<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.เพื่อนชุมชน-สาธารณสุขระยอง ปลื้มผลผลิตพยาบาล 27 คนเข้าระบบ เติมเต็มบริการประชาชนสถานพยาบาล  9 แห่ง รอบมาบตาพุดคอมเพล็กซ์                                                                                                                                        </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส.เพื่อนชุมชน -สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ปลื้มส่งผลผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในโครงการทุนพยาบาลเพื่อนชุมชนรุ่นที่ 7 ลงสนามปฎิบัติงานในสถานพยาบาล&amp;nbsp; 9 แห่ง ให้บริการประชาชน ในพื้นที่จังหวัดระยอง จำนวน 27 คน เพื่อเป็นส่วนเติมเต็มป้อนเข้าระบบสาธารณสุขรองรับการให้บริการที่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายมนชัย รักสุจริต ผู้จัดการสมาคมเพื่อนชุมชน เปิดเผยว่า นับเป็นความสำเร็จของสมาคมเพื่อนชุมชน&amp;nbsp;ก่อตั้งโดย 5 บริษัท (กลุ่ม ปตท. เอสซีจี บีแอลซีพี ดาวประเทศไทย และโกลว์/GPSC) ปัจจุบันมีสมาชิก รวม 17 กลุ่มบริษัทได้เข้าไปสนับสนุนทุนพยาบาลภายใต้การดำเนินโครงการพยาบาลทุนเพื่อนชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 440 ทุน&amp;nbsp; ซึ่งในปี 2564 เป็นรุ่นที่ 7 มีจำนวน&amp;nbsp; 27 คน ที่จบการศึกษาและพร้อมเข้าปฎิบัติงานในโรงพยาบาลจำนวน 7แห่งในพื้นที่จังหวัดระยอง ประกอบด้วย โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลแกลง โรงพยาบาลปลวกแดง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองบอน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเขาลอย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคลองเขต และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านชำฆ้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ทุนพยาบาลเพื่อนชุมชนดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมเพื่อนชุมชน ได้เข้ามาเติมเต็มความต้องการด้านบุคลากรทางการแพทย์ของจังหวัดระยอง มอบทุนพยาบาล และเป็นส่วนสนับสนุนบุคคลาทางการแพทย์ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด 19 ได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากพื้นที่จังหวัดระยองเป็นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวและเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ ส่งผลให้มีจำนวนประชากรขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อมด้านบุคลากรให้เพียงพอต่อการให้บริการของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานของสมาคมเพื่อนชุมชน มีเป้าหมายยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตชุมชนในมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ ใน 3 ด้านหลัก ๆ คือ 1.การยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมด้านการศึกษา สุขภาพดี&amp;nbsp; 2.การดูแลสิ่งแวดล้อม เราดำเนินการแบบเพื่อนช่วยเพื่อน โดยจัดการดูแลในกลุ่มโรงงานสมาชิกก่อน จากนั้นขยายผลไปสู่การดูแลสิ่งแวดล้อมชุมชน เช่นเพิ่มพื้นที่สีเขียว และ 3. การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ผ่านโครงการธรรมศาสตร์โมเดล ซึ่งในส่วนของการดูแลสุขอนามัยให้กับชุมชนเป็นเป้าหมายสำคัญของ สมาคมฯ ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดระยอง จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ อสม.ในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน)&amp;nbsp; เพื่อให้ อสม. มีความรู้ มีความพร้อมที่จะไปช่วยดูแลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100233</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวประเทศไทย, นายมนชัย รักสุจริต, บีแอลซีพี, บุคลากรทางการแพทย์, ปตท., มาบตาพุดคอมเพล็กซ์, ส.เพื่อนชุมชน, สมาคมเพื่อนชุมชน, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง, สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข, เอสซีจี, โกลว์/GPSC, โครงการทุนพยาบาลเพื่อนชุมชนรุ่นที่ 7</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_60800a2913c6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2026 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ&quot; จากแล้งสุดในอีสาน สู่ต้นแบบทางรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จังหวัดขอนแก่น เป็นจังหวัดใหญ่ และเป็นประตูสู่อีสาน ที่มีพื้นที่เป็นอันดับที่ 15 ของประเทศ ด้วยขนาด 6.8 ล้านไร่ และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น รวมไปถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการศึกษา เทคโนโลยี การคมนาคม มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ประเพณี และธรรมชาติอันสวยงาม ทำให้เมืองแห่งนี้การเป็นหนึ่งในทำเลทองของภาคอีสาน มีนักลงทุนมาทำธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย

แต่ถึงอย่างนั้นขอนแก่นก็ยังต้องแบกรับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ที่ต้องประสบทุกปี เกือบทั้ง 26 อำเภอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่ได้รับการกล่าวขานว่า แล้งที่สุด ฝนตกน้องที่สุดในภาคอีสาน &amp;nbsp;หรือแล้ง 4ปี ฝนดี 2ปี &amp;nbsp;สลับกัน ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมานานกว่า 40 &amp;nbsp;ไม่สามารถทำการเกษตรได้ คนหนุ่มคนสาวต่างอพยพไปรับจ้างขายแรงงานต่างถิ่น โอกาสที่ครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา และออกพรรษาเท่านั้น

ประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์ ลักษณะพื้นที่ของชุมชนมีความสูงต่ำเป็นลอนคลื่น ป่าไม้ถูกทำลาย เมื่อฝนตกลงมาห้วย หรือคลองที่อยู่สูงก็ไม่สามารถที่จะดักน้ำไว้ได้ น้ำส่วนใหญ่จึงไหลหลากลงสู่ห้วยในพื้นที่ต่ำกักเก็บไว้ได้ก็ไม่พอใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ช่วงแล้งที่สุด คนในหมู่บ้านกว่า 300 คน ต้องยืนต่อคิวอาบน้ำในบ่อน้ำบ่อเดียวกัน ส่วนน้ำดื่มต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ไปตักน้ำในบ่อน้ำตื้นใกล้ป่าภูถ้ำ เราอยู่ไม่ได้ต้องอพยพไปรับจ้างต่างจังหวัด คิดว่าไปกรุงเทพฯ จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นเหมือนเมืองสวรรค์ ผมไปอยู่กรุงเทพฯ 28 วัน มันไม่ใช่สวรรค์เป็นนรก เราเป็นเหมือนเขียดที่คลุกดินทรายกำลังจะดิ้นตาย มันทรมาน ซึ่งสิ่งที่เราไปเห็นทำให้รู้ว่าบ้านเราเป็นสวรรค์&amp;quot;นายพิชาญ ทิพวงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต สะท้อนภาพความแล้งน้ำของชุมชนในอดีต
ขาวบ้านใช้เวลา &amp;nbsp; 4 ปี แก้ปัญหา ด้วยการขุดคลองที่ลอนคลื่นต่ำหรือลำห้วยที่มีอยู่เดิม เพื่อให้น้ำไหลไปรวมกันที่ต่ำหมด &amp;nbsp;หลังจากนั้นใช้วิธีการสูบ เมื่อจะนำน้ำมาไปใช้ในพื้นที่สูง แต่ก็ยังทำให้ต้นทุนการอุปโภคบริโภคน้ำ และทำการเกษตรอยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พิชาญเล่าอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้ชาวบ้านทั้ง 15 ชุมชน ในอ.แวงน้อย เริ่มหันมาศึกษาการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง ภายใต้กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าป่าภูถ้ำ ภูกระแต และได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ขึ้นในปี 2553 &amp;nbsp;โดยพิชาญ &amp;nbsp;รับหน้าที่เป็นประธาน &amp;nbsp;ศึกษาเก็บข้อมูลร่วมกับชาวบ้าน เริ่มต้นด้วยการรักษาป่าต้นน้ำ ที่เหลือเพียง 2,800 ไร่ จาก 5,000 ไร่ เนื่องจากการบุกรุกของนายทุนนอกพื้นที่ ที่เข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อย ส่งผลเกิดการบุกรุกถางป่า ทำให้ผืนป่าลดลง ขาวบ้านจึงหันมารักษาป่า เพื่อให้ป่ามีสภาพที่สมบูรณ์ &amp;nbsp;สามารถเข้าไปหาของป่า หรือนำวัวไปกินหญ้าได้ แต่จุดประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้ป่าช่วยชะลอน้ำไม่ให้น้ำแล้งใมนหน้าแล้ง &amp;nbsp;หรือในฤดูฝนช่วยไม่ให้น้ำหลากท่วมพื้นที่ &amp;nbsp;แต่แม้จะพยายามอนุรักษ์ป่าที่เหลืออยู่ 2,800 ไร่ &amp;nbsp;แต่ชุมชนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาดีนัก เพราะบางปียังประสบความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมอยู่อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.คลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านสละที่ดินบางส่วนของตนเพื่อให้น้ำไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;พื้นฐานเดิม ป่าภูถ้ำ ภูกระแต เป็นผืนป่าสำคัญของชุมชน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูระงำตอนล่าง ปาที่นี่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง หรือป่าโคก เป็นป่าต้นน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำชีทางด้านทิศตะวันตก คนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ใช้ป่านี้ในการเลี้ยงโค กระบือ เก็บหาของป่า เช่น เห็ด กระเจียว อีลอก ผักหวาน ผักติ้ว แย้ เป็นต้น และมีพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดอีกด้วย ดังนั้นแม้ว่าเราจะดูแลให้ป่าที่เหลือ 2,800 ไร่กลับมาสมบูรณ์ แต่ก็ยังประสบกับความแห้งแล้งเหมือนเดิม &amp;quot;พิชาญเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกมุมของคลองใส้ไใก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

ต่อมาในปี 2554 ทางสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร &amp;nbsp;(สสนก.) ได้คัดเลือกให้&amp;quot;ชุมชนป่าภูถ้ำ &amp;quot;เป็นหนึ่งในชุมชนเครือข่ายบริหารจัดการน้ำ และเข้าร่วมฝึกอบรมเรียนรู้การทำผังน้ำ การสำรวจข้อมูลน้ำ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ให้มีการกักเก็บน้ำใช้ได้เพียงพอ รวมไปถึงการสนับสนุนชุมชนในการแก้ปัญหาน้ำโดยอาศัยโมเดล เลิกแล้ง เลิกจน &amp;nbsp;ของ&amp;quot;เอสซีจี&amp;quot; ที่ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และภาคีเครือข่าย ในการพัฒนา &amp;nbsp;โดยเอสซีจีและมูลนิธิอุทกพัฒน์ &amp;nbsp;ยกให้ชุมชนแห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก สามารถพึงพาตนเองได้ มีความรู้ทางด้านการตลาด แปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม มีรายได้ที่มั่นคง ชุมชนยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต และบอกเล่าการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในการเเก้ปัญหาภัยเเล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมีโอกาสได้เจอกับ ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษา สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสน. อาจารย์ตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านเป็นนักร้อง เรียกร้องตรงนั้นตรงนี้ คัดค้านโครงการนั้นโครงการนี้ อาจารย์จึงทิ้งคำถามไว้ว่า หากคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่ดีพอ แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร จึงทำให้เรากลับมาคิดภายใต้โจทย์ใหญ่ของชุมชน ว่าเราจะหาทางเก็บน้ำ 2 ปีให้ข้ามแล้ง 4 ปีได้อย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิชาญ&amp;nbsp; ทิพย์วงษฺ &amp;nbsp;อธิบายความแห้งแล้งของชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเเก้ไขปัญหาร่วมกัน

หลังจากนั้น พิขาญ &amp;nbsp;ได้อบรมความรู้ในการบริหารจัดการน้ำและการใช้เครื่อง มื่อกับ &amp;nbsp;สสนก. และรู้จักใช้เครื่อง GPS แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม โปรแกรม QGIS ใช้สำรวจโครงสร้างแหล่งน้ำ สถานะแหล่งน้ำ ทางน้ำธรรมชาติ และความต้องการใช้น้ำ ทราบค่าระดับความสูงต่ำ เกิดเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำแล้งบนพื้นที่สูงลอนคลื่น อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทราบทิศทางการไหลของน้ำและการจัดการน้ำ&amp;nbsp;จากเดิมฝนตกน้ำหลากไหลลงแม่น้ำชี ต้องให้ภาครัฐสูบน้ำมาให้ใช้ จึงได้มีการทำคลองฟ้าประทานชล คลองดักน้ำหลากเมื่อฝนตก เพื่อให้น้ำไหลลงสู่แหล่งกักเก็บน้ำหลัก 2 แห่ง คือ หนองผักหวาน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และหนองฝายบ้าน แหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความแห้งแล้งในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; เมื่อได้องค์ความรู้การจัดการน้ำแล้ว พิชาญ บอกว่า ได้เริ่มดำเนินการวางแผน เมื่อฝนตกปกติในช่วงเดือนเมษยน-ตลาคม จึงทำการเก็บน้ำ และมีน้ำเก็บตั้งแต่ปี 2559-2560 &amp;nbsp; &amp;nbsp; และน้ำพอใช้ไปถึง &amp;nbsp;4 ปี ข้างหน้า (2561-2564) &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้น้ำเหลือประมาณ 3,000-4,000 ลบ.ม. อาจจะน้อยเพราะเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว &amp;nbsp;เมื่อฝนตกลงน้ำจะถูกดักไว้ด้วยคลองฟ้าประทานชล ก่อนน้ำจะไหลไปตามคลองไส้ไก่ที่ชาวบ้านได้บริจาคพื้นที่บางส่วนให้น้ำไหลผ่าน และสามารถเก็บน้ำทำเกษตรได้ด้วย ก่อนไหลลงสู่หนองผักหวานที่สูงจากน้ำทะเลประมาณ 214 ม.รทก. ก็คือสระแก้มลิง จากเดิมที่เก็บน้ำได้ 25,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีได้เพียง 20 ไร่ ปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 80,000 ลบ.ม. ใช้สำรองทำข้าวนาปีจากฝนทิ้งช่วงได้ถึง 300 ไร่ &amp;nbsp; อีกส่วนจะไหลไปยังหนองฝายบ้านซึ่งอยู่ในระดับต่ำ สูงจากน้ำทะเลเพียง 202 ม.รทก. &amp;nbsp;จากเดิมกักเก็บน้ำได้ 20,000 ลบ.ม. ใช้น้ำปีละ 9,000 ลบ.ม. สำหรับ 75 ครัวเรือน ในปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้ 90,000 ลบ.ม. สำรองใช้ได้ประมาณ 5 ปี

พิชาญ ชี้อีกว่าน้ำจะเก็บได้มากน้อยแค่ไหน ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมฝนแต่ละปีด้วย เพราะปกติฝนจะตกเดือนละครั้ง แต่ถ้าตกแบบพรำๆ ก็กักเก็บน้ำได้น้อย แต่หากฝนดีตกหนักติดต่อกัน 1 สัปดาห์ &amp;nbsp; ก็สามารถจะกักเก็บน้ำได้เยอะประมาณ 200 มิลลิเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;พิพิธภัณฑ์บริหารจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;
&amp;quot;การดำเนินงานที่ทำให้เราเห็นผลในช่วง 4 ปี ยังมีจุดที่ต้องดำเนินการแก้ไข คือที่ หนองฝายบ้าน มีน้ำไม่เพียงพอใช้ ซึ่งเกิดจากการคำนวนสมดุลน้ำที่คาดเคลื่อน คือ คำนวนเพียงน้ำสำหรับไว้ใช้ ไม่ได้คำนวนน้ำที่สูญเสียคือน้ำที่ซึมลงใต้ดินหรือเกิดจากการระเหย ดังนั้นน้ำที่สำรองได้ 90,000 ลบ.ม. สามารถใช้ได้เพียง 3 &amp;nbsp;ปีกว่าเท่านั้น ในความจริงน้ำที่ต้องสำรองคือ 120,000 ลบ.ม. ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านปรับตัวในสวนนอกจากพืชผัก ก็ยังมีบ่อเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บทเรียนจากผลสำเร็จที่เกิดขึ้น พิชาญ บอกว่า นอกจากทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรยังได้เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เพราะปกติชาวบ้านจะปลูกพืชเชิงเดี่ยว จึงนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เช่น มีการสำรวจพื้นที่เพื่อวางผังแปลง ในพื้นที่ต่ำก็ขุดสระเก็บน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในรอบการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับพื้นที่ 1 ไร่เท่ากันในรอบปีการผลิต ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เปลี่ยนวิถีการผลิตจำนวน 68 ราย มีรายได้จากผลผลิตรวมประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี และในอนาคตก็มีแผนที่จะสร้างหนองกักเก็บน้ำเพิ่มอีก 2 หนอง ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 90,000 &amp;nbsp;ลบ.