<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะมีเสียว!ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา&#039;วัดถ้ำพระโพธิสัตว์&#039;ฟ้องออกใบอนุญาตทำเหมืองแร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.2563 - &amp;nbsp;ในวันพุธนี้ เวลา 10.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ส.3/2560ณ ห้องพิจารณาคดี 7 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ในคดีระหว่างวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ (ผู้ฟ้องคดี) กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 4 คน อนุมัติหรือออกใบอนุญาตประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ภายในรัศมี 2,000 เมตร อันอาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้น รวมถึงถ้ำพระโพธิสัตว์ซึ่งได้รับขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน อันเป็นการขัดต่อกฎหมายและระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2535
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79045</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำพิพากษา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, วัดถ้ำพระโพธิสัตว์, ศาลปกครองกลาง, สระบุรี, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e1c513b8ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2020 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2020 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดเมืองแต่ไม่ปิดเหมือง!ชาวบ้านบุกโรงพักแจ้งเอาผิดตำรวจสภ.หัวทะเลหลังใช้อำนาจคุกคามเหตุแถลงล็อกดาวน์เหมืองแร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.63- กลุ่มชาวบ้านในนามกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ประมาณ 20 คน ได้เดินทาง ไปที่สถานีตำรวจภูธรหัวทะเล เพื่อแจ้งความเอาผิดกรณีการที่ตำรวจ สภ.หัวทะเล จำนวน 7 นาย มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ทีผ่านมา สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 63 ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ &amp;lsquo;ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง&amp;rsquo; เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอและหยุดกระบวนการพิจารณาในการอนุมัติ/อนุญาต รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมในการสำรวจและการทำเหมืองแร่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังต้องต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปหาชาวบ้านหนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ถึงทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังทำเกษตรกรรมอยู่ โดยมีตำรวจ 7 นาย เดินทางมาด้วยรถยนต์จำนวน 3 คัน ได้แก่ รถตู้ตำรวจ รถตำรวจตราโล่และรถกระบะ isuzu สีขาว ซึ่งแต่งตัวเต็มยศ 5 นาย และนอกเครื่องแบบอีก 2 นาย ซึ่ง ด.ต.ธาร พุบขุนทด และพวก ได้เข้าไปหาชาวบ้านและพยายามบังคับข่มขู่ให้ชาวบ้านไป สภ.หัวทะเล ทั้งๆ ที่ไม่มีแสดงหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ ก่อนแต่อย่างใด ทั้งยังมีการแย่งยึดโทรศัพท์จากชาวบ้านและทำการตรวจสอบคัดลอกข้อมูลจากโทรศัพท์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีการแจ้งหมายจากศาลให้ดำเนินการได้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้ชาวบ้านคนดังกล่าวเกิดความหวาดกลัวและหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยในชีวิต จนต้องฝืนใจเดินทางไปกับตำรวจทั้ง 7 นายดังกล่าว ซึ่งระหว่างการเดินทางชาวบ้านก็ไม่ทราบเลยว่าจะนำตัวตนเองไปที่ สภ.หัวทะเล จริงหรือไม่เพราะไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ จากตำรวจ จนกระทั่งมาถึง สภ.หัวทะเล ตำรวจได้นำตัวชาวบ้านไปไว้ที่ สภ. หลังเก่าโดยยังไม่ได้ทำการสอบสวนใดๆ และมีการข่มขู่ชาวบ้านว่า ถ้าไม่พาชาวบ้านคนอื่นมาสอบสวนด้วย ตนเองจะติดคุกเพียงคนเดียว ใครก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ และบังคับให้พาไปหาชาวบ้านที่ร่วมแถลงการณ์คนอื่นๆ เพิ่มเติม จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่า 2 ชั่วโมง ชาวบ้านคนดังกล่าวได้ร้องขอตำรวจให้คืนโทรศัทพ์ให้ จึงสามารถติดต่อไปทางญาติพี่น้องและสมาชิกกลุ่มฯ คนอื่นๆ ให้มาช่วยเหลือได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นในเวลาประมาณ 13.30 น. เมื่อชาวบ้านได้เดินทางไปถึง สภ.หัวทะเล ก็มีตำรวจออกมาต้อนรับและเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านเป็นอย่างดี โดยได้สอบถามว่า &amp;ldquo;ชาวบ้านมาทำอะไรกัน&amp;rdquo; โดยทางชาวบ้านได้แจ้งว่ามาแจ้งความดำเนินคดีตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีการข่มขู่คุกคามประชาชน จากนั้นชาวบ้านได้เดินเข้าไปพบ ร.ต.อ.โยธิน เดือนกลาง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนร้อยเวร สภ.หัวทะเล ในขณะนั้น เพื่อขอแจ้งความในกรณีดังกล่าวซึ่งในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังขอแจ้งความอยู่นั้น พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ สารวัตรใหญ่ สภ.