<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์โวค้าขายกับคู่ค้าเอฟทีเอไตรมาสแรกโต 10% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) พบว่า การค้าของไทยกับประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) มีการขยายตัวทั้งมูลค่าการค้ารวมและการส่งออก โดยการค้ารวมของไทยกับ 18 ประเทศคู่เอฟทีเอ มีมูลค่า 81,125 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งถือว่ามีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าการค้าระหว่างไทยกับตลาดโลก (การค้ารวมกับตลาดโลก เพิ่ม 6%) คิดเป็นสัดส่วน 63.5% ของการค้าของไทยทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อจำแนกรายประเทศ พบว่า การค้ารวมกับประเทศคู่เอฟทีเอส่วนใหญ่ขยายตัวเป็นที่น่าพอใจ เช่น จีน เพิ่ม 26% ญี่ปุ่น เพิ่ม 11% ออสเตรเลีย เพิ่ม 30% เกาหลีใต้ เพิ่ม 13% อินเดีย เพิ่ม 17% มาเลเซีย เพิ่ม 16% เวียดนาม เพิ่ม 14% ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 6% ลาว เพิ่ม 16% นิวซีแลนด์ เพิ่ม 12% ชิลี เพิ่ม 10% และเปรู เพิ่ม 12% เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งออกของไทยไป 18 ประเทศคู่เอฟทีเอ ไตรมาสแรกของปี 2564 มีมูลค่า 39,249 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 3% คิดเป็นสัดส่วน 61.2% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนมค.2564 และมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าการส่งออกรวมไปตลาดโลก (การส่งออกไปตลาดโลก เพิ่ม 2%) โดยกลุ่มสินค้าส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ส่งออกมูลค่า 6,911 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 10% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง เครื่องเทศและสมุนไพร ผักสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป และผลไม้กระป๋องและแปรรูป และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ส่งออกมูลค่า 30,435 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 2.7% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และวงจรไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากสถิติการค้าในช่วงไตรมาสแรก เห็นได้ว่าการค้าของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการค้าโลกและเศรษฐกิจการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญที่ขยายตัว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสินค้าไทยมีศักยภาพในการผลิตและการส่งออกสูง รวมทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาด จึงขอให้ผู้ประกอบการและภาคการผลิตของไทยใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ให้เต็มที่ นอกจากสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย แต้มต่อทางภาษีในการส่งออก และการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้ว ผู้ประกอบกยังสามารถนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบในราคาถูกลง ลดต้นทุนด้านวัตถุดิบได้อีกด้วย&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101595</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่างไว จีน-กัมพูชาใช้เวลาปีเดียวทำFTAเรียบร้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สัมพันธ์แน่นแฟ้น รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลจีนบรรลุความตกลงการค้าเสรีที่ใช้เวลาเจรจากันเพียง 1 ปี โดยจัดพิธีลงนามที่กรุงพนมเปญเมื่อวันจันทร์ มีเป้าหมายลดอัตราภาษีศุลกากรและส่งเสริมการเข้าถึงตลาดระหว่างกัมพูชากับมหาอำนาจแห่งเอเชียที่เป็นพันธมิตรสำคัญของรัฐบาลฮุน เซน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา พบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างเดินทางเยือนจีน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนและกัมพูชาเพิ่งเริ่มต้นการเจรจาทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฉบับนี้เมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นความตกลงที่ครอบคลุมหลายภาค รวมถึงการค้า, การท่องเที่ยว และการเกษตร ซึ่งทั้งสองชาติตกลงจะลดภาษีศุลกากรให้อีกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม กล่าวว่า พิธีลงนามเอฟทีเอจีน-กัมพูชาที่กรุงพนมเปญมีหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐของจีน และนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปาน สรศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา กล่าวในพิธีว่า การลงนามความตกลงฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ และเป็นหลักหมุดสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์กัมพูชา-จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวอีกว่า เอฟทีเอฉบับนี้จะทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการเข้าถึงตลาดในระดับที่สูงขึ้น, การเปิดเสรีสินค้า, บริการและการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชายังไม่มีรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับเอฟทีเอ ซึ่งรัฐมนตรีกัมพูชาหวังว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปีหน้า