<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหตุการณ์ซึ่งต้องระงับเมื่อแรกขึ้นรัชกาลที่ 5 (2)...เรื่องอั้งยี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องอั้งยี่
เรื่องจีนตั้วเหียเป็นเรื่องเกิดในรัชกาลอื่น มีกรณีสืบต่อมาถึงรัชกาลที่ 5 และยังจะปรากฏกลายเป็นเรียกว่าอั้งยี่ มีเรื่องในตอนหนึ่งอีก แต่มูลเหตุที่เกิดตั้วเหียและอั้งยี่ในประเทศสยามยังไม่เห็นอธิบายในหนังสืออื่น จึงได้ตรวจเรื่องเดิมเก็บเนื้อความมาเรียบเรียงลงไว้ในหนังสือนี้ พอให้ผู้อ่านทราบเหตุการณ์ในเรื่องตั้วเหียและอั้งยี่ชัดเจนขึ้น อันคำที่เรียกกันแต่ก่อน &amp;quot;ตั้วเหีย&amp;quot; ก็หมายความอย่างเดียวกับที่เรียกกันภายหลังว่า &amp;quot;อั้งยี่&amp;quot; นั้นเอง คือสมาคมลับซึ่งพวกจีนคิดตั้งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องตำนานของสมาคมนั้นมีปรากฏทางเมืองจีนว่าจำเดิมแต่ประเทศจีนต้องตกอยู่ในอำนาจของพวกเม่งจูตั้งแต่ พ.ศ.2187 มา ก็มีพวกจีนเข้าเป็นสมาคมลับ เพื่อจะพยายามกำจัดพวกเม่งจู แล้วเชิญเชื้อสายพระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์ไต้เหมง อันเป็นกษัตริย์จีนขึ้นครองแผ่นดินดังเก่า การที่พวกจีนตั้งสมาคมลับ ชั้นเดิมมีแต่ในเมืองจีน เพราะเหตุเป็นดังกล่าว ต่อนานมาพวกจีนที่อยู่ในประเทศอื่นจึงเอาแบบสมาคมนั้นไปตั้งขึ้นในประเทศอื่น ด้วยเหตุอย่างอื่นและความประสงค์เป็นอย่างอื่น หาได้เกี่ยวแก่เรื่องกำจัดพวกเม่งจูไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศสยามนี้จีนย่อมนิยมกันแต่ไรมา ว่าเป็นที่หาทรัพย์ได้ง่ายทั้งรัฐบาลและชาวเมืองก็ไม่รังเกียจจีน เพราะฉะนั้นพวกจีนชาวเมืองทางฝ่ายใต้ที่อัตคัดขัดสน จึงมักพากันมาหากินในประเทศสยาม ที่มาหาทรัพย์สินพอแก้อัตคัดได้ แล้วกลับไปก็มี บางคนมาได้ความสุขสบายเกินคาดหมายเลยทิ้งเมืองจีนมาตั้งภูมิลำเนาเป็นชาวสยาม ได้ไทยเป็นภรรยา เกิดลูกหลานในเมืองไทยก็มี จีนในประเทศสยามจึงผิดกันเป็น 2 ชนิด คือ จีนซึ่งแรกมาหรือไปๆ มาๆ ไม่อยู่ประจำ เรียกว่า &amp;quot;จีนใหม่&amp;quot; ชนิด 1 จีนซึ่งมาตั้งภูมิสถานอยู่ในประเทศสยามเป็น &amp;quot;จีนเก่า&amp;quot; ชนิด 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ธรรมดาชนชาติจีนนั้นย่อมมีอุปนิสัยฉลาดในการหาทรัพย์สินยิ่งกว่าไทย หรือจะว่าฉลาดในการนั้นยิ่งกว่ามนุษย์ชาติอื่นๆ หมดก็ว่าได้ จีนที่เข้ามาอยู่เป็นชาวสยามจึงมักได้เป็นคฤหบดี หรือแม้อย่างต่ำก็สามารถทำมาหากินเป็นอิสระแก่ตนได้โดยมาก พวกจีนที่เข้ามาใหม่ยังไม่รู้เบาะแสและขนบธรรมเนียมบ้านเมือง ก็อาศัยมากินกับพวกจีนเก่า จึงมีจีนทั้งสองอยู่ด้วยกันทุกตำบลที่จีนตั้งทำมาหากิน ทั้งที่ในกรุงและหัวเมือง เป็นเช่นนี้มาแต่โบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จีนตั้งสมาคมลับเป็นตั้วเหียในประเทศสยาม ปรากฏขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ 3 พิเคราะห์ดูเหตุการณ์ในสมัยนั้น เหตุว่าน่าจะเป็นด้วยเรื่องรัฐบาลจับฝิ่น เป็นมูลเหตุให้พวกจีนตั้งตั้วเหีย คือเดิมพวกจีนเอาฝิ่นเข้ามาสูบแล้วพาให้ไทยแอบสูบฝิ่นขึ้นบ้าง จึงมีพระราชกฤษฎีกาตั้งไว้แต่โบราณ ห้ามมิให้ใครสูบฝิ่นหรือเอาฝิ่นเข้ามาในประเทศสยาม แม้เช่นนั้นจีนก็ยังลักลอบเอาฝิ่นเข้ามา และไทยที่สูบฝิ่นก็มีอยู่เสมอ แต่ไม่สู้มาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นมาถึงรัชกาลที่ 3 เมื่อทางเมืองจีนเกิดมีพวกฝรั่งกับจีนคบคิดกันค้าฝิ่นแพร่หลาย (ดังกล่าวมาแล้วในตอนที่ 10) พวกจีนที่เข้ามาหากินในเมืองไทย เป็นคนสูบฝิ่นติดมาจากเมืองจีนมากขึ้น หรือถ้าพูดกันอีกนัยหนึ่ง คือความต้องการฝิ่นเกิดมีมากขึ้นในประเทศนี้ ก็มีจีนเอาฝิ่นเข้ามาจำหน่ายมากขึ้น &amp;nbsp;เลยเป็นปัจจัยชักจูงให้ไทยทั้งที่บรรดาศักดิ์สูงและต่ำพากันสูบฝิ่นมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความทราบถึงพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงดำรัสสั่งให้ตรวจจับพวกค้าฝิ่นเอาตัวมาลงพระราชอาญา กวดขันขึ้นตั้งแต่ปีกุน พ.