<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ระบาดทำคนอดอยากเพิ่ม10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;U.N.หรือองค์การสหประชาชาติ ได้ออกมาเตือนว่าในช่วงการระบาดโควิด-19 นั้น ประชากรของโลกร้อยละ 10 นั้น กำลังเป็นโรคขาดสารอาหาร เพราะความหิวพุ่งขึ้นสูงในช่วงของการระบาด โดย U.N.ได้ออกมาเตือนเมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การระบาดของไวรัสโคโลน่านั้น สร้างความเลวร้ายเป็นอย่างมาก เพราะนั่นทำให้คนต้องเผชิญกับความหิวโหย อีกทั้งการขาดแคลนอาหารนั้นเริ่มรุนแรงมากขึ้น จากปัญหาโควิด-19 โดยได้รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคง ทางอาหารและโภชนาการโลก ประจำปี 2564 หรือ (State of Food Security and Nutrition in the World) ว่า ปัจจัยของโรคโควิด-19 นั้น ทำให้ประชากรขาดสารอาหารคิดเป็น 10% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รายงานที่รวบรวมเป็นประจำทุกปี โดยหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติ กล่าวว่า &amp;ldquo;ความหิวโหยได้เริ่มคืบคลานสูงขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ในปี 2553-2558 แต่ปีที่แล้วความหิวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตามสัดส่วน และแซงหน้าการเติบโตของประชากรโลกก็ว่าได้ ทั้งนี้ผลการรายงานยังพบอีกว่าในช่วงปี 2020 ที่โควิด-19 เริ่มเกิดขึ้นกระทั่งถึงปัจจุบัน ทำให้คนขาดสารอาหารคิดเป็นร้อยละ 10% ถ้าเทียบกับความอดยากอาหารในปี 2019 อยู่ที่ร้อยละ 8.4%&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้รายงานตัวเลขแบ่งตามภูมิภาค โดยระบุว่าผู้คนที่ขาดสารอาหารมากกว่าครึ่งหนึ่ง อาศัยอยู่ในเอเชีย แต่ความหิวโหยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด คือในประเทศแอฟริกา และความชุกของภาวะขาดสารอาหารโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 21% ของประชากร ซึ่งนั้นมากกว่าภูมิภาคอื่นถึง 2 เท่า&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าประชากรโลกนั้น ไม่มีความมั่นคงทางด้านอาหาร และภาวะดังกล่าวรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากความหิวโหยที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12 พูดง่ายๆว่าการที่พวกเขาได้กินอาหารอิ่มท้อง อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่พวกเขาควรจะได้บริโภคอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ทั้งนี้ในปี 2020 มีผู้ที่อดยากและหิวโหยคิดเป็น 928 ล้านคน ขณะที่ปี&amp;nbsp; 2019 มีเพียง 148 ล้านคน ซึ่งเป็นความอดยากที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากรายงานระบุว่า มีหลายปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดความหิวโหยเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งและผลกระทบจากสภาพอากาศ เช่นเดียวกับผลผลิตที่ต่ำ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร หรือขั้นตอนการผลิตอาหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนอาหารสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.ชาร์ลส์ โอวูบาห์ หัวหน้าผู้บริหารของ Action Against Hunger องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและทำงานด้านการจัดการ เกี่ยวกับปัญหาความอดยากของโลก บอกว่า &amp;ldquo;ความหิวเกิดขึ้นจากเหตุและผลของความขัดแย้ง โดยสังเกตว่าประมาณ 60% ของคนหิวโหยของโลก ส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศที่มีความอดอยาก อาวุธสงคราม เพราะปัญหาดังกล่าวจะนำมาซึ่ง ข้อพิพาทเรื่องอาหาร น้ำ หรือทรัพยากรที่จำเป็นในการผลิตอาหาร และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความหิวโหยทั่วโลก พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ สำหรับประชากรที่ต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง สู้รบกัน นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องของสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง กระทั่งกระทบต่อแหล่งอาหาร รวมถึงโรคติดต่ออย่างโควิด-19 ที่ทำให้ความอดอยาก และหิวโหยเพิ่มขึ้นเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร. โอวูบาห์ บอกอีกว่า &amp;ldquo;ปัจจัยเหล่านี้เป็นจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในระบบสุขภาพ อาหาร และการคุ้มครองทางสังคมแย่ลงไปอีก อีกทั้งความหิวโหยยังคุกคามชีวิตของสมาชิก ที่เปราะบางที่สุดในสังคม ซึ่งกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่แล้ว&amp;rdquo; แต่ประเด็นสำคัญในรายงาน คือปัจจัยประกอบของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งทำลายเศรษฐกิจของหลายประเทศ และมีผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศที่อ่อนแออยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียและแอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ท้ายการรายงานสรุประบุว่า ในขณะที่ยังไม่สามารถระบุจำนวน ผลกระทบของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ในปี 2020 ได้อย่างเต็มที่ แต่เรามีความกังวลเกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบจำนวนหลายล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากการแคระแกร็น (149.2 ล้านคน) ขาดโอกาสการเข้าถึงอาหารที่ดี (45.4 ล้านคน) หรือมีน้ำหนักเกิน (38.9 ล้านคน) ภาวะทุพโภชนาการในเด็กยังคงเป็นความท้าทาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111035</URL_LINK>