ม. และติดตั้งระบบกรองน้ำด้วย และพร้อมจะขยายผลความคิด และวิธีการนี้ ไปช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำมี ปุ้งโพธิ์ เกษตรกรที่หันมาปลูกพืชผสมผสานพร้อมจัดพื้นที่สำรองน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เกษตรกรที่มีความพึงพอใจในการบริหารจัดการน้ำของชุมชน &amp;nbsp;นายคำมี ปุ้งโพธิ์ &amp;nbsp;บอกว่า ก่อนหน้านี้ปลูกมันเพียงอย่างเดียว ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มาตามฤดูกาล ประสบปัญหาบางปีไม่มีฝน เจอน้ำแล้งหนักมาก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการและเห็นว่ามีประโยชน์จึงได้มีการจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมกับพื้นที่ นอกจากแปลงที่ไว้ทำนา ก็ยังมีการปลูกพืชผสมผสาน เช่น ผักหวาน ผักสวนครัว ผลไม้ต่างๆ และมีการเสริมระบบสำรองน้ำด้วยสระและถังสำรองน้ำ เพื่อกระจายน้ำภายในแปลง ทำให้สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนลงได้ 30,000 บาท/ปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 บาท/ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างรายได้จากผลผลิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;เราต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงแม้เป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาก่อน เมื่อมีน้ำก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้คนในท้องถิ่นไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นไปหางานในเมืองใหญ่ ดินบ้านเราอาจไม่ดี แต่ลองเปลี่ยนใหม่ว่า ดีแล้วที่มีดิน ดีแล้วที่มีน้ำ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่อย่างไร ให้เกิดผลสำเร็จ ผมคิดว่าบ้านเป็นฐานที่มั่นที่อบอุ่นและมีความสุขที่สุด อย่างโควิดอยู่ที่นี่ไม่อดตาย เข้าไปทุ่งนาเข้าสวนก็ได้กินแล้ว เราต้องภาคภูมิใจในสิ่งที่มีอยู่ชุมชนที่ยังไม่รู้จักจัดการตัวเอง อย่ารอคนอื่นมาแก้ไขปัญหา เมื่อน้ำคือชีวิต ทุกคนต้องการน้ำ เราต้องลุกขึ้นมาร่วมมือกันเรียนรู้ เพื่อที่จะรอดแล้งด้วยการจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม สร้างป่าต้นน้ำให้มีความเขียวชอุ่ม แม้ในฤดูแล้ง&amp;rdquo; พิชาญทิ้งท้าย

&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;huc99
g2g168p
g2g888
super168
slot888
369superslot
joker999
riches666
u31
789bet
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100071</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;ขอนแก่น&#039;, ขาดแคลนน้ำ, ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต, ดร.รอยล จิตรดอน, ปัญหาภัยแล้ง, พิชาญ ทิพวงษ์, สสนก., เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e758c66583.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100039</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2026 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจี อินเตอร์ฯ เอาจริงรุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เมษายน 2564 นายอบิจิต ดัดต้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าปัจจุบันภาคธุรกิจที่ผู้ประกอบการต่างสนใจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ยังมีความกังวลเรื่องความคุ้มค่า เหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงการดูแลรักษาหลังการขาย ทางบริษัทฯ จึงเตรียมพร้อมตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เป็นระบบนิเวศธุรกิจของยานยนต์ไฟฟ้า(รถอีวี)แบบครบวงจร ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;สมาร์ท คลีน โมบิลิตี้&amp;rdquo; โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ครอบคลุมตั้งแต่ 1.การคัดสรรผู้ผลิต ยานยนต์ไฟฟ้าโดยเน้นที่คุณภาพและความปลอดภัยของแบตเตอรี่

&amp;nbsp;2.บริการจัดหา อุปกรณ์ชาร์จเจอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และสรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับพลังงานทางเลือก เช่นโซลาร์ รูฟท็อป อีกทั้งสรรหาเทคโนโลยีในการนำแบตเตอรี่ที่ครบอายุการใช้งานมาแปรสภาพให้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงจัดหาพนักงานขับรถ 3.การจัดเตรียมศูนย์กระจายชิ้นส่วนอะไหล่ ของยานยนต์ไฟฟ้า 4.การประกอบรถยนต์ ได้แก่ การนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่จากมาจากต่างประเทศ เพื่อประกอบรวมกับชิ้นส่วนอะไหล่ภายในประเทศ หรือการแปลงสภาพจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 5.การซ่อมบำรุง ด้วยเครือข่ายทั้งที่เป็นรูปแบบศูนย์บริการ และทีมบริการเคลื่อนที่

&amp;nbsp;รวมถึง 6.การพัฒนาระบบไอโอที ในรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์ด้านการบำรุงรักษายานยนต์ไฟฟ้า ความสามารถในการติดตามสถานะการทำงานของยานยนต์ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของรถให้มากยิ่งขึ้น 7.สถานีชาร์จ (ชาร์จจิ้วืสเตชั่น) ด้วยการสร้างเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการ 8.การเงิน นำเสนอรูปแบบทางการเงินที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบสัญญาเช่าซื้อและอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า

&amp;quot;ปัจจุบันเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล มีบริการจัดหายานยนต์พลังงานไฟฟ้า สำหรับลูกค้าธุรกิจและองค์กร เช่น รถยก รถบรรทุก รถบัส รวมถึงรถตู้ขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมและการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน(ESG)&amp;quot;นายอบิจิต กล่าว
&lt;/p&gt;
w88
ufa365
pigspin
ib888
ufa168
gclub
ufa
z8
pgslot99
m98bet</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100039</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถยนต์ไฟฟ้า, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d0ec39aa8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตัวไว้ปี 64 แล้งหนักจริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สัญญาณภัยแล้งปีนี้น่าจะอยู่ในระดับรุนแรง เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 บางพื้นที่ในหลายจังหวัด มีการขาดแคลนน้ำ ปริมาณน้ำที่เก็บไว้ในช่วงหน้าฝนมีไม่มากพอ แม้กระทั่งเมื่อน้ำเค็มทะลักเข้ามารุกล้ำคลองผลิตน้ำประปาในกรุงเทพฯ กรมชลประทานก็ยังมีน้ำไม่มากพอที่จะผลักดันน้ำเค็มออกไป ทำให้การประปานครหลวงได้แต่ป่าวประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการบริโภคน้ำประปาในช่วงหน้าแล้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามข้อมูลของกรมชลประทานระบุว่า ปัจจุบันมีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ 44 จังหวัด เขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศไทย มีปริมาณน้ำน้อยกว่าค่าเฉลี่ย การใช้น้ำปีนี้จึงต้องมีการวางแผนการจัดสรรระหว่างน้ำกิน น้ำใช้ น้ำทำการเกษตรให้ดี และต้องมีน้ำสำรองไว้รักษาสมดุลระบบนิเวศ รัฐบาล นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมการรับมือภัยแล้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; เป็นโมเดลที่นำเสนอการแก้ปัญหาน้ำ จัดทำขึ้นโดยเอสซีจี ซึ่งร่วมมือมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.)&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ได้นำเสนอทางออกปัญหาน้ำในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.รอยล จิตรดอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.