<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 07:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 07:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กองทัพเรือ&#039; นำ ฮ.ลำเลียงถุงน้ำดับเพลิงไฟป่าพรุบาเจาะ &#039;ผู้ว่าฯนราธิวาส&#039; ชี้เหตุปชช.ลอบเผาหาของป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ไฟไหม้บริเวณป่าพรุบาเจาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าในเขตนิคมสหกรณ์บาเจาะ ต.ลุโบะบือซา อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ล่าสุดไฟไหม้ลุกลามพื้นที่ป่าเสียหาย 2,120 ไร่&amp;nbsp;โดยภาพรวมไฟยังคงคุกรุ่นขยายพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงใช้เครื่องสูบน้ำระยะไกลจำนวน 2 เครื่อง ส่งน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 20% ในเขตนิคมสหกรณ์บาเจาะซึ่งมีพื้นที่ 5,000 ไร่&amp;nbsp;ขณะที่ทุกภาคส่วนได้ระดมเครื่องมืออาสาสมัครในพื้นที่และสรรพกำลังในการดับไฟป่าเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามขยายพื้นที่เป็นวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภารกิจตลอดวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา กองทัพเรือ หมวดบินเฉพาะกิจภาคใต้ ได้นำเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 2 (&amp;nbsp;Bell-212) ประกอบ&amp;nbsp;bambi buket&amp;nbsp;โดยการใช้ถุงน้ำดับเพลิงเข้าทำการปฏิบัติภารกิจทิ้งน้ำดับไฟป่าในพื้นที่หัวไฟจำนวน 5 ครั้ง&amp;nbsp;และยังคงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง จนกว่าไฟไหม้ป่าพรุจะสงบลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ภาพรวมของป่าพรุในเขตนิคมสหกรณ์บาเจาะ มีพื้นที่กว่า 8 หมื่นไร่ โดยกันไว้เป็นป่าไม้ส่วนกลางประมาณ 20% ที่ผ่านมามีการกั้นลำคลองไว้เพื่อไม่ให้มีประชาชนได้เข้าไปบุกรุกในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยที่ผ่านมามีประชาชนลักลอบเข้าไปในป่า เช่น การหาผึ้งหรือตัวต่อ โดยใช้ไฟเป็นเครี่องมือ ซึ่งเหตุนี้จึงก่อให้เกิดเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ป่าพรุอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกรัฐ กล่าวว่า การเกิดไฟไหม้ป่าพรุนั้นสามารถเกิดได้ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง และยังสามารถลงลึกไปถึงตะกอนที่ทับถมในพื้นที่พรุ&amp;nbsp;ส่งผลให้การดับไฟพรุค่อนข้างยากพอสมควร ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก และจะต้องเติมน้ำลงไปดับไฟป่ากว่า 5,000 ล้านลิตร เพื่อดับไฟป่า&amp;nbsp;ขณะที่ทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกันเติมน้ำพร้อมทั้งผนึกกำลังทุกภาคส่วนในการช่วยกันดับไฟป่า ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งได้แบ่งชุดปฏิบัติการออกเป็น 5 ชุด โดยทำการขุดแนวกันไฟ เพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง โดยได้มีการวางแผนการทำงาน พร้อมทั้งระดมหาวิธีการแก้ไขปัญหาดับไฟพรุ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯนราธิวาส กล่าวเพิ่มเติมถึงการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่าในระหว่างวันที่ 28 พ.ค. -1 มิ.ย.นี้ จะมีฝนตกลงมาในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก&amp;nbsp; รวมถึงในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ก็อาจจะสามารถชะลอการลุกลามของไฟไหม้ป่าพรุได้มากยิ่งขึ้น เพื่อสงวนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้มากที่สุด รวมถึงป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปในพื้นที่การเกษตรของประชาชนในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67139</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาชาดจังหวัดนราธิวาส, ป่าพรุบาเจาะ, เขตนิคมสหกรณ์บาเจาะ, เอกรัฐ หลีเส็น, ไฟไหม้ป่าพรุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200528/image_big_5ecf020a99170.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นราธิวาสเปิดรพ.สนาม &#039;ผวจ.&#039; แถลงแจง 1 รายสังเวยโควิด 19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.63 - &amp;nbsp;ที่ศูนย์ EOC ณ.ห้องพระบารมี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส &amp;nbsp; นายเอกรัฐ หลีเส็น &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยนายบุญช่วย หอมยามเย็น ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายแพทย์วิเศษ สิรินทรโสภณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส &amp;nbsp;และนายแพทย์อินทร์ &amp;nbsp;จันแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก &amp;nbsp;ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัส (COVID-19) จังหวัดนราธิวาส ครั้งที่ 3&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกรัฐ &amp;nbsp;กล่าวว่า ในส่วนจังหวัดนราธิวาส พบผู้ป่วยยืนยัน &amp;nbsp; 8 ราย เสียชีวิต 1 ราย กลับบ้านแล้ว 2 ราย และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 5 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยรวมถึงผู้สัมผัสผู้ป่วยที่ไปร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 7 ราย เป็นผู้ป่วยที่ไปร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย 1 ราย และเป็นผู้ป่วยที่จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ 1 ราย &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยในพื้นที่ &amp;nbsp;ต.มาโมง อ.สุคิริน จำนวน 2 ราย , ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโกลก &amp;nbsp;จำนวน 3 ราย , ต.แว้ง อ.แว้ง จำนวน 1 ราย ,ต.รือเสาะออก &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.