<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบโครงการส่งเสริมและรักษาระดับจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี จำนวนกว่า 5 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบหลักการโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงาน ตลอดจนสร้างความแข็งแรงให้แก่ธุรกิจ โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานประสานกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแนวการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการในส่วนของรายได้จากเงินอุดหนุนดังกล่าว พร้อมให้กระทรวงแรงงานจัดทำรายละเอียดข้อเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ พิจารณา ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้&amp;nbsp;1.คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นนายจ้างภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม มีการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทยไม่เกิน 200 คน โดยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในเดือนตุลาคม 2564 และรับเงินอุดหนุนในเดือนที่ 1 - 3 (ตั้งแต่พฤศจิกายน 2564 ถึงมกราคม 2565)&amp;nbsp;2.​เงื่อนไขการจ่ายเงินอุดหนุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานให้แก่นายจ้าง ให้กับลูกจ้างสัญชาติไทย จำนวนไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน,&amp;nbsp;เงินอุดหนุนคำนวณตามยอดการจ้างจริงทุกเดือน โดยพิจารณาจากจำนวนลูกจ้างที่นำส่งเงินสมทบประกันสังคม,&amp;nbsp;นายจ้างจะต้องรักษาการจ้างงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในระหว่างร่วมโครงการ โดย (หากต่ำกว่าร้อยละ 95 จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนในเดือนนั้น) ในกรณีนายจ้างมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มตามจำนวนการจ้างงานจริง ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนลูกจ้างสัญชาติไทย ณ วันเริ่มโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการนี้คาดว่าจะรักษาระดับการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทยในธุรกิจ SMEs ที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 ราย ที่มีสถานประกอบการจํานวน 480,122แห่งและจะสามารถรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้จำนวน 5,040,176 คน&amp;rdquo; นาย ธนกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กระทรวงแรงงาน, คณะรัฐมนตรี, จ้างงาน, ศบศ., เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c106148a8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 07:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 06:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สสว.ปลื้มช่วยเอสเอ็มอีรับสิทธิ์จัดซื้อจัดจ้างรัฐรวมกว่า 1 แสนราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 2564 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในมาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภายใต้กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 ว่า สสว.ประสบความสำเร็จในการจัดทำระบบขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaismegp.com และเปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ณ วันที่ 29 ก.ย.2564 พบว่ามีเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนในระบบจัดซื้อจ้างภาครัฐ(THAI SME-GP) แล้ว 96,871 ราย คาดว่าถึงสิ้นปี 2564 จะมีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนเกินกว่า 100,000 ราย อย่างแน่นอน รวมทั้งมีรายการสินค้าและบริการขึ้นทะเบียนมากกว่า 661,492 รายการ ซึ่งหน่วยงานที่จัดซื้อจัดจ้างมากที่สุดลำดับต้นๆ เช่น กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นงานที่กระจายรายได้ครอบคลุมทั่วประเทศ จากหน่วยงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้างเอสเอ็มอีที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุด 20 อันดับแรก&amp;rdquo;นายวีระพงศ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สินค้าและบริการขึ้นทะเบียนมากที่สุดในลำดับต้นๆ เช่น เครื่องใช้และอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่ง รับเหมาก่อสร้าง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและโทรคมนาคม บริการด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอาคาร เป็นต้น และจังหวัดที่มีเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นนทบุรี นครราชสีมา ปทุมธานี สงขลา ชลบุรี ขอนแก่น เชียงราย และ สมุทรปราการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า ที่สำคัญจากตัวเลขของกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 ส.