<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ็กซิมแบงก์&#039;ฟุ้งปล่อยกู้ต่อลมหายใจ 4 สายการบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค. 64 - นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้เร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมสายการบินอย่างต่อเนื่อง โดยมี 4 สายการบิน จากทั้งหมด 8 สายการบินที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 2.2 พันล้านบาท มีทั้งการปล่อยสินเชื่อเพื่อพยุงการจ้างาน สินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจ เบื้องต้นประเมินว่าสินเชื่อดังกล่าวน่าจะเพียงพอให้ทั้ง 4 สายการบินประคองธุรกิจให้อยู่รอดถึงเดือน ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับอีก 2 สายการบิน เพื่อรับความช่วยเหลือต่อไป โดยแนวทางในการให้สินเชื่อของธนาคาร คือจะช่วยเหลือตามอาการ รวมถึงการพิจารณาแผนงานในอนาคต สิ่งที่เป็นโครงสร้างในมุมของหลักประกันมีอะไรบ้าง ธนาคารพยายามช่วยเหลืออุตสาหกรรมดังกล่าว เพราะเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ&amp;rdquo; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112168</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปล่อยกู้ช่วยสายการบิน, รักษ์ วรกิจโภคาทร, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ed7cb9df9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รักษ์ ยกระดับ EXIM BANK เป็น ’เครื่องยนต์รุ่นใหม่’ ผลักดันส่งออกไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน&amp;nbsp; 2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงนโยบายและบทบาทของ EXIM BANK ภายหลังเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจและการส่งออกของไทย เปรียบเสมือนรถยนต์ที่กำลัง &amp;quot;ติดหล่ม&amp;quot; และต้องการการผลักดันให้เคลื่อนไปข้างหน้าในหลายมิติ ได้แก่ 1. การลงทุน 2. การพัฒนานวัตกรรม 3. การเชื่อมโยง Supply Chain ของโลกยุคใหม่ 4. การสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ โดยเฉพาะ SMEs&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เศรษฐกิจและการส่งออกของไทย ยังถูกกดดันจากกระแส Disruption ในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การเกิดโควิด-19 สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขหรือพัฒนาก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดอยู่กับที่หรือกลายเป็นรถยนต์ที่วิ่งได้ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ EXIM BANK ต้องทำหน้าที่ &amp;quot;เครื่องยนต์รุ่นใหม่&amp;quot; ผลักดันให้ประเทศไทยหลุดจากภาวะติดหล่มข้างต้น โดยใช้นโยบาย Dual-track Policy ชูบทบาทธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (Thailand Development Bank) ควบคู่กับการเป็นศูนย์บริการครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศให้แก่ SMEs (One Stop Trading Facilitator for SMEs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภารกิจหลักของ EXIM BANK ในปี 2564 ได้แก่ การเร่ง &amp;quot;ซ่อม สร้าง เสริม&amp;quot; การพัฒนาประเทศไทย ประกอบด้วย การเร่งซ่อม และสร้างภาคอุตสาหกรรมของไทยให้เติบโตไปสู่อนาคต ประคับประคองผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่ประสบวิกฤต การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น เทคโนโลยีด้านสุขภาพ รถยนต์ไฟฟ้า) เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมขนานใหญ่การเร่งสร้างผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายกลางและรายใหญ่ ทำให้ Supply Chain ภาคส่งออกไทยแข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับการลงทุนภายในประเทศและระหว่างประเทศ เป็นสะพานเชื่อมต่อโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะการแชร์ความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นของโครงการ การสร้างผู้ส่งออก SMEs รายใหม่ให้ส่งออกได้และแข็งแรงขึ้น เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่น ๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าในระยะถัดไป การสนับสนุนซัพพลายเออร์และผู้ประกอบการทั้งหมดใน Supply Chain การส่งออก สร้างช่องทางในลักษณะ Thai Pavilion นำสินค้าไทยสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ส่งออก และนักลงทุนไทยในตลาดหลักและตลาดใหม่ (New Frontiers) อย่างสมดุล โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ โดยเฉพประเทศที่ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการลงทุน ป้องกันความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;EXIM BANK วันนี้ต้องมีจุดยืนที่มีเสน่ห์ เพื่อทำให้องค์กรโตขึ้น ชัดเจนขึ้น และช่วยพัฒนาประเทศได้มากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการช่วยให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพเข้าไปรับงานในต่างประเทศได้มากขึ้น ควบคู่กับการขยายโครงการลงทุนภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน ควบคู่กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ โดยสร้างนวัตกรรมหรือกระบวนการผลิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&amp;quot; นายรักษ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน EXIM BANK จะเข้าไปดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถค้าขายหรือลงทุนระหว่างประเทศได้โดยสะดวกขึ้น สามารถบริหารความเสี่ยงและเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ นำไปสู่การพัฒนาภาคส่งออกและการลงทุนของไทยตลอดทั้ง Supply Chain ของไทยให้เชื่อมโยงกับ Supply Chain ของโลกในยุค New Normal ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจบนหลักการแห่งความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เส้นทางใหม่ของ EXIM BANK ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนที่จะ &amp;lsquo;ฝันให้ใหญ่&amp;rsquo; สู่การเป็น Thailand Development Bank แล้ว &amp;lsquo;ไปให้ไกล&amp;rsquo; สู่ New Frontiers โดย &amp;lsquo;ไม่ทิ้งคนตัวเล็ก&amp;rsquo; หรือ SMEs เพราะทุกภาคส่วนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงประเทศ&amp;quot; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ หลังจากในปีที่ผ่านมาหดตัวสูงสุด นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะที่ความต้องการซื้อสินค้าภายในประเทศยังเปราะบาง และการท่องเที่ยวยังไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน การฟื้นตัวของภาคการส่งออกจึงเป็นความหวังในระยะสั้น แต่การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยและภาคการส่งออกเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ยังติดขัดปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังเผชิญปัญหาความย้อนแย้งในเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการ แม้มีจำนวน SMEs มากถึง 3.1 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของทั้งระบบ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีเพียง 1.5 หมื่นรายหรือ 0.5% ของทั้งระบบ แต่กลับมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูงเกือบ 60% ของ GDP รวม อีกทั้งเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย GDP ต่อกิจการ พบว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจสูงกว่า SMEs ถึง 350 เท่า ยิ่งตอกย้ำว่าแม้ SMEs มีจำนวนมาก แต่ยังสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ SMEs ส่วนใหญ่ยังค้าขายอยู่ในประเทศ โดยมีไม่ถึง 1% ของ SMEs ทั้งหมดที่สามารถเป็นผู้ส่งออกได้ และสัดส่วนนี้แทบไม่ขยับเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ SMEs ส่วนใหญ่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดต่าง ๆ ภายในประเทศ ลดทอนโอกาสการเติบโตและการเป็นเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), รักษ์ วรกิจโภคาทร, เอ็กซิมแบงก์, แผนปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fdaa425dcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ็กซิมแบงก์&#039;แจงเมียนมาไม่กระทบลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ม.ค. 2564 นางวรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้ติดตามสถานการณ์รัฐประหารในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และพบว่ายังไม่มีลูกค้าเอ็กซิมแบงก์ได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศของเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เอ็กซิมแบงก์ยังมีบริการประกันการส่งออกคุ้มครองความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออกไทยจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อหรือธนาคารผู้ซื้อในต่างประเทศ ทั้งจากสาเหตุทางการค้าและการเมือง รวมทั้งบริการประกันความเสี่ยงการลงทุน (Investment Insurance) คุ้มครองความเสี่ยงทางการเมือง กรณีโครงการลงทุนได้รับความเสียหายจากการดำเนินนโยบาย กฎระเบียบ หรือการดำเนินการใด ๆ ของรัฐบาลในประเทศที่เข้าไปลงทุน จนมีผลกระทบในทางลบต่อโครงการและความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ของนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2563 ไทยและเมียนมามีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 6,593 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปเมียนมา 3,798 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทยจากเมียนมา 2,795 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเมียนมาเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 17 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 1.6% ของมูลค่าส่งออกรวม ในปี 2563 ที่ผ่านมามูลค่าส่งออกของไทยไปเมียนมาหดตัว 13% เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้การค้าชายแดนมีอุปสรรคในการขนส่งสินค้าและความต้องการบริโภคของเมียนมาชะลอตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์โดยสำนักงานผู้แทนในย่างกุ้ง เมียนมา จะติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อประเมินผลกระทบในระยะสั้นและระยะถัดไปต่อการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเมียนมา และช่วยเหลือดูแลด้านการเงิน รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุน เพื่อให้ลูกค้าและผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพื่อผ่อนคลายผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน&amp;rdquo; นางวรรธนา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91787</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), วรรธนา มงคลศรี, เมียนมา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69cbdab377c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ยกเครื่อง “เอ็กซิมแบงก์” ฝ่าทุกความท้าทาย-ขับเคลื่อนส่งออกไทยในเวทีโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 7pt; text-align: center;&quot;&gt;(พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ทำหน้าที่ในตำแหน่ง &amp;ldquo;กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; มาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2559 สำหรับ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ซึ่งเตรียมจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 31 ม.