ศ.2382 ก็แต่ธรรมดาการสูบฝิ่นนั้น เมื่อสูบติดแล้วยากที่จะละได้ และการค้าฝิ่นพวกจีนก็ได้กำไรมากครั้นมีการตรวจจับกวดขัน จะเอาฝิ่นซ่อนในเรือสำเภาเข้ามาในกรุงเทพฯ ไม่ได้สะดวกดังแต่ก่อน จีนจำพวกที่ค้าฝิ่นก็ไปคบคิดกันกับพวกจีนซึ่งออกไปตั้งหากินอยู่ตามหัวเมือง ทางปากอ่าวและชายทะเล ให้เป็นลูกช่วงรับฝิ่นขึ้นจากเรือสำเภาตามชายทะเล แล้วลอบส่งเข้ามาจำหน่ายที่กรุงเทพฯ การที่ทำอย่างนั้นจำต้องลักลอบซ่อนเร้น และต้องมีสมัครพรรคพวกที่ไว้วางใจช่วยกันทุกระยะทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จึงเอาวิธีตั้วเหียมาตั้งขึ้นเป็นสมาคมลับสำหรับค้าฝิ่น หัวหน้ามักเป็นจีนเก่า มีจีนใหม่เป็นพรรคพวกมากบ้างน้อยบ้างทุกแห่ง ครั้นตั้วเหียมีกำลังมากขึ้นก็กำเริบ บางแห่งเลยประพฤติเป็นโจรสลัดตีเรือและปล้นสะดม บางแห่งก็ต่อสู้เจ้าพนักงานซึ่งไปตรวจจับฝิ่นจนเป็นการใหญ่โต ถึงต้องรบกันที่เมืองนครไชยศรี เมื่อปีมะแม พ.ศ.2390 ครั้งหนึ่ง และในปีต่อมาพวกจีนตั้วเหียที่เมืองฉะเชิงเทรากำเริบถึงเป็นกบฏ ยิงผู้ว่าราชการเมืองตายแล้วเข้ายึดเอาป้อมไว้เป็นที่มั่น&amp;nbsp;


fifa356 ต้องยกกองทัพออกไปปราบปราม แต่การปราบปรามครั้งนั้นฆ่าจีนเสียมาก แต่นั้นพวกจีนตั้วเหียก็เข็ดขยาด ไม่กล้าสู้อำนาจรัฐบาลเป็นการสงบมาคราวหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรึกษาเสนาบดีเห็นพร้อมกันว่า ที่การห้ามฝิ่นกวดขันเมื่อในรัชกาลที่ 3 ไม่เป็นผลดีได้ดังปรารถนา เพราะฝิ่นก็ยังเข้าเมืองอยู่เสมอ คนสูบฝิ่นก็ไม่น้อยลง ลำบากเปล่าๆ ให้เปลี่ยนวิธีจัดการเรื่องฝิ่นเป็นอากรผูกขาดของรัฐบาลเมื่อปีกุน พ.ศ.2394 &amp;nbsp;คือรัฐบาลซื้อฝิ่นเข้ามาต้มจำหน่ายให้จีนซื้อไปสูบได้ตามใจชอบ คงห้ามแต่ไทยไม่ให้สูบฝิ่น ตั้งแต่จัดการเช่นนั้นก็กลับได้เงินผลประโยชน์แก่แผ่นดินมากขึ้น และการตรวจจับฝิ่นก็ได้ไม่ต้องลำบากมากเหมือนแต่ก่อน แต่การที่พวกจีนเข้ามาเป็นสมาคมตั้วเหียก็ยังไม่สูญสิ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาถึงชั้นนี้ความมุ่งหมายของพวกตั้วเหียแปรไปเป็นต่อสู้เจ้าภาษีนายอากร ซึ่งเป็นจีนด้วยกันเอง เพราะตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 2 มา มีอากรตั้งขึ้นใหม่หลายอย่างและการเก็บอากรซึ่งจัดขึ้นในสมัยนั้น ใช้วิธีเรียกประมูล ถ้าผู้ใดรับทำอากรอย่างใด โดยสัญญาว่าจะส่งเงินหลวงได้มากกว่าเพื่อน ก็ตั้งให้ผู้นั้นเป็นเจ้าภาษีนายอากรอย่างนั้น มีกำหนดหนึ่งปีหรือกว่านั้นตามสมควรเก็บ จีนฉลาดในกระบวนแสวงหาทรัพย์สิน รู้จักคิดต้นทุนกำไรดีกว่าไทย การประมูลภาษีอากรจึงได้แก่จีนแทบทั้งหมด ผู้ซึ่งได้เป็นเจ้าภาษีอากรมักเป็นจีนเก่าหรือชั้นลูกจีนอยู่ในประเทศนี้ ซึ่งมีพรรคพวกมากและรู้ขนบธรรมเนียมเข้ากับไทยได้สนิทสนมถึงได้มียศศักดิ์เป็นขุนนางก็มี&amp;nbsp;


bnk789 ก็แต่การเสียภาษีอากรนั้นราษฎรย่อมมิใคร่พอใจจะเสีย หรืออยากเสียแต่น้อยที่สุดอยู่เป็นธรรมดา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายข้างเจ้าภาษีนายอากรสิได้รับสัญญาว่าจะส่งเงินหลวงให้มากกว่าเพื่อน ถ้าเก็บเงินได้น้อยไปก็เป็นภัยแก่ตน (ด้วยในสมัยนั้น กฎหมายยังอนุญาตให้จำลูกหนี้เร่งเงินจนกว่าจะได้) ถ้าเก็บเงินได้ยิ่งมากยิ่งเป็นประโยชน์แก่ตน ก็เป็นธรรมดาที่จะพยายามและใช้อุบายต่างๆ เรียกเร่งเอาเงินราษฎรให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะพึงเรียกได้แม้โดยมิเป็นธรรม ราษฎรที่เป็นไทยไม่สู้จะเดือดร้อนด้วยมักทำมาหากินแต่พอเลี้ยงชีพ ไม่มีสมบัติวัตถาซึ่งเจ้าภาษีนายอากรจะเรียกได้เท่าใดนัก แต่พวกจีนที่มาตั้งทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยมุ่งหมายที่จะสะสมทรัพย์สินเป็นสำคัญ มีตัวเงินซึ่งจะเรียกได้มากกว่าราษฎรที่เป็นไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกจีนจึงได้ความเดือดร้อนจากเจ้าภาษีนายอากรยิ่งกว่าไทย&amp;nbsp;