                <HASHTAG>Action Against Hunger, State of Food Security and Nutrition in the World, U.N., การแคระแกร็น, ขาดแคลนอาหาร, ความหิวโหย, ความอดยาก, ดร.ชาร์ลส์ โอวูบาห์, ภาวะทุพโภชนาการ, องค์การสหประชาชาติ, เอเชีย, แอฟริกา, โรคขาดสารอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd0345d1bea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทย เปิดแผน 16 เส้นทางบิน เตรียมให้บริการช่วงก.ค.-ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 2564 นายนนท์ กลินทะ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการการเดินทาง และอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารที่มีความจำเป็นต้องเดินทาง เพื่อธุรกิจ ท่องเที่ยว หรือผู้ที่ประสงค์จะเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ บริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสาร ในเดือนกรกฎาคม-กันยายน2564 จำนวน 16 เส้นทางบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางเอเชีย ได้แก่ 1. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะ) ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ 2. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โตเกียว (ฮาเนดะ) ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ และ ศุกร์3. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โอซากา ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ พฤหัสบดี และเสาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-นาโกยา ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพฤหัสบดี และอาทิตย์ 5. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โซล ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพฤหัสบดี และอาทิตย์6. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ไทเป ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ ศุกร์ และอาทิตย์ 7. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ฮ่องกง ทำการบินสัปดาห์ละ 5 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ละฮอร์ ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันศุกร์ และอาทิตย์9. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ธากา ทำการบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันศุกร์10. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มะนิลา ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางยุโรป ได้แก่1. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ และอาทิตย์2. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-โคเปนเฮเกน ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ และอาทิตย์3. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต ทำการบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ เสาร์ และอาทิตย์4. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ปารีส ทำการบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันเสาร์ และ5. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ซูริก ทำการบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ นอกจากนี้ยังเส้นทางออสเตรเลีย 1. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ซิดนีย์ ทำการบินสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยออกจากกรุงเทพฯ ทุกวันพุธ และอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังทำการบินเที่ยวบินขนส่งสินค้าทางอากาศ (คาร์โก้) ในเส้นทางต่างๆ ได้แก่ มุมไบ นิวเดลี เจนไน สิงคโปร์ โซล โอซากา และโตเกียว (นาริตะ) อีกด้วย ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีแผนจัดเที่ยวบินเพิ่มเติมในตารางบินฤดูหนาว ปี 2564 เพื่อรองรับการเดินทางอย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิบัติการบินอย่างมีมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย รวมทั้งได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย จากภาครัฐและเอกชน ซึ่งสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก ได้ให้การรับรอง สถานประกอบการที่ได้รับ SHA ให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของ SafeTravels รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อย่างเคร่งครัด อีกทั้ง ได้ทำการฉีดพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคและทำความสะอาดแบบ Deep Cleaning ในอากาศยานทุกลำหลังเครื่องลงจอด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105814</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ยุโรป, เปิด 16 เส้นทางบิน, เส้นทางบิน, เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6e28db706.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9เทรนด์การตลาดรับปี2562</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