ค.2564 ภายหลังจากได้รับการต่อวาระสมัยที่ 2 จนครบอายุ 60 ปี ต่อเนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 1 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อาทิตย์เอกเขนก&amp;rdquo; สัปดาห์นี้ จะพาไปเปิดใจ พิศิษฐ์ กับตลอดระยะเวลาการทำงานที่เอ็กซิมแบงก์ ภายใต้ภารกิจสำคัญ คือ สนับสนุนทางการเงินเพื่อนำผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนทางการเงินเพื่อการลงทุนสำหรับการพัฒนาประเทศตามนโยบายรัฐบาล และลดความเสี่ยงการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการไทย ไปจนถึงการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิศิษฐ์ เล่าว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งในฐานะกรรมการผู้จัดการของเอ็กซิมแบงก์ ก็ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ (Transformation) ตามแผนแม่บท 10 ปี (ปี 2560-2570) ทำให้องค์กรพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้เป็นอย่างดี แม้ปี 2563 ทุกภาคส่วนทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทายจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ &amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ยังมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้าหมายที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำองค์กรการเงินเพื่อการส่งออก (Export Credit Agency : ECA) ระดับภูมิภาคในปี 2565 และเป็น ECA ระดับโลกในปี 2570 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 1 คือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ (New Frontiers) ทั้งในและนอกอาเซียน ยุทธศาสตร์ที่ 2 สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve) และพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขยายบริการประกันการส่งออกและการลงทุน รวมทั้งบริการวิเคราะห์ความเสี่ยงผู้ซื้อและธนาคารผู้ซื้อเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ที่ 4 จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXIM Excellence Academy: EXAC) เพื่อให้บริการและสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแบบครบวงจร (One Stop Service) โดยมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้ส่งออกได้หรือส่งออกได้มากขึ้น ผ่านการอบรม บ่มเพาะ ให้คำปรึกษา จับคู่ธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนการค้าออนไลน์ (E-trading) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ที่ 5 การ ก้าวเข้าสู่ธนาคารดิจิทัล ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในกระบวนการทำงานและการให้บริการลูกค้า เหล่านี้ ทำให้เอ็กซิมแบงก์สามารถปรับตัวและบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี และยุทธศาสตร์ที่ 6 การปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าและการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตลอดเส้นทางการทำงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; และในปี 2564 เอ็กซิมแบงก์ยังคงตั้งเป้าหมายในการเดินหน้าสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมุ่งเน้นสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วันนี้เอ็กซิมแบงก์ยังทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกไทย เสมือนการดูแลต้นไม้ใหญ่ของประเทศ ให้แตกกิ่งก้านสาขา พยุงภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ยั่งยืนไปด้วยกัน ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยแวดล้อมและลมพายุ เอ็กซิมแบงก์ยังทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนสร้างนวัตกรรมดูแลผลผลิตของต้นไม้นี้ให้เติบโต งอกงาม มีรากแก้วและรากฝอยที่แข็งแรงไปด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรและระบบการทำงานที่ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของสังคมต่อ ECA แห่งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่า ทุกภาคส่วนจะยังคงดำเนินภารกิจหน้าที่ ตลอดจนกิจการต่างๆ ของตนเองต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตของประชากรไทยและภูมิภาคต่างๆ ไปด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาคมโลก&amp;rdquo; พิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91563</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, อาทิตย์เอกเขนก, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016987f5cfb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ็กซิมแบงก์&#039;เสนอบอร์ดหาทางปล่อยกู้ช่วยสายการบินจ่ายเงินเดือนพนักงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2564 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ในวันที่ 28 ม.ค. 2564 พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังที่มอบหมายให้เอ็กซิมแบงก์ไปหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลักการในเบื้องต้น คือ จะมุ่งเน้นในเรื่องการรักษาการจ้างงานเป็นหลัก โดยเฉพาะสายการบินที่เป็นบริษัทของไทย ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ เบื้องต้นมองไว้จาก 2 ส่วน คือ จากงบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรืออาจจะเป็นเงินของเอ็กซิมแบงก์เอง โดยข้อสรุปทั้งหมดคาดว่าจะเสนอให้ รมว.การคลัง พิจารณาได้ในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในหลักการ คือ จะเน้นเรื่องการช่วยเหลือเรื่องการจ้างงาน บริษัทไหนจ้างงานเท่าไหร่ก็มาเบิกเงินกู้ไปตามจำนวน ส่วนเงินที่เหลือก็เอาไปใช้จ่ายเป็นค่าบริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ ซึ่งหลักการในการให้สินเชื่อค่อนช้างชัดเจนแล้ว ยังเหลือในรายละเอียดอยู่นิดหน่อยที่อาจจ้ะองหารือร่วมกับทั้งสายการบิน และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งหมดก็จะเสนอให้ รมว.