเส้นทางการเงินของอดีต ผกก.โจ้ โดยเฉพาะการครอบครองรถยนต์หรูกว่า&amp;nbsp;300&amp;nbsp;คัน ขณะนี้มอบหมายให้กองบังคับการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ ปอศ. เป็นผู้รับผิดชอบ ในการตรวจสอบทั้งหมด เบื้องต้นกรณีที่อดีต ผกก.โจ้ เป็นผู้แจ้งจับรถกับกรมศุลากรกว่า&amp;nbsp;300&amp;nbsp;คัน ยังไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ ปอศ.ต้องสอบสวนอย่างละเอียดว่าข้อมูลที่มีการเผยแพร่จริงหรือไม่ รวมทั้งผู้ที่นำเข้ารถหรูจะรู้เห็นเป็นใจกับ ผกก.โจ้หรือไม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ปอศ.เช่นกัน แต่ยอมรับว่าข้อมูลต่างๆ ที่แจ้งมายังตำรวจและเผยแพร่สื่อออนไลน์ ส่วนใหญ่พบว่าเป็นข้อมูลเก่าและไม่มีตัวตนสำหรับผู้แจ้งแล้ว แต่ตำรวจจะตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างที่ประชาชนแจ้งเบาะแส ส่วนที่สังคมมองว่า ตำรวจมีการช่วยเหลือกันหรือไม่นั้น ก็มองได้ แต่กองปราบปรามยืนยันดำเนินการตามพยานหลักฐานและให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ส่วนกระแสข่าวที่อดีต ผกก.โจ้ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์นั้น อยู่กับพยานหลักฐานว่าเป็นก่อนหรือหลัง มีการรักษาตัวหรือไม่ การจะมากล่าวอ้างแบบเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักในทางคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบก.ป.กล่าวถึงกรณีผู้นำคลิปเหตุการณ์ขณะทำร้ายผู้ต้องหาบนโรงพักมาเผยแพร่ว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นคนในหรือคนนอก เพราะมีอาจทั้งคนนอกเอามาปล่อยก็ได้ แม้เรื่องจะเกิดขึ้นภายในโรงพัก แต่ยืนยันว่าการสอบสวนหากไม่พบคนปล่อยคลิปก็สามารถดำเนินคดีได้ หากคลิปดังกล่าวไม่มีการตัดต่อ ถือเป็นหลักฐานที่สำคัญและสมบูรณ์ในการดำเนินคดี ส่วนบิดาของผู้เสียชีวิตจะมีความผิดหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ แต่ตำรวจสอบปากคำแล้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องทำอย่างรอบคอบ รวมทั้งเรื่องบุคคลที่ช่วยเหลือนำตัวอดีต ผกก.โจ้มาส่ง สภ.แสนสุข อยู่ระหว่างการสืบสวนเช่นกัน
ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า กรณีผู้ต้องหาจะอ้างป่วยไบโพลาร์ หลักกฎหมายการกระทำความผิด ถ้ากระทำโดยรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีจะมาอ้างว่าเป็นไบโพลาร์ไม่ได้ จะมาลดโทษไม่ได้ แต่หากเขาทานยา กระทำไปไม่รู้ผิดชอบชั่วดีอีกเรื่อง แต่อาการของผู้กระทำผิดไม่ใช่อย่างนั้น คดีนี้ไม่ยาก เพราะมีคลิปเห็นพฤติการณ์การกระทำความผิดอยู่แล้ว เป็นดุลพินิจของศาลจะมองอย่างไร วันนี้ยังไม่มีการเรียกใครมาสอบเพิ่ม อยู่ระหว่างการประมวลหลักฐาน ยังไม่มีการแจ้งข้อหาใครเพิ่มอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน
วันเดียวกัน นายณรงค์ จุ้ยเส่ย ผู้บัญชาการเรือนจำกลางพิษณุโลก เปิดเผยกรณีมีข่าวขอย้ายอดีต ผกก.โจ้ และพวก 7 คน ไปกรุงเทพฯ ว่า ตอนนี้ทางเรือนจำกลางพิษณุโลกยังไม่ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยืนยันยังไม่มีเอกสารส่งมาที่เรือนจำกลางพิษณุโลกอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ทางผู้ต้องหาทั้งหมด เริ่มมีการปรับตัวได้ดี ทุกอย่างเป็นปกติ
ขณะที่เฟซบุ๊ก &amp;quot;ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ&amp;quot; หรือทนายตั้ม ได้ออกมาโพสต์ความคืบหน้าคดีดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า &amp;quot;ด่วน!! ได้รับการประสานจากคณะพนักงานสอบสวนคดีผู้กำกับโจ้ เพื่อให้ปากคำในวันนี้ เวลา 18.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ พร้อมขอให้นำคลิปหลักฐานที่ผมเผยแพร่เข้าสู่สำนวนการสอบสวน&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115187</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผกก.โจ้, ผู้กำกับโจ้, วงจรปิดหลักฐานสำคัญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เส้นทางการเงิน, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไบโพลาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_612794ddd6110.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2พยานสินบนยันรับเช็ค! ‘พี่ศรี’เล็งขยี้ปมเรือยอชต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สุรกิจ-ประสิทธิ์&amp;quot; เปิดปากให้การยอมรับได้รับเช็คจากมือ &amp;quot;สกุลธร&amp;quot; จ่อเรียกบุคคลตามเส้นทางการเงินให้ปากคำ ขณะที่ศรีสุวรรณร้อง ป.ป.ช.สอบปมเรือยอชต์หรูนักการเมืองชื่อ &amp;quot;ธ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังจากกรณีพนักงานสอบสวนกองปราบปราม (บก.