รอยลกล่าวว่า ปีนี้ประเทศไทยแล้งหนักจริงๆ เพราะปริมาณฝนสะสมในปี 2563 มีค่าน้อยกว่าค่าปกติ ติดลบไป 12% ยิ่งกว่านั้นปี 2562 ฝนน้อยกว่าปกติถึง 17% ทำให้ปีที่แล้วเราใช้น้ำต้นทุนที่มีในอ่างเก็บน้ำเกือบหมด ฝนน้อยเกิดติดต่อกันสองปี น้ำไหลลงอ่างน้อย ส่งผลกระทบหลายภาคส่วน อย่างพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาน้ำไม่พอทำนาปรัง สาเหตุที่ทำให้แล้งมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประมาณปี 2547-2548 ไทยเผชิญภัยแล้ง ปี 2549 ไทยเจอน้ำท่วม จนกระทั่งปี 2554 ปริมาณฝนสะสมประเทศเพิ่มถึง 24% จากปกติประมาณ 9% ปี 2560 เจอฝนเพิ่ม 25% ภาคกลางรอด เพราะฝนตกหนักในภาคอีสาน พื้นที่จมน้ำกว่าสองเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วงรอบฝนเปลี่ยนจากเดิม 8 ปี เป็นเปลี่ยนทุก 3 ปี&amp;nbsp; แล้วเปลี่ยนหนักด้วย เปลี่ยนพื้นที่ไปตกท้ายอ่าง เวลาตกจะหนักในช่วงสั้นๆ พฤษภาคมตก กรกฎาคมฝนหาย กันยายนกลับมาตกเยอะอีก รูปแบบฝนเปลี่ยนไป พอเริ่มแก้แล้ง ท่วมมาแล้ว เพราะช่วงสั้น พอแก้ท่วม แล้งมาแล้ว ที่แล้วมาเราแก้แยก แก้น้ำท่วมอย่างนึง แก้น้ำแล้งอย่างนึง เรายังไม่ได้ทำเรื่องการบริหารความเสี่ยง พระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งการบริหารความเสี่ยงเยอะมาก ทั้งระดับประเทศและระดับชุมชน คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงล้วนมีรากฐานมาจากการบริหารความเสี่ยง&amp;quot; ดร.รอยลเน้นย้ำไทยต้องบริหารความเสี่ยง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพรวมทั้งประเทศไทย ประธาน สสน.ให้ข้อมูลว่า เดิมไทยบริหารแค่น้ำต้นทุนอย่างเดียว แต่ไม่ได้บริหารความต้องการใช้น้ำ เพิ่งทำข้อมูลใช้เมื่อปี 2558 จากสถิติไทยมีความต้องการน้ำมากถึง 153,578 ล้าน ลบ.ม. และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่ประเทศไทยมีความจุของอ่างรวม 76,067 ล้าน ลบ.ม. แต่มีน้ำไหลลงเขื่อนใหญ่และขนาดกลางเพียง 42,620 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ปีที่แล้วมีน้ำไหลเข้าอ่างแค่ 20,000 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณฝนที่ลดลง 12% แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างลดฮวบ ประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไรเมื่อตอนนี้เหลือน้ำต้นทุนแค่สองหมื่นล้าน แต่ความต้องการใช้มากกว่าแสนห้าหมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่กรุงเทพมหานครมีหลักฐานชัดว่าได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหนักแล้ว ดร.รอยลบอกว่า น้ำเค็มรุกตัวเข้าถึงสำแล อำเภอเมืองปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำดิบ ก่อนส่งเข้ากระบวนการผลิตน้ำประปาจ่ายให้คนกรุงเทพฯ นนทบุรีและสมุทรปราการ ปกติค่าความเค็มอยู่ที่ 0.5 กรัมต่อลิตร แต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา น้ำที่สำแลค่าความเค็มสูงถึง 2.6 กรัมต่อลิตร ถ้าเค็มมากไปไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนป่วย ต้องเลี่ยง ส่วนอีกแนวทางบรรเทาน้ำเค็มรุกเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกันเพื่อหยุดโครงการขุดลอกปากแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;น้ำเค็มรุก เพราะปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้จาก 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำในอ่างเหลือเพียง 3,000 กว่าล้าน ลบ.ม. น้ำที่เคยใช้ไล่น้ำเค็มโดยบริหารจากเขื่อนพระราม 6 เขื่อนเจ้าพระยา เคยระบายน้ำด้วยความเร็ว 120 ลบ.ม.ต่อวินาที ต้องเพิ่มเป็น 170 ลบ.ม.ต่อวินาที ถึงจะไล่น้ำเค็มได้ หมายถึงเราต้องปล่อยน้ำทิ้งทะเล 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน หรือ 600 ล้าน ลบ.ม. ต่อเดือน แล้วทุกวันเราต้องใช้น้ำผลิตน้ำประปา 5 ล้าน ลบ.ม. เดือนพฤษภาคมจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก กรมชลประทานต้องเตรียมน้ำเพื่อการเกษตรภาคกลางอีก 2,000 ล้าน ลบ.ม. หนักจริงๆ ปีนี้&amp;quot; ดร.รอยลแสดงความหนักใจ&amp;nbsp; สถานการณ์ฝนในไทยปี 2564 เป็นอย่างไรนั้น ประธานกรรมการ สสน. บอกว่า คาดการณ์โดยใช้รูปแบบมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเป็นตัวชี้ พบว่าฝนปีนี้จะคล้ายคลึงกับปี 2539 เดือนเมษายนจะมีปริมาณฝนมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เดือนพฤษภาคมเริ่มมีฝนในภาคกลาง และเดือนมิถุนายนฝนขยับไปภาคเหนือ เดือนกรกฎาคม สิงหาคม ฝนน้อย ทิ้งช่วง กลับมาโหมตกเดือนกันยายน ความแปรปรวนนี้คือ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ต้องบริหารความเสี่ยงภัยแล้งและท่วมไปพร้อมๆกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ดูเหมือนว่าภัยแล้งจะกระทบกับวิถีชีวิตของผู้คนในวงกว้างมากกว่าน้ำท่วม ดร.รอยลยอมรับว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ เพราะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีมากถึงร้อยละ 80 ของประเทศ จะประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง โดยมีชุมชนที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอยู่ในขั้นวิกฤติกว่า 30,000 ชุมชน ในแถบภาคเหนือและอีสาน ดังนั้น การพึ่งพาน้ำในเขื่อนเพียงอย่างเดียวคงทำให้รอดพ้นภัยแล้งได้ยาก เกษตรกรจึงต้องร่วมมือกันซ่อมบำรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ หันมาเก็บกักน้ำและบริหารน้ำในพื้นที่ตัวเอง รวมถึงร่วมมือบริหารจัดการน้ำ เน้นการทำงานแนวราบ ไม่ใช่จากบนลงล่าง นอกจากนี้ ต้องเอาใจใส่กับการใช้น้ำซ้ำ หรือจากภาคเกษตร และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทำเกษตรแนวทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสาน เลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้แล้ว นอกจากนี้ สสน.ร่วมกับเอสซีจี ขยายผลโมเดล &amp;quot;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; เพราะช่วยให้รอดภัยแล้งซ้ำซาก ปลดหนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บ้านสาแพะเหนือ จ.ลำปาง ทำอ่าง สร้างฝาย แก้ภัยแล้ง มีน้ำใช้ทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ตลอด 14 ปีที่ผ่านมาเอสซีจีร่วมกับเครือข่ายแก้ปัญหาภัยแล้ง สืบสาน รักษา ต่อยอดตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 เริ่มจากการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์กว่า 100,000 ฝาย ทำสระพวง แก้มลิง ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำชุมชน ต่อยอดสู่โครงการเอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชนรอดภัยแล้ง ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยพลิกชีวิตความเป็นอยู่ให้กับ 250 ชุมชน 47,500 ครัวเรือน ใน 30 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า รวมถึงต่อยอดโครงการ &amp;ldquo;พลังชุมชน&amp;rdquo; อบรมให้สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม เรียนรู้การตลาด และการค้าขาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; จากบทเรียนทำให้ชุมชนสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งและความยากจน ได้นำมาสู่บทสรุป &amp;ldquo;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; โมเดล ที่มี 6 ขั้นตอน คือ 1.สามัคคี พึ่งตนเอง เรียนรู้ ลงมือทำ แก้ปัญหาด้วยความรู้คู่คุณธรรม 2.เรียนรู้จัดการน้ำ ด้วยเทคโนโลยี เรียนรู้การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ เข้าใจสภาพพื้นที่ รู้ความต้องการใช้น้ำของตนเองและชุมชน และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำแผนที่น้ำ ผังน้ำ วางแผนบริหารสมดุลน้ำ 3.หาน้ำได้ เก็บน้ำไว้ ใช้น้ำเป็น สร้างแหล่งกักเก็บน้ำ สำรองน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำเกษตร ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของชุมชน ใช้น้ำซ้ำให้คุ้มค่าด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้ชุ่มชื้นเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ทำเกษตรผสมผสาน บริหารความเสี่ยง โดยปลูกพืชเพื่อกิน เพื่อใช้ เพื่อขาย สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำเกษตรอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยี วางแผนเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และภูมิอากาศ เช่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่แล้ง 5.