หัวทะเล ได้เดินเข้ามาหาชาวบ้านและยกมือไหว้พยายามขอโทษแทนลูกน้องที่ได้กระทำการอุกอาจต่อชาวบ้านแบบนั้น และตนเองได้กำชับลูกน้องไปแล้วว่าไม่ให้กระทำการแบบนี้อีกต่อไป และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากที่ตรวจสอบดูคลิปก็ดูว่าชาวบ้านไม่มีความผิดอะไร และขอโทษแทนลูกน้องอีกครั้งด้วยที่กระทำการดังกล่าวไป และถ้าชาวบ้านต้องการอะไรหรือให้ทำอะไรก็ยอม พร้อมทั้งย้ำว่า ไม่มีใครสั่งการอยู่เบื้องหลังให้ทำแน่นอนและเป็นการทำไปตามหน้าที่ โดยตนเองจะรายงานกลับไปยังต้นสังกัดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทางชาวบ้านได้ยืนยันที่จะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้และอาจจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีกต่อชาวบ้านคนอื่นๆ จึงยืนยันที่จะขอแจ้งความเอาไว้ก่อน โดยชาวบ้านได้ยืนยันว่าการทำกิจกรรมเป็นเพียงการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกต่อโครงการสำรวจและการทำเหมืองแร่ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน และเป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมทั้งชาวบ้านคนดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวของตำรวจด้วย ซึ่งชาวบ้านที่ถูกบังคับพาตัวมาเกิดความรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล ต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งกังวลต่อความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และสูญเสียอิสรภาพจากการพาตัวมาโดยไม่รู้อะไรเลย นอกจากนี้สิ่งที่เสียหายที่สุด คือ ชื่อเสียงที่เรียกคืนมาไม่ได้ โดยการกระทำของตำรวจเปรียบเสมือนตนเองเป็นผู้ก่อการร้ายหรือทำผิดคดีอาชญากรรมร้ายแรง แต่ทว่าตนเองแค่อยากแสดงออกเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพราะเหมืองและโรงไฟฟ้ามันมีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน เรามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งได้ยืนยันจะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทาง พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ ได้พยายามเข้ามาพูดคุยขอไกล่เกลี่ยและขอให้อย่าเพิ่งแจ้งความใดๆ และกล่าวว่า อยากให้เรื่องมันจบ เพราะตนเองก็โดนตำนิมาไม่น้อย และได้กำชับลูกน้องให้แล้ว แต่ทางชาวบ้านยังคงยืนยันจะขอแจ้งความเช่นเดิม จนกระทั่ง พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ จึงสั่งให้ ร.ต.ท สุพจน์ เพียงกระโทก ตำรวจร้อยเวรรับแจ้งความให้กับชาวบ้าน โดยเวลาประมาณ 14.00 น. ร.ต.ต.ชัยมงคล นิลประทีปปรีชา หรือ ดาบใหญ่ ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อหาชาวบ้านที่มา สภ.หัวทะเล และจะขอพูดคุยกับชาวบ้านเป็นการส่วนตัว โดยพยายามสอบถามถึงแกนนำชาวบ้านและถามว่าใครเป็นคนพามาแจ้งความ และพยายามขอคุยเจรจากับชาวบ้าน โดยชาวบ้านได้กล่าวว่า เราไม่มีใครเป็นแกนนำ เราเป็นชาวบ้านที่เดือดร้อนจากเหมืองแร่โปแตชและโรงไฟฟ้า เป็นผู้ได้รับผลกระทบ กลุ่มคือประชาชนทุกคน โดยตลอดเวลาที่ชาวบ้านกำลังให้การกับพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ได้พยายามเข้ามาขอโทษและขอไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านอยู่ตลอด แต่ชาวบ้านก็ยังคงยืนยันคำเดิมที่จะไม่ไกล่เกลี่ยเพราะสิ่งที่ทำมันเกินกว่าเหตุและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีตำรวจนายหนึ่งโทรศัพท์หาชาวบ้านสมาชิกกลุ่มฯ ที่ไม่ได้เดินทางมา สภ.หัวทะเล ด้วย และพยายามกล่าวว่า อยากจะขอไกล่เกลี่ยกับทางชาวบ้าน เพราะไม่อยากให้มันเป็นคดีความ โดยชาวบ้านได้ยืนยันว่า การมาแจ้งความในครั้งนี้เป็นมติของกลุ่มฯ เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่มีการข่มขู่คุกคามประชาชน เวลาประมาณ 16.00 น. ชาวบ้านที่เดินทางมาติดตามสถานการณ์ด้วย ได้พยายามเข้าไปสอบถามการแจ้งความและการลงบันทึกประจำวันดังกล่าวกับทางตำรวจ เพราะเวลาได้ล่วงเลยไปมากแล้ว และเกิดความสงสัยกันว่า ทำไมการดำเนินการถึงล่าช้าขนาดนี้ เหมือนเป็นการถ่วงเวลาให้ใช้เวลานานกว่าปกติเกินไป จนกระทั่งเวลา 17.12 น. ตำรวจร้อยเวรได้ทำบันทึกคำให้การผู้กล่าวหาแล้วเสร็จ และได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยทางชาวบ้านได้ขอบันทึกประจำวันที่ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่ทาง ร.ต.