<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 07:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปิดแคมป์ก่อสร้างสกัดโควิด! อสังหาฯ-รถไฟฟ้าอ่วมหนักโครงการดีเลย์   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ที่ยังคงพุ่งไม่หยุดอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการออกมาเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคระบาด หลังจากมีราชกิจจานุเบกษาออกประกาศมาตรการคุมเข้ม&amp;nbsp;10&amp;nbsp;จังหวัดควบคุมสูงสุด โดยในวันที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;มิถุนายน&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา&amp;nbsp;9&amp;nbsp;แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่&amp;nbsp;25)&amp;nbsp;ซึ่งลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;มิ.ย.2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในประกาศที่ทำให้ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างมากคงเป็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;การปิดแคมป์ก่อสร้าง 30 วัน เพื่อเข้าควบคุมและชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วอนรัฐออกมาตรการช่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโอภาส ถิรปัญญาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บจก.พร็อพทูมอร์โรว์ และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;Maxxi Prime&amp;nbsp;รัชดาฯ-สุทธิสาร&amp;nbsp;เปิดเผยกับ&amp;nbsp;&amp;ldquo;ไทยโพสต์&amp;rdquo;&amp;nbsp;ว่า การสั่งปิดแคมป์ก่อสร้างทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 เดือน มองว่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะแรงงานที่ต้องหาเช้ากินค่ำก็จะขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพและครอบครัว รวมถึงในกลุ่มแรงงานบางคนก็ได้มีการกู้เงินมาใช้จ่าย ก็มองว่าจะกระทบค่อนข้างหนัก แม้รัฐบาลจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือโดยให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเป็นเงินสด 50% ของค่าจ้าง แต่ในส่วนของผู้ที่ไม่ได้ขึ้นประกันสังคมก่อนหน้า การไปเดินเรื่องจะต้องไปเสียค่าปรับย้อนหลังเป็นการเพิ่มภาระใหัแก่แรงงานอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในส่วนที่เหลืออีก 50% ดูแล้ว อาจจะต้องตกเป็นภาระของผู้รับเหมาก่อสร้างหรือทางบริษัทต่างๆ เป็นผู้ดูแลในส่วนนี้ มองว่าจะทำให้ผู้ประกอบทั้งรายใหญ่และรายย่อยขาดรายได้อย่างมหาศาล โดยที่ทางรัฐบาลยังไม่มีมาตรการสำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการเลย&amp;nbsp;และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าจ้างวิศวกร&amp;nbsp;โฟร์แมน พนักงานของโครงการก่อสร้าง เนื่องจากงานรับเหมาก่อสร้างจะต้องเบิกเงินเป็นงวดในแต่ละเดือนจากเจ้าของโครงการ ซึ่งการหยุด 1 เดือนจะทำให้กระแสเงินสดขาดช่วงทันที 1 เดือน ซึ่งมีผลกระทบกับการบริหารเงินมากๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผู้รับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นบริษัทปูนซีเมนต์ เหล็ก วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ จะต้องหยุดดำเนินงานเช่นกัน ทำให้คนงานของบริษัทดังกล่าวได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่มองถึงผลกระทบในส่วนนี้ และในเรื่องของสัญญาก่อสร้างซึ่งรัฐบาลจะขยายเวลาให้สำหรับโครงการของรัฐบาล แต่ในส่วนเอกชนทางผู้ประกอบการและผู้รับเหมาก่อสร้างต้องทำหนังสือร้องขอการต่อสัญญาแก่เจ้าของโครงการ ซึ่งถ้าเจ้าของโครงการไม่ยินยอมแล้วจะต้องมีการเสียค่าปรับนั้น ทางรัฐบาลจะหารือเรื่องมาตรการช่วยเหลือสำหรับเรื่องนี้อีกที
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นับตั้งแต่ประกาศปิดแคมป์ก่อสร้าง แน่นอนว่าดอกเบี้ยที่ทางผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบจะไม่ใช่แค่ 1 เดือน เฉพาะค่าดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็เป็นเงินมหาศาลแล้ว และในส่วนของงานโครงการที่เสร็จแล้วรอส่งมอบให้กับลูกค้า บางโครงการอาจจะเหลือแค่ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ล่าช้าไปอีกถึง 1 เดือน หรือมากกว่านั้น ทำให้ลูกค้าจะฟ้องร้องกับทาง สคบ. ได้ ซึ่งจะต้องรอทางรัฐบาลว่าจะมีมาตรการออกมารับผิดชอบในส่วนนี้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกประเด็นที่สำคัญมากคงเป็นมาตรการทางภาษีที่ทางรัฐลดหย่อนให้สำหรับค่าจดจำนองและภาษีสำหรับที่อยู่อาศัย ราคาไม่เกิน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านบาท ที่จะหมดมาตรการภายในเดือนธันวาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นี้ และไม่มีการขยายระเวลาออกไป ถ้ามีการปิดไซต์&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เดือน การก่อสร้างต้องถูกเลื่อนออกไป จะเกิดปัญหาใหญ่กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายโครงการ เพราะภาระภาษีสำหรับที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านจะเปลี่ยนจากหลักพันบาทไปเป็นหลักเกือบแสนบาทต่อห้องทันที เช่น คอนโดฯ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตึกมี&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ห้อง ภาระภาษีตรงนี้จากแค่หลักแสนบาทจะกลายเป็นเกือบ&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ล้านบาททันที&amp;nbsp;ถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบตรงนี้?