<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2018 12:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2018 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอเซียพลัสห่วงเงินเฟ้อพุ่ง บีบกนง.ขึ้นดอกเบี้ยปลายปี0.25%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอเซีย พลัส ห่วงเงินเฟ้อพุ่งบีบ กนง.ขึ้นดอกเบี้ยปลายปี &amp;nbsp;0.25% ครั้งแรกรอบ 7 ปี หวั่นกระทบนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ &amp;nbsp;โดยเฉพาะนักเก็งกำไรคอนโดฯเกิดการอ่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มิ.ย. 61 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทยเดือน พ.ค.61 ที่อยู่ในระดับ 1.49% และคาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ 2.35% อาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% เป็น 1.75% และอีก 2 ครั้งในปี 62 ครั้งละ 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 62 อยู่ที่ 2.25% ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับในอดีต ที่ปรับดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแรงตามราคาน้ำมันดิบโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ย อาจส่งผลกระทบต่อนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมที่ซื้อไว้ เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรจะเกิดการอ่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ส่วนโครงการแนวราบไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโครงการที่พัฒนาเพื่อรองรับการอยู่อาศัยแท้จริง สะท้อนจากผลรวบรวมข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ 16 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เช่น บมจ.แสนสิริ, บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท, เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เป็นต้น พบว่า ในปีนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะเปิดโครงการใหม่ 337 โครงการ โดยส่วนใหญ่จะเข้ามาทำตลาดแนวราบ 248 โครงการ มูลค่า 245,168 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นคอนโดมิเนียม 89 โครงการ มูลค่า 219,007 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10573</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ดอกเบี้ย, นักเก็งกำไร, อสังหาริมทรัพย์, เงินเฟ้อ, เอเชียพลัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180603/image_big_5b1377f1947a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกแนะ เม.ย.ควรเก็บหุ้นกลุ่มพลังงาน-ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบรกให้น้ำหนักเดือนเม.ย.ลงทุนพลังงานและท่องเที่ยว ชี้จับตาผลประกอบการแบงก์ไตรมาสแรกและเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนเม.ย. ให้น้ำหนักกับหุ้น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันและสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงทรงตัวในระดับสูงภาพ ขณะที่ กลุ่มท่องเที่ยวที่ได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่มโรงแรม และกลุ่มพาณิชย์ ทั้งนี้ คาดดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,750-1,850 จุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตามองคือการประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่แจ้งงบไตรมาสแรก ปี 61 หากออกมาดีหรือแย่กว่าที่คาด จะนำไปสู่การปรับประมาณการกำไรของตลาดได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเลือกตั้งภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจเข้าชื่อส่งร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากยุติเพียงเท่านี้ จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่ถ้ามีการเข้าชื่อเพื่อยื่นร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย จะส่งผลกระทบต่อแผนการเลือกตั้งแน่นอน และกดดันตลาดหุ้นไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หากยังเกิดการโต้ตอบระหว่างกัน อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายประเทศรวมถึงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสิ้นค้าขั้นกลางไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ผลต่อตลาดหุ้นนั้นอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้มีมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงาน วิจัย บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนเม.ย. คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้ดี แต่ต้องระวังในช่วงสัปดาห์ที่ 2 เนื่องจากจะมีแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาวเทศกาลวันสงกรานต์ ทำให้ตลาดมีความผันผวนและมูลค่าซื้อขายเบาบางลง นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (เอ็กซ์ดี) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็นบจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือนเม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก คาดกรอบดัชนีแนวรับอยู่ที่ 1,750 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,835 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ตลาดหุ้น, ทรีนีตี้, มาร์เก็ตแคป, สงกรานต์, หุ้น, เอเชียพลัส, โบรก, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