ค.2564 พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขึ้นทะเบียนในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ สสว. ได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานภาครัฐ คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 551,306 ล้านบาท กลุ่มงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูง เช่น งานจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์การก่อสร้างอาคาร งานรับเหมาก่อสร้าง ซ่อมแซม บำรุงรักษา ถนน/อาคาร วัสดุที่ใช้ในโรงพยาบาล และวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้า-คอมพิวเตอร์ วัสดุสำนักงาน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถิติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของกรมบัญชีกลางในปี 2563 พบว่า สินค้าที่ภาครัฐนิยมซื้อในลำดับต้นๆ มีตั้งแต่อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และงานเหมาบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทำความสะอาด รักษาความปลอดภัย ดูแลต้นไม้-สนามหญ้า และยังมีสินค้าที่เป็นโอกาสสำหรับเอสเอ็มอีรายเล็ก ๆ เช่น อาหารสดและวัตถุดิบปรุงอาหาร ข้าวสาร ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ถุงยังชีพ สมุนไพรนวดสปา จึงเห็นได้ว่าตลาดภาครัฐ สามารถสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118395</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, วีระพงศ์ มาลัย, สสว., เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612e10e21f70d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 13:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯหัวโต๊ะบอร์ดบีโอไอไฟเขียวมาตรการเยียวยาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 64 - ที่ห้อง PMOC ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ครั้งที่ 3/2564 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการประชุม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลได้เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีและภาคธุรกิจผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ของบีโอไอ ที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะไม่อาจคาดได้ว่าโควิด-19 จะอยู่ไปอีกถึงเมื่อไร โดยต้องทำทุกอย่างให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เป็นรูปธรรม โปร่งใส เป็นธรรม ดำเนินการอย่างสุจริต สามารถตรวจสอบได้ทุกประการ ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานให้มีผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมาย สิ่งที่ทำได้ขอให้ทำทันที ที่สำคัญ คือ การระวังไม่ทำให้คนตกงาน พร้อมหาแนวทางให้คนมาทำงานร่วมกับเครื่องจักรได้มากขึ้น เพื่อคนไทย มีอาชีพสุจริต มีความมั่นคง นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่าเราต้องเดินหน้าประเทศไปด้วยกัน ทั้งการพัฒนาคน 4.0 อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งความคิดก็ต้อง 4.0 ด้วย หากยังปฏิบัติแบบเดิม ๆ ก็จะเดินหน้าไปไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการประชุมบอร์ดบีโอไอที่สำคัญ คือ บอร์ดบีโอไอเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนและ/หรือยาในประเทศ ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ ดังนี้ 1.การผ่อนผันขยายเวลาดำเนินการให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO 9002, CMMI หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า 2.การผ่อนผันการขออนุญาตหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวเป็นระยะเวลาเกินกว่า 2 เดือน ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อนุมัติปรับปรุงประเภทกิจการการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ รถสามล้อไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ และรถโดยสารไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ และอนุมัติเปิดให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตรถจักรยานไฟฟ้า (ELECTRIC BICYCLE/ E-BIKE)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไออนุมัติการขอรับการส่งเสริม (ขยายกิจการ) ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำระบบ COGENERATION ของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 6,046 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดินและทุนหมุนเวียน 5,568.0 ล้านบาท) เป็นหุ้นไทยทั้งสิ้น ที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง และรับทราบภาวะการส่งเสริมการลงทุนใน 6 เดือนแรกของปี 2564 จำนวนโครงการ เพิ่มขึ้น 14% การขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 801 โครงการ อยู่ในพื้นที่ EEC 232 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 29 ของโครงการทั้งหมด เงินลงทุน เพิ่มขึ้น 158% เงินลงทุนทั้งสิ้น 386,200 ล้านบาท อยู่ในพื้นที่ EEC 126,640 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33 ของเงินลงทุนทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115782</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร, นายกฯ, บอร์ดบีโอไอ, บิ๊กตู่, เอกชน, เอสเอ็มอี, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135b72f2ed5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉวยโอกาสส่งออกบูม จัดทัพเอสเอ็มอีรุกต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ถือว่าเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เร่งยกระดับผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมให้มีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่ผ่านมาได้มีการเสริมสร้างเอสเอ็มอีในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา-เวิร์กช็อป, กิจกรรมให้คำปรึกษาปรับปรุงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์, กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (ออนไลน์แมตชิ่ง) กับคู่ค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับผลตอบรับและประสบความสำเร็จด้วยดีมาตลาด ล่าสุดได้ร่วมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดโครงการพัฒนาศักยภาพและช่องทางการตลาดเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี &amp;nbsp;เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าสู่ตลาดจีน &amp;nbsp;อินเดีย และบาห์เรน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดทั้ง 3 ประเทศนี้ ซึ่ง สสว.