save168 ร้องฟ้องในโรงศาลก็เสียเปรียบ ด้วยเจ้าภาษีนายอากรเป็นเจ้าพนักงานทำการให้รัฐบาลด้วยเหตุนี้พวกจีนจึงยังอาศัยการตั้งตั้วเหียเป็นกำลังกีดกันการเบียดเบียนของเจ้าภาษีนายอากร แต่ที่ในกรุงเทพฯ ไม่ใคร่มีเหตุ เพราะพวกจีนมักพึ่งพำนักอยู่ในเจ้านายหรือข้าราชการผู้ใหญ่คุ้มครอง มักเกิดวิวาทกับพวกเจ้าภาษีนายอากรแต่ตามหัวเมือง พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริแก้ไขด้วยพระบรมราโชบายอย่างหนึ่ง คือในหัวเมืองใดมีจีนอยู่มาก เช่น เมืองนครไชยศรีเป็นต้น โปรดฯ ให้เลือกคฤหบดีจีนซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์ มีผู้คนนับถือมาก ตั้งให้มีตำแหน่งเป็นกรรมการ บางเมืองให้มียศถึงเท่ากับปลัด มีหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ช่วยระงับความทุกข์และทำนุบำรุงพวกจีนในเมืองนั้นๆ เหตุการณ์เรื่องตั้วเหียในหัวเมืองก็สงบไปได้อีกคราวหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาถึงตอนปลายรัชกาลที่ ๔ เกิดตั้วเหียขึ้นอีก แต่คราวนี้เกิดทางหัวเมืองชายทะเลตะวันตก คือที่เมืองภูเก็ตเป็นต้น ด้วยตั้งแต่ดีบุกขึ้นราคาก็มีการขุดหาแร่ดีบุกกันในแหลมมลายู แพร่หลายทั้งในแดนอังกฤษและแดนไทย อาศัยเมืองสิงคโปร์และเมืองเกาะหมากเป็นตลาดขายดีบุกไปต่างประเทศ&amp;nbsp;


สล็อต&amp;nbsp; การขุดหาดีบุกในสมัยนั้น พวกจีนทำทั้งนั้น จีนที่มีทุนรอนเป็นเถ้าแก่หาจ้างจีนเลวในเมืองจีนมาเป็นแรงงาน แต่ละแห่งมีจำนวนมากนับด้วยร้อยและพัน เพื่อประโยชน์ในการเรียกหาว่าจ้างและปกครองจีนเลวที่ทำเหมืองดีบุกครั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกจีนที่เหมืองในแดนอังกฤษคิดตั้งสมาคมขึ้นก่อน เรียกกันว่า &amp;quot;ยี่หิน&amp;quot; สมาคม 1 &amp;quot;ปูนเถ้าก๋ง&amp;quot; &amp;nbsp;สมาคม 1 ในชั้นแรกก็เป็นทำนองสมาคมอย่างเปิดเผยจีนทำงานของพวกสมาคมไหน หัวหน้าสมาคมนั้นก็เป็นผู้ควบคุมทำนุบำรุง การตั้งสมาคมทั้ง 2 นั้นแพร่หลายมาจนถึงในแดนสยาม เจ้าเมืองกรมการเห็นเป็นการดีก็อุดหนุน และพวกหัวหน้าสมาคมเข้ามาหาเสนาบดีในกรุงเทพฯ ก็ได้รับความยกย่องคล้ายกับเป็นกรมการจีน ก็แต่ลักษณะที่จีนควบคุมกันเป็นต่างพวกเช่นนั้น เป็นธรรมดามิเร็วก็ช้า ย่อมเกิดเหตุ 2 อย่าง คือ พวกจีนที่มีกำลังมากมักแย่งผลประโยชน์ของพวกที่มีกำลังน้อยอย่าง 1 และจีนที่อยู่ต่างพวกเกิดวิวาทบาดทะเลาะกันเป็นส่วนตัวแล้ว เลยเอาพรรคพวกมาทำร้ายกันอย่าง 1 เพราะเหตุเป็นดังกล่าวมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมทั้งสองนั้นจึงกลายเป็นตั้วเหีย และมักวิวาทกันเนืองๆ ทั้งที่ในแดนอังกฤษและแดนไทย ว่าเฉพาะในแดนไทย ถึงเกิดเหตุใหญ่โตที่เมืองภูเก็ตเมื่อปีเถาะ นพศก พ.ศ.2410 ก่อนจะสิ้นรัชกาลที่ 4 ปี 1 จีนพวกยี่หินกับพวกปูนเถ้าก๋งเกิดวิวาทกันด้วยเรื่องแย่งน้ำที่จะไขมาทำเหมืองล้วงแร่ดีบุก แล้วเลยยกพวกตั้งพันเข้ารบกันที่กลางเมือง ผู้ว่าราชการเมืองห้ามก็ไม่ฟัง จะปราบปรามก็ไม่ไหว ด้วยไม่มีกำลังพอจะต่อสู้ตั้วเหียก็ได้แต่บอกเข้ามายังกรุงเทพฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งนั้นโปรดฯ ให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์ เมื่อยังเป็นที่พระยาเทพประชุน เป็นข้าหลวงออกไปเกณฑ์กำลังตามหัวเมืองที่ใกล้เคียงไปปราบพวกตั้วเหียที่เมืองภูเก็ต แต่พวกหัวหน้าตั้วเหียทั้ง ๒ ฝ่ายอ่อนน้อม รับสารภาพผิด ไม่ต่อสู้ เจ้าพระยาภาณุวงศ์จึงพาตัวพวกหัวหน้าฝ่ายละ 9 คน เข้ามากรุงเทพฯ &amp;nbsp;รัฐบาลยอมภาคทัณฑ์ เป็นแต่บังคับให้ถือน้ำกระทำสัตย์สัญญาว่าจะไม่กบฏคิดร้ายต่อแผ่นดิน หรือก่อการกำเริบต่อไป แล้วปล่อยตัวกลับออกไปควบคุมผู้คนทำเหมืองอยู่อย่างเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ในกรุงเทพฯ นี้ ก็มีมูลเหตุที่จะเกิดตั้วเหียขึ้นอีกแต่ในตอนปลายรัชกาลที่ 4 ด้วยมีภาษีอากรตั้งขึ้นใหม่อีกหลายอย่าง โดยจำเป็นต้องหาเงินสำหรับจ่ายใช้ราชการแผ่นดิน ทดแทนจำนวนเงินที่ขาดไป