<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัยรุ่นมี SEX เป็นเรื่องธรรมชาติ  เรียนรู้..ลดปัญหาท้องไม่พร้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ตั้งแต่อายุ 15-19 ปี เราก็เหมือนมีโลกอีกใบที่ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายหรือสั่งให้ทำนั่นทำนี่ เพราะความมั่นใจในตัวเอง ชอบความท้าทายได้ออกไปเจอประสบการณ์หรือลองทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งหากเลือกไปในทางดีก็จะดี แต่หากเลือกทางผิด ชีวิตก็พลิกผันได้เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกได้ว่าวัยรุ่น เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ครอบครัวต้องคอยเฝ้าดูหรือให้คำปรึกษาอย่างเข้าใจและระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในปัญหาที่หลายคนกังวลเมื่อลูกหลานเข้าสู่วัยรุ่น คือการท้องไม่พร้อม หรือมีโอกาสที่จะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานี้คงไม่ใช่เพียงแค่สภาพแวดล้อมทางสังคม หรือการเลี้ยงดูจากครอบครัว แต่อาจจะเป็นเพราะความอยากรู้อยากลอง ต้องการความรักจากเพศตรงข้าม การรู้เท่าไม่ถึงการณ์คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งสองครั้งคงไม่เป็นอะไร รวมไปถึงการโดนล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งวัยรุ่นหรือแม้แต่ครอบครัวอาจจะขาดความรู้การสอนเรื่องเพศ การใช้ถุงยางอนามัยหรือทานยาคุมกำเนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาทางสังคมที่ตามมาปรากฏเป็นข่าวให้เห็นคือ เด็กถูกทิ้งกลายเป็นเด็กกำพร้า การทำแท้งผิดกฎหมาย หรือเสียชีวิตจากการกินยาคุมกำเนิดที่ซื้อตามอินเทอร์เน็ต หรือความไม่พร้อมของครอบครัวพ่อแม่วัยรุ่น เนื่องจากยังอยู่ในวัยเรียนไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ทำให้ส่วนหนึ่งมีแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือพ่อเลี้ยงเดี่ยวเกิดขึ้น โดยมีสถิติในปี 2556 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว โดยลูกอยู่กับแม่ 15.4% และลูกอยู่กับพ่อ 3.4%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พีระยุทธ สานุกูล ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันวัยรุ่นตั้งแต่อายุ 10-19 ปี ในประเทศไทยมีจำนวน 8 ล้านคน แบ่งเป็นเพศชาย 4 ล้านคน และเพศหญิง 4 ล้านคน อายุต่ำกว่า 15 ปี ที่มีสถานะสามี-ภรรยา 3%, อายุต่ำกว่า 18 ปี มีสถานะสามี-ภรรยา 20% ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้พร้อมที่จะตั้งครรภ์ เป็นหนึ่งในปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่มีความพร้อมหรือก่อนจบการศึกษาในวัยรุ่นผู้หญิง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากรายงานอัตราการคลอดบุตรในวัยรุ่นไทยสูงมากเมื่อเทียบกับวัยรุ่นเอเชียหรือระดับโลก พ.ศ.2554-2555 พบอัตราการคลอดในช่วงอายุ 15-19 ปี จำนวน 53.4 คน ต่อ 1,000 คน ที่่น่ากังวลประมาณ 50% เกิดจากการไม่ได้ตั้งใจมีเพศสัมพันธ์, 30% เด็กไม่รู้วิธีการคุมกำเนิดที่ถูกต้องและเหมาะสม, 10% เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ขณะมึนเมา และอีก 10% ไม่ตระหนักถึงผลที่ตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์&amp;quot; นพ.พีระยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจาะลึกจากสถิติของสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ ย้อนไป พ.ศ.2562 วัยรุ่นอายุ 15-19 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 169 คน หรือ 2,000 คนต่อปี ขณะที่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้กำเนิดบุตรเฉลี่ยวันละ 6 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจำนวนคุณแม่วัยใส พบว่า ปีเดียวกันมีจำนวนผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปีที่ให้กำเนิดบุตรอยู่ที่ 63,831 ราย โดยแยกเป็นอายุระหว่าง 15-19 ปี จำนวน 61,651ราย และอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 2,180 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่มีการคลอดซ้ำอีกถึง 5,222 ราย สถานการณ์เหล่านี้อาจกระทบคุณภาพชีวิตของเด็ก รวมถึงผลกระทบด้านการศึกษา การทำงาน หรือการใช้ชีวิตในช่วงวัยทีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ล่าสุด นพ.