<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถล่ม‘ทอน’พูดเท็จปั่นวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อนุทิน&amp;quot; อัดยับ &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ให้เอกสารเก่าโกหกประชาชน เผยแผนแม่บทตั้งแต่เดือน มิ.ย.จะฉีดวัคซีนได้เดือนละ 10 ล้านโดส และคาดว่าภายในสิ้นปีเราจะฉีดวัคซีนได้ 60 ล้านโดสหรือ 30 ล้านคน ด้านอธิบดีกรมควบคุมโรคแจงยิบนักการเมืองโกหกจะทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก WHO ยันไม่มีเหตุผลที่จะระงับฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 78 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 67 ราย ตรวจพบจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 33 ราย แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 13 ราย, ตาก 1 ราย,&amp;nbsp; อ่างทอง 1 ราย, ปทุมธานี 2 ราย, สมุทรสาคร 16 ราย จากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 34 ราย แบ่งเป็น ปทุมธานี 2 ราย, สมุทรสาคร 32 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ เข้าสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 11 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 26,757 ราย มีผู้ป่วยหายเพิ่มขึ้น 30 ราย รวมหายป่วยสะสม 26,086 ราย อยู่ระหว่างรักษา 585 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 ราย ยอดเสียชีวิตสะสม 86 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้เสียชีวิตรายใหม่ เป็นผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 56 ปี มีโรคประจำตัว เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีประวัติเดินทางและพักอาศัยในพื้นที่ระบาดของโรคในจังหวัดสมุทรสาคร ไทม์ไลน์ วันที่ 15 ก.พ. มีอาการไข้ ไอ มีเสมหะ ปวดกล้ามเนื้อ, วันที่ 19 ก.พ. เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ผลตรวจยืนยันพบเชื้อ, วันที่ 23 ก.พ. ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในเวลาต่อมาผู้ป่วยมีอาการแย่ลงเรื่อยๆ และเสียชีวิตในวันที่ 12 มี.ค. ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อ สะสม 119,607,324 ราย เสียชีวิตสะสม 2,651,654 ราย ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 116 จำนวน 26,757 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊กหลังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า บิดเบือนประเด็นวัคซีน ระบุว่า ใครโกหกประชาชน ค่ำเมื่อวานนี้ ผมได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมรับฟังการสนทนาเรื่องวัคซีนในแอปพลิเคชัน clubhouse การสนทนาจากหลายมุมมอง ทำให้ได้รับแง่คิดดีๆ เยอะ มีคำถามหลายคำถามที่ผมตอบ ชี้แจง เล่าถึงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข กว่าจะได้วัคซีนมา และวางแผนจะฉีดวัคซีนกันอย่างไร ได้แลกเปลี่ยนกับสมาชิกที่เข้ามาสนทนา เป็นการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกันได้พอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรยากาศในการสนทนา แม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็เป็นไปด้วยดี ให้เกียรติต่อกัน และพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นการเมือง ซึ่งไม่เกี่ยวกับวัคซีน แม้จะมีบางคนจะโยงไปเรื่องการเมือง ผู้จัดการสนทนาก็พยายามแนะนำ ตักเตือน ให้เข้าประเด็นวัคซีน บรรยากาศมาเสียตอนที่คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามา แล้วก็เริ่มต้นสนทนาด้วยการกล่าวว่า &amp;ldquo;คุณอนุทินต้องพูดความจริง อย่าโกหกประชาชน&amp;rdquo; แล้วก็ยกแผนงานการฉีดวัคซีนที่กรมควบคุมโรค เคยนำไปชี้แจงต่อกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ว่าแผนดังกล่าวประเทศไทยจะฉีดวัคซีน