<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 22:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เยียวยาทุกกลุ่ม เคาะ8.5พันล้านช่วยร้านอาหาร-ก่อสร้าง-ธุรกิจบันเทิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะรัฐมนตรี เยียวยากึ่งล็อกดาวน์ 10 จังหวัด งัดเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทช่วยแรงงานตามมาตรา 33 พร้อมนายจ้าง วงเงิน &amp;nbsp;5,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกบริษัททั้งที่ลงและไม่ลงทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม ส่วน &amp;ldquo;เอสเอ็มอี&amp;rdquo; ไร้มาตรการใหม่ แค่ทบทวนมติ ครม.ให้ขยายเวลากู้ เพิ่มกลุ่มเป้าหมาย แถมคลอดมาตรการหยุมหยิมยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน-ใบอนุญาต-ลดภาษีช่วยโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ 29 มิถุนายน ยังคงมีความต่อเนื่องจากข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน &amp;nbsp;พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 25) ซึ่งเป็นประกาศคุมเข้มเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ในพื้นที่ 10 จังหวัด เป็นเวลา 1 เดือน
โดยในช่วงเช้า ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ และตัวแทนพนักงานบริการในสถานบริการ อาบอบนวด อะโกโก้ บาร์ คาราโอเกะ และพนักงานบริการอิสระออนไลน์ ประมาณ 20 คนมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 (โควิด-19) เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐเยียวยาพนักงานบริการจากคำสั่งปิดสถานบริการเป็นจำนวนเงิน &amp;nbsp;5,000 บาทต่อเดือน จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาปกติ&amp;nbsp;
โดยกลุ่มยังได้จัดกิจกรรม &amp;quot;สั่งปิดได้ต้องเยียวยาด้วย &amp;nbsp;ตบส้นสูงพบกันหน้าทำเนียบ&amp;quot; โดยนำรองเท้าส้นสูง 30 &amp;nbsp;คู่ที่แต่ละคู่จะเขียนข้อความติดไว้ รวมถึงชุดบิกินีมาโชว์เป็นสัญลักษณ์ด้วย
ต่อมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;สมาพันธ์ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิงแห่งประเทศไทย นำโดยนายนนทเดช บูรณะสิทธิพร ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเสนอแนวทางให้รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาผู้มีอาชีพธุรกิจกลางคืนเช่นกัน
ขณะที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีรายงานแจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดถึงการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดฉบับที่ 25 &amp;nbsp;รวมถึงกรณีกลุ่มคนทำงานกลางคืนว่า เราต้องช่วยเหลือและรับฟังเขา ต้องเข้าใจความเดือดร้อนทุกฝ่าย เดี๋ยวหาแนวทางช่วยเขา ยืนยันจะช่วยเหลือทุกกลุ่ม&amp;nbsp;
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.) เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อกลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดควบคุมไวรัสโควิด-19 ฉบับที่ 25 ทั้งแรงงานและผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบประกันสังคมและนอกระบบ ในกิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจกรรมสาขาศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ และกิจกรรมบริการด้านอื่นๆ ในระยะเวลา 1 เดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
โดยรูปแบบการช่วยเหลือ กลุ่มแรกคือแรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สัญชาติไทย ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมในอัตรา 2,000 บาทต่อคน ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากการให้ความช่วยเหลือผ่านระบบประกันสังคมที่ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน กลุ่มที่สอง ผู้ประกอบการหรือนายจ้าง จะได้รับความช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 &amp;nbsp;บาทต่อคน และกลุ่มที่ 3 ผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม แยกเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่เป็นผู้ประกอบการที่มีลูกจ้าง ให้ลงทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ภายในเดือน ก.ค.นี้ จะได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาทต่อคน และลูกจ้างที่เป็นสัญชาติไทยจะได้รับความช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อคน