พีระยุทธอัปเดตให้ฟังว่า ปัจจุบันอัตราการคลอดในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ลดลงอยู่ที่ 28 คนต่อ 1,000 คน โดยเร่งทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในช่วง 20 ปี โดย 10 ปีแรกในปี 2569 จะต้องมีอัตราการคลอดในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ไม่เกิน 25 คนต่อ 1,000 คน และในปี 2579 จะต้องไม่เกิน 15 คนต่อ 1,000 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การดำเนินงานด้านการคุมกำเนิดเป็นหนึ่งกลไกสำคัญลดอัตราการคลอดได้ เพราะทั้งวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่กว่า 40% ส่วนใหญ่จะลืมทานยาคุม และวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์กับแฟนใช้ถุงยางอนามัยเพียง 80%&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.บอกด้วยว่า ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็มีผลตั้งท้อง เช่น เด็กผู้หญิงมีประจำเดือนไวขึ้น หมายความว่าพร้อมตั้งครรภ์ จากการสำรวจพบค่าเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 11.57 ปี ทำให้เด็กที่ศึกษาอยู่ ป.5-6 ก็มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ แล้วยังพบเด็กอายุ 10 ปีมาเข้ารับบริการฝากครรภ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในสถานการณ์โควิด-19 ปี 64 มีวัยรุ่นเข้ามาขอปรึกษาเรื่องการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่อัตราการฝากครรภ์ลดลง&amp;rdquo; นพ.พีระยุทธระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุมกำเนิด..ทางเลือกและป้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานเชิงรุก ทางกรมอนามัยทำงานลำพังไม่ทันสถานการณ์ นำมาสู่ความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการส่งเสริมวัยรุ่นที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ให้สามารถเข้าถึงบริการคุมกำเนิดกึ่งถาวรระยะยาวด้วยการใส่ห่วงคุมกำเนิดและฝังยาคุมได้ฟรีทุกกรณี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฝัง 1 ครั้งอยู่ได้นาน 3-5 ปี และครอบคลุมถึงหญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 20 ปีขึ้นไปในกรณีหลังยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ภายใต้นโยบายป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ตามยุทธศาสตร์ พ.ศ.2560-2569 ได้จัดหน่วยบริการคุมกำเนิดกึ่งถาวรเพิ่มขึ้นจนครอบคลุม 85.6% ของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ลุยนโยบายส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) เพื่อให้ทุกการตั้งครรภ์เป็นการตั้งครรภ์ที่เกิดจากความตั้งใจ มีการวางแผน แม่และเด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมทั้งก่อนและหลังคลอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้มีวัยรุ่นเข้าถึงบริการคุมกำเนิดกึ่งถาวรสะสมกว่า 10,000-20,000 คนต่อปี จากสถิติปี พ.ศ.2563 ตั้งแต่ 1 พ.ค.57 - 31 มี.ค.64 รวม 210,997 คน อิงตามข้อมูลจาก E-Claim ของ สปสช. ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จะดำเนินงานต่อให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พีระยุทธบอกด้วยว่า จะผลักดันในพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 กรณีกระทรวงศึกษาส่งเสริมให้โรงเรียนต้องมีการจัดการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษา และเป้าหมายสำคัญตามมาตรา 5 เมื่อเด็กตั้งครรภ์แล้วต้องได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพในรูปแบบที่เหมาะสม ได้รับสวัสดิการด้านอนามัยและการเจริญพันธุ์ ที่เป็นส่วนตัวและความลับ ซึ่งเป็นสิทธิของเด็กในการตัดสินใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ระดับชาติเน้นการวางยุทธศาสตร์ป้องกัน HIV ที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับถุงยางอนามัยที่ให้เด็กเข้าถึงถุงยางอนามัยราคาถูกและเข้าถึงง่าย อีกแนวทางที่จำเป็นคือ การให้ความรู้ในเรื่องเพศศึกษา สุขภาพในวัยรุ่น พร้อมให้คำปรึกษา ขณะนี้มีแพลตฟอร์มออนไล์ ช่องทาง Line : TEEN CLUB ให้ความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิดต้องควบคู่กับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ประกอบด้วย วิธีการคุมกำเนิดมาตรฐานร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกฎหมายมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาตามที่องค์กรเอกชนร้องศาลรัฐธรรมนูญพิพากษามาตรา 301 ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้แก้ มาตรา 301 และมาตรา 305 โดยในการแก้ไข พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2564 มีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 7 ก.