9เทรนด์การตลาดรับปี2562(อีโคโฟกัส)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากผู้ประกอบการสรุปผลการดำเนินธุรกิจของตนเองในปี 2561 เรียบร้อยแล้ว คงมีหลายแห่งกำลังติดตามว่าแนวโน้มว่าในปี 2562 จะเป็นอย่างไร สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย (Asia Marketing Federation) หรือ AMF และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดทำรายงานพิเศษหัวข้อ &amp;ldquo; 9 แนวโน้มการตลาดแห่งเอเชียที่น่าจับตามองในปี 2562 &amp;ldquo; เป็นการจับความเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงของการตลาดในภูมิภาค ผนวกกับการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญของสมาคมการตลาดจากประเทศสมาชิกในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย เป็นองค์กรระดับภูมิภาค และเป็นเครือข่ายของสมาคมการตลาดในเอเชีย ที่มีภารกิจสำคัญในการมุ่งพัฒนาเครือข่ายให้เข้มแข็ง และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคมการตลาดในแถบภูมิภาคเอเชีย อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศสมาชิก อันประกอบด้วย ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ ไต้หวัน มองโกเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เมียนมา&amp;nbsp;กัมพูชา เวียดนาม ศรีลังกา และ บังคลาเทศ โดย 9 แนวโน้มการตลาดแห่งเอเชียที่น่าจับตามองในปี 2562 มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ฟินเทค (Fintech) นวัตกรรมด้านการเงินที่จุดกระแสความเปลี่ยนแปลงให้ธนาคารต่างๆ เริ่มปรับตัว ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบเดิมๆ เมื่อผู้บริโภคก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ การทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลทั่วไปได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และช่องทางก็เพิ่มมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงมีการปรับตัวเพื่อตอบรับความต้องการหลายด้าน อาทิ ด้านการให้บริการต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ที่คล่องตัว และตรงความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ออมนิ แชนแนล (OMNI Channel) &amp;nbsp;การเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายคืออนาคตของค้าปลีก ในโลกที่ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์โดนใจลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ การขายผ่านช่องทางเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ในปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่าการเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายหรือออมนิแชนแนล และโลกใหม่ของการค้าปลีกอยู่บ่อยครั้ง จะเห็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทั่วทุกภูมิภาค ผู้เล่นรายใหญ่ในโลกค้าปลีกแบบออนไลน์ เริ่มให้ความสำคัญกับร้านค้าออฟไลน์ และเริ่มขยายสู่โลกของการเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเติบโตของธุรกิจชำระเงินแบบดิจิทัล และความเปลี่ยนแปลงในโลกทางการเงินแบบดั้งเดิม ด้วยการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในโลกอีคอมเมิร์ซ ทำให้การชำระเงินแบบดิจิทัลเป็นช่องทางการจ่ายเงินที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ และนี่ก็เป็นโอกาสของอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การใช้งานที่เพิ่มขึ้นของ ปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาไปเป็นความอัจฉริยะแบบลูกผสม จะกลายมาเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ในระดับบุคคล เพราะเครื่องมือ AI สามารถช่วยรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลของลูกค้าเข้าด้วยกัน พร้อมวิเคราะห์เพื่อนำผลลัพธ์มาปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งผ่านการตลาดเชิงประสบการณ์ โดยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังคงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระดับบุคคล ไม่เพียงเฉพาะกับจำนวนลูกค้าในกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น แต่ในความถี่ที่สูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้นนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย ควรคำนึงถึงความประเด็นความเหมาะสมทางด้านมนุษย์และจริยธรรมด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5. เทรนด์ใหม่ของผู้ประกอบการภายในทางออกแบบ Win &amp;ndash; Win ในโลกธุรกิจยุคใหม่ เมื่อใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการ พนักงานและผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มีความสามารถสูง เริ่มลาออกเพื่อไปตามความฝันในการเริ่มต้นกิจการของตัวเอง ทำให้องค์กรขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ส่วนผู้ที่ลาออกไปเริ่มต้นกิจการ ก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จเสมอไป จะเห็นได้จากจำนวนบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก และส่วนใหญ่ พวกเขามักมีปัญหาในการขยายธุรกิจ องค์กรหลายๆ แห่งเริ่มส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาตัวเองเป็นผู้ประกอบการภายใน ที่มีความพร้อมและเต็มใจที่จะปฏิบัติงาน เสมือนตนเป็นเจ้าของกิจการอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การใช้เทคโนโลยีโดรนเป็นเครื่องมือทางการตลาดและสื่อโฆษณา ปัจจุบันนี้โดรนทำให้การสร้างวีดีโอมาร์เก็ตติ้งสวยๆ นั้นไม่เกินเอื้อมอีกต่อไป จะได้เห็นภาพถ่ายทางอากาศสวยๆ ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ มุมกล้องแปลกใหม่ในหนังภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก หรือภาพสวยๆ ที่บรรดาบล็อกเกอร์ใช้โดรนในการถ่ายทำ และที่มากกว่านั้น คือ ในบางประเทศยังสามารถใช้โดรนเป็นสื่อโฆษณาที่ใช้นำเสนอแบนเนอร์ หรือฉายข้อความดิจิทัลบนแลนด์มาร์ค สถานที่สำคัญ ต่างๆ ได้อีกด้วย เป็นการเปิดมุมมองความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับโลกการตลาดทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7. ความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ 24/7 ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติทั้งแบบใช้เงินสดและไม่ใช้เงินสด ทั้งแบบที่ขายสินค้าพื้นฐานอย่างน้ำผลไม้สด ไปจนถึงอาหารสดชั้นดีอย่างเนื้อปลาแซลมอนในแพ็คสูญญากาศกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสิงคโปร์ ข้อดีของตู้หยอดเหรียญคือ เป็นการทำงานแบบไม่ต้องใช้คนขาย เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เปิดทุกวัน และเสนอทางเลือกชำระเงินที่หลากหลาย อีกทั้งยังกลายเป็นพื้นที่สื่อโฆษณากลางแจ้งราคาย่อมเยา ที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ในการทำโฆษณาแบบสื่อนอกบ้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ความนิยมที่เพิ่มขึ้น ของธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ในยุคที่ลูกค้าได้รับการเชื่อมต่อและรับรู้ข่าวสารทางโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกเป็นตัวนำ แต่ในโลกของธุรกิจขนาดใหญ่นั้นยากที่แบรนด์จะสามารถสร้างความรู้สึกผูกพันกับลูกค้า ดังนั้นเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ธุรกิจจำนวนมากต่างหันมาใช้ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีในการดึงดูดลูกค้า ซึ่งวิธีการก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การระดมทุนหรือการให้การสนับสนุนสำหรับโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 9. การทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม เมื่อเทคโนโลยียุคใหม่มีการพัฒนามากขึ้น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านส่วนใหญ่ จะมีการพัฒนาเสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นในบ้าน สามารถช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการบริโภค และช่วยเตือนเจ้าของบ้านโดยอัตโนมัติให้สั่งซื้อสินค้าที่คงเหลือน้อย โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อของตามร้านขายของชำแบบดั้งเดิมจะเปลี่ยนไป ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบบูรณาการโดยตรงกับซัพพลายเออร์ การชำระเงินดิจิทัล และการจัดส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการสำคัญคือ นักการตลาดจะต้องเข้าใจถึงความสำคัญของการตลาดยุคใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อกับลูกค้าในระดับบุคคล ในยุคนี้ แบรนด์ที่นำเสนอเพียงแค่สินค้าและบริการจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ความเข้าใจและการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกค้าจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการตลาดและการทำธุรกิจในภาพรวม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26323</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตลาด, ดิจิทัล, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย, เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c3886ade5c27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2018 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2018 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เทพโจ๊ก’คุยดังทั่วเอเชียแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2561 - พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. โพสต์เฟซบุ๊กสุรเชษฐ์ หักพาล พร้อมรูปประกอบในหัวข้อ &amp;ldquo;ดังทั่วเอเชีย - อาโจ๊ก ก็มี มุมน่ารัก❤&amp;rdquo; ระบุว่า วันนี้ระหว่างทางเดินขึ้นเครื่องบินไปภูเก็ต บังเอิญชาวจีน แวะเข้ามาทักและบอกว่า &amp;ldquo;เห็นอาโจ๊กทุกวันในทีวี&amp;rdquo; ช่วงเวลาห่างกัน ไม่ถึง 5 นาที ก็มีชาวศรีรังกามาทักขอถ่ายรูปคู่ ส่วนน้องนกแอร์คนนี้ เธอเป็นแฟนเพจเฟชบุ๊กผม เดินเข้ามาทักคุยด้วย พร้อมกับถามว่า &amp;ldquo;จะเดินทางไปไหนคะ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;เล็กๆน้อยๆ แต่ออย ก็อยากจะเล่าให้ฟังจ้า #น้องออย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22195</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, รรท.ผบช.สตม., เฟซบุ๊ก, เอเชีย, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181118/image_big_5bf0d30d09dbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตุลานี้‘บิ๊กตู่’เดินสาย ‘เอเชีย-ยุโรป’รุมจีบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เปิดไทม์ไลน์เดือนตุลาคม &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ไม่อยู่ประเทศไทย คิวเดินทางเยือนต่างประเทศแน่นเอี้ยด ทั้งเอเชีย อาเซียน ยุโรป รองโฆษกรัฐบาลเผยนอกจากประชุมแล้ว ยังชี้แจงความก้าวหน้าการเตรียมการสู่การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ส่วน ครม.