&amp;ldquo;กรณีที่เป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้าง ให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินผ่านโครงการคนละครึ่ง ภายในเดือน ก.ค.เช่นกัน โดยผู้ประกอบการจะได้รับความช่วยเหลือในอัตรา 3,000 บาท และกรณีที่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร เครื่องดื่ม ของโครงการคนละครึ่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ สปส.เนื่องจากไม่มีลูกจ้าง จะได้รับการช่วยเหลือในอัตรา 3,000 บาท สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการคนละครึ่งและมีลูกจ้าง แต่ยังไม่อยู่ในระบบประกันสังคมให้ลงทะเบียนกับ สปส.ภายในเดือน ก.ค.นี้&amp;rdquo; นายอนุชาระบุ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;วงเงินที่ใช้ในการเยียวยาครั้งนี้ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมตามมติในที่ประชุมร่วมกับนายกฯ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ซึ่งกำหนดวงเงินไว้ 4,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท โดยมาจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;เพราะต้องเตรียมความพร้อมไว้รองรับกรณีที่อาจมีผู้เข้ามาในระบบมากขึ้น ทั้งระบบประกันสังคมและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การช่วยเหลือเยียวยาส่วนนี้ ยังไม่รวมวงเงินช่วยเหลือผ่านกองทุนประกันสังคมที่ชดเชยจากมีเหตุสุดวิสัย ในอัตรา 50% ของค่าจ้างรายวัน ซึ่งจะใช้เงินจากกองทุนประกันสังคม 3,500 ล้านบาท หากรวมกับงบประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมใช้งบประมาณทั้งสิ้น &amp;nbsp;8,500 ล้านบาท
ครม.ไร้มาตรการใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชายังกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังทบทวนมติ ครม.เพื่อช่วยผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระลอกใหม่ ประกอบด้วย 1.โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดยขยายเวลารับคำขอสินเชื่อจากเดิมวันที่ 30 มิ.ย.ออกไปเป็นวันที่ 30 ธ.ค.นี้ 2.ปรับปรุงโครงการซอฟต์โลนออมสินฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย โดยธนาคารออมสิน ซึ่งมีการขยายเวลากู้จากไม่เกิน 5 ปี เป็นไม่เกิน 7 ปี, ขยายระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นจากไม่เกิน 1 ปี เป็นสูงสุดไม่เกิน 2 ปี และขยายเวลารับคำขอสินเชื่อจากวันที่ 30 มิ.ย.ไปเป็นวันที่ 30 ธ.ค. ​3.ปรับปรุงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเอสเอ็มอี &amp;ldquo;มีที่ มีเงิน &amp;nbsp;สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยว&amp;rdquo; โดยธนาคารออมสิน ซึ่งขยายกลุ่มเป้าหมายโครงการ เช่น ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม &amp;nbsp;ธุรกิจการเดินทางและขนส่ง ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจสปาและนวดแผนไทย เป็นต้น รวมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์วงเงินสินเชื่อต่อรายกรณีผู้กู้เป็นนิติบุคคล &amp;nbsp;จากที่พิจารณารายได้รวมของงบการเงินปีล่าสุด หรือรอบบัญชีปี 2562 เป็นรอบบัญชีปี 2562 หรือปี 2563 &amp;nbsp;แล้วแต่กรณีใดสูงกว่า และปรับปรุงการพิจารณาหลักประกันการกู้เงินจากเดิมไม่รับหลักประกันที่ไม่มีสภาพคล่อง รวมถึงขยายเวลารับคำขอสินเชื่อ
&amp;ldquo;การปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระลอกใหม่ ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย&amp;rdquo; นายอนุชากล่าวและว่า ที่ประชุม ครม.ยัง​รับทราบความคืบหน้ามาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ, มาตรการสนับสนุนสินเชื่อ และ พ.ร.ก.ฟื้นฟู ที่ดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วย&amp;nbsp;
ส่วน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งเป็นการขยายเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีที่เรียกเก็บตามพระราชบัญญัติโรงงานปี 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 &amp;nbsp;ซึ่งมีเครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้า และคนงานไม่เกิน 50 &amp;nbsp;คน และจำพวกที่ 3 หรือมีเครื่องจักรเกิน 50 แรงม้าและคนงานเกินกว่า 50 คน หรือเป็นโรงงานที่มีมลภาวะ ทุกขนาดเป็นเวลา 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 &amp;nbsp;มิ.ย.64 - 9 มิ.ย.65 โดยคาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 272 ล้านบาท แต่จะเป็นการลดภาระและบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบกิจการโรงงานจากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;