พ.64 ซึ่งเบื้องต้นคือแพทย์สามารถเลือกใช้ข้อบ่งชี้ในการยุติการตั้งครรภ์ในขอบเขตกฎหมาย ผู้ที่จะทำแท้งก็ต้องผ่านการพิจารณาทางการแพทย์ตามข้อบังคับ ทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการของทางองค์การอนามัยโลกกำหนด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การป้องกันปัญหาท้องไม่พร้อมในระยะยาว สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่การดำเนินการตามนโยบายหรือทางกฎหมาย แต่การให้ความรู้และความเข้าใจในเรื่องเพศศึกษาตั้งแต่ยังเด็ก ที่อาจเป็นหนทางในการลดปัญหานี้ลงได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117756</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัยรุ่นมี SEX เป็นเรื่องธรรมชาติ  เรียนรู้..ลดปัญหาท้องไม่พร้อม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210924/image_big_614dc31c5ef50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดอาวุธความคิดให้พ่อแม่ ตัวช่วย...ลูกเรียนออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ร่วมมือเพจดัง บ.ทูลมอโร ผู้เชี่ยวชาญการทำสื่อออนไลน์ สร้างความตระหนักรู้ยุคโลกไร้พรมแดน ชวนผู้เชี่ยวชาญและพ่อแม่อาสาจัดเสวนาออนไลน์โครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ปี 2 เหตุครอบครัวเครียดหนักช่วงลูกเรียนออนไลน์ ขยายห้องเรียนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ติดอาวุธความคิด แนะวิธีเลี้ยงลูกเชิงบวก สร้างบรรยากาศเรียนออนไลน์ให้ลูก www.คุณเปลี่ยนลูกเปลี่ยน.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ลูกหลานเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองควรปรับตัวอย่างไร&amp;rdquo; งานเปิดตัวโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ปีที่ 2 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับบริษัท ทูลมอโร จำกัด จัดเสวนาออนไลน์ ลูกหลานเรียนออนไลน์จะสื่อสารอย่างไรให้เข้าใจ เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ให้ครอบครัวรู้วิธีการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กระหว่างเรียนออนไลน์ช่วงโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ทำให้เด็กต้องเรียนออนไลน์ตามแผนการสอนของโรงเรียน มีเสียงบ่นจากลูกและพ่อแม่ผู้ปกครองเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรคต่างๆ ถือเป็นบทเรียนท้าทายในวิถีชีวิตใหม่และระบบการศึกษาไทย เพราะการที่ลูกเรียนออนไลน์เกิดความเครียดกันทั้งบ้าน โดยเฉพาะปัญหาเด็กขาดสมาธิและรู้สึกกดดันด้วยเป็นการเรียนผ่านจอ เป็นความท้าทายของผู้ปกครองที่ต้องมีทักษะสื่อสารและวิธีเลี้ยงลูกเชิงบวกให้เหมาะสมกับเด็กยุคนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สสส.จึงเดินหน้าโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มุ่งเน้นการพัฒนาระบบการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ปกครอง โดยจะมีพ่อแม่อาสา นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ กระบวนการนักพัฒนาเด็กและครอบครัว ร่วมดำเนินงานเป็นผู้นำกลุ่มระหว่างเรียนด้วยจำนวน 60 คน&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พันธมิตรออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้แบบใหม่ สถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม ทั้งนี้มี รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กระทรวงสาธารณสุข ผู้รู้กระบวนการถูกต้องทางวิชาการ คณะวิศวะคอมพิวเตอร์ออกแบบระบบการเรียนรู้ ประเมินวัดผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์, ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคีพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณัฐยากล่าวว่า จากการติดตามผลกระทบช่วงเรียนออนไลน์ของเด็กไทย พบสาเหตุเบื้องลึกที่ทำให้เครียดกันทั้งบ้านคือ 1.