<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 22:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 22:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FBIใช้แอปANOMลวงอาชญากรติดกับ กวาดจับได้ทั่วโลกกว่า800ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมสะท้านโลก ตำรวจและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกจับกุมอาชญากรต้องสงสัยได้มากกว่า 800 คน ยึดของกลางได้มหาศาล จากการใช้ข้อมูลเข้ารหัสผ่านแอป ANOM ที่เอฟบีไอของสหรัฐลอบวางกับดักแก๊งอาชญากรรมทั่วโลกมานาน 18 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ สกอต มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย แถลงข่าวร่วมกับรีซ เคอร์ชอว์ ผู้บัญชาการตำรวจออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564 (Photo by Mark Evans/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คาลวิน ชิฟเวอร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐ (เอฟบีไอ) แถลงที่สำนักงานใหญ่ยูโรโพลที่เนเธอร์แลนด์เมื่อวันอังคารว่า ปฏิบัติการที่เอฟบีไอและออสเตรเลียร่วมมือกันวางกับดักอาชญากรด้วยการใช้โทรศัพท์ติดตั้งแอปพลิเคชัน ANOM ที่ลอบแจกจ่ายให้บรรดาอาชญากรทั้งหลายในมากกว่า 100 ประเทศ ทำให้ตำรวจใน 16 ประเทศสามารถจับกุมอาชญากรต้องสงสัยมากกว่า 800 คน ในออสเตรเลีย, ทวีปเอเชีย, อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจยังยึดของกลาง เช่น ยาเสพติด, อาวุธ และเงินสดได้จำนวนมาก สามารถขัดขวางการขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่หลายครั้ง หรือแม้แต่ป้องกันการฆาตกรรมได้ประมาณ 100 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอป ANOM ที่ติดตั้งในโทรศัพท์ราว 12,000 เครื่อง ที่เจ้าหน้าที่แอบส่งให้อาชญากรทั่วโลกใช้นั้น มีข้อความเข้ารหัสสำหรับให้พวกอาชญากรใช้ติดต่อสื่อสารกันด้วยความเข้าใจว่าเป็นความลับ แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของอาชญากรเหล่านี้ผ่านข้อความเหล่านี้ได้ด้วย ไม่ว่าการลับลอบค้ายาเสพติด, ฟอกเงิน หรือแม้แต่แผนฆาตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฌอง-ฟีลิป เลอคูฟ รองผู้อำนวยการยูโรโพล กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้นำไปสู่ปฏิบัติการหลายร้อยปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตั้งแต่นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย มาถึงยุโรป และสหรัฐ และได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ &amp;quot;มีการจับกุมมากกว่า 800 ราย ตรวจค้นสถานที่มากกว่า 700 แห่ง และยึดโคเคนได้มากกว่า 8 ตัน&amp;quot; เขากล่าว และว่า ตำรวจยังยึดกัญชาได้ 22 ตัน, ยาไอซ์ 2 ตัน, อาวุธปืน 250 กระบอก, รถหรู 55 คัน และเงินหลายสกุลรวมถึงเงินดิจิทัลมากกว่า 48 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตำรวจออสเตรเลียกล่าวว่า อุปกรณ์สื่อสารเข้ารหัสนี้ถูกส่งให้สายของเจ้าหน้าที่ในแก๊งมาเฟีย, กลุ่มอาชญากรเอเชีย, แก๊งค้ายา และแก๊งมอเตอร์ไซค์นอกกฎหมาย โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เอฟบีไอวางกับดักไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ สกอต มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย แถลงว่า ปฏิบัติการที่เขาเรียกว่า ปฏิบัติการไอร์ออนไซด์นี้โจมตีพวกองค์กรอาชญากรรมอย่างหนักหน่วง ไม่เฉพาะในออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงแก๊งอาชญากรรมทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นภายหลังการทำงานของตำรวจทั่วโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสามารถขัดขวางเครือข่ายโทรศัพท์เข้ารหัสขนาดใหญ่ 2 เครือข่ายที่พวกอาชญากรใช้กัน คือ Encrochat และ SkyGlobal จากนั้นเอฟบีไอก็ฉวยโอกาสที่เหล่าอาชญากรขาดเครื่องมือสื่อสารแบบเข้ารหัส จัดตั้งบริษัทบริการอุปกรณ์สื่อสารเข้ารหัสขึ้นเอง เรียกว่า ANOM เพื่อลวงให้อาชญากรในอุปกรณ์นี้ไปใช้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ANOM, ข้อความเข้ารหัส, ทลายแก๊งอาชญากร, ปฏิบัติการโทรจันชีลด์, ยูโรโพล, ออสเตรเลีย, เอฟบีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf8d159d051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 23:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 23:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นสาวกทรัมป์แฝง เอฟบีไอเช็กประวัติทหารเนชันแนลการ์ดงานสาบานตน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้บัญชาการสำนักงานเนชันแนลการ์ดยอมรับว่าหน่วยเอฟบีไอและหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐ ตรวจประวัติคัดกรองทหารเนชันแนลการ์ดทุกนาย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดน วันพุธนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 6 มกราคม มีภาพปรากฏในภายหลังว่าทหารที่ยังปฏิบัติงานหรืออดีตทหารของกองกำลังเนชันแนลการ์ดบางคนเข้าร่วมการโจมตีรัฐสภาครั้งนั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า พลเอกแดเนียล โฮแคนสัน ผู้บัญชาการสำนักเนชันแนลการ์ด ตอบคำถามของซีบีเอสนิวส์เมื่อวันอาทิตย์เรื่องทหารที่มาถึงกรุงวอชิงตันนั้นถูกตรวจสอบประวัติหรือไม่ โดยเขายอมรับว่า ทหารทุกนายที่มาปฏิบัติหน้าที่ที่เมืองหลวงล้วนถูกคัดกรองตามการประสานงานจากหน่วยสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) และหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้สภาพในกรุงวอชิงตันถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา พื้นที่ใจกลางเมืองเกือบทั้งหมดถูกปิดกั้น มีทหารเนชันแนลการ์ด 25,000 นายถูกระดมกำลังมาที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหนังสือที่ประธานเสนาธิการทหารร่วมแจ้งต่อทหารสหรัฐทุกนายกล่าวว่า เหตุการณ์จลาจลวันที่ 6 มกราคมนั้นไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และทหารต้องรวมค่านิยมและอุดมคติของประเทศชาติเข้าไว้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90264</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ, ม็อบหนุนทรัมป์, เนชันแนลการ์ด, เอฟบีไอ, โจ ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffda59a2d5ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ว.มะกันจี้เอฟบีไอสอบ &#039;เฟซแอป&#039; ภัยมั่นคงแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ส.ว.พรรคเดโมแครตเรียกร้องเอฟบีไอตรวจสอบ &amp;quot;เฟซแอป&amp;quot; ซึ่งเป็นแอปยอดนิยมคนรักเซลฟีทั่วโลกโดยเฉพาะฟีเจอร์หน้าแก่ที่กำลังฮิต เตือนแอปของรัสเซียแอปนี้อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติและเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอปพลิเคชั่น เฟซแอป บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอปพลิเคชัน &amp;quot;เฟซแอป&amp;quot; นี้กำลังเป็นแอปฟรีที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดของกูเกิลเพลย์ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคน เริ่มเปิดตัวเมื่อ 2 ปีที่แล้วและกลายเป็นแอปยอดนิยมทันที ล่าสุดมีเครื่องมือใหม่ที่เปลี่ยนแปลงใบหน้าให้แก่ขึ้น ซึ่งบรรดาศิลปินดาราคนดังมากมาย รวมถึงในสหรัฐอเมริกา เช่น นักร้องหนุ่มเดร็ก , แรปเปอร์คาร์ดี บี หรือนักบาสแชมป์เอ็นบีเอ สเตฟ เคอร์รี ก็ใช้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้พัฒนาเป็นชาวรัสเซีย มีฐานอยู่ที่เมืองสโคลโคโว เมืองศูนย์กลางไฮเทคใกล้กรุงมอสโกและมักถูกเรียกว่าซิลิคอนวัลเลย์ของรัสเซีย ที่ผ่านมาแอปนี้เคยทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตของสหรัฐมีความวิตกกังวลเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะหลังจากมีข้อสงสัยว่ารัสเซียแฮ็กฐานข้อมูลของพรรคเพื่อช่วยเหลือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันพุธ ส.