ป.) ดำเนินการตรวจสอบคดีทุจริตในสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพิ่มเติม ในสำนวนที่ 2 ซึ่งอาจเกี่ยวพันกับนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เพราะเป็นผู้ให้เงินกับนายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวณิช พนักงานบริษัทเอกชน สองผู้ต้องหาในสำนวนคดีแรกที่ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินจำคุก กระทั่งเมื่อสองผู้ต้องหาในสำนวนคดีแรกพ้นโทษออกมาจากเรือนจำแล้วนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ก็ได้มีการออกหมายเรียกให้ทั้งสองมาเข้าพบอีกครั้ง เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานในส่วนของคดีที่สองที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยหลังจากมีการออกหมายเรียกนายประสิทธิ์ ก็ได้ติดต่อเข้าให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา คงเหลือนายสุรกิจ ที่ยังอยู่ระหว่างการนัดหมายเข้าพบ ตามที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางนายสุรกิจได้เดินทางมาติดต่อเข้าให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นการมาติดต่อเข้าให้ปากคำก่อนกำหนดนัดหมายเดิม ที่จะเดินทางมาให้ปากคำในช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งจากการสอบปากคำดังกล่าว แม้ว่านายสุรกิจเองนั้นจะไม่ยอมกล่าวลงลึกไปถึงรายละเอียดเชิงลึกทางคดีมากนัก แต่ก็มีคำให้การบางส่วนที่ค่อนข้างเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีพอสมควร เพราะมีการยอมรับว่าเป็นผู้รับเช็คจากนายสกุลธร ก่อนส่งต่อเช็คดังกล่าวให้กับนายประสิทธิ์จริง ส่วนนายประสิทธิ์จะนำไปให้ใครต่อนั้น ยืนยันว่าไม่ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับคำให้การของนายสุรกิจดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของนายประสิทธิ์ ที่ยอมรับว่ามีการรับเช็คต่อมาจากนายสุรกิจจริง ก่อนจะนำไปส่งต่อให้กับบุคคลอื่นตามพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบก่อนหน้านี้ ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใครบ้าง ส่วนเงินสดที่ได้จากการทุจริตนั้น นายประสิทธิ์อ้างว่าจำไม่ได้ว่านำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการดำเนินการของพนักงานสอบสวนกองปราบฯ หลังจากนี้จะทำการออกหมายเรียกบุคคลที่มีหลักฐานว่าเป็นผู้รับเช็คดังกล่าวต่อจากนายประสิทธิ์มาเข้าให้ปากคำเพื่อชี้แจงข้อสงสัย ส่วนกรณีจะมีการเชิญตัวนายสกุลธรมาเข้าพบหรือไม่ ยังไม่สามรถระบุแน่ชัดได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือยอชต์ชื่อ Silvretta เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ท่าจอดเรืออ่าวปอแกรนด์ มารีน่า ต.อ่าวปอ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต สื่อได้รายงานว่าเจ้าของเรือดังกล่าวมีรายชื่อเป็นเจ้าของร่วมอยู่ 4 คน สองคนเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย โดยทางสมาคมจะนำหลักฐานร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่ 28 ธ.ค. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนว่ามีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของตนหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. 2561 ม.28 (3) ประกอบ ม.102 ม.111 วรรคสอง ม.114 หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเข้าข่าย ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อวินิจฉัยเอาผิดตาม ม.167 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานด้วยว่า เจ้าของเรือสำราญดังกล่าวเป็นของนักการเมืองและเศรษฐีชื่อดังอักษรย่อ &amp;ldquo;ธ&amp;rdquo; อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เกี่ยวข้องหรือเจ้าของเข้าแจ้งความ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88015</URL_LINK>
                <HASHTAG>รับเช็คจากมือ, สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ, สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เส้นทางการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201225/image_big_5fe607ec7e37e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ของจริงไม่ได้โม้!กองปราบฯยันพบเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร มัดแผน&#039;บรรยิน&#039;แหกคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.63- พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องขังคดีร่วมกันอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ว่า วันนี้ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อติดตามผลการทำงาน หลังได้แบ่งหน้าที่ไปแล้ววานนี้ เบื้องต้นได้ออกหมายเรียกพยานบุคคลสำคัญทางคดีมาสอบปากคำทั้งหมด 3 รายให้มาเข้าพบพนักงานสอบสวนภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้กำหนดว่าจะแจ้งข้อหากรณีการวางแผนแหกคุกแก่ พ.ต.ท.บรรยิน เมื่อใด เพราะยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.เอนก กล่าวกรณีการแถลงต่อศาลของ พ.ต.ท.บรรยิน ที่ระบุว่าถูกขังอยู่ไม่มีทางจะหลบหนีจากคุกได้นั้น กองปราบมีพยานหลักฐานเส้นทางการเงินกับการติดต่อสื่อสารถึงแผนการดังกล่าวชัดเจน แต่ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ ยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจ เพราะเจ้าตัวจะอ้างอย่างไรก็ได้ ลำพังคำให้การของคนๆ เดียวไม่สามารถเชื่อถือได้ เบื้องต้นตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะมีแผนการแหกคุกอีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับบุคคล 3 รายที่ทางพนักงานสอบสวน กองปราบปรามได้ออกหมายเรียกมาสอบปากคำในฐานะพยานนั้น ประกอบด้วย 1.