และ ณ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าความตกลงนี้จะทำงานอย่างไรกับความตกลงการค้าที่มีอยู่ระหว่างจีนกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งกัมพูชาเป็นสมาชิกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหา แต่ความตกลงฉบับนี้น่าจะช่วยส่งเสริมกัมพูชา ซึ่งปีที่แล้วโดนสหภาพยุโรป (อียู) ระงับสิทธิพิเศษทางการค้าเพราะความวิตกเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แล้วรื้อฟื้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากกัมพูชาโดยเฉพาะสิ่งทอและรองเท้า ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการสร้างงานในประเทศนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80260</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, ความตกลงการค้าเสรี, จีน, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f843bd54b8bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 22:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 22:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวียดนาม-อียู&#039; เซ็นความตกลงการค้าเสรี &#039;อีวีเอฟทีเอ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลเวียดนามและสหภาพยุโรป (อียู) ลงนามความตกลงการค้าเสรีอียู-เวียดนามแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นเอฟทีเอฉบับแรกที่อียูลงนามกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย กรุยทางกำจัดภาษีศุลกากรสินค้าระหว่างสองฝ่าย 99%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซซิเลีย มาล์มสตรอม กรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรป (ซ้าย), สเตฟาน ราดู โอเปอา รัฐมนตรีการค้าของโรมาเนีย (กลาง) และเจิ่น ต่วน อันห์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ลงนามความตกลงการค้าเสรีที่กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์และเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2562 กล่าวว่า พิธีลงนามความตกลงการค้าเสรีอียู-เวียดนาม (อีวีเอฟทีเอ) จัดที่กรุงฮานอยของเวียดนามวันเดียวกันนี้ แถลงการณ์ร่วมกล่าวว่า เซซิเลีย มาล์มสตรอม กรรมาธิการการค้าอียู และเจิ่น ต่วน อันห์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม เป็นตัวแทนลงนามเอฟทีเอฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหภาพยุโรปกล่าวถึงเอฟทีเอฉบับนี้ว่า เป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีความทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่อียูเคยทำกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกิดขึ้น 3 ปีครึ่งหลังจากการเจรจาสิ้นสุดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2558
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านมาล์มสตรอมกล่าวว่า ความตกลงฉบับนี้เป็นหมุดหมายสำคัญระหว่างคู่ค้าทั้งสองฝ่าย อียูต้องการสร้างความมั่นใจว่าการค้าของอียูในภูมิภาคนี้จะส่งผลในทิศทางบวก เราจึงได้วางมาตรฐานไว้สูงในความตกลงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีวีเอฟทีเอยังต้องการการรับรองจากรัฐสภายุโรป ซึ่งอาจต้องเผชิญอุปสรรคจากการคัดค้านของสมาชิกบางส่วนที่วิตกเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเวียดนามที่ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขด้านนี้ไว้ด้วย ถึงแม้ว่าความตกลงที่ถูกยกย่องว่ามีมาตรฐานสูงฉบับนี้จะครอบคลุมถึงกฎกติกาด้านสิทธิแรงงาน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพย์สินทางปัญญาแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตกลงนี้จะกำจัดภาษีศุลกากร 99% ของสินค้านำเข้าระหว่างสองฝ่าย ถึงแม้ว่าสินค้าบางประเภทกำหนดเวลาไว้ภายในกรอบ 10 ปี และสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตร จะจำกัดด้วยโควตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้ ด้วยอานิสงส์จากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการลงทุนจากต่างประเทศ ได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีแล้วประมาณ 12 ฉบับ ซึ่งรวมถึงความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนามคาดหวังว่า อีวีเอฟทีเอจะส่งเสริมให้สินค้าส่งออกของเวียดนาม ไม่ว่าสิ่งทอ, รองเท้า, สมาร์ทโฟน และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เข้าถึงตลาดอียูได้มากขึ้น ส่วนอียูก็คาดว่า อียูจะเข้าถึงตลาดที่มีประชากร 95 ล้านคนแห่งนี้ได้มากขึ้น ซึ่งรวมทั้งในภาคบริการและการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ เช่น ภาคการไปรษณีย์, การธนาคาร และการเดินเรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อียูเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อันดับ 2 ของเวียดนาม รองจากสหรัฐ ข้อมูลของทางการเวียดนามเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว เวียดนามส่งออกสินค้าและบริการไปอียูมูลค่า 42,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากอียูนั้นอยู่ที่ 13,800 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเวียดนามกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า