ว.ชัค ชูเมอร์ ผู้นำ ส.ว.เสียงข้างน้อยของวุฒิสภาสหรัฐ แสดงความเป็นห่วงอีกครั้ง และเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค เอฟทีซี ของสหรัฐ เข้ามาตรวจสอบว่า แอปนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติและเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.นิวยอร์กพรรคเดโมแครตรายนี้กล่าวในจดหมายที่ส่งถึงเอฟบีไอว่า ที่ตั้งของผู้พัฒนาเฟซแอปอยู่ในรัสเซีย ก่อคำถามว่า บริษัทนี้จะนำข้อมูลของพลเมืองอเมริกันไปส่งมอบให้บุคคลที่สาม ซึ่งอาจรวมถึงรัฐบาลต่างชาติ อย่างไรและเมื่อใด จะเป็นปัญหาอย่างยิ่งหากข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวของพลเมืองสหรัฐถูกส่งให้มหาอำนาจต่างชาติที่เป็นศัตรูนำมาใช้โจมตีไซเบอร์ต่อสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันโพสต์รายงานด้วยว่า คณะกรรมการแห่งชาติพรรคเดโมแครตเตือนคณะทำงานหาเสียงของพรรคก่อนจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้า ให้ &amp;quot;ลบแอปนี้ทันที&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านยาโรสลาฟ กอนชารอฟ ซีอีโอของเฟซแอป บอกกับวอชิงตันโพสต์ว่า ทางการรัสเซียไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานของเฟซแอป และรูปภาพส่วนใหญ่จะถูกลบจากเซิร์ฟเวอร์ภายใน 48 ชั่วโมง แอปนี้ไม่ได้นำภาพไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41318</URL_LINK>
                <HASHTAG>FaceApp, ชัค ชูเมอร์, ภัยความมั่นคง, ส.ว.สหรัฐ, เฟซแอป, เอฟบีไอ, แอปรัสเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d30524b3bc9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2019 21:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2019 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐจับอดีตนาวิกโยธิน เอี่ยวบุกสถานทูตเกาหลีเหนือในสเปน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ตำรวจเอฟบีไอของสหรัฐจับกุมอดีตนาวิกโยธินชาวอเมริกันรายหนึ่งฐานต้องสงสัยว่าพัวพันเหตุการณ์กลุ่มคนลึกลับบุกรุกสถานทูตเกาหลีเหนือประจำสเปนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานทูตเกาหลีเหนือในกรุงมาดริดของสเปน ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อ้างแหล่งข่าว 2 รายที่คุ้นเคยกับคดีนี้ว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักสอบสวนกลางของสหรัฐ (เอฟบีไอ) จับกุมคริสโตเฟอร์ อัน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐและสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหวโค่นล้มคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่อ้างตนว่าอยู่เบื้องหลังการบุกรุกสถานทูตเกาหลีเหนือประจำกรุงมาดริดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ แล้วจับนักการทูตเกาหลีเหนือมัดและขโมยคอมพิวเตอร์ไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า กลุ่มนี้ใช้ชื่อว่า การป้องกันพลเรือนโชลลิมา (ซีซีดี) อ้างว่าก่อเหตุครั้งนี้เพื่อขับเน้นให้เห็นกิจกรรมผิดกฎหมายที่เกิดอย่างดาษดื่นภายในคณะผู้แทนทางการทูตของเกาหลีเหนือในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของวอชิงตันโพสต์กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่เอฟบีไอยังตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ของเอเดรียน