ท สุพจน์ เพียงกระโทก ได้อ้างว่า ไม่สามารถให้ได้ โดยได้มีการโต้เถียงกันกับชาวบ้านเล็กน้อย ซึ่งชาวบ้านกล่าวว่า บันทึกประจำวันสามารถให้ได้ เป็นระเบียบตำรวจที่ต้องให้ และเมื่อวานนี้ที่ชาวบ้านได้มาลงบันทึกประจำวันก็ได้รับเอกสารบันทึกประจำวันด้วยเหมือนกัน ไม่เห็นว่าจะให้ไม่ได้แต่อย่างใด และเวลาประมาณ 17.50 น. ชาวบ้านจึงได้รับเอกสารบันทึกประจำวันจากทางตำรวจร้อยเวร ซึ่งหลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้เดินทางกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภายหลังสถานการณ์ดังกล่าวพรรคสามัญชน ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด -19 โดยระบุว่า การให้สัมปทานเหมืองแร่ถือว่าเป็นการพัฒนาอย่างหนึ่ง ที่คุณค่าหลักของมันในยุคสมัยนี้ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น รัฐและบริษัทต้องทบทวนอยู่เสมอว่าการพัฒนาใด ๆ ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็สมควรที่จะต้องชะลอ ยุติไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปรกติเพื่อทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เพื่อสร้างสมดุลในการพัฒนา ไม่ใช่เอาเปรียบประชาชนมากเกินไปด้วยการให้ประชาชนหยุดการเคลื่อนไหวแต่ไม่บอกให้ตัวรัฐเองและบริษัทหยุดการพัฒนาใด ๆ เอาไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้นเอง สิ่งที่พี่น้องประชาชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์กระทำจึงเป็นสิทธิและเสรีภาพโดยชอบธรรม เพื่อจะเตือนสติรัฐ ให้เป็นรัฐที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาบ้านเมืองร่วมกัน แต่สิ่งที่ กอ.รมน.จังหวัดชัยภูมิและเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.หัวทะเล กระทำ กลับเป็นการใช้อำนาจแบบโง่ ๆ ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด -19 จึงขอประณามการกระทำของ กอ.รมน. จังหวัดชัยภูมิ และตำรวจ สภ.หัวทะเล ภายใต้รัฐบาลประยุทธ ที่ทำการข่มขู่คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวรณรงค์ &amp;#39;ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง&amp;#39;ที่การใช้อำนาจอันล้นเกินในลักษณะเดียวกันเช่นนี้เองจึงทำให้ตัวเลขผู้อดอยากทุกข์ยากเพิ่มขึ้น สวนทางตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสจากโควิด -19 ที่ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ อาทิ&amp;nbsp; กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กรณีเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย, กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กรณีการทำเหมืองหินปูน จ.หนองบัวลำภู, กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองหินทราย จ.มุกดาหาร, กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส กรณีขุดเจาะสำรวจแร่โพแทชตามอาชญาบัตรพิเศษเพื่อขอสำรวจแร่โพแทช จ.สกลนคร, กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ กรณีการทำเหมืองแร่โปแตชและขออนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่ออุตสาหกรรมแร่โพแทช จ.ชัยภูมิ และกลุ่มรักษ์บ้านแหง กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหิน จ.ลำปาง&amp;nbsp; ได้รณรงค์ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อให้ล็อคดาวน์เหมืองแร่และเรียกร้องให้หยุดสัมปทานเหมือง ในแคมเปญรณรงค์ &amp;#39;ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง&amp;#39; ตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.ทีผ่านมาโดยมีกลุ่มชาวบ้านแต่ละพื้นที่ร่วมกันแถลงการณ์ดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64947</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยภูมิ, พรก.ฉุกเฉิน, ล็อกดาวน์, สภ.หัวทะเล, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eae7e9b842eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจียันต่ออายุทำเหมืองสระบุรีตามกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอสซีจีแจงกรณี ครม. ผ่อนผันใช้พื้นที่ประทานบัตรทำเหมืองแร่ในสระบุรี ยันทำตามกฎหมายเคร่งครัด เป็นไปตามขั้นตอนปกติเช่นเดียวกับผู้ประกอบการทุกราย ระบุทำเหมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรับฟังความเห็นชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;11 มี.ค. 2562 - นายชนะ ภูมี รองประธานผู้จัดการธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมามีมติผ่อนผันให้เอสซีจีเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่จ.สระบุรี เพื่อทำเหมืองแร่หินปูน ว่าบริษัทได้ขออนุญาตตามขั้นตอนและข้อกำหนดของทางราชการอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับผู้ประกอบการทุกราย โดยทำตามกฎหมายควบคุม 2 ฉบับ คือ ประทานบัตรเหมืองแร่ จากกระทรวงอุตสาหกรรม มีอายุสูงสุด 25 ปี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2554 &amp;ndash; 2579 ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แร่ พ.ศ.2510 ซึ่งถือเป็นประทานบัตรตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่อีกฉบับ คือ หนังสือขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่จากกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอายุไม่เกิน 10 ปี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2544-2554 บริษัทฯ จึงได้ขอต่ออายุหนังสือดังกล่าวต่อกรมป่าไม้ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขออนุญาตอย่างถูกต้องครบถ้วน และได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายหลังการทำเหมืองแร่ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพและปริมาณสำรองที่สามารถทำเหมืองได้ ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมีความเห็นให้บริษัทฯ ได้รับการพิจารณาผ่อนผันให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งเอสซีจีมีเจตนารมณ์สูงสุดในการทำเหมืองที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบเหมือง ที่สามารถป้องกันและลดผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านฝุ่นและเสียง และยังฟื้นฟูพื้นที่ให้ยังคงทัศนียภาพของภูเขาเดิม ควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลให้เกิดความสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า และส่งเสริมชุมชนให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31053</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนะ ภูมี, สระบุรี, สิ่งแวดล้อม, เหมืองแร่, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c862c13e40fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจีแจงต่ออายุทำเหมืองสระบุรีตามกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เอสซีจีแจงกรณี ครม. ผ่อนผันใช้พื้นที่ประทานบัตรทำเหมืองแร่ในสระบุรี ยันทำตามกฎหมายเคร่งครัด เป็นไปตามขั้นตอนปกติเช่นเดียวกับผู้ประกอบการทุกราย ระบุทำเหมืองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรับฟังความเห็นชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;11 มี.ค. 2562 - นายชนะ ภูมี รองประธานผู้จัดการธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมามีมติผ่อนผันให้เอสซีจีเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่จ.สระบุรี เพื่อทำเหมืองแร่หินปูน ว่าบริษัทได้ขออนุญาตตามขั้นตอนและข้อกำหนดของทางราชการอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับผู้ประกอบการทุกราย โดยทำตามกฎหมายควบคุม 2 ฉบับ คือ ประทานบัตรเหมืองแร่ จากกระทรวงอุตสาหกรรม มีอายุสูงสุด 25 ปี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2554 &amp;ndash; 2579 ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แร่ พ.ศ.2510 ซึ่งถือเป็นประทานบัตรตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่อีกฉบับ คือ หนังสือขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่จากกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอายุไม่เกิน 10 ปี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2544-2554 บริษัทฯ จึงได้ขอต่ออายุหนังสือดังกล่าวต่อกรมป่าไม้ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขออนุญาตอย่างถูกต้องครบถ้วน และได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายหลังการทำเหมืองแร่ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว และพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพและปริมาณสำรองที่สามารถทำเหมืองได้ ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมีความเห็นให้บริษัทฯ ได้รับการพิจารณาผ่อนผันให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งเอสซีจีมีเจตนารมณ์สูงสุดในการทำเหมืองที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบเหมือง ที่สามารถป้องกันและลดผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านฝุ่นและเสียง และยังฟื้นฟูพื้นที่ให้ยังคงทัศนียภาพของภูเขาเดิม ควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลให้เกิดความสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า และส่งเสริมชุมชนให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31052</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนะ ภูมี, สระบุรี, สิ่งแวดล้อม, เหมืองแร่, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>เอสซีจีแจงต่ออายุทำเหมืองสระบุรีตามกฎหมาย</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2019 10:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2019 10:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขู่ร้องศาลปค. ค้านอนุมัติทำเหมืองในป่าทับกวาง-มวกเหล็ก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค. 62 - นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เรื่อง &amp;quot;คัดค้านมติอัปยศอนุมัติทำเหมืองในป่าสงวนทับกวาง-มวกเหล็ก&amp;quot; ระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติผ่อนผันให้บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ จำนวน 15 แปลง ในท้องที่ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก และตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี รวมเนื้อที่ 3,223 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา (พื้นที่ประทานบัตร 15 แปลง มีเนื้อที่รวม 3,311 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีในอดีตเมื่อ 12 ตุลาคม 2519 เคยกำหนดห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นที่ป่าไม้เป็นรูปแบบอื่นอย่างเด็ดขาดทุกกรณี ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ ลำธาร ยกเว้นจะผ่อนผันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น การก่อสร้างเส้นทางเพื่อความมั่นคงเท่านั้น ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2532 ซึ่งเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย และระบุด้วยว่าไปจะไม่อนุมัติให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานใดใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ อีกไม่ว่ากรณีใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