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หุ้นกลุ่มรับเหมาร่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด&amp;nbsp;เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้รับผลกระทบจากคำสั่งปิดสถานที่ก่อสร้าง แคมป์คนงาน และหยุดงานก่อสร้างใน กทม. และปริมณฑล&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เดือน ส่งผลลบโดยตรงต่อทั้งผู้รับเหมารายใหญ่อย่าง&amp;nbsp;ITD, CK, STEC&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;UNIQ&amp;nbsp;ส่วนรายกลางอย่าง&amp;nbsp;NWR, SYNTEC&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;PREB&amp;nbsp;และผู้รับเหมาเสาเข็มอย่าง&amp;nbsp;SEAFCO&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;PYLON&amp;nbsp;ถือเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหาเหล็กเส้นราคาแพงที่กำลังเผชิญอยู่ และยังมีผลต่อเนื่องไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง รวมถึงผู้ว่าจ้างที่เป็นเจ้าของโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประเมินผลกระทบเป็น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ส่วนหลัก คือ ผลกระทบด้านรายได้ จะเกิดขึ้นทันทีในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;รวมถึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่างๆ ลง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนและเต็มไปด้วยปัจจัยลบ ทั้งนี้ ให้น้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์&amp;nbsp;บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า&amp;nbsp;บริษัทยังพอที่จะบริหารจัดการให้มีผลกระทบน้อยที่สุดได้ หากเป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มองว่าบริษัทสามารถบริหารจัดการระยะเวลาและเร่งรัดงานก่อสร้างได้หากมาตรการนี้จบลงภายในหนึ่งเดือน และสำหรับคอนโดฯ ที่อยู่ระหว่างการโอน ซึ่งงานในส่วนนี้มีการก่อสร้างไปเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว อาจเหลือการเก็บงานเล็กๆ น้อยๆ จึงมองว่าสำหรับการโอนคอนโดฯ ของเอพีไม่กระทบมากนัก โดยเฉพาะกระบวนการตรวจห้องและรับโอนของลูกค้าในเฟสแรก ขณะที่โครงการแนวราบ เอพีได้มีการบริหารจัดการการก่อสร้างบ้านพร้อมอยู่ให้ครอบคลุมระยะการขาย 2-3 เดือนอยู่แล้ว ในส่วนนี้จึงไม่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยบริษัทยังคงเป้ายอดขายและยอดโอนตามที่ประกาศไว้ต้นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อสร้างระบบขนส่งดีเลย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีบางโครงการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว ขณะนี้นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม อยู่ระหว่างการดำเนินการออกหนังสือข้อสั่งการให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อปฏิบัติตามต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิชาติ จันทรทรัพย์ รองอธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ฝ่ายดำเนินงาน กล่าวว่า จากคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้ ทล.ต้องหยุดดำเนินการก่อสร้าง 4 โครงการ ซึ่งอาจจะกระทบกับแผนงานบางส่วน แต่ยืนยันว่าในภาพรวมของแต่ละโครงการจะไม่กระทบมากนัก เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน บางโครงการมีความคืบหน้าเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ส่วนโครงการที่อาจจะล่าช้ากว่าแผนนั้น หลังจากนี้ ทล.จะเร่งรัดการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รฟม.ได้มีหนังสือถึงผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ทุกสัญญา หยุดการก่อสร้าง พร้อมกับปิดพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมดชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน ส่วนแคมป์ที่พักคนงาน ซึ่งจะอยู่คนละจุดกับไซต์ก่อสร้างรถไฟฟ้า ผู้รับจ้างจะต้องปิดตามประกาศเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับก่อนหน้านี้งานก่อสร้างคืบหน้าเร็วกว่าแผนระดับหนึ่ง แต่เมื่อมีปัญหาโควิดในแคมป์ที่พักคนงาน ทำให้มีผลกระทบบ้าง ขณะที่การหยุดก่อสร้างชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน อาจจะทำให้งานล่าช้าไปได้อีก ซึ่งผู้รับเหมาจะตรวจสอบแผนงานเสนอให้ รฟม.ภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อพิจารณาปรับแผนก่อสร้าง เร่งรัดบางกิจกรรม เพื่อให้มีผลกระทบต่อภาพรวมและระยะเวลาโครงการน้อยที่สุด.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107950</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), ปิดแคมป์ก่อสร้าง, พร็อพทูมอร์โรว์, รับเหมาก่อสร้าง, วัสดุก่อสร้าง, เอเซีย พลัส, โควิด, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9c67fc503e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯชี้หุ้นกลุ่มค้าปลีกน่าเก็บ หลังจีนเข้ามาช็อปเครื่องสำอางไทยทะลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