เด็กถูกปล่อยให้เรียนออนไลน์เพียงลำพังซึ่งเป็นเรื่องยาก ไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของช่วงวัย 2.เด็กและผู้ปกครองสื่อสารกันน้อยลง เพราะใช้เวลากับโลกออนไลน์มากขึ้น และ 3.ผู้ปกครองขาดทักษะสมัยใหม่ในการเลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะการเลี้ยงลูกเชิงบวก ส่งผลให้การสื่อสารไม่ได้ผล สาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียดและไม่มีความสุข ส่งผลเสียต่อพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ และสมองของเด็ก โครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน มุ่งพัฒนาห้องเรียนออนไลน์ในรูปแบบ &amp;ldquo;กลุ่มพ่อแม่&amp;rdquo; เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้และฝึกทักษะการเลี้ยงลูกในยุคใหม่ ภายใต้การสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มพ่อแม่อาสาที่ผ่านการเรียนด้วยตัวเองและพบว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้น โดย สสส.มุ่งหวังให้ครอบครัวเป็นพื้นที่สุขภาวะสำหรับสมาชิกทุกวัน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทูลมอโร จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับ สสส.นั้นเน้นการนำเสนอการสอนทักษะการสื่อสารเชิงบวกในรูปแบบออนไลน์ ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบ Online Support Group ใช้เวลาเรียน 7 วัน เพื่อให้ผู้ปกครองมีวิธีจัดการอารมณ์ได้ดีเมื่อต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง และมีวิธีการสื่อสารในสิ่งที่ต้องการกับบุตรหลานตามหลักการสื่อสารเชิงบวกอย่างถูกต้อง เพื่อส่งเสริมสัมพันธภาพและลดความรุนแรงในครอบครัว จากการดำเนินงานที่ผ่านมาปัจจุบันมีผู้ร่วมเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์กว่า 4,200 คน จำนวนผู้ปกครองที่เข้าร่วม 611 คน จำนวนผู้ปกครองที่สามารถสื่อสารกับลูกได้ดีขึ้น 75% จำนวนผู้ปกครองที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของบุตรหลาน 73%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ปกครองที่สนใจเข้ากลุ่มเรียนรู้ก็สามารถเรียนผ่านแอปพลิเคชันไลน์โดยหลักสูตรในปีที่ 2 เน้นการสื่อสารระหว่างเด็กกับผู้ปกครองเรื่องการเรียนออนไลน์ของเด็กเพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่มีพฤติกรรมเชิงลบต่อกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักสูตรแบ่งช่วงอายุเด็ก 2 กลุ่มคือ 1.เด็กประถม อายุ 7-12 ปี และ 2.เด็กวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี ทั้ง 2 หลักสูตรจะช่วยเรื่องการดูแลเด็กที่ไม่มีสมาธิเรียนออนไลน์ รวมถึงการแก้ปัญหาเด็กติดจอที่แอบเล่นเกมระหว่างเรียนออนไลน์ โดยเปิดรับสมัครผู้ปกครองจำนวน 600 คน จากนั้นจะคัดเลือกผู้ปกครอง 100 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วนำทักษะที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติจนเกิดผลดีมาพัฒนาเป็นผู้ปกครองอาสา เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้ปกครองคนอื่นๆ เลี้ยงลูกเชิงบวกกันในวงกว้าง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลหรือสอบถามได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก Toolmorrow และ www.คุณเปลี่ยนลูกเปลี่ยน.com &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษาหลักสูตรการเรียนรู้โครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน กล่าวว่า เห็นใจพ่อแม่ ลูก โรงเรียนที่ต้องเรียนทางออนไลน์ เพราะเป็นเรื่องแปลกใหม่ ต้องมีความพร้อมทั้งอุปกรณ์เทคโนโลยี มีกำลังเงินสนับสนุนอุปกรณ์ สถานที่ ขณะเดียวกันพ่อแม่เตรียมสถานที่ให้กับลูกเพื่อจะได้เรียนให้ทันเพื่อนๆ ทำการบ้านด้วยตัวเอง พ่อแม่ควรลดความคาดหวังผลการเรียนออนไลน์ด้วยการเปรียบเทียบกับการเรียนในห้องเรียน การเรียนในห้องเรียนเมื่อตามครูไม่ทันก็สอบถามจากเพื่อนๆ ได้ แต่การเรียนออนไลน์ไม่มีใครช่วยดูแล เด็กต้องมีสมาธิตั้งใจเรียน ขณะเดียวกันเด็กก็มีสิ่งล่อตาล่อใจให้วอกแวกได้มากมาย เปิดจอคอมพิวเตอร์หลายจอ สภาพแวดล้อมทำให้ควบคุมตัวเองได้อย่างลำบาก พ่อแม่ควรรู้สึกดีกับลูก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปล่อยวางจนเกินควร