ฮง ชาง พลเมืองชาวเม็กซิกันที่ทางการสเปนระบุไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่าเป็นหัวโจกนำทีมบุกสถานทูต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกของเอฟบีไอปฏิเสธจะตอบคำถามเกี่ยวกับรายงานของโพสต์ โดยโยนให้ไปสอบถามกระทรวงยุติธรรมที่เป็นต้นสังกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มซีซีดี ซึ่งเชื่อกันว่ามีสมาชิกที่เป็นชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ด้วยหลายราย กล่าวไว้ภายหลังการบุกรุกสถานทูตว่า พวกตนได้แบ่งปันข้อมูลที่อาจมีคุณค่ามหาศาลให้กับเอฟบีไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นล่วงหน้าไม่กี่่วัน ก่อนที่คิม จองอึน จะประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงฮานอยของเวียดนาม ซึ่งจบลงโดยไม่สามารถบรรลุความตกลงกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีเหนือกล่าวถึงเหตุการณ์ที่สเปนว่า เป็นการก่อการร้ายร้ายแรง และเรียกร้องให้สอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันโพสต์อ้างคำกล่าวของลี โวลอสกี ทนายความของฮง ว่าลูกความของตนท้อใจที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐตัดสินใจดำเนินการกับชาวอเมริกันโดยปฏิบัติตามคำร้องคดีอาญาของเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มซีซีดี ซึ่งเสนอให้ความช่วยเหลือผู้ที่พยายามแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อปี 2560 เมื่อพวกเขาเผยแพร่วิดีโอลูกชายของคิม จองนัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จองอึน โดยบอกว่าพวกเขาดูแลความปลอดภัยของเด็กหนุ่มคนนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงมาดริด, จับอดีตนาวิกโยธิน, สถานทูตเกาหลีเหนือ, สหรัฐ, เกาหลีเหนือ, เอฟบีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190421/image_big_5cbc7bcb3bd88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 21:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มต้าน &#039;คิม&#039; รับ บุกสถานทูตโสมแดงประจำสเปน ปล้นข้อมูลลับส่งให้เอฟบีไอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ขบวนการโค่นล้ม &amp;quot;คิม จองอึน&amp;quot; ยอมรับเมื่อวันพุธว่า พวกเขาอยู่เบื้องหลังการบุกสถานทูตเกาหลีเหนือในกรุงมาดริดเมื่อเดือนที่แล้ว และนำข้อมูลที่ได้มาซึ่งอาจมีคุณค่ามหาศาลแบ่งปันกับเอฟบีไอของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สถานทูตเกาหลีเหนือในกรุงมาดริด dailymail.com / GettyImages&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์บุกรุกสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำกรุงมาดริดของสเปนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้าที่คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจะประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ที่กรุงฮานอยของเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อของสเปนพากันคาดเดาต่างๆ นานาว่ากลุ่มใดอยู่เบื้องหลังและเกิดจากมูลเหตุจูงใจใด โดยหนังสือพิมพ์รายวันเอลปาอิสเชื่อว่า คนร้ายกลุ่มนี้อาจเกี่ยวพันกับสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ของสหรัฐ และทางการสเปนได้ขอคำชี้แจงจากซีไอเอแล้ว แต่หน่วยงานสายลับแห่งนี้ปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 27 มีนาคม องค์กรต่อต้านซึ่งใช้ชื่อว่า การป้องกันพลเรือนโชลลิมา (ซีซีดี) หรืออีกชื่อว่า &amp;quot;โชซอนเสรี&amp;quot; ประกาศว่า