การคลังพิจารณา คาดว่าน่าจะในช่วงต้นเดือน ก.พ. 2564&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง 135,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,360 ล้านบาท หรือ 11% เมื่อเทียบกับปี 2562 แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 36,093 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 99,135 ล้านบาท ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) รวม 168,035 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี 60,689 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 36%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เอ็กซิมแบงก์ได้สนับสนุนการลงทุนในประเทศเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-curve) และพื้นที่เป้าหมาย อาทิ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (เอสอีซี) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดคงค้างสินเชื่อในประเทศขยายตัว เพิ่มขึ้น 7,237 ล้านบาท หรือ 20% จากปี 2562 ขณะที่มีการขยายบริการประกันการส่งออกและการลงทุน โดยปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันเพิ่มขึ้น 13,699 ล้านบาท หรือ 11% จากปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ณ สิ้นปี 2663 ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ อยู่ที่ 3.81% คิดเป็นวงเงิน 5,153 ล้านบาท นอกจากนี้ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (TFRS 9) ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 ธนาคาร มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 11,977 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ที่ 232.44% ส่งผลให้ในปี 2563 ธนาคาร มีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสำรองอื่น ๆ เท่ากับ 2,250 ล้านบาท และจากการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้เอ็กซิมแบงก์ มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 1,340 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าและผู้ประกอบการทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 6 เดือน โดย ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการจำนวน 6,400 ราย วงเงินรวมประมาณ 55,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91255</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยสายการบิน, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ปล่อยกู้, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201121/image_big_5fb901e9dee3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 20:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EXIM BANK เปิดพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.2564. นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ในการบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ต่อภาคการส่งออกของไทย EXIM BANK ได้ออก &amp;ldquo;มาตรการพักชำระหนี้ในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง&amp;rdquo; เพื่อเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุนลูกค้า ทั้งที่เป็นผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออกและผู้ส่งออก ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือพื้นที่สีแดง (Red zone) สีส้ม (Orange zone) และสีเหลือง (Yellow zone) ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;bull; พักชำระหนี้เงินต้น ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;bull; พิเศษ! พักชำระดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาสูงสุด 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการอาหารแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง และผักผลไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ &amp;ldquo;มาตรการพักชำระหนี้ในพื้นที่สีแดง สีส้ม และสีเหลือง&amp;rdquo; ลูกค้า EXIM BANK สามารถขอพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย โดยแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ของธนาคาร www.exim.go.th หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแลลูกค้า ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 มีนาคม 2564 โดยธนาคารจะติดต่อกลับภายใน 3 วันทำการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;EXIM BANK ได้ติดตามสถานการณ์ผลกระทบของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด และได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2563 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือลูกค้าโดยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดนาน 6 เดือนไปแล้วกว่า 1,400 ราย เป็นจำนวนเงิน 36,853 ล้านบาท และหลังจากนั้น มีผู้ประกอบการติดต่อขอรับมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการหลังสถานการณ์โควิด-19 เป็นจำนวนเงิน 4,050 ล้านบาท ในครั้งนี้ EXIM BANK พร้อมเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการช่วยเหลือของ EXIM BANK ในครั้งนี้เพื่อเยียวยาและบรรเทาผลกระทบให้แก่ลูกค้าที่อาจประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหรือขาดแคลนแรงงานสำหรับผลิตสินค้า เนื่องจากการกักตัวหรือติดเชื้อ เป็นไปตามมาตรการภาครัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการขนส่งและส่งออกสินค้า ตลอดจนปัญหาผู้ซื้อปฏิเสธสินค้าโดยเฉพาะสินค้าอาหาร อาหารทะเลแช่แข็ง และผักผลไม้ของไทย เป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อรอโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าส่งออกของไทย ภายหลังการพัฒนาวัคซีนมีความคืบหน้าไปมาก&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89489</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยลูกค้า, เอ็กซิมแบงก์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210111/image_big_5ffc564ba7e63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็กซิมแบงก์โอดศก.