<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2018 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 20:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จุรินทร์”ขยี้ ครม.สัญจรเลิกถลุงงบเอาเปรียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลคสช.ไปตั้งพรรคพลังประชารัฐแต่ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง ว่า กรณี4รัฐมนตรี ต้องลาออกหรือไม่นั้น ก็เป็นอย่างที่เขากล่าวอ้าง คือไม่มีกฏหมายบังคับว่าต้องลาออก แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ก่อนหน้า4รัฐมนตรี ได้เคยไปประกาศไว้ ว่า จะลาออกเพื่อไม่ให้เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ถ้าไม่ลาออกแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ผิดคำพูด จะส่งผล ไปถึงคำพูดและการกระทำของท่านในอนาคตว่า ยังเชื่อถือได้อยู่อีกหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณี ครม.สัญจรที่ เดินสายหาเสียงและแจกงบประมาณอยู่ในขณะนี้เช่นเดียวกัน แม้ไม่มีกฎหมายห้าม แต่ประเด็นสำคัญคือ ความเหมาะสม เป็นสิ่งที่สมควรกระทำสำหรับรัฐบาลที่จะเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งกับพรรคการเมืองอื่นๆในสนามเลือกตั้งหรือไม่ ทางออกที่ดีที่สุด สำหรับรัฐบาลนี้ถ้าต้องการลดเสียงครหา จะต้องประกาศที่จะปฏิบัติตัวให้เหมือนกับรัฐบาลรักษาการณ์ในภาวะการเมืองปกติ ซึ่งมีตัวอย่างที่ปรากฎอยู่ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชัดเจนอยู่แล้วว่า รัฐบาลรักษาการณ์ทำอะไรไม่ได้บ้าง เพื่อป้องกันส่วนได้เสียหรือความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้ง เช่น ห้ามโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง ห้ามใช้เงินประมาณในการจัดทำโครงการใหม่ที่จะมีผลผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่ง ก็เข้าข่ายเหมือนกับที่ครม.ชุดนี้ กำลังทำอยู่ ในการหว่านเงินงบประมาณโครงการต่างๆในครม.สัญจร เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24361</URL_LINK>
                <HASHTAG>4รัฐมนตรี, ครม.สัญจร, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ถลุงงบ, พรรคประชาธิปัตย์, เอาเปรียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181209/image_big_5c0cb6d00d34f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2018 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2018 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;พาณิชย์&quot;เบรกผู้ผลิตขอลดไซส์ ชี้เอาเปรียบประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พาณิชย์&amp;quot;เบรกผู้ผลิตขอลดไซส์ขายราคาเดิม หลังหลายสินค้า หลายยี่ห้อ ทำหนังสือเข้ามา ให้เหตุผลสินค้ามีคุณภาพดีขึ้น แต่ตรวจสอบแล้วไม่ต่างจากของเดิม ยันการทำแบบนี้เป็นการขึ้นราคาทางอ้อม ผู้บริโภคโดนเอาเปรียบ แต่เปิดทางให้ทำได้ หากต้นทุนสูงขึ้นจริง และมีหลักฐานยืนยันชัดเจน แนะผู้บริโภคหากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมแจ้งสายด่วน 1569 ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มของแชมพู สบู่เหลว น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ยาสีฟัน และผงซักฟอก เป็นต้น และมีหลายยี่ห้อ ได้ทำหนังสือเข้ามายังกรมฯ เพื่อขอออกผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการลดขนาดบรรจุภัณฑ์และลดปริมาณสินค้า แต่ยังขอจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม โดยให้เหตุผล เช่น มีการปรับปรุงสูตร เพิ่มส่วนผสม ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น มีศักยภาพมากขึ้น แต่หลังจากที่กรมฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบว่า สินค้าไม่ได้แตกต่างจากของเดิม จึงไม่ได้อนุมัติให้มีการดำเนินการตามที่ผู้ผลิตขอมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ มองว่า การกระทำดังกล่าว เป็นการขึ้นราคาสินค้าแบบเลี่ยงกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการมักจะใช้วิธีการนี้โดยการลดขนาดสินค้าแล้วอ้างว่าเป็นสินค้าตัวใหม่ เป็นสินค้าพรีเมี่ยม แล้วปรับขึ้นราคา หรือคงราคาเดิม แต่ขนาดลดลง ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว ถ้าทำจะผิดกฎหมาย ที่สำคัญ การจะลดขนาดหรือทำสินค้าตัวใหม่ต้องทำเรื่องแจ้งมายังกรมฯ ก่อน หากพบว่าต้นทุนและคุณภาพสินค้าไม่ต่างตัวเดิม ก็จะไม่อนุมัติ แต่ถ้าจะทำ ผู้ประกอบการจะขายราคาเดิมไม่ได้ ต้องลดราคาลงมาด้วย เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมฯ ไม่ได้ปิดกั้นว่าจะไม่ให้ผู้ผลิตทำการปรับลดขนาดหรือปริมาณสินค้า โดยหากผู้ผลิตมีความจำเป็นในการดำเนินการจริง หรือมีต้นทุนสูงขึ้นจริง และได้มีการนำเสนอรายละเอียดต้นทุนที่ชัดเจน และสมเหตุสมผล กรมฯ ก็พร้อมที่จะพิจารณาให้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ผลิตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของผู้บริโภค หากพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบริโภคสินค้า หรือพบเห็นสินค้ามีการปรับลดขนาดหรือปริมาณบรรจุ ให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 กรมฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ และดำเนินการให้ หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมสินค้าในกลุ่มสบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพู น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ไม่ได้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม แต่เมื่อช่วงต้นปี 2561 กระทรวงพาณิชย์ได้ทบทวนบัญชีสินค้าและบริการควบคุม จึงได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาสินค้าควบคุมเพิ่มเติม และได้รับความเห็นชอบ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีปัญหาการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าผู้ผลิตมีการลดขนาดบรรจุและลดปริมาณบรรจุ แต่ยังคงจำหน่ายในราคาเดิม ทำให้ผู้บริโภคโดนเอาเปรียบ ส่วนผงซักฟอก เป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว แต่ได้เพิ่มรายการสินค้าใหม่ เช่น น้ำยาซักฟอกเข้าไป และเมื่อเป็นสินค้าควบคุมแล้ว การลดขนาดบรรจุหรือลดปริมาณ ไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายเหมือนเดิม ผู้ผลิตต้องทำเรื่องขออนุมัติเข้ามายังกรมการค้าภายในเพื่อพิจารณาก่อน หากไม่ได้รับการอนุมัติ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบสินค้าในท้องตลาด พบว่า ผู้ผลิตมักจะใช้วิธีการปรับลดปริมาณสินค้าหรือขนาดบรรจุลงมา เพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาเดิม โดยอ้างว่ามีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคโดนเอาเปรียบ เพราะจ่ายเงินเท่าเดิม แต่ได้รับปริมาณสินค้าลดลง โดยปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ การปรับลดขนาดบรรจุจาก 1000 ซีซี เหลือ 900 ซีซี และลดเรื่อยมาจนบางขนาดลดเหลือ 700-750 ซีซีในปัจจุบัน ส่วนขนาด 500 ซีซี ก็ลดเหลือ 400-450 ซีซี และล่าสุด มีรายงานว่า ผู้ผลิตบางรายใช้วิธีตบตาผู้บริโภค โดยใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดเท่าเดิม แต่ลดปริมาณสินค้าด้านในลง เช่น เดิมขนาด 100 ซีซี ก็ลดปริมาณเหลือ 70 ซีซี แต่บรรจุภัณฑ์ขนาดเท่าเดิมหรือลดลง แต่ไม่มาก หากมองด้วยตาเปล่าก็จะไม่ทราบว่าปริมาณลดลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12988</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ลดไซส์สินค้า, สินค้าอุปโภคบริโภค, เอาเปรียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180429/image_big_5ae5b41a13410.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2018 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2018 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ขู่ฟันร้านธงฟ้าขายของแพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; ตรวจเข้มร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ หลังถูกร้องเรียนห้ามเอาเปรียบประชาชน ขายของแพง ไม่มีการปิดป้ายแสดงราคา ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจเข้ม &amp;nbsp;20 จังหวัด พบ 42 ร้านค้าที่มีปัญหา ขู่พบผิดอีกฟันไม่เลี้ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;04 มี.ค. 61- นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ทำการตรวจสอบร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ที่เข้าร่วมโครงการจำหน่ายสินค้าราคาถูกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง และต้องตรวจสอบทุกกรณี หากพบมีการกระทำการที่ผิดเงื่อนไขให้ใช้มาตรการตั้งแต่เบาไปหาหนัก เริ่มจากว่ากล่าวตักเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไข และจนถึงขั้นยึดคืนเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวงฯ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเข้ามาอย่างต่อเนื่องว่ามีร้านค้าธงฟ้าประชารัฐบางแห่ง ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้า และบางร้านจำหน่ายสินค้าแพงกว่าท้องตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด หรือบางร้านบังคับให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องใช้เงินในบัตรวันนั้นวันนี้ หรือนำเครื่อง EDC ไปให้บริการนอกพื้นที่ ซึ่งขอให้ไปตรวจสอบทั้งหมด และดำเนินการตามขั้นตอนที่ให้นโยบายไว้&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ล่าสุดได้รับรายการผลการตรวจสอบเข้ามาแล้ว โดยได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าธงฟ้าประชารัฐใน 20 จังหวัด จำนวน 42 ร้านค้า โดยพบปัญหาตามที่ประชาชนร้องเรียนจริง ส่วนใหญ่เป็นการจำหน่ายสินค้าแพงกว่าท้องตลาด ไม่ปิดป้ายแสดงราคา และอื่นๆ ซึ่งได้ดำเนินการตักเตือนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และปฏิบัติตามเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการแล้ว และหากต่อไปยังตรวจสอบพบว่ามีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้อีก ก็จะใช้มาตรการที่เข้มต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4243</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายแพง, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, พาณิชย์, ร้องเรียน, ร้านธงฟ้า, เอาเปรียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c7b5ec2276.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
