<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.รอพีดีพีสรุปก่อนลุยคลัง LNG ลอยน้ำที่พม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปตท.&amp;rdquo; รอความขัดเจนพีดีพี ก่อนลุยโครงการคลังแอลเอ็นจี ลอยน้ำที่พม่า เผยเอฟเอสอาร์ยูภาคใต้กำลังศึกษาศักยภาพพื้นที่ &amp;rdquo;ศิริ&amp;rdquo;ย้ำความมั่นคงไฟฟ้าต้องมีเป็นรายภาค ลงพื้นที่เก็บข้อมูลหากต้องขยายกำลังการผลิตไฟในภาคใต้ ด้าน&amp;rdquo;เอ็กโก&amp;rdquo;ยันมีความพร้อมเพิ่มกำลังผลิตไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังรับคณะผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน ตรวจเยี่ยมโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าความคืบหน้าของการศึกษาดำเนินโครงการสถานีเก็บก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ(เอฟเอสอาร์ยู) ที่ประเทศเมียนมา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ร่วมทุนหลายรายและรัฐบาลเมียนมา รวมถึงรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี)ฉบับใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากการสร้างเอฟเอสอาร์ยูนี้เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับพีดีพีฉบับใหม่ที่จะกำหนดความต้องการและโควต้าการนำเข้าอยู่ที่เท่าใด เพื่อให้ ปตท. ส่งก๊าซกลับมายังประเทศไทย ทั้งนี้โดยทั่วไปการสร้างคลังลอยน้ำจะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี เพื่อให้เกิดการคุ้มทุนสามารถรองรับความต้องการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันโครงการเอฟเอสอาร์ยูในพื้นที่ภาคใต้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ โดยจะเลือกระหว่างพื้นที่อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช หรือพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งต้องดูถึงศักยภาพของพื้นที่ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเลือกที่ไหน แต่อย่างไรก็ตามต้องดูถึงความต้องการ และความสะดวกในการส่งผ่านก๊าซธรรมชาติเพื่อให้กระจายใช้ในพื้นที่โดยรอบได้และส่งไปยังอีกโรงไฟฟ้าหนึ่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมชพื้นที่โรวไฟฟ้าขนอม ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (เอ็กโก) ว่าในระยะต่อไปทุกภาคของประเทศไทยจะต้องมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้ารายภาค เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องหรือดับ ซึ่งในภาคใต้เป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก จากปัจจุบันที่มีโรงไฟฟ้าหลักเพียง 2 แห่งได้แก่โรงไฟฟ้าขนอมและโรงไฟฟ้าจะนะ กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกระทรวงกำลังศึกษาแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งอาจจะเป็นการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าหลักทั้ง 2 แห่งนี้เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อนำข้อมูลของพื้นที่ขนอมไปศึกษาถึงศักยภาพก่อนที่จะมีการกำหนดตั้งคลังเอฟเอสอาร์ยู แต่อย่างไรก็ตามยังพอมีเวลาอยู่ เนื่องจากสำรองไฟฟ้าของประเทศยังเพียงพอ ขณะเดียวหากแผนพีดีพีจะแล้วเสร็จแต่ก็ยังเปิดทางเลือกให้มีความยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจักรษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่าหากรัฐบาลมีนโยบายสั่งการให้ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอมเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟในภาคใต้นั้น บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ในการพัฒนา ซึ่งเบื้องต้นได้เตรียมตัวเพื่อขยายกำลังการผลิตไว้แล้วบางส่วนแล้ว แต่ก็ยังรอคำสั่งจากกระทรวงพลังงานด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15831</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลังแอลเอ็นจีลอยน้ำ, ปตท., พีดีพี, วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, สถานีเก็บก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ, เมียนมา, เอฟเอสอาร์ยู, แผนพีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b0423d49084d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