มีเป้าหมายในการช่วยเหลือเสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยุค New Normal ด้วยหาช่องทางการเปิดตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ผ่านพ้นวิกฤตทางการค้า และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระยะยาว รวมถึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายโครงการนี้ ได้จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการแบบเข้มข้นใน 3 แนวทาง เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2564 ได้แก่ การจัดสัมมนา-เวิร์กช็อป, กิจกรรมให้คำปรึกษาปรับปรุงภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์, กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (ออนไลน์แมตชิ่ง) กับคู่ค้าในแต่ละประเทศ ได้แก่ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ตลาดอินเดีย ตลาดจีน ส่วนตลาดบาห์เรน จะแบบเป็น 2 กิจกรรม คือ 1.เจรจาจับคู่ธุรกิจ และ 2.การทดลองจัดแสดงสินค้าที่ห้าง Thai Mart ประเทศบาห์เรน (Mini Showcase) ซึ่งผู้ประกอบการจะได้ทดลองจำหน่ายสินค้าจริงในประเทศเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการจัดโครงการในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 100 ราย แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าประเภทต่างๆ ได้แก่ กลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป, กลุ่มของที่ระลึก,กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ โดยคาดการณ์จะมีมูลค่าการเจรจาจับคู่ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการจัดโครงการ ครั้งนี้ จำนวน 200 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตลาดประเทศจีน อินเดีย และบาห์เรน จะมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอนาคต โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ได้รวดเร็วที่สุด โดยธนาคารโลกคาดจีดีพีจะโตถึง 8.5% ในปี 2564 ส่งผลให้ยอดการส่งออกของไทยไปจีนในรอบครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2564) มีมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 24.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 รวมทั้งยังมีโอกาสขยายการค้าได้อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผลไม้ พืชผัก ผลิตภัณฑ์ยางไปจนถึงเครื่องจักรต่างๆ&amp;quot; นายวีระพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากเมืองคุนหมิง ในภูมิภาคจีนตอนใต้ มาถึงเมืองเวียนจันทน์ สปป.ลาว ที่จะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมปีนี้ ก็จะเพิ่มยอดการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีนได้อีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร เนื่องจากเส้นทางรถไฟสายนี้ที่กรุงเวียงจันทน์ อยู่ใกล้กับชายแดนไทยจังหวัดหนองคาย จะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งไปจีนตอนใต้เหลือเพียง 1 วัน และลดค่าขนส่งได้มากกว่า 5 เท่าตัว ซึ่งจะเปิดโอกาสการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยได้อีกมหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศอินเดีย ก็เป็นตลาดที่มีอนาคตสูงของไทย เพราะมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และได้รับการคาดหมายว่าในปี 2050 จะกลายเป็นประเทศที่มี GDP สูงกว่าสหรัฐอเมริกา โดยในปัจจุบันอินเดียเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 10 ของไทย โดยยอดการส่งออกของไทยไปอินเดียในรอบครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2564) มีมูลค่ากว่า 126,000 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 54.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย ทำให้ถูกมองว่าในอนาคตจะเป็นตลาดส่งออกใหม่ของไทยที่จะมีความสำคัญเทียบเท่าจีน เนื่องจากปัจุบันสินค้าส่งออกของไทยไปอินเดียยังมีปริมาณน้อย ยังเป็นตลาดที่ผู้ส่งออกไม่คุ้นเคย จึงมีโอกาสที่จะเจาะตลาดได้อีกมาก และอินเดียมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มสินค้าส่งออกที่มีแววสดใสคือ อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์และอินทรีย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว และอุปกรณ์ทางการแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อินเดียยังมีหลายรัฐทำให้มีความต้องการในการบริโภคที่หลากหลาย และยังเป็นประตูในการส่งออกสินค้าจากไทยไปสู่ประเทศข้างเคียง เช่น ศรีลังกา มัลดีฟส์ รวมทั้งไทยยังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศอินเดีย ทำให้มีความได้เปรียบเหนือกว่าประเทศอื่น และที่สำคัญคนอินเดียมีทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย สินค้าไทยถูกจัดเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง และสามารถเข้าถึงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศบาห์เรน เป็นตลาดที่สำคัญของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะเป็นประเทศที่ประชาชนมีกำลังซื้อในระดับสูง