รับรู้ว่าลูกก็ลำบากในการเรียนออนไลน์ อยู่กับเขาอย่างมีความสุข เมื่อผ่านพ้นวิกฤตแล้วเหตุการณ์เข้าสู่สภาพปกติ ทุกอย่างก็จะเข้ารูปเข้ารอยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่พ่อแม่กังวลมากสำหรับเด็กอนุบาล กลัวเด็กจะลืมการอ่านพยัญชนะ เด็กอนุบาลจะไม่เหลือความรู้ที่จะขึ้นระดับชั้นสูง โดยสภาพธรรมชาติของเด็กจะปรับตัวเองให้ทันเพื่อนๆ ได้ ยิ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกเด็กจะปรับตัวได้โดยอัตโนมัติ ถ้าพ่อแม่เคร่งเครียดในช่วงนี้จะส่งผลให้เด็กขาดกำลังใจ พ่อแม่ควรมีบทบาทจัดตารางเวลาเพื่อสร้างวินัยให้กับลูก อย่าปล่อยให้ลูกเล่มเกมเกินความพอดี ต้องดึงเขาออกจากหน้าจอด้วยการหากิจกรรมที่น่าสนใจให้เขาลงมือทำ สร้างความเข้าใจที่ดีต่อกันมีข้อตกลงแลกเปลี่ยน อนุญาตให้เล่นเกมได้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขณะเดียวกันก็ต้องเชื่อใจลูกด้วย การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกให้เกิดความรู้สึกรักกันและกัน พร้อมที่จะดูแลกันเป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;จังหวะที่ต้องเรียนทางออนไลน์ที่บ้านเป็นเรื่องดีที่ครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ถ้าลูกทำตามที่พ่อแม่ต้องการทุกเรื่องก็จบ บางครั้งเรามัวรอลูกเลิกเรียน บางคนรอมาแล้ว 25 ปีจนเขาเป็นผู้ใหญ่ ถ้าพ่อแม่เป็นฝ่ายยอมเปลี่ยนวงจรความสุข ก็เป็นกำลังใจที่ดีด้วยการใช้วงจรบ้านเป็นกงล้อที่มีความสุข&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภิญญา วิทยฐานภรณ์ (แม่เก่ง) &amp;quot;แม่เชื่อว่าหนูทำได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยน ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปัญหากับลูก แต่ต้องการขยับความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกเพิ่มขึ้นอีก ปกติเมื่อลูกเล่นเกมก็จะใช้คำพูดว่า &amp;ldquo;คุณแม่เป็นห่วงนะ&amp;rdquo; ขณะเดียวกันก็ต้องใช้คำพูดเพื่อเป็นการให้กำลังใจกับลูก &amp;ldquo;แม่เชื่อว่าหนูทำได้ เป็นการพูดให้กำลังใจ&amp;rdquo; หลักสูตรนี้เพราะต้องการนำองค์ความรู้มาพัฒนาตัวเอง เพื่อปรับใช้ในการเลี้ยงดูลูกๆ และส่วนตัวสนใจเรื่องการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กๆ เป็นพิเศษอยู่แล้ว หลังจากการเรียนก็ได้ผันตัวเองมาเป็น &amp;ldquo;พ่อแม่อาสา&amp;rdquo; นำความรู้มาต่อยอดและส่งต่อให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คน ได้แก่ การจัดการอารมณ์ผู้ปกครองเพื่อเป็นพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก เทคนิคการใช้ I-Message เพื่อสื่อสารและรับฟังเด็กเชิงบวกและการให้คำชม เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกยินดีทุกครั้ง ซึ่งการใช้องค์ความรู้เหล่านี้ทำให้ลูกสามารถเรียนออนไลน์ได้อย่างมีสมาธิ โดยไม่รู้สึกกดดันหรือถูกบังคับจากผู้ปกครอง เพราะมีตารางเวลาชีวิตที่ชัดเจน จึงอยากให้พ่อแม่ทุกคนมาเข้าร่วมโครงการคุณเปลี่ยน ลูกเปลี่ยนด้วยกัน เพราะความรู้และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทุกคนสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้จริง. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117048</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดอาวุธความคิดให้พ่อแม่ ตัวช่วย...ลูกเรียนออนไลน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_6144a1208da88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กกำพร้า...ผลพวงโควิด-19  ปัญหาเงียบสุ่มเสี่ยงสุขภาวะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การระบาดของโควิด-19 จาก 193 ประเทศทั่วโลก ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตบนโลกใบนี้ ขณะนี้เด็ก 1.5 ล้านคนทั่วโลกประสบกับการเสียชีวิตของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือผู้ดูแลที่เลี้ยงดูแลเด็กอันเนื่องมาจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ซึ่งรวบรวมข้อมูลการตายและสถิติการเจริญพันธุ์จาก 21 ประเทศ ตั้งแต่เดือน มี.ค.2563 ถึงเดือน เม.