อีวีเอฟทีเอจะกระตุ้นการส่งออกของอียูมายังเวียดนาม 15.28% ส่วนสินค้าของเวียดนามจะส่งออกไปอียูเพิ่มขึ้น 20.0% ภายในปี 2564 นอกจากนี้ ความตกลงฉบับนี้จะส่งเสริมผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของเวียดนามเพิ่งขึ้นปีละ 2.18%-3.25% ภายในปี 2566 และเพิ่มขึ้นปีละ 4.57%-5.30% ระหว่างปี 2567-2571&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว อียูก็เพิ่งลงนามความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเมร์โกซูร์ของอเมริกาใต้ที่เคยใช้เวลาเจรจากันมานานหลายทศวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในเอเชีย อียูทำความตกลงการค้าเสรีไว้แล้วกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ส่วนเอฟทีเอกับสิงคโปร์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ และอียูยังได้เปิดการเจรจากับอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39827</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความตกลงการค้าเสรี, สหภาพยุโรป, อียู, อีวีเอฟทีเอ, เวียดนาม, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18cedd4209b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 22:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 22:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมต.แคนาดาวิ่งวุ่นเจรจาเอฟทีเออาเซียน - นาฟตา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จิม คาร์ รัฐมนตรีพาณิชย์ของแคนาดา ออกเดินทางเยือนไทยและสิงคโปร์ เพื่อเจรจาสำรวจความเป็นไปได้ของการเอฟทีเอกับกลุ่มอาเซียน อีกด้านรัฐมนตรีต่างประเทศรีบเข้าร่วมเจรจากับสหรัฐและเม็กซิโก หวั่นตกขบวนนาฟตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คริสเทีย ฟรีแลนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า คำกล่าวของรัฐมนตรีแคนาดาเมื่อวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก ว่าด้วยการปรับปรุงความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) มีความสำเร็จครั้งใหญ่และทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศ คริสเทีย ฟรีแลนด์ ของแคนาดา ยกเลิกกำหนดการเยือนยุโรปกะทันหัน เพื่อกลับมาร่วมการเจรจาไตรภาคีกับสหรัฐและเม็กซิโก ที่กรุงวอชิงตันในวันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำหนดการเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของคาร์ ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคมนั้น มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้การเจรจาทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับกลุ่มอาเซียนเดินหน้า และเพื่อส่งเสริมการค้าทวิภาคีและการลงทุนกับไทย และกับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติที่น่าจะให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) โดยเร็วเช่นเดียวกับแคนาดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาร์กล่าวในแถลงการณ์ว่า การขยายเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะช่วยให้ธุรกิจที่ชาวแคนาดาเป็นเจ้าของ สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำความตกลงการค้าเสรีกับสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีสมาชิก 10 ชาตินั้น จะทำให้แคนาดาสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคจำนวนถึง 650 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลแคนาดาเริ่มเจรจากับสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อทำความตกลงเอฟทีเอกันเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ในช่วงยามที่นาฟตาทำท่าจะสะดุดลง และสหรัฐถอนตัวจากทีพีพี นอกจากอียูและอาเซียน รัฐบาลแคนาดายังเล็งจะทำเอฟทีเอกับอีกหลายประเทศในกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (เมร์โกซูร์) ที่ประกอบด้วยอาร์เจนตินา, บราซิล, ปารากวัย และอุรุกวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคนาดายังเคยบ่งบอกไว้ด้วยว่าพวกเขากำลังเจรจาความตกลงการค้ากับรัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งหากประสบความสำเร็จ จะทำให้แคนาดาเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่สามารถบรรลุความตกลงการค้าเสรีกับจีน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16385</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาฟตา, สหรัฐ, อาเซียน, เม็กซิโก, เอฟทีเอ, แคนาดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180828/image_big_5b85675e0ca8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 23:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 23:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่น-สหภาพยุโรปลงนามข้อตกลงเอฟทีเอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (อียู) ลงนามความตกลงเอฟทีเอครอบคลุมประชากร 600 ล้านคน และคิดเป็นสัดส่วนจีดีพีเกือบ 1 ใน 3 ของโลก ชี้เป็นการส่งสารชัดเจนถึงการต่อต้านลัทธิปกป้องทางการค้า สวนกระแสการกีดกันทางการค้าและสงครามการค้าของรัฐบาลทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชินโซ อาเบะ (กลาง) ลงนามความตกลง กับโดนัลด์ ทุสก์ (ซ้าย) และฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561 ว่าความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ลงนามกันที่กรุงโตเกียวในวันเดียวกันนี้ เป็นการเจรจาทำเอฟทีเอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอียู และสร้างเขตการค้าเสรีขนาดมโหฬารที่จะกำจัดภาษีศุลกากรสินค้าทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ของญี่ปุ่นไปจนถึงเนยแข็งของฝรั่งเศส สวนทางกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐที่เน้นการปกป้องทางการค้าตามหลักการ &amp;quot;อเมริกามาก่อน&amp;quot; ที่ทำให้รัฐบาลของเขาขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าหลายชนิดที่นำเข้าจากชาติพันธมิตรและศัตรูของสหรัฐอย่างทั่วหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดนัล ทุสก์ ประธานคณะมนตรียุโรป กล่าวภายหลังการลงนามว่า อียูและญี่ปุ่นกำลังส่งสารที่ชัดเจนว่าพวกเรายืนหยัดเคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิปกป้องทางการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า การลงนามเอฟทีเอนี้เป็นการออกถ้อยแถลงเกี่ยวกับการค้าเสรีและยุติธรรม และเป็นการแสดงให้เห็นว่าเมื่อพวกเราร่วมมือกัน เราจะแข็งแกร่งขึ้นและดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นกล่าวว่า เอฟทีเอฉบับนี้แสดงให้โลกเห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่เด็ดเดี่ยวของญี่ปุ่นและอียู เพื่อเป็นผู้นำโลกในการต่อสู้เพื่อการค้าเสรีในช่วงเวลาที่ลัทธิปกป้องทางการค้าแผ่ขยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการทำความตกลงฉบับนี้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยมาร์การิทิส ชีนาส โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าเป็นเอฟทีเอขนาดใหญ่ที่สุดที่อียูเจรจา ซึ่งจะสร้างเขตการค้าเสรีที่ครอบคลุมจีดีพีเกือบ 1 ใน 3 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อียูซึ่งเป็นประชาคมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมีสมาชิก 28 ประเทศ มีประชากรรวมกัน 500&amp;nbsp; ล้านคน ขณะที่ญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่า 120 ล้านคน ตามข้อตกลงนี้อียูจะเปิดตลาดรับอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่น ส่วนญี่ปุ่นจะยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรของอียู โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากโคนม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13616</URL_LINK>
                <HASHTAG>การค้าเสรี, ญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป, อียู, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180717/image_big_5b4e14d2bdd04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 22:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟิลิปปินส์-สหรัฐเริ่มเจรจา &#039;เอฟทีเอ&#039;  เดือนกันยายน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลฟิลิปปินส์และสหรัฐจะเริ่มต้นการเจรจาต่อรองเพื่อทำความตกลงการค้าเสรีในเดือนกันยายนปีนี้ โดยคาดว่าน่าจะประสบความสำเร็จแบบเดียวกับสิงคโปร์ เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการคอนโดมิเนียมตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนแออัดริมแม่น้ำในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ /&amp;nbsp; AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฮเซ มานูเอล โรมูอัลเดซ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐอเมริกัน เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 ว่าการเจรจารอบแรกจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในเดือนกันยายน&amp;nbsp; โดยคาดว่าจะเน้นในด้านแรงงาน, ทรัพย์สินทางปัญญา และการเกษตร แต่เขายอมรับว่า การเจรจาครั้งนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการเจรจาต่อรองที่จะต้องใช้เวลา ซึ่งอาจจะเป็น 1 หรือ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของฟิลิปปินส์ โดยโรมูอัลเดซเผยว่า ในปี 2559 ฟิลิปปินส์ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เขาเชื่อว่า ความตกลงการค้าเสรีกับชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 ของโลก น่าจะได้รับความเห็นชอบ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศคู่ค้าที่มีขนาดเล็กกว่ามาก หากเทียบกับคู่ค้าของสหรัฐอย่างจีนและยุโรป ที่กำลังเป็นเป้าหมายของนโยบายทางการค้า &amp;quot;อเมริกาต้องมาก่อน&amp;quot; ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อมูลของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐนั้น การค้าและการบริการแบบ 2 ทางประจำปีระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐ มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 27,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง 2 