เนื่องจากเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ประเทศหนึ่ง นอกจากนี้ไทยยังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-บาห์เรน จึงทำให้สินค้าไทยเสียภาษีในระดับต่ำสร้างความได้เปรียบมากกว่าประเทศคู่แข่งและทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยสามารถเข้าไปทำตลาดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่ม อาหาร สุขภาพ และความงาม ที่ถือได้ว่ามีความต้องการอยู่ในระดับสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รวมทั้งประเทศบาห์เรนยังสามารถเป็นประตูการค้าและการลงทุนให้ไทยไปตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, คูเวต, โอมาน และบาห์เรน รวมถึงแอฟริกาตอนเหนือ เอเชียใต้ และเอเชียกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ กล่าวว่า สสว.และ ส.อ.ท.ยังจะมีการจัดงาน &amp;ldquo;ไทยทำไทยช้อปไทยใช้&amp;rdquo; Made in Thailand ผ่านทางเว็บไซต์ Shopee.com ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม-15 กันยายน 2564 งานที่รวบรวมสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 1,000 รายการ อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ และของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียน สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และของขวัญของที่ระลึก พร้อมแจกโค้ดส่วนลดร้านค้ากว่า 50,000 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรอง Made in Thailand ทั้งสิ้น ผู้สนใจสามารถเลือกชมและซื้อสินค้าได้ที่ https://shopee.co.th/mitshopcampaign2021
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการร่วมมือกับ ส.อ.ท. ในเรื่องความร่วมมือขยายตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศแล้ว ในส่วนของตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ก็เป็นตลาดภายในประเทศที่สำคัญในการเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายให้กับเอสเอ็มอีในปีนี้ โดย สสว.จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดและได้รับงานจากภาครัฐมากขึ้น ซึ่งได้วางเป้าหมายให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ามาลงทะเบียนเข้าโครงการนี้ 1 แสนราย และมียอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 55,000 ราย และมียอดขายในโครงการรวมแล้วกว่า 1.27 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังทยอยลงทะเบียนต่อเนื่อง คาดว่าจะได้จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าโครงการ และยอดขายของเอสเอ็มอีได้ตามเป้าอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114925</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, บาห์เรน, วีระพงศ์ มาลัย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), อินเดีย, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612b325b53e42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.  ผนึกกำลัง 3 แพลตฟอร์มยักษ์  JD CENTRAL - LAZADA - SHOPEE พร้อมหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน หนุนผู้ประกอบการ SME กว่า 2,000 ราย จากทั่วประเทศ เปิดร้านค้าออนไลน์  ดันแคมเปญ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” เดินหน้าสร้างรายได้ฝ่าวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์&amp;nbsp; มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปีนี้ สสว. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินงานหลากหลายโครงการ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรร่วมดำเนินการทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และหอการค้าไทย ร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ มีการระดมความรู้อบรมทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งส่งเสริมการสร้างรายได้ในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ควบคู่กันด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภายใต้สถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่ยังคงอยู่ สสว. จึงได้ร่วมมือกับหน่วยร่วมดำเนินการต่างๆ ในการปรับรูปแบบกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพอย่าง JD CENTRAL&amp;nbsp; LAZADA และ SHOPEE เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้มีร้านค้าออนไลน์ สร้างรายได้ในช่วงวิกฤตินี้ และยังได้จัดทำแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; เพื่อส่งเสริมการขาย ขณะนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมกว่า 2,000 ราย มีสินค้ากว่า 100,000 รายการ ให้เลือก พร้อมด้วยส่วนลดพิเศษจากทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งกำหนดจัดระหว่าง 21 สิงหาคม ไปจนถึง 20 กันยายน 2564 จึงขอเชิญชวนช่วยอุดหนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านช่องทางออนไลน์ smeonline2021.com หรือผ่าน application SME Connext นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมแคมเปญเพิ่มเติมในระหว่างนี้ก็สามารถติดต่อผ่านหน่วยร่วมดำเนินการของโครงการต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว หรือเข้าไปที่ application SME Connext ได้เช่นกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผอ.สสว. กล่าวเชิญชวน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เจดีเซ็นทรัล ผู้นำด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย&amp;nbsp; ที่เกิดจากความร่วมมือของสองยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป (Central Group) จำกัด บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเจดีดอทคอม (JD.com) บริษัทค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน กล่าวว่า เจดีเซ็นทรัลยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมมือกับสสว. เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo;&amp;nbsp; ความร่วมมือนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า เจดีเซ็นทรัล พร้อมให้การส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง และเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของแพลตฟอร์มเจดีเซ็นทรัลจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอี ได้นำเสนอสินค้าดีมีคุณภาพไปยังกลุ่มลูกค้า เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ และเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายวีระพงศ์ โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยีระดับโลกของกลุ่มอาลีบาบา กล่าวว่า การร่วมมือกับ สสว. ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยยกระดับเอสเอ็มอีทีไทยสู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล แต่ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคไทยได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพหลากรายการในราคาพิเศษถึงแม้ว่าจะต้องเก็บตัวอยู่บ้านในช่วงนี้ก็ตาม ลาซาด้าพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะนำศักยภาพแพลตฟอร์มและเครือข่ายโลจิสติกส์มาใช้ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภคในการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ผู้แทน ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดเผยว่า ช้อปปี้ได้ร่วมมือกับ สสว. ผลักดันแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; มาตั้งแต่ช่วงเแรกของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และได้ขยายระยะเวลาแคมเปญอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และด้วยศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ จึงมั่นใจว่า จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี จึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้อย่างแข็งแรงและเติบโตยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แคมเปญ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; บนแพลตฟอร์ม JD CENTRAL - LAZADA - SHOPEE จัดขึ้นระหว่าง 21 สิงหาคม &amp;ndash; 20 กันยายน 2564 พบกับสินค้าคุณภาพดีที่คัดสรรจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ให้ได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจในราคาพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นและโค้ดส่วนลดจากทุกแพลตฟอร์ม โดยผู้สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มที่ต้องการได้ที่เว็บไซต์กลาง https://smeonline2021.com หรือผ่าน application SME Connext&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114383</URL_LINK>
                <HASHTAG>Central Group, JD Central, Lazada, SHOPEE, smeonline2021.com, กลุ่มอาลีบาบา, ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด, ช้อปปี้ (ประเทศไทย), นายก่อลาภ สุวัชรังกูร, นายวีระพงศ์ โก, นายวีระพงศ์  มาลัย, บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย), บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป, สสว., สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, เจดีเซ็นทรัล, เทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ, เอสเอ็มอี, โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124ba35745cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.เสนอ 3 ทางรอดวอนนายกช่วยSME สู้วิกฤติโควิด19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าส.อ.ท. และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย มีความเป็นห่วงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่กำลังเผชิญปัญหาในขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐไปแล้วหลายอย่างโดยเฉพาะด้านการเงิน แต่ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ดังนั้น ทั้ง 2 หน่วยงานมีความเห็นร่วมกันในการที่จะเสนอท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพิ่มเติม 4 แนวทาง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ให้พิจารณาเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันความเสียหายผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเพิ่มขึ้นเป็น 60% เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาในช่วงนี้ได้มากขึ้น 2. พิจารณาให้ผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้สถาบันการเงินที่เข้าเกณฑ์ NPL ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดจนถึง 3 ปี นับจากสิ้นสุดช่วงโควิด ไม่มีประวัติข้อมูลที่บ่งบอกถึงประวัติการชำระหนี้หรือสินเชื่อใน Credit Bureau (บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขอให้พิจารณาผ่อนคลายเงื่อนไขการปล่อยกู้ตามประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เขียนไว้ว่า &amp;ldquo;ให้สภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการที่ยังพอมีศักยภาพ&amp;rdquo; โดยให้เป็นดุลยพินิจของสถาบันการเงิน ซึ่งการเข้มงวดกับคำว่าศักยภาพที่ยึดโยงกับรายได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอนจากสถานการณ์วิกฤติไม่ปกติจะเป็นอุปสรรคลำดับแรก ที่สถาบันการเงินจะยังไม่พิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็น NPLs จากผลกระทบของโควิด-19 และ 4. ให้ความช่วยเหลือในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนด้านสาธารณสุข โดยการจัดหา Rapid Test ให้กับผู้ประกอบการ SMEs