ย.2564 ในขณะที่เมืองไทยเกิดเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วงวิกฤตเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน ลงสำรวจพื้นที่ตั้งแต่ต้นปี เด็กติดโควิด 70,153 คน กทม. 16,535 คน ต่างจังหวัด 53,618 คน ตัวเลขบอกว่าผู้ปกครองพ่อแม่ดูแลเด็กติดเชื้อโควิด ผู้ปกครองติดเชื้อ เด็กกำพร้าทันที จึงต้องเร่งให้ความช่วยเหลือประสานงานเป็นกลุ่มๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงรับเด็กกำพร้าทั้ง 343 คนจากพ่อหรือแม่ติดเชื้อโควิด-19 เสียชีวิต อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ซึ่งมีมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีโรงเรียน 52 แห่งครบวงจร ได้เรียนหนังสือด้วยการพระราชทานทุนชีวิต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ข้อมูลวันที่ 23 ส.ค.64 สำรวจพบเด็กกำพร้า มีจำนวน 343 คน โดยจังหวัดที่มีเด็กกำพร้าจากสถานการณ์โควิด-19 สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ ปัตตานี 57 ราย นราธิวาส 34 ราย ยะลา 26 ราย พระนครศรีอยุธยา 18 ราย กาฬสินธุ์ 14 ราย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ใกล้กับประเทศมาเลเซียซึ่งมีตัวเลขผู้ที่ติดโควิดค่อนข้างมาก ทั้งนี้ในการสำรวจไม่ได้แยกว่าเด็กนับถือศาสนาใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุติกล่าวว่า พม. โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ดูแลเด็กให้ได้รับความช่วยเหลือด้วยการให้คำปรึกษา 343 ราย มอบเครื่องอุปโภคบริโภค 199 ราย มอบเงินสงเคราะห์เงินฉุกเฉิน 174 ราย ประสานขอรับทุนและขอความช่วยเหลือหน่วยงานอื่น 194 ราย มอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนคุ้มครองเด็ก 51 ราย จัดหาครอบครัวอุปการะ ครอบครัวทดแทน 3 ราย รับเข้าอุปการะชั่วคราว 2 ราย ให้การช่วยเหลืออื่นๆ 1 ราย อยู่ในระหว่างเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามและกำหนดแนวทางการดูแลเด็ก 307 ราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 312 ราย จะได้ให้ความช่วยเหลือโดยเร่งด่วนและครอบคลุมทุกมิติปัญหา ทั้งนี้ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเด็กกำพร้าจากกองทุนคุ้มครองเด็กตั้งแต่เดือน เม.ย.-ส.ค.2564 จำนวน 51 ราย เป็นจำนวนเงิน 303,300 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การให้ความช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มเด็กกำพร้าจากกองทุนคุ้มครองเด็กกำพร้าใน กทม. จำนวน 51 ราย เป็นจำนวนเงิน 303,300 บาท ทั้งนี้กรมกิจการเด็กและเยาวชนได้ประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพอาสาสมัครในการจัดเตรียมสถานที่รองรับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หรือเด็กกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการดูแลในระหว่างกักดัว 14 วัน จะประสานให้เด็กเข้ารับการดูแลเพื่อติดตามอาการในสถานที่กักตัว (state Quarantine) สำหรับเด็กที่พ้นระยะกักตัว 14 วัน พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่พร้อมในการรับเด็กไปเลี้ยงดู จะประสานญาติเพื่อรับเด็กไปดูแลเป็นการชั่วคราวในสถานรองรับเด็ก ที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดเตรียมไว้ 4 แห่ง ซึ่งขณะนี้รับเด็กได้ 160 ราย แต่หากเป็นกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลเสียชีวิต จะดำเนินการให้เด็กเข้าสู่ระบบการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบที่มีเครือญาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบและเด็กกำพร้าจากสถานการณ์โควิด-19 พบว่ามีเด็กหรือครอบครัวติดเชื้อหรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยมีเด็กติดเชื้อรายวันเฉลี่ยวันละกว่า 2,000 ราย และมียอดเด็กติดเชื้อสะสมนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-23 ส.ค.2564 จำนวน 115,362 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.11 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด (1,037,923ราย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุติยังเปิดเผยว่า พม.มีครอบครัวอุปถัมภ์ ครอบครัวอุปการะ ครอบครัวบุญธรรม ทั้งนี้ยึดหลักการเด็กควรอยู่กับครอบครัว ไม่มีใครที่จะสร้างความรักความผูกพันทดแทนญาติพี่น้องในครอบครัวได้ เด็กต้องเป็นศูนย์กลาง อยู่ที่ไหนเขามีความสุข ปลอดภัย เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ดังนั้นเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต ญาติพี่น้องเด็กควรจะเป็นผู้ดูแล ทั้งนี้กระทรวง พม.