เพราะทำหนังสือสัญญาการค้าขายกับต่างประเทศ ต้องเลิกการปิดซื้อปิดขายหลายอย่าง อันเคยได้ผลประโยชน์แผ่นดินมาแต่ก่อน การเก็บภาษีอากรที่ตั้งขึ้นใหม่นั้น ก็ใช้วิธีให้ประมูลกันเป็นเจ้าภาษีนายอากรดังกล่าวมาแล้ว และจีนประมูลได้ทั้งนั้น แต่มาถึงสมัยนี้พวกจีนที่มีทุนรอนพาหนะมาก มักรับทำแต่ภาษีอากรที่เป็นรายใหญ่ เช่น ภาษีฝิ่นและสุราเป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาษีอากรที่ไม่สำคัญและเงินน้อย แต่มีมากอย่างกว่ารายใหญ่ มักได้แก่จีนขั้นต่ำลงมา เกิดมีพวกจีนชั้นคฤหบดีที่หากินในการทำภาษีอากรขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง ยังในสมัยนั้นประจวบเวลาการค้าขายในประเทศสยามกำลังเจริญ เกิดมีโรงจักรสีข้าวและเลื่อยไม้มีเรือลำเลียงสินค้า และมีการก่อสร้างต่างๆ &amp;nbsp;อันต้องการแรงงานทวีขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็มีจีนใหม่เข้ามาหากินในการับจ้างเป็นแรงงาน ซึ่งมักเรียกกันว่า &amp;quot;จับกัง&amp;quot; หรือ &amp;quot;กุลี&amp;quot; มีจำนวนจีนมากขึ้นทุกที มาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มากที่ ออกไปตั้งทำมาหากินหรือไปรับจ้างเป็นแรงงานอยู่ตามหัวเมืองก็มากขึ้นกว่าแต่ก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็เกิดมีจีนหัวหน้าขึ้นอีกจำพวกหนึ่ง เรียกกันว่า &amp;quot;เถ้าเก&amp;quot; ทำการงานอันมีพวกกุลีอยู่ในปกครองมากบ้าง น้อยบ้าง จีนจำพวกที่หากินในการรับประมูลทำภาษีอากรก็ดี จีนจำพวกที่เป็นเถ้าเกคุมกุลีรับการทำงานก็ดี มักแย่งผลประโยชน์กัน เช่น แย่งประมูลภาษีอากรและแย่งงานกันทำเป็นต้น ต่างก็คิดเอาเปรียบกัน ด้วยอุบายต่างๆ การตั้งตั้วเหียเป็นอุบายสำคัญอย่างหนึ่งของพวกจีนจำพวกเหล่านั้น &amp;nbsp;เป็นต้นว่า ถ้าผู้เป็นหัวหน้าตั้วเหียเข้าว่าประมูลภาษีอากร ผู้อื่นก็มิใคร่กล้าแย่ง ด้วยเกรงตั้วเหียซึ่งเป็นพรรคพวกอยู่ในท้องที่จะรังแก ถ้าผู้ซึ่งไม่ได้เป็นตั้วเหียจะเข้าว่าประมูลก็จำต้องไปว่ากล่าวขอร้อง หรือยอมแบ่งผลประโยชน์ให้พวกตั้วเหียอย่าให้เกะกะกีดขวาง เกิดประโยชน์ขึ้นแก่ตั้วเหียอย่างหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเริ่มเกิดตั้วเหียขึ้นอีกหลายพวกหลายเหล่า แต่ยังไม่ทันปรากฏเหตุการณ์เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 4 &amp;nbsp;แต่มีเค้าเงื่อนที่จะสันนิษฐาน ว่ารัฐบาลได้ปรารภอยู่แล้วแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ว่าการปกครองจีนในประเทศสยามนี้อาจจะมีความลำบากเกิดขึ้นใหม่จากจีน 2 จำพวก คือ จีนในบังคับฝรั่งต่างประเทศ เรียกในสมัยนั้นว่า &amp;quot;ในร่มธง&amp;quot; หรือ &amp;quot;สัปแยก&amp;quot; จำพวก 1 กับจีนตั้วเหียจำพวก 1 เหตุด้วยจีนในบังคับต่างประเทศมีกงสุลคอยอุดหนุนให้ได้เปรียบจำพวกอื่น และรัฐบาลในบ้านเมืองจะบังคับบัญชาก็ไม่ได้เหมือนกับราษฎรทั้งปวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพวกตั้วเหียนั้นก็ย่อมอาศัยตั้งพวกประพฤติในทางพาล ถ้ามีกำลังมากขึ้นก็อาจจะเป็นศัตรูเกิดขึ้นภายในบ้านเมือง ก็จีนที่มายังประเทศนี้โดยมากมีแต่มุ่งหมายมาหากิน มิได้รู้สึกตัวว่าเป็นชาวเมืองไทย ได้เปรียบแก่ตนทางไหนก็ไปทางนั้น อาจจะเกิดนิยมไปแอบอิงอาศัยอำนาจฝรั่งหรือเข้าเป็นพวกตั้วเหีย เป็นความลำบากแก่รัฐบาลทั้ง 2 อย่าง ดูเหมือนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะได้ลงเนื้อเห็นเป็นยุติว่า ควรดำเนินตามทางพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ ทำนุบำรุงพวกจีนทั้งปวงอันเป็นหมู่มากให้รู้สึกว่าได้รับความอุปถัมภ์บำรุงของรัฐบาล ไม่จำต้องอาศัยอำนาจฝรั่งหรือเป็นตั้วเหีย เพราะฉะนั้นพอขึ้นรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ก่อนทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็ประกาศตั้งศาลสำหรับชำระความจีน เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะโรงฯ กล่าวความในบานแผนกเบื้องต้น.