ยกเลิกสัญจรทั้งเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตี มีกำหนดเดินทางไปต่างประเทศตลอดเดือนตุลาคม เริ่มจากการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ที่ประเทศญี่ปุ่น การประชุมระดับผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญด้านการเงิน การธนาคาร และเศรษฐกิจ ที่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ที่ราชอาณาจักรเบลเยียม และการเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อหารือทวิภาคี ตามคำเชิญของผู้นำเยอรมนี โดยมุ่งหวังขยายความร่วมมือ กระชับความสัมพันธ์ และส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีโลก และในระหว่างนั้น มีสื่อมวลชนต่างชาติชื่อดังหลายสำนักให้ความสนใจขอสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี จึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับช่วงเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายฯ กล่าวด้วยว่า ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ นอกจากภารกิจตามวัตถุประสงค์ในการเดินทางเยือนหรือประชุมแล้ว จะชี้แจงความก้าวหน้าการเตรียมการสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเบื้องต้นกำหนดไว้ว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวด้วยว่า ในเดือนตุลาคมนี้ จะไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจรในต่างจังหวัด เพราะนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะลงพื้นที่พบประชาชนในโอกาสที่เหมาะสมแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพจไทยคู่ฟ้าระบุว่า เดือนตุลาคมนี้ นายกฯ เตรียมเข้าร่วมการประชุมและเยือนต่างประเทศหลายภารกิจ ตอกย้ำว่านานาชาติให้การยอมรับไทย และเราเองก็จะไปยืนยันบทบาทของไทยในเวทีโลกด้วย ไปติดตามกันว่ามีอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong - Japan Summit Meeting) ครั้งที่ 10 (8-9 ต.ค.61) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประเทศลุ่มน้ำโขง และลดช่องว่างการพัฒนาอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การประชุมระดับผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ (ASEAN Leaders&amp;#39; Gathering : ALG) (11 ต.ค.61) ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประกอบด้วย ผู้นำอาเซียน IMF ธนาคารโลก และ UN เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และรับมือกับความท้าทายจากการพัฒนาด้านต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (ASEM Summit) ครั้งที่ 12 (18-20 ต.ค.61) ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ความเชื่อมโยง การพัฒนาอย่างยั่งยืน สภาพภูมิอากาศ และภัยคุกคามด้านความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (30-31 ต.ค.61) เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทย-เยอรมนี โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเยอรมนีถือเป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทยในกลุ่มอียู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ส่วนตัวเห็นความพยายามของรัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งที่กังวลคือวิธีการ เพราะท่านทำตามหลักความยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่กว่าการลงทุนของท่านจะผลิดอกออกผล ต้องใช้เวลา 3-4 ปี ประชาชนรอไม่ได้ และถ้าประชาชนไม่มีเงิน การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก การไหลเวียนของระบบเศรษฐกิจไทยต้องมีปัญหาตามมา คราวนี้ มันจะกระทบไปทั้งระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนตัวอยากให้เรากลับไปยอมรับก่อนว่าเกษตรกรคือคนจำนวนมากของประเทศ การช่วยเหลือเกษตรกรไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้มาโดยตลอด ทั้งนโยบายเงินผัน เงินช่วยเหลือเกษตรกร กองทุนต่างๆ การช่วยเหลือเกษตรกรเป็นเรื่องที่สมควรทำ และต้องรีบทำ เพราะเกษตรกรเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ ถ้าคนกลุ่มนี้แข็งแรง ประเทศก็แข็งแรง แต่การช่วยเหลือ ต้องตั้งอยู่บนความจริงจังและจริงใจ เม็ดเงินไหลตรงถึงมือเกษตรกร อย่าอ้างความทุกข์ของเกษตรกรมาหาผลประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวต่อว่า ส่วนตัวอยากให้คนไทย เห็นความสำคัญของการใช้สินค้าและบริการจากคนในชาติเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;เมดอินไทยแลนด์&amp;rdquo; อาทิ ถ้ารัฐบาลมีงบ 1 ล้านล้านบาท ในการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ก็ควรใช้เงิน 1 ล้านล้านบาทไปเพื่อการสร้างสิ่งที่คนไทยต้องการจริงๆ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย อาทิ การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ลานกีฬา สวนสาธารณะ ถนน โดยการซื้อสินค้าไทย ใช้บริการคนไทย ให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบ ชาติได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง เงินไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในประเทศ ผ่านมือประชาชนทุกคน ให้ระบบเศรษฐกิจเข้มแข็ง และได้สิ่งก่อสร้างพื้นฐานในการพัฒนาประเทศตามมา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18195</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเตรียมการสู่การเลือกตั้ง, คิวเดินทางเยือนต่างประเทศแน่น, ยุโรป, หนังสือพิมพ์, อาเซียน, เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba65a70abe42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