รือเสาะ จำนวน 1 ราย &amp;nbsp;และต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จำนวน 1 ราย &amp;nbsp; โดยผู้ป่วยทั้ง 8 ราย ได้รับการดูแลตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ไม่มีอาการ กลับบ้านแล้วจำนวน ๒ ราย มีอาการเล็กน้อยและอาการดีขึ้น5 ราย และมีอาการรุนแรงและเสียชีวิต 1 ราย &amp;nbsp;ซึ่งยืนยันผู้เสียชีวิตล่าสุด เป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ 132 คนไทย ที่เดินทางไปร่วมเผยแพร่ศาสนา ดะวะห์ ณ มัสยิดศรีเปตาลิง ประเทศมาเลเซีย ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกรัฐ กล่าวต่อว่าพร้อมกันนี้เน้นย้ำในมาตรการการดำเนินการที่จังหวัดนราธิวาสกำหนด มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สื่อสารให้พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยง ได้รับทราบและเข้าใจในมาตรการต่าง ๆ ซึ่งมีการกำหนดเส้นทางเข้า-ออก การจดบันทึกการเข้า-ออก เพื่อให้ทราบว่ามาจากพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ &amp;nbsp;รวมถึงการทำความสะอาดพื้นที่พักอาศัย การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยสบู่แอลกอฮอล์ เจลหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค รวมถึงการเว้นระยะห่างกันระหว่างบุคคล ไม่น้อยกว่า 1 เมตร การตรวจตราสอดส่องในเขตพื้นที่เสี่ยงฯ ให้มีการดำเนินการตามมาตรการในการป้องกันการแพร่ของโรคติดเชื้อ และการตักเตือนให้แก้ไขหรือดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการฯ หากยังไม่ให้ความร่วมมือ หรือฝ่าฝืนมาตรการฯ จะให้มีการตรวจสอบตัวบุคคลผู้กระทำการฝ่าฝืน บันทึกเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จังหวัดประกาศแจ้งกำหนดพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส(COVID-19) &amp;nbsp; โดยห้ามผู้ใดเข้าไปหรือออกจากพื้นที่ ดังนี้ ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ, ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง,ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน ,ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก-ลก และตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้องจังหวัดนราธิวาส &amp;nbsp;กำหนด 14 &amp;nbsp;วัน ระหว่างวันที่ 26 มี.ค. -8 เม.ย. 2563 หากผู้ใดมีความจำเป็นจะต้องเข้าหรืออกจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ ที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอท้องที่ โดยใช้เส้นทางที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่กำหนด และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสร่วมรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม &amp;nbsp; ด้วยการ&amp;rdquo;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ &amp;ldquo;เพื่อร่วมฝ่าวิกฤติของแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส(COVID-19) ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จังหวัดนราธิวาสจะมีการเปิดโรงพยาบาลสนาม (Cohort Hospital) รองรับการคัดกรองผู้ปวยโรคติดเชื้อไวรัส(COVID-19) และการเตรียมรับมือเมื่อพบผู้ป่วยจำนวนมาก ณ โรงพยาบาลกัลยานิวัฒนาการุณย์ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ได้จำนวน 34 เตียง ห้องแยก 2 เตียง ผู้ปวยระดับรุนแรง จะส่งต่อเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ห้องแยก 14 เตียง และถ้ามีจำนวนมากสามารถเปิดโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก รองรับเพิ่มเติมได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) COVID-19 จังหวัดนราธิวาส เปิดบริการเปิดสายด่วน 1881 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตอบข้อสงสัย และการสื่อสารกับประชาชนให้หลายช่องทางมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์ อินทร์ จันแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ได้กล่าวถึง ประวัติการดูแลรักษาผู้ป่วยวยที่เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในจังหวัดนราธิวาส ผู้ป่วยเป็นชายไทยอายุ 49 ปี อาชีพ รับจ้าง อยู่ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหโกลก จังหวัด นราธิวาส ผู้ป่วยมีนำหนักตัว 109 กิโลกรัม มีประวัติไปทำกิจกรรมทางศาสนาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเชีย กลับเข้าประเทศ ไทยโดยรถยนต์ส่วนบุคคลเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 เริ่มมีอาการป่วย วันที่ 11 มีนาคม 2563 อาการคือ เป็นไข้หวัด และเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก เมื่อ 12 มีนาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาผลตรวจพบว่าติดเชื้อโรคไวรัสโคโรน 2019 และทำการรักษาตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข จนวันที่ 26 &amp;nbsp;มีนาคม 2563 เวลา 14.00 น.เริ่มมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้น ออกซิเจนในเลือด แพทย์ได้ใส่เครื่องช่วยหายใจ เพราะระบบหายใจล้มเหลว ที่สุดไม่สามารถยื้อและช่วยชีวิตได้ และเสียชีวิต วันที่ 27 มีนาคม 2563 เวลา 03.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนการจัดการศพทีมสุขภาพได้ดำเนินการจัดการศพตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และห่อหุ้ม ศพด้วยถุงป้องกันเชื้อ และโรงพยาบาลนำส่งศพไปสุสานเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา -ทีมแพทย์และทีมเยียวยาจิตใจทำความเข้าใจกับญาติ ซึ่งทุกคนมีความเข้าใจและปฏิบัติ แนวทางการป้องกันการติดเชื้อกระทรวงสาธารณสุข กับผู้ประกอบพิธีทางศาสนา ในการฝังศพตามประกาศจุฬาราชมนตรี &amp;nbsp;และ กันประชาชนออกห่าง ให้มาทำพิธีเท่าที่จำเป็นเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ ตามคำแนะนำของแพทย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61167</URL_LINK>
                <HASHTAG>นราธิวาส, เอกรัฐ หลีเส็น, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dfc715344d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