-------
อ้างอิง: พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 กรมศิลปากร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30155</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, เรื่องอั้งยี่, เหตุการณ์ซึ่งต้องระงับเมื่อแรกขึ้นรัชกาลที่ 5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c7777f574bcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2019 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหตุการณ์ซึ่งต้องระงับเมื่อแรกขึ้นรัชกาลที่ 5 (1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลาพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตเปลี่ยนรัชกาลใหม่ ราษฎรมักหวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุร้าย เห็นจะเป็นความรู้สึกที่สืบมาแต่เมื่อกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีในสมัยกลาง ตั้งแต่พระเจ้าปราสาททองเสวยราชย์เป็นต้นมา ด้วยมักเกิดรบพุ่งหรือฆ่าฟันกัน แม้ไม่ถึงเช่นนั้นก็คงมีการกินแหนงแคลงใจกันในเวลาเปลี่ยนรัชกาลแทบทุกคราว ที่จะเปลี่ยนโดยเรียบร้อยทีเดียวนั้นมีน้อย จนเกิดเป็นคติสำหรับวิตกกันว่าเวลาเปลี่ยนรัชกาลมักจะเกิดเหตุร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปลี่ยนรัชกาลคราวนี้ก็หวาดหวั่นตามเคย มีอุทาหรณ์ดั่งหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเรียกว่า &amp;quot;สยามริปอสิตอรี&amp;quot; ของหมอสมิธพิมพ์จำหน่ายอยู่ในสมัยนั้นกล่าวความดังนี้ &amp;quot;เวลานี้ทั่วประเทศสยามพากันสั่นสะท้านและหวาดหวั่น อยู่ในระหว่างเปลี่ยนรัชกาล ด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เก่าซึ่งมีพระเดชพระคุณแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมาก และได้ทรงปกครองชนชาติอื่นที่มาพึ่งพระบารมีอยู่ในพระราชอาณาเขต กลับทั้งชาวต่างประเทศยังอยู่ในบังคับของกงสุลนั้นมิได้เสด็จสถิตอยู่ในเศวตฉัตรให้คนทั้งหลายเกรงพระราชอาญาเสียแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้สมเด็จเจ้าฟ้าอันเป็นพระราชโอรสได้ทรงรับรัชทายาทก็จริงแต่ว่าประชวรพระกำลังยังปลกเปลี้ย &amp;nbsp;จะรอดพระชนม์ทนการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและการรับแขกเมืองเฝ้าได้แลหรือ แม้แต่ในเวลาเมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกำลังประชวรยังไม่สวรรคต ก็มีกิตติศัพท์ว่าจะเกิดกบฏและได้มีเหตุวุ่นวายด้วยเนื่องจากฝิ่นเถื่อนทั้งปรากฏว่ามีผู้ทำอัฐปลอมมากเกิดยุ่งยากในเรื่องเครื่องแลกจนตื่นกัน ไม่เป็นอันซื้อขายในท้องตลาดอยู่หลายวัน&amp;quot; ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่จริงมีเหตุการณ์อันเป็นเรื่องร้อนต้องรีบระงับเมื่อแรกเข้ารัชกาลที่ 5 แต่ 2 เรื่องคือ เรื่องเงินตราเรื่อง 1 กลับเรื่องจีนตั้วเหียอีกเรื่อง 1 จะกล่าวอธิบายเป็นลำดับต่อไปในตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเงินตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดิมเงินตราในประเทศสยามนี้ใช้เงินพดด้วง (รูปเป็นก้อนกลม) ตีตรารัชกาลประจำเป็นสำคัญ เป็นประเพณีสืบมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีและเงินพดด้วงนั้นทำเป็น 4 ขนาด ขนาดใหญ่ราคา 1 &amp;nbsp;บาท ขนาดรองราคากึ่งบาท (แต่ขนาดนี้มิใคร่ชอบใช้กัน) ขนาดต่อลงมาราคาสลึงหนึ่ง&amp;nbsp;


fifa356 (4 สลึงเป็นบาท) ขนาดเล็กราคาเฟื้อง 1 (2 เฟื้องเป็นสลึง) เครื่องแลกราคาต่ำกว่านั้นลงมาใช้เบี้ยหอยซึ่งมาจากทะเล อัตราราคา 800 เบี้ยต่อเฟื้อง แต่ราคาเบี้ยไม่คงที่ อาจจะขึ้นและลดผิดกันได้มากๆ ตามเวลาที่มีชาวต่างประเทศบรรทุกเอาเบี้ยเข้ามาขายมากหรือน้อย ถ้าคราวมีเบี้ยเข้ามามากราคาก็ลด 1,000 เบี้ยต่อเฟื้อง &amp;nbsp;ถ้าเบี้ยขาดคราวราคาก็ขึ้นถึง 600 เบี้ยต่อเฟื้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงเงินตราในกรุงรัตนโกสินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่ทำหนังสือสัญญากับฝรั่งต่างประเทศแล้ว&amp;nbsp;