พวกเขาเป็นผู้ก่อเหตุครั้งนี้เพื่อหยุดยั้งกิจกรรมผิดกฎหมายที่เกิดภายในสำนักงานตัวแทนการทูตของเกาหลีเหนือในต่างประเทศ แต่พวกเขาปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ความรุนแรง ทุบตีหรือใช้อาวุธกับผู้ที่อยู่ในสถานทูตนั้น ด้วยความเคารพต่อสเปนซึ่งเป็นประเทศเจ้าบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า ชายกลุ่มนี้บุกเข้าสถานทูตและทำร้ายร่างกายลูกจ้างของสถานทูต&amp;nbsp; ก่อนจะหนีไปพร้อมกับเอกสาร โทรศัพท์ ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลสเปนระบุว่า เอเดรียน ฮอง ชาง บุคคลสัญชาติเม็กซิโกคือหัวหน้าของกลุ่มนี้ และขณะก่อเหตุ คนร้าย 2 คนได้พาตัวผู้ช่วยทูตการค้าของสถานทูตลงไปในห้องใต้ดิน และพยายามกล่อมให้เขาแปรพักตร์ แต่เขาปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซีซีดี ซึ่งเสนอให้การช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือที่ต้องการแปรพักตร์ ปรากฏเป็นข่าวเมื่อปี 2560&amp;nbsp; เมื่อพวกเขาโพสต์วิดีโอทางออนไลน์เปิดเผยว่า พวกเขาได้ให้การดูแลความปลอดภัยลูกชายของคิม&amp;nbsp; จองนัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จองอึน ซึ่งโดนป้ายสารพิษลอบสังหารที่มาเลเซีย และเมื่อเดือนที่แล้ว กลุ่มนี้ยังได้ประกาศตั้งตนเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นของเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขบวนการนี้ระบุว่าการบุกสถานทูตไม่เกี่ยวโยงกับซัมมิตที่เวียดนาม และไม่มีรัฐบาลใดเกี่ยวข้องด้วย แต่คำแถลงยอมรับว่าพวกเขาได้แบ่งปันข้อมูลที่อาจมีคุณค่ามหาศาลต่อสำนักสอบสวนกลางสหรัฐ&amp;nbsp; (เอฟบีไอ) ซึ่งตกลงเก็บข้อมูลเป็นความลับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32401</URL_LINK>
                <HASHTAG>การป้องกันพลเรือนโชลลิมา, มาดริด, สถานทูตเกาหลีเหนือ, เกาหลีเหนือ, เอฟบีไอ, โชซอนเสรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b86c06e041.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2019 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2019 20:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; โต้ข่าวปิดบังเนื้อหาคำสนทนากับ &#039;ปูติน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่ระบุว่าเขาปิดบังรายละเอียดถ้อยคำสนทนาเป็นการลับตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พร้อมตอบโต้ข่าวนิวยอร์กไทมส์ที่ว่า เอฟบีไอเคยสอบสวนว่าเขาทำงานให้รัสเซียหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จับมือกันก่อนซัมมิตที่เฮลซิงกิ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2562 กล่าวว่า ผู้นำสหรัฐตอบโต้รายงานของสื่ออเมริกันยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่งนี้ระหว่างให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีฟ็อกซ์นิวส์เมื่อคืนวันเสาร์ โดยกล่าวถึงรายงานของวอชิงตันโพสต์ว่า &amp;quot;น่าหัวเราะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวของโพสต์อ้างแหล่งข่าวหลายรายที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลชุดนี้ในอดีตและในปัจจุบัน ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ซุกซ่อนปิดบังคำสนทนาระหว่างตัวเขากับประธานาธิบดีรัสเซียหลายครั้ง โดยครั้งหนึ่งทรัมป์ถึงกับยึดบันทึกของล่ามแปลภาษาของเขา และยังสั่งห้ามล่ามคนนี้กล่าวถึงเนื้อหาจากการสนทนานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์ฉบับนี้กล่าวว่า การพบปะระหว่างทรัมป์กับปูติน 5 ครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับคำสนทนาส่วนตัวระหว่างทรัมป์กับปูตินเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ทรัมป์และปูตินได้จัดประชุมสุดยอดกันที่กรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า