เข้าใจตลาด ตรงใจลูกค้า ปลูกพืชที่เป็นความต้องการของตลาด แปรรูปผลผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการขายผ่านช่องทางตลาดที่เข้าถึงลูกค้า และ 6.เศรษฐกิจเพิ่มคุณค่า ชุมชนพัฒนาอย่างยั่งยืน การรวมกลุ่มชุมชนให้เข้มแข็ง จัดการผลผลิตเกษตร การตลาด การจัดการเงินและสวัสดิการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ชุมชนจะสามารถเลิกแล้ง เลิกจนได้ อย่าพร่ำเฉยๆ จะเดินตามรอยเท้าพ่อ หยุดพูดได้มั้ย &amp;quot;น้ำคือชีวิต&amp;quot; หยุดพูดได้มั้ย &amp;quot;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&amp;rdquo; แล้วก็นั่งเฉยๆ ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นต้องลงมือทำ ทุกวันนี้มีตัวอย่างชุมชนพัฒนาอย่างยั่งยืน ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเอง ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มแข็ง เหมาะสมกับพื้นที่และวิถีชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; บ้านดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี เคยขาดน้ำ มีหนี้สิน เมื่อลงมือทำ วันนี้มีเงินกองทุน 480 ล้านบาท จากเริ่มต้น 1,000 กว่าบาท ขณะที่บริษัทห้างร้านเจ๊งหมด เพราะโควิด สิ่งที่ชุมชนต้องสลัดให้ออกถ้าคิดจะพึ่งพาภาครัฐ หรือมุ่งใช้น้ำในเขื่อนอย่างเดียว จะรอดพ้นภัยแล้งได้ยาก วันนี้บ้านดงขี้เหล็กทุกแปลงมีสระน้ำของตนเอง มีน้ำปลูกพืชกินได้ ปลูกสมุนไพร ส่ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร รายจ่ายลดลง ลูกหลานกลับมาบ้าน เพราะมีน้ำ มีกิน เมื่อเลิกแล้ง เลิกจน และตั้งเป้าปลายปีนี้จะรวยแล้ว&amp;quot; ดร.สุเมธยกตัวอย่างชุมชนที่แก้ปัญหาน้ำสำเร็จ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชุมชนตำบลดงขี้เหล็ก จ.ปราจีนบุรี สร้างพื้นที่เก็บกักน้ำเชื่อมโยงเส้นทางน้ำในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงปีนี้เจอวิกฤติภัยแล้งวนกลับมาอีกรอบ ดร.สุเมธ ทิ้งท้ายถึงทางออก และความหวังว่า ถึงจะแล้งหนัก ก็มีน้ำ แต่จะหาพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้หรือเปล่าเท่านั้น ชุมชนที่พบความสำเร็จเก็บน้ำทุกหยด รู้และเข้าใจคำว่า &amp;quot;น้ำคือชีวิต&amp;rdquo; เช่น ชุมชนบ้านทับคริสต์ อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก มีสระพวง ทำให้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี ชุมชนบ้านปากซวด จ.สุราษฎ์ฯ เปลี่ยนเป็นป่ายาง เสริมเรื่องเกษตรผสมผสาน ขณะที่บ้านลิ่มทอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ใช้ถนนเป็นทางระบายน้ำ รับน้ำหลากและน้ำฝน เก็บเข้าสระหนองทองลิ่ม นี่คือส่วนหนึ่งจาก 1,773 หมู่บ้านที่รอดภัยแล้ง เพราะจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ พัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ยิ่งพัฒนายิ่งทุกข์ ขาดน้ำ ขาดแม้กระทั่งอากาศหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานหรือชุมชนที่สนใจฝ่าวิกฤติน้ำด้วย &amp;quot;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; โมเดล สามารถติดต่อได้ที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โทร.08-6626-6233 หรืออีเมล agro@hii.or.th.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96879</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, ภัยแล้งปี 64, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เลิกแล้ง เลิกจน โมเดล, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_60584c0185ab8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอสซีจีร่วม 180 พันธมิตรระดมสมอง แก้&#039;PM 2.5-ภัยแล้ง-ขยะพลาสติก-ยากจน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ - นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp;เอสซีจี และนายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี จับมือ&amp;nbsp;180&amp;nbsp;พันธมิตรจากทุกภาคส่วนที่มีจุดยืนเดียวกันในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า&amp;nbsp;ร่วมแถลงความคืบหน้าการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในงาน&amp;nbsp;SD Symposium&amp;nbsp;2020 &amp;ldquo;Circular Economy:&amp;nbsp;Actions for Sustainable Future&amp;nbsp;เพื่อระดมความเห็นแก้ปัญหาให้กับประเทศและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ, ปัญหาฝุ่น&amp;nbsp;PM 2.5, ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม, ความเสี่ยงขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นจากโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กลุ่มพันธมิตรที่เข้มแข็งปีนี้ได้ร่วมกันนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นทางออกแก้ปัญหาพื้นฐาน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ด้านที่เป็นพื้นฐานความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศและของโลก คือ&amp;nbsp;1. สร้างระบบน้ำหมุนเวียน&amp;nbsp;ให้พร้อมรับวิกฤตแล้งรุนแรงในปีหน้า โดยสนับสนุนให้คนไทยพึ่งพาตนเองเรียนรู้การจัดรูปที่ดินและใช้เทคโนโลยี ควบคู่กับการให้ความรู้การเกษตรแก่เกษตรกรและคนกลับคืนถิ่นจากพิษเศรษฐกิจโควิด-19&amp;nbsp;และเชิญชวนรัฐบาลร่วมขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ไปพร้อมกับที่ภาคเอกชนดำเนินการ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นคืนเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มผลผลิตเกษตรให้ไทยเป็นครัวโลกในที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;2. ส่งเสริมเกษตร &amp;ldquo;ปลอดการเผา&amp;nbsp;100%&amp;rdquo;&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;พ.ศ.2565&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อลดฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;ลดโลกร้อน และสร้างรายได้&amp;nbsp;25,000&amp;nbsp;ล้านบาทต่อปี โดยหมุนเวียนวัสดุเหลือใช้ เช่น ตอซังใบข้าว ใบอ้อย ซังข้าวโพด มาแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล อาหารสัตว์ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงสนับสนุนเทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยเกษตรกรไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้วยการจัดตั้งกองทุนชุมชน เสริมสร้างรายได้ที่มั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;3. การยกระดับการจัดการขยะพลาสติกให้เป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;โดยปรับปรุงหรือเพิ่มเติมกฎหมายการจัดการขยะพลาสติกอย่างจริงจัง มีโรดแมป มีเป้าหมายชัดเจน มีการทำงานที่เป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนดำเนินการไปพร้อมกัน (Plastic Waste Management System Roadmap) รวมถึงออกมาตรการสนับสนุนสินค้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รีไซเคิล และให้สิทธิพิเศษทางภาษีเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจรีไซเคิลขยะพลาสติก และ&amp;nbsp;4.เศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง&amp;nbsp;เพื่อพลิกวงการก่อสร้างสู่&amp;nbsp;Green and Clean&amp;nbsp;Construction&amp;nbsp;โดยรัฐเป็นต้นแบบกำหนดแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยใช้เทคโนโลยีจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดวัสดุเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด หรือการใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ และมอบสิทธิพิเศษทางภาษี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับ เอสซีจี&amp;nbsp;ได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เดินหน้าองค์กรสู่&amp;nbsp;Net Zero&amp;nbsp;ภายในปี พ.