แต่การที่คณะรัฐมนตรีถืออำนาจบาตรใหญ่อนุมัติพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติไปให้กับกลุ่มทุนบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันไปกว่า 3 พันไร่ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 นี้นั้น จะให้ประชาชนแปรความหมายการอนุมัติเรื่องนี้ไว้เช่นใด ทั้งๆ ที่ในอดีตหากจะมีการขอผ่อนผันก็จะอนุญาตให้ไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น แต่ครั้งนี้กลับประเคนให้ถึง 18 ปีอย่างง่ายดาย แต่เวลาชาวบ้านเข้าป่าไปเก็บเห็ด เก็บผักหวานในพื้นที่ป่าบ้าง กลับต้องถูกจับขังคุก ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของใครกันแน่ และที่สำคัญการใช้อำนาจดังกล่าวส่อที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 53 มาตรา 57 และมาตรา 63 ประกอบ มาตรา 17 วรรคสี่ ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2559 ที่กําหนดให้การทําเหมืองต้องไม่ใช่พื้นที่ที่มีกฎหมายห้ามการเข้าใช้ประโยชน์ พื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ หรือพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับน้ำซึมโดยเด็ดขาด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
กรณีดังกล่าวสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจึงขอเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีขอให้ทบทวนมติอัปยศดังกล่าวเสีย หากยังมีจิตสำนึกของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง หาไม่เช่นนั้นแล้วสมาคมฯ และชาวบ้านจำเป็นต้องหันไปพึงบารมีของศาลปกครองต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30619</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ป่าสงวนทับกวาง-มวกเหล็ก, ศรีสุวรรณ, ศาลปกครอง, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190224/image_big_5c72abda61880.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 21:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 21:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่าไม้มุกดาหาร ตะเพิดชาวบ้าน!ประเคนที่นายทุนเหมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จี้ผู้ว่าฯมุกดาหาร สอบพฤติกรรมหน่วยป้องกันรักษาป่าคำป่าหลาย &amp;nbsp;ไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ส่อเอื้อประโยชน์นายทุนเหมือง หลังหลอกชาวบ้านเซ็นต์ชื่อจนเสียสิทธิ์ครอบครอง &amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย บี้รัฐตรวจสอบพิรุธไฟเขียวอนุญาตสัมปทานผิดกม.แร่ เหตุประเคนที่หวงห้ามป่าสงวนแหล่งต้นน้ำซับให้เอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ส.ค.61-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอให้ตรวจสอบ พฤติกรรมเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1( คำป่าหลาย ) โดยระบุว่า&amp;nbsp;กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายได้ติดตามโครงการเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรม ในท้องที่ หมู่ 6&amp;nbsp;บ้านนาคำน้อย ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการขอประทานบัตรและจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่ประชาชนในพื้นที่ถูกกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1&amp;nbsp;(คำป่าหลาย) ใช้คำสั่งคุมคามและพยายามจับกุมประชาชนที่อยู่ระหว่างเขตรอยต่อป่าสงวนแห่งชาติดงหมู แปลง 2&amp;nbsp;ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบแนวเขตและพิสูจน์สิทธิ์การครอบครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย มีข้อเรียกร้องดังนี้1.ขอให้ตรวจสอบหนังสือคำสั่งระเบียบปฏิบัติและข้อกฎหมาย การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ มห. 1 ( คำป่าหลาย ) ว่าได้ทำสอดคล้องกับนโยบายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกต้องหรือไม่อย่างไร 2.การอนุมัติอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงหมู แปลง &amp;nbsp;ซึ่งยังเป็นพื้นที่ป่าและแหล่งต้นน้ำซับซึม ให้แก่บริษัทเอกชนเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรมนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ในการอนุมัติอนุญาตตามคำสั่งระเบียบ และข้อกฎหมายถูกต้องหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทฯ ผู้ได้รับสัมปทานหลอกลวงประชาชน ให้เซ็นต์ลงนามรายชื่อโดยไม่แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงแก่ชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านเสียสิทธิ์เสียโอกาสในที่ทำกิน การกระทำดังกล่าวได้กระทำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร 4.