bnk789&amp;nbsp; การค้าขายในกรุงเทพฯ เจริญรวดเร็วเกินคาดหมาย เช่นแต่ก่อนมามีเรือกำปั่นฝรั่งเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ เพียงราวปีละ 12 ลำ แต่พอทำหนังสือสัญญาแล้ว ก็มีเรือกำปั่นฝรั่งเข้ามาค้าขายตั้งปีละ 200 ลำ พวกพ่อค้าฝรั่งเอาเงินเหรียญดอลล่าร์ซึ่งใช้ในการซื้อขายทางเมืองจีนเข้ามาซื้อสินค้า ราษฎรไทยไม่ยอมรับฝรั่งจึงต้องเอาเงินเหรียญดอลล่าร์มาขอแลกเงินบาทจากรัฐบาล ก็เงินบาทพดด้วงนั้นช่างหลวงทำที่พระคลังมหาสมบัติ เตาหนึ่งทำได้วันละ 240 บาท เพราะทำแต่ด้วยเครื่องมือมิได้ใช้เครื่องจักร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตาหลวงมี 10 เตา ระดมกันทำเงินพดด้วงได้แต่ละวันละ 2,400 บาท เป็นอย่างมาก ไม่พอให้ฝรั่งแลกตามปรารถนา พวกกงสุลพากันร้องทุกข์ว่าเป็นการเสียประโยชน์ของพวกชาวต่างประเทศที่มาค้าขาย พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชดำริจะเปลี่ยนรูปเงินตราสยามเป็นเหรียญ (ครั้งนั้นเรียกว่า &amp;quot;เงินแป&amp;quot;) ให้ทำได้ด้วยเครื่องจักร และในเมื่อกำลังให้รอเครื่องจักรนั้น โปรดฯ ให้ประกาศพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราษฎรรับเหรียญดอลล่าร์จากชาวต่างประเทศ แล้วเอามาแลกเงินบาทที่พระคลังมหาสมบัติได้ โดยอัตรา 3 เหรียญดอลล่าร์ต่อ 5 บาท ราษฎรยังไม่พอใจจะรับเงินดอลล่าร์ โปรดฯ ให้เอาตรามหามงกุฎและตราจักร ซึ่งสำหรับตีเงินพดด้วงตีลงเป็นสำคัญดอลล่าร์ให้ใช้ไปพลาง ก็ยังมิใคร่มีใครพอใจจะใช้&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;


save168&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นเมื่อปีวอก พ.ศ.2403 การสร้างโรงกษาปณ์สำเร็จ ทำเงินตราสยามเป็นเหรียญมีตราพระมหามงกุฎกับฉัตรทั้งสองข้าง ด้านหนึ่งตราช้างเผือกอยู่ในวงจักรด้านหนึ่งเป็นเหรียญเงิน 4 ขนาดคือบาทหนึ่ง กึ่งบาท สลึงหนึ่ง เฟื้องหนึ่ง และทำเหรียญทองคำราคาเหรียญละ 10 สลึง (ตรงกับตำลึงจีน) ด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่อประกาศให้ใช้เงินตราอย่างเหรียญแล้ว เงินพดด้วงก็ยังโปรดฯ อนุญาตให้ใช้อยู่ เป็นแต่ไม่ทำเพิ่มเติมขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาอีก 2 ปีถึงปีจอ พ.ศ.2405 โปรดฯ ให้โรงกษาปณ์ทำเหรียญดีบุก ขึ้นเป็นเครื่องแลกใช้แทนเบี้ยหอย เหรียญดีบุกนั้นก็มีตราพระมหามงกุฎกับฉัตรและตราช้างในวงจักรทำนองเดียวกับตราเงินเหรียญเป็นเงิน 2 ขนาด ขนาดใหญ่เรียกว่า &amp;quot;อัฐ&amp;quot; ราคา&amp;nbsp;


สล็อต&amp;nbsp; 4 อันเฟื้อง เท่ากันอันละ 100 เบี้ย ขนาดเล็กให้เรียกว่า &amp;quot;โสฬศ&amp;quot; ราคา 16 อันเฟื้อง เท่ากับอันละ 50 เบี้ย การใช้เบี้ยหอยก็เป็นอันเลิกแต่นั้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงปีกุน พ.ศ.2406 พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริให้สร้างเหรียญทองคำมีตราทำนองเดียวกับเงินเหรียญขึ้น สำหรับให้เป็นเครื่องแลก 3 ขนาด ขนาดใหญ่ให้เรียกว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ทศ&amp;quot; ราคา 10 อันต่อชั่งหนึ่ง คืออันละ 8 บาท (เท่าราคาทองปอนด์อังกฤษในสมัยนั้น) ขนาดกลางให้เรียกว่า &amp;quot;พิศ&amp;quot; ราคาอันละ 4 บาท ขนาดเล็ก (คือเหรียญทองที่ได้สร้างขึ้นแต่แรก) ให้เรียก &amp;quot;พัดดึงส์&amp;quot; ราคาอันละ 10 สลึง เท่ากับตำลึงจีน ดูเหมือนจะเป็นคราวเดียวกับที่ทรงสร้างเหรียญทองเป็นเครื่องแลกนี้เอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริสร้าง (ธนบัตร) เครื่องแลกด้วยกระดาษ &amp;nbsp; มีตัวอักษรพิมพ์และประทับพระราชลัญจกร 3 ดวงเป็นสำคัญทุกใบขึ้นอีกอย่าง 1 เรียกว่า &amp;quot;หมาย&amp;quot; มีราคาต่างๆ กันตั้งแต่ใบละ 1 เป็นลำดับลงมา จนใบละเฟื้อง 1 และทรงพระราชดำริสร้าง (เช็ค) เรียกว่าใบ &amp;quot;พระราชทานเงินตรา&amp;quot; อีกอย่าง 1 ขนาดแผ่นกระดาษใหญ่เรียกว่า &amp;quot;หมาย&amp;quot; มีตัวอักษรพิมพ์และประทับพระราชลัญจกรด้วยชาด 2 ดวง ด้วยครามดวง 1 &amp;nbsp;เป็นลายดุนดวง 1 เป็นสำคัญทุกใบ มีราคาต่างกัน (ว่าตามตัวอย่างที่มีอยู่มาแต่งหนังสือนี้) ตั้งแต่ &amp;quot;พระราชทานเงินตราชั่งสิบตำลึง&amp;quot; (สันนิษฐานว่าเห็นจะมีต่อลงไปจนใบละตำลึงหนึ่งเป็นอย่างต่ำ) กระดาษทั้ง 2 อย่างนี้ ใครได้ก็เห็นจะเอาไปขึ้นเงินที่พระคลังมหาสมบัติในไม่ช้า เพราะยังไม่แลเห็นประโยชน์ในการใช้กระดาษเป็นเครื่องแลกในสมัยนั้นจึงมิได้แพร่หลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นถึงปีฉลู พ.