จะให้เงินช่วยเหลือเด็กเดือนละ 2,000 บาท จนเด็กอายุ 18 ปี ในขณะเดียวกันยังมีครอบครัวอุปการะ &amp;ldquo;ผมไม่มีลูก อยากอุปการะเด็กเป็นรายเดือน เราอยากให้เด็กอยู่กับครอบครัวมีญาติพี่น้องช่วยกันดูแล ไม่รู้สึกเหลื่อมล้ำในสังคม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครอบครัวอุปถัมภ์ที่เป็นครอบครัวอาสาสมัคร ครอบครัวบุญธรรมหรือสถานสงเคราะห์ ซึ่งจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ตลอดจนมีการติดตามให้ความช่วยเหลือแก่เด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กได้รับการปกป้องดูแลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้ประเทศไทยมีครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวพ่อเลี้ยงเดี่ยว 5 แสนครอบครัว จากครอบครัวไทย/20.5 ล้านครัวเรือน ยังมีครอบครัวที่แยกกันอยู่ แม่ม่ายที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนเป็นล้านครอบครัว ปัญหาเด็กเร่ร่อนที่ขายของอยู่ตามสี่แยกไฟแดง ในวันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค. มีงานเปิดตัวให้สังคมรับรู้ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. กทม. กรมตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข กรมสุขภาพจิต กระทรวงแรงงาน กระทรวงเทคโนโลยีฯ ดูแลลูกๆ แรงงานก่อสร้างที่อยู่ในแคมป์งาน เด็กเร่ร่อนที่ขาดการดูแลแม้จะมีพ่อแม่อยู่ก็จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้ดำเนินการช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-23 ส.ค.2564 แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ประเภท 1.เด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยมีผลการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ก่อนจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กรมกิจการเด็กและเยาวชนหรือ ศบค.ดย. (1ม.ค.-26 ก.ค.64) มียอดรวมผู้ประสบปัญหาความยากจนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวให้การช่วยเหลือ 5,343 ราย โดยการช่วยเหลือการให้คำแนะนำปรึกษา การมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ของใช้ที่จำเป็น การช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวอุปถัมภ์ การช่วยเหลือเป็นที่พักพิง รวมถึงการประสานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การให้ความช่วยเหลือระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.-23 ส.ค.2564 ได้ให้การช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวมยอดสะสม 3,370 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ 262 ราย แบ่งเป็น 1.เด็กและผู้ปกครองติดเชื้อ 371 ราย ผู้ปกครองติดเชื้อ เด็กไม่ติดเชื้อ 224 ราย เด็กติดเชื้อ ผู้ปกครองไม่ติดเชื้อ 297 ราย ผู้ดูแลเสียชีวิต 343 ราย เด็กป่วยสงสัยติดเชื้อ 26 ราย บุคคลในครอบครัวติดเชื้อ 25 ราย เด็กถูกเลี้ยงดูโดยมิชอบหรือถูกทารุณกรรม 6 ราย โดยการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ กับครอบครัวยากจน 2,078 ราย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุข ตรวจเชื้อ 73 ราย ส่งต่อเข้ารับการรักษา 151 ราย และประสานที่พักชั่วคราวหรือเข้าศูนย์พักคอย 107 ราย การให้ความช่วยเหลือทางด้านสังคมสงเคราะห์ การให้คำแนะนำปรึกษา 1,949 ราย การช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ 965 ราย มอบเครื่องอุปโภคบริโภค 1,007 ราย รับความคุ้มครองชั่วคราวบ้านพักเด็กและเยาวชน 9 ราย มอบชุดเวชภัณฑ์ 20 ราย ประสานกลับภูมิลำเนา 11 ราย และประสานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 319 ราย การช่วยเหลือสนับสนุนเด็กและเยาวชนจากกองทุนคุ้มครองเด็กแบ่งออกเป็น การสนับสนุนรายบุคคลตั้งแต่เดือน เม.ย.-ส.