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110534</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทจดทะเบียนไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf6111d8087.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 21:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.ชงรัฐบาล ทุ่มเงิน‘1ล้านล.’ อุ้ม‘ศก.’ยาวสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเดิมเยียวยาพักเงินต้น-ดอกเบี้ย &amp;quot;เอสเอ็มอี&amp;quot; แล้ว ส.อ.ท.ชงเองอัดฉีดอีก 1 ล้านล้านบาทเพื่อประคองธุรกิจถึงสิ้นปี หากไม่ทำเจ๊งระนาวเพราะโควิดอยู่ยาวแน่ ชี้มาตรการเยียวยาแค่ประคองระยะสั้น&amp;nbsp;
เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ทุกภาคส่วนออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ประคับประคองธุรกิจให้ก้าวข้ามความยากลำบากช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม &amp;nbsp;(เอสเอ็มอี) ซึ่งขณะนี้ธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ขานรับ โดยออกมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งผู้ประกอบการสามารถยื่นความประสงค์ที่ธนาคารเจ้าหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.ถึง &amp;nbsp;15 ส.ค.นี้ และบางแห่งถึง 31 ส.ค.นี้ รวมทั้งยังมีโครงการให้สินเชื่อของธนาคารออมสิน ขณะที่กรมบังคับคดียังเร่งให้ความช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้า ร้านค้าและร้านอาหาร ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับเจ้าหนี้ซึ่งจะมีถึงวันที่ 31 ส.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่ไม่ใช่เพียงมาตรการเยียวยา แต่จำเป็นต้องอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มอีกราว 1 ล้านล้านบาทเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้จนถึงสิ้นปี โดยต้องรักษากลุ่มแรงงานและกลุ่มอื่นๆ เหมือนกับการฉีดวัคซีนให้เศรษฐกิจ
&amp;ldquo;มาตรการเยียวยาล่าสุดที่ออกมานั้นเป็นมาตรการที่ดี &amp;nbsp;แต่ช่วยได้แค่ระยะสั้นๆ แค่พอให้อยู่ได้ แต่ยังไม่อยู่รอด &amp;nbsp;ส่วนจะกู้เพิ่มได้หรือไม่เพราะอาจชนเพดานหนี้ก็เป็นหน้าที่รัฐต้องไปพิจารณา เพราะประเทศต่างๆ ทั่วโลกเขาก็ใช้เหตุผลภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินกัน หากไปช่วยตอนธุรกิจเจ๊งไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร&amp;rdquo; นายเกรียงไกรกล่าวและว่า ส.อ.ท.ประเมินว่าไทยจะคุมโควิด-19 ไม่อยู่และอาจยาวไปถึงสิ้นปี โดยดูจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ รวมทั้งแผนการฉีดวัคซีนที่ยังไม่เป็นไปตามเป้า
วันเดียวกัน สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่องมาตรการเยียวยาแก้ปัญหาโควิด-19 ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยสำรวจประชาชนใน &amp;nbsp;กทม.จำนวน 1,101 ราย&amp;nbsp;
โดยเมื่อถามถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการช่วยเหลือประชาชนจากรัฐบาล พบว่าส่วนใหญ่หรือ 97.2% รับรู้ &amp;nbsp;ในขณะที่ 2.8% ไม่เคยทราบเลย เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อมาตรการรัฐบาลเยียวยาช่วยเหลือประชาชนด้านเศรษฐกิจ 93.7% ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มอาชีพอิสระ 92.8% เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง, การส่งออก, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, เราชนะ และเรารักกัน 90.7% มีความหวังให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทั่วถึง 90.2% เห็นด้วยกับมาตรการเยียวยาช่วยเหลือ เช่น &amp;nbsp;สินเชื่อโควิดสู้ภัย, พักชำระหนี้ และ ม.33 86.9% ต้องการให้รัฐบาลเปิดพื้นที่กระตุ้นเศรษฐกิจภาคอื่นๆ&amp;nbsp;
เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อมาตรการรัฐบาลเยียวยาช่วยเหลือประชาชนด้านสังคม 98.5% ต้องการให้มีจุดตรวจโควิด-19 ฟรี เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว 98.1% &amp;nbsp;ต้องการให้มีมาตรการรัฐบาลที่ดีช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รักษาตัวที่บ้าน 95.2% ต้องการให้รัฐบาลให้ความชัดเจน ปรับปรุงการสื่อสารกับประชาชนเรื่องวัคซีน &amp;nbsp;การป้องกันรักษา และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการเยียวยาโดยง่าย ไม่สับสน 94.4% ต้องการให้ประชาชนดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค 94.1%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องการให้รัฐบาลช่วยภาคการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา การลดค่าเทอม &amp;nbsp;เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110245</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