ขอให้ตั้งกรรมการตรวจสอบวินัยและพฤติกรรมที่ทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ ที่ มห.1 (คำป่าหลาย) การกระทำดังกล่าวได้กระทำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไรหากได้ผลเป็นประการใดขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมายังที่อยู่ที่ปรากฏบนหนังสือฉบับนี้ ภายใน 15 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ชาวบ้านหมู่ที่ 1, 5, 6, และ 13 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยนายไส ชัยบัน อดีตกำนันตำบลคำป่าหลาย พร้อมด้วยตัวแทนหมู่บ้าน กว่า 50 คน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร คัดค้านการสัมปทาน โครงการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนอดหินทราย เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โดยมี บริษัท ทรี มาเธอร์ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ขอสัมปทาน เมื่อปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และค่าใช้จ่ายในการทำประชามติการขอประทานบัตร พ.ศ.2561 ลงใน ราชกิจจานุเบกษา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2561 เป็นต้นไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16102</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายแร่, จังหวัดมุกดาหาร, ชาวบ้าน, นายทุน, ป่าไม้, สัมปทาน, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b80106b74f93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2018 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2018 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครองสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทำเหมืองแร่หินจ.หนองบัวลำภู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค. 61 - ศาลปกครองอุดรธานีมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ &amp;nbsp;ส.9/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ส.5/2555 ระหว่าง นายหนูชาย พลซา ที่ 1 &amp;nbsp;กับพวกรวม 78 คน &amp;nbsp;(ผู้ฟ้องคดี) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 1 (อธิบกรมป่าไม้) และที่ 3 (ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู) ร่วมกันพิจารณาออกหนังสืออนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (นายธีรสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ) เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง ในท้องที่ตำบลดงมะไฟ อำสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) และที่ 5๕ (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) ร่วมกันพิจารณาต่ออายุประทานบัตรให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ทำเหมืองแร่ในพื้นที่ดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสืออนุญาตและคำสั่งต่ออายุประทานบัตรดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และที่ 5 ดำเนินการทบทวนแก้ไขรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และดำเนินการให้ข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลในการต่ออายุประทานบัตร และเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึงก่อนการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงที่ไม่เห็นด้วยกับการขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะไฟยังไม่ได้มีการประชุมเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบในเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อทำเหมืองแร่ตามข้อ 6 (5) ของระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีหนังสืออนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง ในท้องที่ตำบลดงมะไฟ อำสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามข้อ 27(4) ของระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับคำขอประทานบัตร การออกประทานบัตร การต่ออายุประทานบัตร และการโอนประทานบัตร พ.ศ. 2547 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีคำสั่งต่ออายุประทานบัตรให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน จึงพิพากษาเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง ในท้องที่ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน และเพิกถอนคำสั่งต่ออายุประทานบัตรในพื้นที่ดังกล่าว และเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งต่ออายุประทานบัตรแล้ว หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ยังประสงค์จะขอต่ออายุประทานบัตรดังกล่าว จะต้องยื่นคำขออนุญาตตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ซึ่งกฎหมายก็ได้บัญญัติให้ต้องดำเนินการให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องมีคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีในเรื่องนี้อีก.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5002</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลปกครองอุดรธานี, เหมืองแร่, เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180314/image_big_5aa90044e4bcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