เสร็จสิ้นในปี 2566 มาเป็นหลักฐานว่า การที่ผมพูดว่าแอสตราเซเนกามีความพร้อมที่จะส่งวัคซีนให้เรา และกระทรวงสาธารณสุข พร้อมจะฉีดวัคซีนให้คนไทยได้เสร็จภายในปี 2564 เป็นเรื่องที่ผมโกหกประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมไม่รู้ว่าคุณธนาธรได้ฟังการสนทนามาก่อนหรือเปล่า จู่ๆ จึงตั้งข้อกล่าวหาว่าผมโกหกประชาชน เป็นข้อกล่าวหาที่ใหญ่มาก ผมจึงต้องสวนไปทันทีว่า &amp;ldquo;ผมไม่มีทางโกหกประชาชน ผมต้องทำงานแล้วทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไป วันนี้ผมบอกได้เลยว่าทั้ง 60 ล้านโดส จะถูกฉีดภายในสิ้นปีนี้ โดยกรมควบคุมโรคได้ไปศึกษาทุกอย่างหมดแล้ว ยืนยันว่าสามารถขยายกำลังฉีดวัคซีนแต่ละเดือนได้ 5-10 ล้านโดส ฉะนั้นเราสั่ง 60 ล้านโดส เริ่มฉีดในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ก็จะจบในสิ้นปีนี้ และหากเราจะสั่งมาให้ประชาชนในปีหน้า ก็เป็นเรื่องของปีหน้า
&amp;quot;ธนาธร&amp;quot;ใช้เอกสารเก่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คุณธนาธรใช้เอกสารเก่าของกรมควบคุมโรคมาพูดแล้วพูดอีก มากล่าวหากระทรวงสาธารณสุข โกหกประชาชนหลายครั้ง และ ส.ส.พรรคก้าวไกลก็รับเอกสารชิ้นนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดมาแล้ว อธิบดีกรมควบคุมโรคเคยชี้แจงไปแล้วว่าเอกสารที่คุณธนาธรนำมาอ้าง นำมาเป็นหลักฐานนั้น เป็นแผนงานเก่าที่ทำกันตั้งแต่เรายังไม่ได้สั่งซื้อวัคซีนได้มากเพียงพอ ซึ่งมีการปรับแผนไปหลายครั้งแล้ว ตามสถานการณ์ที่เราเข้าถึงวัคซีน และซื้อวัคซีนได้เพิ่มขึ้น ในกระทรวงสาธารณสุข ไม่มีใครใช้แผนการฉีดวัคซีนที่คุณธนาธรนำมากล่าวอ้างอีกแล้ว การทำงานเพื่อควบคุมโรค การบริหารจัดการวัคซีนโควิด ต้องปรับไปตามสถานการณ์ ถ้าไม่ติดตามข้อมูล ถ้ายึดถือข้อมูลเก่า ก็จะตามสถานการณ์ไม่ทัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แผนงานการฉีดวัคซีนฉบับปัจจุบันที่กระทรวงสาธารณสุขทำและใช้เป็นแผนแม่บทคือ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เราจะฉีดวัคซีนได้เดือนละ 10 ล้านโดส และคาดว่าภายในสิ้นปีเราจะฉีดวัคซีนได้ 60 ล้านโดส หรือ 30 ล้านคน ตามเป้าหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข แถลงหลายครั้งแล้ว การสนทนาในเวทีสาธารณะ ไม่ว่าจะต้องการผลทางการเมือง หรือสร้างความนิยมส่วนตัวก็ตาม ควรจะต้องเคารพทุกคนที่กำลังสนทนา และฟังการสนทนาด้วย และไม่ใช่จะกล่าวหาใคร ด้วยข้อมูลเก่า ข้อมูลเท็จ โดยไม่รับผิดชอบก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมไม่อยากโต้เถียงกับใคร ให้บรรยากาศในห้องสนทนา ที่ผู้จัดการสนทนาเปิดเวทีขึ้นมาเพื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวัคซีนต้องเสียไป ผมจึงเลือกที่จะออกจากห้องสนทนามาเพื่อไม่ให้ หัวข้อสนทนาต้องเปลี่ยนเป็นวัคซีนการเมือง แม้จะเสียมารยาทที่ออกมาโดยไม่ได้ร่ำลา แต่ก็ดีกว่าเสียมารยาทที่ทำให้ผู้อื่น ต้องทนฟังสิ่งที่เป็นความเท็จ และเสียโอกาสที่จะได้รับฟังการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ผมยืนยันว่าผมไม่ได้โกหกประชาชน และไม่เคยใช้วัคซีน เป็นประเด็นการเมืองเรื่องวัคซีน มีหนึ่งคนที่เคยถูกจับได้ว่าโกหกประชาชน คือคนที่พูดเรื่องวัคซีนพระราชทาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่าประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของซิโนแวคไปตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-12 มี.