ฝ่ายเคยหารือกันเบื้องต้นมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ภายหลังทรัมป์พบกับประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ระหว่างอาเซียนซัมมิตที่กรุงมะนิลา หากการเจรจาสำเร็จ ความตกลงนี้ก็จะเป็นเอฟทีเอฉบับที่ 2 ที่รัฐบาลทรัมป์ทำกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจากสิงคโปร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันสินค้าราว 75% ที่ฟิลิปปินส์ส่งออกไปยังสหรัฐได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรอยู่แล้ว แต่ฟิลิปปินส์เข้าถึงตลาดสหรัฐมากขึ้นทั้งภาคสิ่งทอ, นาฬิกา และผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตร ซึ่งรวมถึงสาหร่ายทะเลที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของฟิลิปปินส์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13298</URL_LINK>
                <HASHTAG>การค้าเสรี, สหรัฐ-ฟิลิปปินส์, เจรจาเอฟทีเอ, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180712/image_big_5b4769638e508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FTA ส่งผลดันค้าขายไทย-เกาหลีใต้พุ่งทะลุ 20%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยการค้าไทย-เกาหลีใต้ช่วง 2 เดือน มีมูลค่า 2,290 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 20.6% เป็นการส่งออกโดยใช้สิทธิ FTAมูลค่า 468 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 87% ของมูลค่าส่งออกที่ได้รับสิทธิ แนะผู้ส่งออกเร่งใช้สิทธิ เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันให้สินค้าไทยเหนือคู่แข่ง เตรียมใช้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดึงเกาหลีลงทุนไทยเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ในช่วง 2 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 2,290.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.6% โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ 756.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากเกาหลีใต้ 1,533.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และในจำนวนนี้ เป็นการส่งออกโดยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เกาหลีใต้ มีมูลค่า 468.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 87% ของมูลค่าการส่งออกของรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 383.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 25% ของมูลค่านำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเกาหลีใต้ ได้แก่ เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ยางพารา และสินค้านำเข้าของไทยจากเกาหลีใต้ ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิ FTA ในการส่งออก เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าไทยเหนือประเทศคู่แข่ง หรือใช้สิทธิ FTA ในการนำเข้าสินค้า เพื่อให้ต้นทุนสินค้าถูกลง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ โดยตรวจสอบข้อมูลอัตราภาษีของเกาหลีใต้ได้ที่ http://tax.dtn.go.thเพื่อวางแผนในการส่งออกหรือนำเข้า และยังสามารถตรวจสอบอัตราภาษีได้ทุกข้อตกลง FTA ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ด้วย&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า เกาหลีใต้ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีงานสร้างสรรค์ นวัตกรรม โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม ด้านไอที เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง และอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งกรมฯ มีแผนที่จะใช้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจขยายความร่วมมือกับเกาหลีใต้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนเกาหลีใต้ให้เข้ามาร่วมลงทุนในไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านสินค้าและบริการของไทย และช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อตกลง FTA ไทย-เกาหลีใต้ หรือ AKFTA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 จนถึงปัจจุบันไทยได้ลดภาษีสินค้าในกลุ่มสินค้าปกติเหลือ 0% ไปแล้ว จำนวน 8,455 รายการ คิดเป็น 88% ของรายการสินค้าทั้งหมด โดยยังคงเหลือกลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่ยังไม่มีการลดภาษี จำนวน 1,155 รายการ หรือ 12% ของรายการสินค้าทั้งหมด เช่น ส่วนประกอบวิทยุ โทรทัศน์ แผ่นเหล็กรีดร้อน และส่วนประกอบยานยนต์ ขณะที่เกาหลีใต้ได้ลดภาษีสินค้าในกลุ่มสินค้าปกติเหลือ 0% แล้ว จำนวน 11,297 รายการ คิดเป็น 90.9% ของรายการสินค้าทั้งหมด และยังคงเหลือกลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่ยังไม่มีการลดภาษี จำนวน 1,130 รายการ หรือ 9.1% ของรายการสินค้าทั้งหมด เช่น ไม้อัด ข้าวโพดหวาน มันสำปะหลังแช่แข็ง และมันสำปะหลังอัดเม็ด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9090</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ค้าขาย, พาณิชย์, ส่งออก, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, เอฟทีเอ, ไทย-เกาหลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