ศ.&amp;nbsp;2593 เพื่อสนับสนุนการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) นอกจากนี้ ได้เล็งเห็นว่า จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาขยะที่รุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน จึงได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยกำหนดกลยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ธุรกิจแพคเกจจิ้ง&amp;nbsp;มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถกลับมารีไซเคิลหรือใช้ซ้ำได้ และบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสัดส่วนการเก็บกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างครบวงจร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธุรกิจเคมิคอลส์&amp;nbsp;มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดทั้ง&amp;nbsp;Supply chain&amp;nbsp;ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่เพิ่มการรีไซเคิล ได้มากขึ้น เช่น&amp;nbsp;Mono-materials&amp;nbsp;การพัฒนาเทคโนโลยีที่รีไซเคิล ขยะพลาสติกกลับมาเป็นวัตถุดิบในสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่งเสริมการคัดแยก และรวบรวมของเสียกลับมาใช้ใหม่ ผ่านชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไร้ขยะ และการจัดทำธนาคารขยะ โดยใช้&amp;nbsp;Digital Platform&amp;nbsp;เป็นเครื่องมือในการจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง&amp;nbsp;มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีผสมผสานกับนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ฉลาก &amp;ldquo;SCG Green Choice&amp;rdquo; ตั้งแต่การผลิตสินค้าที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล สินค้าสำเร็จรูปที่ลด&amp;nbsp;waste&amp;nbsp;ในกระบวนการติดตั้ง สินค้าและบริการที่ลดการใช้พลังงานหรือนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ เช่น พลังแสงอาทิตย์ มุ่งไปสู่ &amp;lsquo;Green Living and Green Society&amp;rsquo; รวมถึงการนำของเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ &amp;lsquo;Turn Waste to Wealth&amp;rsquo; สร้างประโยชน์ให้กับสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0px 0px 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83304</URL_LINK>
                <HASHTAG>SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future, นสพ.ไทยโพสต์, ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa92f2636387.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SCC เผยยอดขายQ2ลดแต่ทำกำไรเพิ่มขึ้น 33%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.2563 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า &amp;ldquo;งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2563 มีรายได้จากการขาย 96,010 ล้านบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง และลดลง 9% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้ของธุรกิจหลักลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 9,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่ดีขึ้น การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการจัดการการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และเพิ่มขึ้น 35% จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2563 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 201,751 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 16,355 ล้านบาท ลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลงในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 โดยครึ่งปีแรกของปี 2563 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products &amp;amp; Services - HVA) 91,003 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของยอดขายรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในครึ่งปีแรกของปี 2563 ทั้งสิ้น 86,638 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของยอดขายรวม ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีมูลค่า 706,652 ล้านบาท โดย 36% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2563 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 21,636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการซื้อธุรกิจ และลดลง 11% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณความต้องการซื้อสินค้าที่ลดลงในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ความต้องการบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอุปโภค-บริโภค เเละบรรจุภัณฑ์สำหรับ E-commerce เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,904 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากไตรมาสก่อน จากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2563 ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจเคมิคอลส์ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 34,758 ล้านบาท ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 9% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง และเพิ่มขึ้น157% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณขายและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2563 ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 73,087 ล้านบาท ลดลง 21% &amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 6,342 &amp;nbsp;ล้านบาท ลดลง 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงและผลประกอบการของบริษัทร่วมลดลง
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 มีรายได้จากการขาย 42,506 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากความต้องการของตลาดลดลงจากมาตรการปิดเมือง โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,944 ล้านบาท เพิ่มขึ้น211% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และมีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 &amp;nbsp;และลดลงร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากมาตรการปิดเมือง ปัจจัยด้านฤดูกาล และขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2563 &amp;nbsp;ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 88,751 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการของตลาดลดลงจากมาตรการปิดเมือง โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,722 ล้านบาท เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และในปีก่อนมีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานในไตรมาสที่ 2 &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรุ่งโรจน์ กล่าวต่อไปว่า &amp;ldquo;ในช่วงที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;แม้เอสซีจีจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและสายการบิน แต่บริษัทได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหตุการณ์มีความไม่แน่นอนสูง เพื่อให้สามารถปรับตัวและเตรียมแผนการรองรับได้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอสซีจี จึงได้ดำเนินธุรกิจให้มีโฟกัสมากยิ่งขึ้น ทั้งการเตรียมพร้อมรับมือในกรณีที่เกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Prepare