ค. ดำเนินการฉีดไปแล้วกว่า 44,409 คน ยังไม่มีรายงานข้างเคียงรุนแรงแต่อย่างใด และทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ ส่วนกรณีที่มีการชะลอฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกา เนื่องจากพบว่ามีผู้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังรับวัคซีนที่ยุโรป ทำให้หลายประเทศชะลอการฉีดวัคซีนดังกล่าว รวมถึงประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้นว่าอาการลิ่มเลือดอุดตันนั้นไม่น่าจะเกิดจากวัคซีน ดังนั้นขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังรวบรวมข้อมูลและดูข้อมูลอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสรุปข้อมูลได้ในช่วงสัปดาห์หน้า หากไม่มีอะไรก็จะเริ่มฉีดวัคซีนตามแผนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า กรณีมีบางคนได้นำข้อมูลที่บอกว่าควบคุมโรคได้เสนอข้อมูลต่อกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อปลายปี 2563 ว่าจะมีการฉีดวัคซีนครบถ้วนในปี 2566 นั้น ขอชี้แจงว่า ในปลายปี 2563 เป็นสถานการณ์ที่ยังไม่มีการนำวัคซีนมาใช้ การวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย ป้องกันโรคได้หรือไม่ ตอนนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนมีการวิเคราะห์ว่ากว่าวัคซีนจะมีใช้คงใช้เวลาอีกหลายปี ดังนั้นจึงมีการจัดทำแผนเตรียมการฉีดวัคซีนตามข้อมูลที่มีในขณะนั้น แต่ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้จองซื้อวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกาจำนวน 26 ล้านโดส และทำสัญญาเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2563 จึงได้ปรับแผนการฉีดวัคซีนใหม่ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราหาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นว่าแม้แต่ในขณะนี้ต้น มี.ค.2564 การวิจัยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เสร็จสิ้น การใช้ขณะนี้เป็นการใช้ภายใต้สภาวะการฉุกเฉิน ดังนั้นการปรับแผนการฉีดวัคซีนจะต้องปรับเป็นระยะ ให้สอดคล้องกัน เช่น เมื่อประเทศไทยมีการระบาดที่สมุทรสาคร ปทุมธานี กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อปลายปี 2563 เราจึงจำเป็นจะต้องนำวัคซีนจากซิโนแวคเข้ามา 2 ล้านโดสอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
WHO ให้ฉีดแอสตราเซเนกาต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นการฉีดวัคซีนจะมีการปรับเปลี่ยนแผนเสมอ รวมทั้งมีการขอซื้อวัคซีนจากแอสตราฯ เพิ่มจาก 26 ล้านโดสเป็นอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส และเมื่อรวมกับของซิโนแวคเป็นทั้งหมด 63 ล้านโดส ก็ปรับแผนให้ฉีดเร็วขึ้นคือภายในปี 2564 ซึ่งขอยืนยันว่าแผนทั้งหมดนี้ผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ, ครม.และ ศบค.อยู่แล้ว และแถลงต่อประชาชนและสื่อมวลชนเสมอ ซึ่งคิดว่าส่วนใหญ่ก็ทราบดีอยู่แล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับผู้ที่ชอบอ้างว่าข้อมูลกรมควบคุมโรคนำเสนอต่อกรรมาธิการสาธารณสุขเมื่อเดือน พ.ย.2563 ว่าเราฉีดวัคซีนให้กับประชาชนล่าช้านั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ขอย้ำว่าการนำข้อมูลเก่าที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงมานำเสนอกับประชาชนจะก่อให้เกิดความสับสน และทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก การต่อสู้กับเชื้อโรคที่ยากลำบากและต้องมาต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่จริง ไม่ตรงกับสถานการณ์ ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการจงใจหรือไม่ แต่มันส่งผลกับความเชื่อมั่นลดทอนความร่วมมือของพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้คนทำงานประสบความยากลำบากในการทำงานมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า เราควรมาร่วมกันให้กำลังใจกัน แม้กระทั่งวันนี้เป็นวันหยุด แต่หลายๆ คนก็ไม่ได้หยุด ต้องลงพื้นที่ทำงาน และต้องการความร่วมมือในการต่อสู้กับเชื้อโรค ขอความกรุณารับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตรงกับความเป็นจริง