ศ.2408 พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้โรงกษาปณ์สร้างเหรียญทองแดง มีตราทำนองเดียวกับเหรียญดีบุกเป็นเครื่องแลกอีก 2 ขนาด มีราคาระหว่างเหรียญเงินกับเหรียญดีบุกขนาดใหญ่ให้เรียกว่า &amp;quot;ซีก&amp;quot; ราคา 2 อันเฟื้อง ขนาดเล็กให้เรียกว่า &amp;quot;เซี่ยว&amp;quot; ราคา 4 อันเฟื้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินตราไทยที่พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ราชดำริ ที่เป็นเงินและทองแดงใช้ได้ต่อมาดังพระราชประสงค์แต่ที่เป็นทองคำและดีบุกเกิดเหตุขัดข้องด้วยเหรียญทองคำนั้น ชาวเมืองเอาไปเก็บเสียอย่างทองรูปพรรณ หรือมิฉะนั้นก็เอาไปทำเครื่องแต่งตัวเสีย ไม่ชอบใช้เป็นเครื่องแลกในการซื้อขายเหรียญทองเป็นของ มีน้อยก็เลยหมดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเหรียญดีบุกนั้น เมื่อแรกสร้างก็ได้ทรงปรารภว่าเป็นของอาจสึกหรอ และทำปลอมง่ายจึงโปรดฯ ให้เจือทองแดงและดีบุกดำลงในเนื้อดีบุกที่ทำเหรียญให้แข็งผิดกับดีบุกสามัญ ถึงกระนั้นพอใช้เหรียญดีบุกกันแพร่หลาย ไม่ช้าก็มีพวกจีนคิดทำปลอม ครั้นตรวจจับในกรุงเทพฯ แข็งแรง พวกผู้ร้ายก็หลบลงไปซ่อนทางหัวเมืองปักษ์ใต้แล้วลอบส่งเข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯ เกิดมีเหรียญดีบุกปลอมในท้องตลาดมากขึ้นทุกที จนราษฎรรังเกียจการที่จะรับใช้เหรียญดีบุก ด้วยไม่รู้จะเลือกว่าไหนเป็นหลวงไหนเป็นของปลอม จะใช้เบี้ยหอยก็หาไม่ได้ด้วยเลิกใช้มาเสียหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเริ่มรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2411 เป็นเวลากำลังเกิดการปั่นป่วนด้วยราษฎรไม่พอใจรับเหรียญดีบุก ว่าถึงตลาดในกรุงเทพฯ แทบจะหยุดการซื้อขายอยู่หลายวัน รัฐบาลจึงต้องรีบวินิจฉัยแล้วออกประกาศเมื่อเดือน 11 แรม 12 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ.2511 ขึ้นในรัชกาลที่ 5 ได้เพียง 13 วันสั่งให้คนทั้งหลายนำเหรียญทองแดงและเหรียญดีบุกของหลวงมาขึ้นเอาเงินจะยอมให้เต็มราคาภายใน 15 วัน เมื่อผลกำหนดนั้นไปแล้วให้ใช้ลดราคาลงเหรียญทองแดงอย่างซีกคงราคาแต่ละอัฐ 1 (8 อันเฟื้อง) อย่างเซี่ยวคงราคาแต่อันละโสฬศ 1 (16 อันเฟื้อง) เหรียญดีบุกก็ลดราคาลงเหรียญอัฐคงราคาแต่อันละ 20 เบี้ย (40 อันเฟื้อง) อย่างโสฬศคงราคาแต่ละอัน 10 เบี้ย (80 อันต่อเฟื้อง) แม้รัฐบาลประกาศอัตราราคาอย่างนั้นแล้ว &amp;nbsp;ราษฎรยังลดราคากันโดยลำพังต่อลงไปอีก ใช้อัฐดีบุกเดิมในท้องตลาดราคาเพียงอันละ 10 เบี้ย (80 อันต่อเฟื้อง) โสฬศดีบุกก็ลดราคาลงไปตามกันเป็นอันละ 5 เบี้ย (16 อันต่อเฟื้อง) คำซึ่งเคยเรียกว่า อัฐและโสฬสก็เรียกกันว่า &amp;quot;เก๊&amp;quot; แต่ใช้กันต่อมาอีกหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะเกิดลำบากเลยเรื่องเงินตราดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ตกลงแต่แรกขึ้นรัชกาลที่ 5 ว่าจะสร้างโรงกษาปณ์ใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเก่า แต่การที่จะสร้างกว่าจะสำเร็จอีกหลายปี ในชั้นแรกจะต้องทำเงินตราประจำรัชกาลที่ 5 ขึ้นตามประเพณีเปลี่ยนรัชกาลใหม่ จึงทำให้ที่โรงกษาปณ์เดิมไปพลาง เงินเหรียญตรารัชกาลที่ 5 ซึ่งสร้างขึ้นขั้นแรกนั้น ด้านหนึ่งเป็นตราพระเกี้ยวยอดมีพานรองสองชั้นและฉัตรตั้งตราสองข้าง อีกข้างหนึ่งคงใช้รูปช้างเผือกอยู่ในวงจักรเหมือนรัชกาลที่ 4 แต่ทำเพียง 3 ขนาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่คนทั้งหลายชอบใช้คือ เหรียญบาท เหรียญสลึงและเหรียญเฟื้อง