for the Worst) เช่น การเตรียมการขายและการขนส่งล่วงหน้า หากมีการปิดเมือง การวางแผนสำหรับโอกาสทางธุรกิจที่เข้ามาได้ทุกเมื่อ (Plan for The Best) เช่น การปรับกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ (Digital Transformation) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าที่สุด (Optimization Model) ขณะเดียวกันก็ได้เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลง และการเติบโตของตลาด ทั้งธุรกิจ e-commerce การสั่งอาหารออนไลน์ และพฤติกรรมบริโภคที่ใส่ใจดูแลสุขอนามัยเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถส่งมอบนวัตกรรมโซลูชัน สินค้าและบริการ ที่ตอบความต้องการของผู้บริโภค และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทันท่วงที จึงทำให้ผลประกอบการของเอสซีจีในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2563 ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72838</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลประกอบการไตรมาส 2, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ความสำเร็จ “ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง”108ชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดการน้ำชุมชนด้วยคลองดักน้ำหลาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วม เป็นสิ่งที่วนเวียนเกิดขึ้นในประเทศไทยมายาวนาน จนเมื่อกว่า &amp;nbsp;13 ปีแล้ว ที่เอสซีจี และพันธมิตร ประกอบด้วยกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;เอสซีจี มูลนิธิบัวหลวง และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; ได้ทำโครงการจัดการน้ำ &amp;nbsp; ก่อเกิดผลสำเร็จ และปีนี้ผลสำเร็จได้เกิดขึ้นอย่างเป็นที่เป็นรูปธรรม &amp;nbsp;มีฝายชะลอน้ำที่ได้สร้างไปแล้ว ซึ่งจะครบ 100,000 ฝาย ในปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเถลงความสำเร็จ ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยเเล้ง&amp;nbsp; 108&amp;nbsp; ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การแถลงความสำเร็จ &amp;ldquo;ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง&amp;rdquo; ได้มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ &amp;nbsp;มาเป็นองปฐกถาบรรยายพิเศษหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;ldquo;จัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;rdquo; กล่าาตอนหนึ่งว่า &amp;nbsp; สภาพฝนปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากในอดีตมาก ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทุกปีประเทศไทย มีคำวนเวียนอยู่ คือ ฝนแล้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง สลับกันอยู่อย่างนี้ ซึ่งเมื่อมากลั่นกรองดีๆ จะพบว่ามีความขัดแย้งกันอยู่ เพราะว่าก่อนที่น้ำจะแล้ง น้ำมักจะท่วมก่อน นั้นแสดงให้เห็นว่ามีน้ำ แต่จะสิ้นสุดทันทีทันใดที่น้ำหายไป ก็จะเกิดภาวะน้ำแล้งทันที ประเด็นก็คือเราไม่มีการบริหารจัดการน้ำเลย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตลอดระยเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ ทรงสนพระทัยในเรื่องนี้ เพราะเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่และโครงการในพระราชดำริ ร้อยละ 90 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำทั้งสิ้น เนื่องจาก น้ำเป็นต้นตอของทุกสิ่ง มีดินแต่ไม่มีน้ำ มีปลาแต่ไม่มีน้ำก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หลักการของพระองค์ท่านเริ่มจากการสร้างองค์ความรู้ เก็บข้อมูล รู้ต้นเหตุ รู้ปลายเหตุ รู้ทางแก้ และจึงจะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ประเด็นสำคัญจากที่ตนได้ถวายงานมาเป็นระยะเวลา 35 ปี พบว่า ตัวเลขการกักเก็บน้ำของประเทศมีเพียง 7-8 จุดเท่านั้น และเมื่อยามน้ำมา ก็ต้องถูกสูบทิ้งลงทะเล ไม่ได้มีการบริหารจัดการโดยการกักเก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า ดังนั้นพระองค์ท่านทรงสอน ว่า เมื่อยามน้ำมาก็ควรบริหารจัดการน้ำโดนการกักเก็บเหมือนกับการบริหารเงินเดือน ต้องมีการฝากธนาคารไว้ไม่ใช่ใช้จนหมด ทุกๆ ปี มีฝน 3 เดือน แต่อีก 9 เดือนไม่มีฝนก็ต้องหาแนวทางบริหารจัดการเก็บกักน้ำให้พอเพียง สำหรับ 9 เดือนที่เหลือ และขั้นตอนต่อไปต้องรู้จักประเมินตน ประมาณตนว่าเราทำกิจกรรมอะไร ใช้น้ำอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระองค์ท่านแนะนำคือการคิดและการวางแผนตลอดเวลา สิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นเรื่องที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้รับสั่งให้พวกเราไปทำ ทำจนกระทั่งสามารถประมวลผลความสำเร็จได้ ซึ่งความสำเร็จนี้อยู่ที่ชาวบ้านสามารถทำตามได้จนกระทั่ง เขามีน้ำเพียงพอกับการใช้ ทำให้เกิดความสมดุลเรื่องน้ำขึ้นและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้พระองค์ท่านยังเคยรับสั่งกับตนว่าหากชาวบ้านรู้จักที่จะช่วยตัวเอง เช่น ขุดบ่อ ขุดสระ เป็นต้น ไม่ใช่เพียงแต่จะรอน้ำจากเขื่อน ซึ่งหากสามารถบริหารแบบนี้ได้ความพอเพียงเรื่องการใช้น้ำก็จะเกิดขึ้น และเมื่อชาวบ้านลงมือทำก็จะมีความพอเพียงเกิดขึ้น บริหารชีวิตได้ ผลิตและแปรรูปสินค้าได้ก็เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้มีชุมชนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ จำนวน 21 แห่ง ที่บริหารน้ำตามโครงการราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเมื่อเอสซีจีมาปรึกษาตนว่าจะทำอะไร เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตนก็ได้แนะนำเรื่องการบริหารน้ำในชุมชน แก้ภัยแล้ง อีกทั้งนักวิชาการได้ระบุว่า ปีหน้าเป็นปีแห่งความหิวโหย การผลิตอาหารจะหยุดไปขณะหนึ่ง ซึ่งบ้านเรามีความพร้อมเรื่องนี้อยู่แล้ว ขอให้ทุกคนมีใจและลงมือทำ

&amp;ldquo; วันนี้ความไม่แน่นอนเรื่องน้ำเกิดขึ้น ปริมาณน้ำมีการลดลง ร้อยละ 5-10 และน้ำจะมาในช่วงไหนก็ไม่รู้ คำนวณไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องใช้หลักการตกตรงไหนเก็บน้ำตรงนั้น เชื่อมโยงแหล่งน้ำทั่วประเทศ วางแผนการใช้น้ำ เพื่อให้คำว่าแล้งทุเลาลง อีกทั้งผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ภาคเอกชนและภาคส่วนต่างๆ เริ่มที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เมื่อชุมชนเข้มแข็งเราก็สำเร็จ&amp;rdquo;ดร.สุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การใช้แผนที่เพื่อสำรวจเพื่อนที่ในการจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการ Enterprise Brand Management Office &amp;ndash; SCG แถลงผลความสำเร็จโครงการ &amp;ldquo;เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า เอสซีจีได้เริ่มโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่. 