ขออย่านำข้อมูลเก่ามาจงใจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทุกคน ขอให้ท่านได้ช่วยสื่อสารข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนด้วย คนทำงานจะได้ทำงานสะดวกขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงข่าวยืนยันประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) หลังหลายชาติยุโรป รวมถึงประเทศไทย ระงับการใช้งานวัคซีนชนิดนี้ชั่วคราว หลังพบผู้ได้รับวัคซีนมีอาการเลือดแข็งตัวในยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกองค์การอนามัยโลกยืนยันว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกา เป็นวัคซีนที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากวัคซีนชนิดอื่นๆ ที่กำลังใช้กันอยู่ และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องระงับวัคซีนชนิดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากองค์การอนามัยโลกแล้ว ยังมีหลายประเทศที่ยืนยันจะแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาต่อไป เช่น เยอรมนีและออสเตรเลีย ที่เชื่อมั่นในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนแอสตราเซเนกาอยู่ ขณะที่องค์การยาแห่งสหภาพยุโรปที่ระบุว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าวัคซีนของแอสตราเซเนกาจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเลือดแข็งตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บรรดาผู้นำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย และประเทศญี่ปุ่น ได้มีข้อตกลงร่วมกันที่จะจัดส่งวัคซีนสำหรับไวรัสโควิด-19 หรือโคโรนาไวรัสเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ล้านโดส ให้กับพื้นที่ส่วนมากของทวีปเอเชียในช่วงก่อนสิ้นปี 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคณะกรรมการร่วมจากกลุ่มประเทศดังกล่าว หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มควอด ซึ่งถูกก่อตั้งเมื่อปี 2550 ได้มีข้อตกลงร่วมกัน และคาดว่าวัคซีนที่จะใช้ในการจัดส่งนั้นน่าจะเป็นวัคซีนของบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ที่ผลิตจากประเทศอินเดีย โดยการฉีดวัคซีนดังกล่าวจะใช้เพียงแค่เข็มเดียวเท่านั้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ตัวแทนจากประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้มีข้อตกลงร่วมกันอย่างหนักแน่นว่าวัคซีนนั้นจะถูกมุ่งเน้นไปที่การจัดส่งไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือว่าอาเซียน ที่มีประชากรจำนวน 500 ล้านคน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กล่าวว่า ด้วยศักยภาพการผลิตของประเทศอินเดีย เทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา การสนับสนุนด้านการเงินจากทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐ และความช่วยเหลือด้านการขนส่งจากประเทศออสเตรเลีย พวกเราจึงได้มีข้อผูกมัดร่วมกันว่าจะจัดส่งวัคซีนจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาย้ำว่า วัคซีนส่วนมากจะไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก โดยบริษัทของอินเดียที่ชื่อว่า The Indian company Biological Ltd นั้น จะเป็นผู้ที่จะดำเนินการผลิตวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน หลังจากที่วัคซีนดังกล่าวนั้นได้รับการอนุมัติโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95978</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักการเมืองโกหกจะทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีกรมควบคุมโรค, เอกสารเก่า, โกหกประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210313/image_big_604c10bf5eca4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