การสนทนาระหว่างเขากับปูตินเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม แต่เมื่อถูกตั้งคำถามว่าทำไมจึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการสนทนาซึ่งกินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในครั้งนั้น ที่ทั้งคู่ปิดห้องสนทนากันโดยมีเพียงล่ามของอีกฝ่ายอยู่ด้วยเท่านั้น ทรัมป์ก็ตอบว่า เขาจะเปิดเผย เขาไม่มีเรื่องต้องแคร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐอ้างว่า ทั้งคู่พูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ แบบที่ประธานาธิบดีทุกคนจะทำ เมื่อนั่งคุยกับประธานาธิบดีประเทศอื่นๆ เราคุยกันเรื่องอิสราเอล เรื่องการดูแลความปลอดภัยให้อิสราเอล และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เขาไม่ได้ปกปิดสิ่งใด คำกล่าวหาในรายงานข่าวชิ้นนี้น่าหัวเราะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ยังยืนกรานด้วยว่า การสอบสวนความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับทีมงานหาเสียงของเขาเมื่อปี 2559 ก็ไม่พบว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกัน ตัวเขานั้นเป็นตัวเลือกในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่ดีกว่านางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต และยังคุยว่าเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นแข็งแกร่งที่สุดในโลก นอกจากนี้เขายังโจมตีวอชิงตันโพสต์ว่าเป็นแค่ล็อบบี้ยิสต์ให้แอมะซอน ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ของเจฟฟ์ เบโซส ซึ่งก็เป็นเจ้าของโพสต์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มองประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ขณะรอถ่ายภาพหมู่ผู้นำที่การประชุมจี 20 ที่อาร์เจนตินา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังมีกรณีรายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์ที่อ้างว่า สำนักสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) เคยเปิดการสอบสวนต่อต้านข่าวกรองแบบลับๆ ว่าทรัมป์เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอฟบีไอได้เปิดการสอบสวนทางอาญาถึงความเป็นไปได้ว่า ทรัมป์ได้ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสอบสวนของเอฟบีไอนี้ต่อมาได้ถูกรวมเข้ากับการสอบสวนที่กว้างขึ้นของโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการพิเศษสอบสวนคำกล่าวหาเรื่องรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2559 และความเป็นไปได้ว่าคณะหาเสียงของทรัมป์ร่วมมือกับรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทมส์รายงานว่า เอฟบีไอเปิดการสอบสวนต่อต้านข่าวกรองนี้ภายหลังทรัมป์ปลดเจมส์ คอมีย์ พ้นตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 แต่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างเปิดเผยว่า ทรัมป์ลอบทำสัญญาลับๆ กับรัสเซีย หรือรับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวถึงประเด็นนี้โดยตอบไม่ตรงคำถาม แต่กลับย้อนว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่ดูหมิ่นเขามากที่สุดเท่าที่เขาเคยถูกถามมา และโจมตีรายงานของนิวยอร์กไทมส์ว่า เป็นรายงานข่าวที่ดูถูกมากที่สุดเท่าที่เคยมีการเขียนเกี่ยวกับตัวเขา และหากใครได้อ่าน ก็จะรู้ว่าพวกนั้นไม่พบหลักฐานอะไรเลย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิดบัง, รัสเซีย, วลาดิมีร์ ปูติน, สหรัฐ, สอบทรัมป์, เอฟบีไอ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190113/image_big_5c3b3fe5b22b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2018 