2550 ซึ่งเริ่มจากพื้นที่ จ. ลำปาง เกิดไฟไหม้ป่า และอาจจะกระทบกับหน่วยงานของเอสซีจี ดังนั้น เราจึงได้หาวิธีที่จะนำมาใช้ในการหยุดไฟไหม้ป่าที่ยั่งยืน โดยได้ไปเรียนรู้โครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และได้จัดทำฝายชะลอน้ำ กว่า 300 ฝาย ผลปรากฎว่า ปัญหาเรื่องไฟไหม้ป่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น เอสซีจีจึงต้องการที่จะขยายโครงการนี้ โดยเชิญชวนชุมชน ชาวบ้าน มาร่วมกันบริหารจัดการน้ำจัดทำแผนที่ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย จนขยายผลการจัดทำฝายไปยังพื้นที่ที่มีโรงงานของเอสซีจีตั้งอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 90,000 กว่าฝาย และตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2563 จะจัดทำฝายให้ครบ 100,000 ฝายทั่วประเทศ นอกจากนี้ เอสซีจียังได้จัดทำโครงการยริหารจัดการน้ำอื่นๆ เช่น สระบัว แก้มลิง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากเดิมที่เราจะต้องใช้งบประมาณไปช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปัจจุบันเราจะทำให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง เริ่มจากการให้ความรู้ ให้ประชาชนรู้จักการประเมินการใช้น้ำของตนเอง และเชื่อมแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง หรือขุดบ่อเพื่อใช้สำหรับกักเก็บน้ำ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากความต้องการของชาวบ้านและชุมชน จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก้เข้าไปช่วยเหลือด้วยการแบ่งปันความรู้ ทั้งในเรื่องการอ่านแผนที่ เรียนรู้เรื่องพื้นที่สูง พื้นที่ต่ำ พื้นที่ที่ควรเป็นที่กักเก็บน้ำ หรือการเชื่อมแหล่งน้ำ การขุดคลอง ตลอดจนไปถึงการทำโซล่าเซลล์เพื่อใช้น้ำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราได้เรียนและขับเคลื่อนมาตลอดระยะเวลา 13 ปี&amp;rdquo;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนผังที่ดินจัดสรรที่ดินของชุมชน เพื่อการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วีนัส กล่าวต่อว่า สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ขณะนี้เราสามารถเชิญชวนชุมชนและกักเก็บน้ำได้ในปริมาณ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถช่วยพื้นที่ทางการเกษตรได้ประมาณ 45,000 ไร่ &amp;nbsp;มีครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 16,200 ครัวเรือน ส่งผลให้ 4-5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ต่างๆ มีความชุ่มชื้นมากขึ้น และยังทำให้ป่าในหลายพื้นที่ มีพืชพันธุ์ต่างๆ เกิดมากขึ้นด้วย &amp;nbsp;สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบข้าง และยังทำให้คนในพื้นที่สามารถทำการเกษตร รู้จักการแปรรูป สร้างสินค้าทางการเกษตร ไม่ต้องเข้าไปหางานในเมืองอีกต่อไป นอกจากนี้เอสซีจียังให้ความรู้เรื่องการขายของผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มช่องทางการหารายได้ให้กับชาวบ้าน รวมถึงการให้ความรู้เรื่องการทำโฮมสเตย์ สร้างแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เรามองว่าจะเป็นการสร้างความยั่งยืนในเรื่องของน้ำ ก็คือ คน ที่จะต้องมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนในการใช้ไฟสูบน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
อาสา สารสิน ประธานกรรมการมูลนิธิบัวหลวง กล่าวถึง ความสำเร็จโครงการ &amp;ldquo;บัวหลวงร่วมชุมชนแก้ภัยแล้ง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ในหลวง ร. 9 ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อ ปี.2529 สรุปความได้ว่า น้ำคือชีวิต หมายความว่าน้ำมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งเพื่ออุปโภค บริโภค และเพาะปลูก แต่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบกับภัยแล้งมาตั้งแต่ช่วงหมดฤดูฝน ปี.2562 และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ คาดว่าฝนจะตกมากในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงพฤศจิกายน และเราก็หวังว่าฝนจะตกในพื้นที่เหนือเขื่อน &amp;nbsp;จะได้กักเก็บน้ำได้ &amp;nbsp;ซึ่งปัญหาภัยแล้ง เป็นเรื่องที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศไทย มูลนิธิบัวหลวงธนาคารกรุงเทพ จึงร่วมดำเนินโครงการแก้ภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน จนสามารถพึงพาตนเองได้ การดำเนินการจัดทำใน 22 ชุมชน แบ่งเป็น 17 ชุมชน แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคและ 5 ชุมชน แก้ปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร &amp;nbsp;เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดน้ำให้แก่ชุมชน ทั้งเชื่อมแหล่งน้ำ และกระจายน้ำให้กับชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างระบบประปาภูเขา วางท่อส่งน้ำ มาเก็บในถังเก็บน้ำสำหรับใช้อุปโภคในครัวเรือน ติดตั้งระบบกรองน้ำดื่มสะอาดไว้ใช้ทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;มูลนิธิบัวหลวง ธนาคารกรุงเทพ เชื่อมั่นว่าโครงการร่วมชุมแก้ภัยแล้ง ทั้ง 22 ชุมชน และโครงการของเอสซีจี 56 ชุมชน จะเป็นต้นแบบที่ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ให้ชุมชนอื่นๆ &amp;nbsp;ผมหวังว่ารัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนหลายองค์กร เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก้ชุมชนในประเทศอย่างยั่งยืนถาวร&amp;rdquo;อาสา กล่าว

ด้านทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า นอกจากโครงการบัวหลวงร่วมชุมชนแก้ภัยแล้งแล้ว มูลนิธิฯยังขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น โครงการจัดทำโครงสร้างชลศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม, โครงการเทิดด้วยทำ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่ายินดีที่เราจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อมีน้ำ ก็สามารถทำการเกษตรได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวทางขยายผลความสำเร็จ &amp;ldquo;ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มความมั่นคง เศรษฐกิจของชุมชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ปีนี้ถือว่าภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน และการทำงานในทุกภาคส่วนจะต้องมีการบูรณาการ เพื่อให้การแก้ไข &amp;nbsp;การบริหารจัดการน้ำเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตนขอชื่นชมกับผลสำเร็จของโครงการร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง ที่ทำให้เห็นในเชิงประจักษ์และเป็นตัวอย่างที่ดีในการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน เป็นกลไกที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะมีการใช้พื้นที่ชุมชน เป็นตัวตั้งและนำหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาถอดรหัสและทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความเป็นปกติสุขของประชาชน ทั้งนี้ตนคิดว่าการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำ แต่เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้เป็นเหมือนรากฐานสำคัญที่จะนำใช้ต่อยอดนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต หรือ BCG เป็นต้น

&amp;ldquo;ผมได้รับรายงานว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีชุมชนที่ขาดแคลนน้ำอยู่ประมาณ 3,500 ชุมชน ดังนั้นสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ จะร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เดินหน้าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้งบประมาณจากพรก.เงินกู้ และจะเริ่มใน 2,000 ชุมชนก่อน เพื่อสร้างแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ดีพอ ทั้งนี้ผมคาดว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะนอกจากเราจะได้ขับเคลื่อนเศรษฐกอจด้วยการจ้างงานแล้ว ยังจะทำให้คนกลุ่มนี้มีองค์ความรู้ เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่การทดลองทดสอบอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการขยายผล เพื่อที่จะทำให้สิ่งดีๆ เหล่านี้ ครอบคลุมในทุกชุมชนในประเทศไทย และโจทย์ต่อไปเราอาจจะต้องกลับมาดูแลเรื่องน้ำในส่วนของชุมชนเมืองด้วย&amp;rdquo;นายสุวิทย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อมีน้ำ ก็ต่อยอดสู่การทำวิสาหกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72526</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, มูลนิธิบัวหลวง, มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, ร่วมมือร่วมใจรอดภัยแล้ง 108 ชุมชน, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d16ab39196.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