-ไวรัสฉุด9เดือนขาดทุนอ่วม1.2พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ต.ค.2563 นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-ก.ย.2563) ว่า ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง 129,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,027 ล้านบาท หรือ 18.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 34,836 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 94,935 ล้านบาท ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อของเอ็กซิมแบงก์ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) จำนวน116,353 ล้านบาท เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี40,284 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34.62%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยและกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2563 เอ็กซิมแบงก์มีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) 6.26% โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพจำนวน 8,120 ล้านบาท นอกจากนี้ ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับใหม่ (TFRS 9) ทำให้ ณ สิ้นเดือน ก.ย.2563 เอ็กซิมแบงก์มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) จำนวน 13,565 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) 167.05% โดยธนาคารมีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสำรองอื่น ๆ เท่ากับ 1,758 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้เอ็กซิมแบงก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 1,271 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 125,192 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28,420 ล้านบาทหรือ 29.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการให้บริการประกันการส่งออกและการลงทุนเพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้นำเข้าในต่างประเทศมีโอกาสที่จะชำระเงินล่าช้าหรือประสบปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เอ็กซิมแบงก์ได้สนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังต่างประเทศซึ่งมีวงเงินสนับสนุนสินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 94,835 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 55,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,717 ล้านบาท หรือคิดเป็น 29.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เอ็กซิมแบงก์มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกและลงทุนไปยังตลาดใหม่ (New Frontiers) ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) โดย ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2563 มีสินเชื่อคงค้างจำนวน 39,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,308 ล้านบาทหรือ 15.30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายการดำเนินงานของเอ็กซิมแบงก์ภายใต้ทีมไทยแลนด์ ภายหลังการเปิดสำนักงานผู้แทนของธนาคารในย่างกุ้ง เวียงจันทน์ และพนมเปญเมื่อปี 2560-2562 และปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมการเปิดสำนักงานผู้แทนเอ็กซิมแบงก์ในเวียดนามเป็นลำดับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์ได้สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวจากโควิด-19 โดยติดต่อไปยังลูกค้าทุกราย เพื่อสอบถามความต้องการของกิจการ และออกมาตรการช่วยเหลือ/เยียวยาลูกค้า อาทิ การพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน การขยายเงื่อนไขบริการประกันการส่งออก การสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อนำไปใช้หมุนเวียนในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกและลงทุนที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากโควิด-19 เป็นต้น&amp;rdquo; นายพิศิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน เอ็กซิมแบงก์ยังสนับสนุนด้านข้อมูลและความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเร่งชี้โอกาสเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวและเล็งเห็นช่องทางการค้าในตลาดใหม่ ๆ ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ด้านอี-คอมเมิร์ซผ่านการให้คำปรึกษา จัดอบรม และสัมมนาออนไลน์แก่ผู้ประกอบการไทย ณ สิ้นเดือน ก.ย.2563 เอ็กซิมแบงก์ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการจำนวนประมาณ 6,000 ราย วงเงินรวม 54,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ลูกค้าของธนาคารที่ยังประสบปัญหาในการดำเนินกิจการส่งออกหรือลงทุนระหว่างประเทศในปัจจุบันสามารถเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูผู้ประกอบการหลังสถานการณ์โควิด-19 ได้ เพื่อขอขยายระยะเวลา เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระเงินกู้ตามความต้องการของกิจการ โดยสามารถขอรับวงเงินสินเชื่อเพิ่มได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81850</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลประกอบการ, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