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2018 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; สั่งเอฟบีไอสอบคำกล่าวหา &#039;คาวานอห์&#039; ละเมิดทางเพศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจสั่งการให้เอฟบีไอเปิดการสอบสวน &amp;quot;เบรตต์ คาวานอห์&amp;quot; ผู้ที่เขาเสนอชื่อเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งถูกผู้หญิงกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศสมัยวัยรุ่น ขณะที่ กมธ.วุฒิสภาลงมติรับรองเบื้องต้นเมื่อวันศุกร์ แต่สุดท้ายต้องยอมเลื่อนการลงมติในสภาสูงออกไป 1 สัปดาห์ เมื่อ ส.ว.รีพับลิกันคนสำคัญขู่โหวตแตกแถว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ผู้ประท้วงถือป้ายต่อต้านคาวานอห์ ชุมนุมที่ด้านนอกศาลาว่าการเมืองลอสแองเจลีส เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจให้ตำรวจสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) เปิดการสอบสวนนั้นมีขึ้นภายหลังคณะกรรมาธิการการตุลาการของวุฒิสภาสหรัฐ ลงมติเมื่อวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2561 รับรองการเสนอชื่อคาวานอห์เป็นตุลาการศาลสูงสุดของสหรัฐคนที่ 9 แทนบัลลังก์ที่ว่างลง การลงมติในคณะกรรมาธิการมีขึ้นภายหลังการเข้าให้การอย่างสะเทือนอารมณ์ของคริสตีน บลาซีย์ ฟอร์ด อาจารย์มหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนีย ผู้กล่าวหา ตามด้วยการให้การของคาวานอห์ในวันเดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หัวอนุรักษนิยมวัย 53 ปีรายนี้ยืนกรานปฏิเสธคำกล่าวหาของฟอร์ด ที่อ้างว่าโดนเขาล่วงละเมิดทางเพศเธอสมัยเป็นวัยรุ่น และประธานาธิบดีทรัมป์ผู้มีเป้าหมายให้ตุลาการฝ่ายอนุรักษนิยมครองเสียงข้างมากในศาลสูงสุดแห่งนี้ ก็ประกาศว่าเขาเชื่อมั่นต่อตัวคาวานอห์ พร้อมกับกล่าวหาพรรคเดโมแครตว่าเป็นพวกต้มตุ๋นที่ต้องการเตะถ่วงและหวังผลทางการเมืองก่อนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภายหลังการลงมติของคณะกรรมาธิการที่รีพับลิกันมีเสียงข้างมาก เจฟฟ์ เฟลค ส.ว.รีพับลิกันคนสำคัญขู่ว่า หากไม่ให้เอฟบีไอเปิดการสอบสวน เขาจะไม่โหวตรับรองในคาวานอห์ในการลงมติของวุฒิสภาเต็มคณะ ซึ่งรีพับลิกันมี ส.ว. 51 ที่นั่ง เกินครึ่งอย่างหมิ่นเหม่ กดดันให้ ส.ว.ชัค แกรสลีย์ ประธานคณะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกัน ตัดสินใจร้องขอให้ทรัมป์สั่งการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ว.เจฟฟ์ เฟลค กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมกับ ส.ว.มิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำ ส.ว.เสียงข้างมากพรรครีพับลิน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรัมป์ทวีตในเวลาต่อมาว่า เขาได้สั่งการให้เอฟบีไอสอบสวนคำกล่าวหาตามที่ ส.ว.เรียกร้องแล้ว แต่กำหนดเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟอร์ดกล่าวหาคาวานอห์ว่าพยายามข่มขืนเธอในงานปาร์ตี้ของนักเรียนมัธยมปลาย โดยเธออ้างว่าคาวานอห์และเพื่อนชายอีกคนที่มึนเมา ปลุกปล้ำถอดเสื้อผ้าเธอแล้วกดเธอลงบนเตียง แต่เธอหนีออกมาได้ในช่วงเวลาชุลมุน นอกจากฟอร์ด ยังมีสตรีอีก 2 คนกล่าวหาพฤติกรรมอื้อฉาวทางเพศของคาวานอห์ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18699</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานาธิบดีทรัมป์, ล่วงละเมิดทางเพศ, วุฒิสภาสหรัฐ, เบรตต์ คาวานอห์, เลื่อนลงมติ, เอฟบีไอ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180929/image_big_5baf7be17e884.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