ทนายความที่ช่วยประกันตัวนายสุธน ทองศิริ หรือ โจ , 2. พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.เขต 4 จังหวัดนครสวรรค์ และ 3.นายวรภัทร ตั้งภากรณ์ หรือบอส บุตรชาย พ.ต.ท.บรรยิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69482</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน ตั้งภากรณ์, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, รอง ผบก.ป., เส้นทางการเงิน, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef0524898449.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แก้วสรร’แฉโกงเอื้ออาทร เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวฟอกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เสี่ยไก่&amp;quot; ใจระทึก! ศาลฎีกาฯ ไต่สวนพยานโจทก์โกงบ้านเอื้ออาทร 5 ปาก &amp;quot;แก้วสรร&amp;quot; แฉ คตส.พบเส้นทางการเงิน มีการตั้งบริษัทบังหน้าแต่เป็นเพียงร้านก๋วยเตี๋ยว ให้รับโอนเงินจากการทุจริตเข้าไปเป็นเงินค้าข้าว นัดไต่สวนอีกครั้ง 12 ก.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง &amp;nbsp;องค์คณะผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานโจทก์ในคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 และ 102/2561 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข &amp;nbsp;อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 2 และสมาชิกพรรคเพื่อไทย, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย, นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 56 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลยที่ 1-14&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา &amp;nbsp;มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ &amp;nbsp;หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 &amp;nbsp;มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในการเสนอข่าวสำหรับการพิจารณาคดี องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่งให้เสนอข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีโดยใช้ข้อมูลจากเลขานุการองค์คณะผู้พิพากษาเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การไต่สวนพยานในช่วงเช้าระหว่างเวลา 09.30-12.40 น. องค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนพยานปากนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และอนุญาตให้พยานตอบคำถามของนายวัฒนา จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยอื่น ซึ่งฝ่ายจำเลยได้สอบถามพยานเกี่ยวกับเหตุผลในการทำโครงการบ้านเอื้ออาทร การอนุมัติโครงการ การเสนอโครงการของผู้ประกอบการ ยอดจองโครงการที่ผู้ประกอบการจะได้รับการอนุมัติ และวิธีการจัดทำโครงการ ว่าในชั้นการไต่สวนของคณะกรรมการ คตส.ได้พิจารณาเรื่องการเรียกรับสินบนและเงินในโครงการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น นายแก้วสรรยังได้เบิกความถึงการสร้างระบบให้มีการเรียกรับเงินในการทำโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยมีการติดตามกระแสเงินและเส้นทางการเงิน พบว่ามีการตั้งบริษัทบังหน้าแต่เป็นเพียงร้านขายก๋วยเตี๋ยวให้รับเงินจากการทุจริต หลังจากนั้นจึงโอนเงินกลับเข้าไปยังกิจการของจำเลยบางคนเป็นเงินค้าข้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยานปากดังกล่าวเบิกความต่อว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินมีจำเลยบางคนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน แต่บางคนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษากำหนดให้ไต่สวนพยานต่อในเวลา 13.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.10 น. ภายหลังไต่สวนพยานโจทก์เสร็จสิ้นในวันนี้ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความของนายวัฒนา จำเลยที่ 1 เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายศาลได้ไต่สวนพยานโจทก์อีก 4 ปาก ประกอบด้วยนางชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ, นายพรศักดิ์ บุณโยดม รองผู้ว่าการการเคหะฯ, นายพิทยา เจริญวรรณ รองผู้ว่าการการเคหะฯ และนางรัศมี ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนงานการเคหะฯ (ทั้งหมดตำแหน่งขณะเกิดเหตุ)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์อีกครั้งในวันที่ 12 ก.ค.นี้ ในการนัดครั้งหน้าจะเป็นกำหนดนัดไต่สวนพยานโจทก์อีก 5 ปาก สำหรับคดีนี้ยังเหลือพยานโจทก์อีก 20 ปาก ก่อนที่จะเริ่มการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40472</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโกงบ้านเอื้ออาทร, ตั้งบริษัทบังหน้า, วัฒนา เมืองสุข, หนังสือพิมพ์, เส้นทางการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190708/image_big_5d2359979b847.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