น.ส.ไตรศุลีกล่าวอีกว่า ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและใบแทนใบอนุญาตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการตรวจสอบและรับรอง โดยให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 15 &amp;nbsp;วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนถึงวันที่ 30 &amp;nbsp;เม.ย.65 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและใบแทนใบอนุญาตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 64.8 ล้านบาท และการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการตรวจสอบและรับรอง จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 20 ล้านบาท
&amp;ldquo;ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร สำหรับมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการบริจาคเพื่อแก้ไขปัญหาโควิด-19 ซึ่งเป็นการขยายเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการสำหรับการบริจาคสินค้าให้แก่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโรคโควิด-19 ซึ่งสิ้นสุดมาตรการไปเมื่อวันที่ 5 มี.ค. โดยการขยายเวลารอบนี้มีผลตั้งแต่การบริจาคในวันที่ 6 มี.ค.64 - 5 มี.ค.65 หรือขยายออกไปอีก 1 ปี ทั้งนี้คาดว่าจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 5 ล้านบาท&amp;rdquo;
ยัน 4 มาตรการรัฐเดินตามเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบทบทวนมติ ครม.เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์และขยายเวลาการดำเนินมาตรการ โดยให้ขยายเวลาการขอสินเชื่อในโครงการ Extra Cash วงเงิน 10,000 &amp;nbsp;ล้านบาทของเอสเอ็มอีแบงก์ วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ย 3% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลากู้ 5 ปี &amp;nbsp;โดยขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 30 ธ.ค.64 นอกจากนี้ยังให้ปรับปรุงการดำเนินโครงการซอฟต์โลน ออมสินฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจท่องเที่ยวและ Supply &amp;nbsp;Chain วงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 3.99% ต่อปี รวมทั้งขยายกลุ่มเป้าหมายของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในโครงการเอสเอ็มอีที่มีเงิน &amp;nbsp;โดยเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาดระลอกใหม่&amp;nbsp;
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลังประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร (ศบค.กทม.) &amp;nbsp;ครั้งที่ 40/2564 ว่า ที่ประชุม ศบค.กทม.ได้หารือถึงการช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งสำนักพัฒนาสังคมได้จัดทำโครงการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสนับสนุนทุนประกอบอาชีพ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน สูญเสียงานหรือเสียรายได้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กทม. โดยขอให้สำนักงานเขตสำรวจผู้ค้ารายย่อยที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกับ สปส. สำนักงานเขตละ 200 ราย เพื่อรับเงินช่วยเหลือเยียวยารายละ 5,000 บาท ทั้งนี้เพื่อเป็นทุนสำรองในการดำรงชีพของประชาชนต่อไป
ส่วนนายธนกรกล่าวว่า มาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติโควิด-19 จำนวน 4 &amp;nbsp;มาตรการนั้น รัฐบาลจะดำเนินการตามกำหนดเดิมในวันที่ &amp;nbsp;1 ก.ค.นี้ ประกอบด้วย 1.มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมผู้มีสิทธิ์ 13.65 ล้านคน &amp;nbsp;รัฐบาลสนับสนุนให้คนละ 200 บาท เป็นเวลา 6 เดือน &amp;nbsp;2.มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ครอบคลุมผู้มีสิทธิ์จำนวน &amp;nbsp;2.5 ล้านคน รัฐบาลสนับสนุนให้คนละ 200 บาท เป็นเวลา 6 เดือน 3.โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ครอบคลุมผู้มีสิทธิ์จำนวน 31 ล้านคน โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง 150 บาทต่อวันต่อคน ตลอดโครงการ 3,000 &amp;nbsp;บาท และ 4.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งโครงการทั้ง 4 เป็นโครงการที่มีความเชื่อมโยงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;51 ล้านคน หรือครอบคลุมคนทั้งประเทศ 70% และนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 473,000 ล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108090</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เยียวยาทุกกลุ่ม, งัดเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท, ประยุทธ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยากึ่งล็อกดาวน์ 10 จังหวัด, เอสเอ็มอี”, ไร้มาตรการใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dafd46f158e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