ในคราวนั้นยังไม่ได้ทำเหรียญทองแดง สำหรับรัชกาลที่ 5 (ด้วยรัฐบาลทราบว่าสั่งให้ทำในประเทศอื่นถูกกว่าทำเองแต่จะให้ทำในอินเดียหรือยุโรปยังไม่ได้ตกลงเป็นยุติ) ทำแต่เหรียญดีบุกขึ้นมาอย่างหนึ่ง ดวงตราทำนองเดียวกับเงินเหรียญขนาดเขื่องกว่าอัฐดีบุกรัชกาลที่ 4 สักหน่อย 1 แต่ให้ใช้ราคาเพียงโสฬศ 1 คือ 16 อันเฟื้องเรื่องเงินตราก็เป็นอันเรียบร้อยไปคราวหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ต่อมาเมื่อราคาทองแดงและดีบุกสูงขึ้น มีผู้รู้ว่าราคาเหรียญทองแดงและเหรียญดีบุกที่ใช้กันที่ท้องตลาดในกรุงเทพฯ ต่ำกว่าราคาเนื้อทองแดงและดีบุกหลอมซึ่งมีขายกันในประเทศอื่นก็พากันเอาเหรียญทองแดงและเหรียญดีบุกหลอมส่งไปขายเสียประเทศอื่นๆ เป็นอันมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นเหรียญทองแดงและดีบุกมีใช้ในท้องตลาดน้อยลงก็เกิดการใช้ปี้กระเบื้องกันขึ้นแพร่หลาย อันปี้กระเบื้องนั้นเดิมเป็นแต่คะแนนสำหรับเล่นเบี้ยในโรงบ่อน จีนเจ้าของบ่อนคิดทำขึ้นเพื่อให้ใช้ขอลากได้บนเสื่อสะดวกกว่าเงินตราเวลาคนไปเล่นเบี้ยให้เอาเงินแรกปี้มาเล่น ครั้นเลิกแล้วก็ให้คืนปี้แลกเอาเงินกลับไป เป็นประเพณีมาดังนี้ ใครเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยตำบลไหนก็คิดทำปี้ มีเครื่องหมายของตัวเป็นคะแนนราคาต่างๆ สำหรับใช้เล่นเบี้ยในบ่อนตำบลนั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จะเกิดใช้ปี้เป็นเครื่องแลกแทนเงินตราเดิมเกิดขึ้นแต่นักเลงเล่นเบี้ยที่มักง่ายเอาปี้ซื้อของกินตามร้านที่หน้าโรงบ่อน ผู้ขายก็ยอมรับด้วยอาจเข้าไปแลกกลับเป็นเงินที่ในโรงบ่อนได้โดยง่าย จึงใช้ปี้กระเบื้องกันในบริเวณโรงบ่อนขึ้นก่อน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นเมื่อหาเหรียญทองแดงและเหรียญดีบุกของหลวงใช้ยากเข้า ก็ใช้ปี้เป็นเครื่องแลกแพร่หลายห่างบ่อน
เบี้ยออกไปทุกที เพราะคนเชื่อว่าอาจจะเอาไปซื้อเป็นเงินเมื่อใดก็ได้ ฝ่ายนายบ่อนเบี้ยจำหน่ายปี้ได้เงินมากขึ้นเห็นได้เปรียบก็คิดสั่งปี้กระเบื้องจากจีนเข้ามาเพิ่มเติมทำเป็นรูปและราคาต่างๆ ให้คนชอบตั้งแต่อันละโสฬศ คนละอัฐ อันละไพ สองไพ จนถึงอันละเฟื้องสลึงสองสลึงเป็นอย่างสูงมีทุกบ่อนไป ก็แต่ลักษณะอากรบ่อนเบี้ยนั้น ต้องว่าประมูลกันใหม่ทุกปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสิ้นปีลง นายอากรคนใหม่ไม่ได้ทำอากรต่อไปก็กำหนดเวลาให้คนไปเอาปี้บ่อนของตนเองมาแลกเงินคืนภายใน 15 วัน พ้นกำหนดไปไม่ยอมรับการเอาอันนี้ก็กลายเป็นทางที่เกิดกำไรเพิ่มผลประโยชน์แก่นายอากรบ่อนเบี้ยอีกทางหนึ่ง ฝ่ายราษฎรถึงเสียเปรียบก็มิสู้รู้สึกเดือดร้อนด้วยได้ใช้ปี้เป็นครั้งแลกกันในการซื้อขายแทนเหรียญทองแดงและดีบุกซึ่งหายากก็ไม่มีใครร้องทุกข์เป็นเช่นนี้มาจนปีจอ พ.ศ.2417 รัฐบาลจึงต้องประกาศห้ามมิให้นายบ่อนเบี้ยทำปี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในเวลานั้นเหรียญทองแดงซึ่งสั่งให้ทำในยุโรปยังไม่สำเร็จต้องออกธนบัตรราคาใบละอัฐ 1 ให้ใช้กันในท้องตลาดอยู่คราวหนึ่งจนถึงปีชวด พ.ศ.2419 จึงได้จำหน่ายเหรียญทองแดงประจำรัชกาลที่ 5 ให้ใช้กันในบ้านเมืองทำเป็น 4 ขนาดคือ ซีก เซี่ยว อัฐ และ โสฬศ มีตราพระจุลมงกุฎอยู่บนอักษรพระนาม &amp;nbsp;จ.ป.ร. ด้าน 1 อักษรบอกราคาด้าน 1 เหมือนกันหมดทุกขนาดเรื่องเงินตราก็เป็นอันยุติเรียบร้อย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านต่อตอน 2 สัปดาห์หน้า
--------------
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ้างอิง: พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 กรมศิลปากร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29654</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเปลี่ยนแปลงเงินตราในกรุงรัตนโกสินทร์, กาลครั้งหนึ่ง, เรื่องเงินตรา, เหตุการณ์ซึ่งต้องระงับเมื่อแรกขึ้นรัชกาลที่ 5</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190221/image_big_5c6eac9b1fb26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