โบรกชี้ผลิตภัณฑ์ความงามไทย ขวัญใจชาวจีน แห่ช็อปปิ้งขนกลับประเทศ คุณภาพดี ราคาไม่แพง ดันรายได้หุ้นกลุ่มค้าปลีกพุ่งกระฉูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมหุ้นกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงาม มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยให้ความสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคุณภาพดีใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังและราคาไม่แพงมากนัก ทำให้ช่วยผลักดันรายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมากเป็นอันดับ 1 จากช่วงเทศกาลตรุษจีนและวันหยุดต่าง ๆ ทำให้มีจำนวนเงินจากนักท่องเที่ยวดังกล่าวเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการได้ออกผลิตภัณฑ์ความงามและคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ รวมถึงขยายตลาดของบริษัทต่าง ๆ ด้วยการส่งออกสินค้าไปจำหน่าย เพราะเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศจีน รองรับกำลังซื้อของชาวจีนยังมีอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นักท่องเที่ยวชาวจีนให้ความสนใจผลิตภัณฑ์เสริมความงามของไทย เพราะราคาไม่แพงมากนักและมีคุณภาพดี เมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวก็จะซื้อกลับไปด้วย ส่วนเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวดี ทำให้มีกำลังซื้อกลับมา และกระแสรักสุขภาพและเสริมความงามของวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วยผลักดันรายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามในปีนี้ขยายตัวต่อเนื่อง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัทที่ได้รับประโยชน์ คือ บมจ.อาร์เอส (RS) ที่ปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยการหันมาเน้นธุรกิจความงามมากขึ้น และมีทิศทางเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอาร์เอสมีช่องทีวีดิจิทัลเป็นของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนการซื้อสื่อโฆษณาได้มาก เมื่อรวมกับธุรกิจด้านสื่อโฆษณาของช่องยังคงแรงต่อเนื่อง และการขยายธุรกิจในประเภทสินค้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้รายได้ของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ยังคงเติบโตได้ดี มีแรงหนุนจากฐานลูกค้าคนจีนมาก รวมถึงมีต้นทุนต่ำจากการจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ทำให้ไม่มีต้นทุนในเรื่องของโรงงานของตนเอง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ดี และอัตรากำไรขั้นต้นจะดีกว่าบริษัทอื่นๆ ที่มีโรงงานผลิตเอง ส่วนบมจ.ดู เดย์ ดรีม (DDD) หลังจากขยายฐานลูกค้าไปจีน ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดยเริ่มจำหน่ายสินค้าผ่าน จูไห่ ดิวตี้ฟรี นับว่าเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าแห่งใหม่ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายจากการส่งออกได้ดียิ่งขึ้น และจะนำไปสู่การขายสินค้าแบบออฟไลน์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทวิเคราะห์บล.ฟิลลิป ระบุว่า RS ยังเน้นธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมความงาม แต่เพิ่มไลน์การขายสินค้าในชีวิตประจำวัน และเพิ่มช่องทางขายแบบสมาชิก ขณะที่ธุรกิจเพลงและจัดกิจกรรมจะลดบทบาทลง ซึ่งธุรกิจสื่อโดยเฉพาะช่อง 8 (ทีวีดิจิตอลช่อง 27) และทีวีดาวเทียม จะปรับให้มาสนับสนุนการขายผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสินค้าโฮมแอนด์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น นอกจากนี้ อยู่ระหว่างขายหุ้นที่ซื้อคืน 43.27 ล้านหุ้น ในระหว่างวันที่ 8 มี.ค. 61- 30 พ.ค. 62 โดยต้นทุนซื้อคืนอยู่ที่หุ้นละ 10.752 บาท ทําให้ได้เงินกลับประมาณ 1,250 ล้านบาท (อิงราคา 30 บาท) เงินที่ได้จะนําไปคืนเงินกู้ ส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง และสามารถจ่ายปันผลได้สูงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากไม่ต้องกันสำรองกำไรสะสมไปเป็นสํารองหุ้นซื้อคืนที่ 465 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5295</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAUTY, DDD, RS, กลุ่มค้าปลีก, ความงาม, จีน, นักท่องเที่ยวจีน, หุ้น, เครื่องสำอาง, เอเซีย พลัส, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf13c15ca76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