ค.2564 จำนวน 1,550 ราย เป็นจำนวนเงิน 9,217,700 บาท การสนับสนุนโครงการ 7 โครงการ กลุ่มเป้าหมาย 6,173 ราย จำนวนเงิน 5,710,398 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การผลักดันให้เด็กได้ทำงานอย่างบูรณาการ ด้วยความร่วมมือกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เด็กเหล่านี้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ มีอาชีพขายของทางออนไลน์ การฝึกอาชีพ การเข้าเรียนหลักสูตร Care Giver วิชาชีพ เป็นผู้ช่วยพยาบาลในอนาคต ใช้เครื่องมือแพทย์ ถ้าเก่งเรื่องภาษาก็จะเป็นเรื่องดี ช่วยดูแลผู้สูงอายุต่างชาติ ดูแลผู้สูงอายุ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้สูงอายุในประเทศอังกฤษ เป็นช่องทางที่คนไทยจะได้ใช้ความสามารถในความเป็นไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มีการฝึกงานเด็กเป็น Budler เลขาฯ ส่วนตัวทำ House Keeping วางแผนการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาพักในโรงแรม 5 ดาวในภาคใต้ ปัตตานี มีครูมาจากโรงแรมโอเรียนเต็ล แอร์โฮสเตส สจ๊วต สอนการชงกาแฟอร่อยที่สุด เพื่อให้นักท่องเที่ยวประทับใจ รวมถึงการจดจำรายละเอียดอาหาร เครื่องดื่ม เฉพาะที่นักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ชื่นชอบเป็นพิเศษ การซ่อมเสื้อผ้า ตลอดจนการขับรถพานักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ การเป็นเชฟด้วยสูตรอาหารอร่อย การพาไปร้านอาหารที่มีบรรยากาศดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โลกเปลี่ยน อาชีพกัลบกช่างตัดผมเดินเป็นอาชีพที่มีรายได้ Low End แต่วันนี้กลายเป็นอาชีพสำคัญ คอมพิวเตอร์ AI ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ ประเทศไทยเป็นHubของ Health&amp;amp;Wellness เราต้องนำคนที่ทำงานนอกระบบเข้ามาทำงาน ดำเนินงานมาแล้ว 1 ปี ขณะนี้มีทีมทั้งหมด 5 ทีม เข้าไปทำใน 10 จังหวัด ฝึกการทำงานด้วยใจรัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กกำพร้าถูกปิดบังด้วยความเชื่อทางศาสนา วัยรุ่นที่ไม่เคร่งครัดในเรื่องศาสนามีครอบครัวใหม่ สามีใหม่ ภริยาใหม่ ปัญหาย่อมเกิดขึ้นกับเด็กที่พ่อแม่แยกทางกันเดิน เด็กเรียนนอกระบบการศึกษา การประกอบอาชีพ สถิติมีการยิงกันตายในโรงเรียนสหรัฐ มหาวิทยาลัยทำงานวิจัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา 17% เด็กที่ยิงเพื่อนมาจากครอบครัวล่มสลาย เวลานี้ประเทศไทยกำลังเติบโตสู่เส้นทางนั้น เราต้องทำลายวงจรปัญหาให้หมดสิ้นไป พิสูจน์ได้จากเด็กแว้นวัย 10 กว่าขวบที่มาจากครอบครัวมีฐานะแต่ขาดความอบอุ่น ได้รับเงินมากมาย เด็กบางคนต้องกินยาควบคุมอารมณ์ตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ เพราะพ่อแม่ตามใจ อยากจะได้อะไรก็ต้องได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เด็กแว้นหลายคนที่ขาดความอบอุ่นในครอบครัวไม่เคยกลัวตำรวจ พร้อมที่จะกระทำความผิดฝ่าฝืน กม.รวมตัวกันเป็นกลุ่มสร้างปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;**********************************///////////////////////&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;(ล้อมกรอบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เด็กกำพร้า1.5ล้านคนทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะนี้เด็ก 1.5 ล้านคนทั่วโลกประสบกับการเสียชีวิตของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ดูแลที่เลี้ยงดูแลเด็กอันเนื่องมาจากโควิด-19 ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ซึ่งรวบรวมข้อมูลการตายและสถิติการเจริญพันธุ์จาก 21 ประเทศ ตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 ถึงเดือน เม.ย.2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทีมวิจัยจากทั้งสองสถาบันพบว่ามีเด็กมากกว่า 1 ล้านคนสูญเสียพ่อแม่ 1 คน หรือสูญเสียทั้งคู่ เด็กอีกครึ่งล้านคนสูญเสียผู้ดูแลหรือพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็ก เฉพาะในประเทศสหรัฐประเทศเดียวมีเด็กมากกว่า 110,000 คน สูญเสียพ่อแม่หรือผู้ดูแล ทั้งนี้ นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าควรให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เด็กกำพร้าต้องเผชิญกับความเสี่ยงในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพสูงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.เซ แฟฟลก์แมน 1 ในผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจฯ กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กให้ถูกทอดทิ้งอย่างกะทันหันและถาวรตลอดไป เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ เด็กมีโอกาสน้อยที่จะติดเชื้อโควิดรุนแรงและเสียชีวิตจากโรคนี้ แต่เด็กมีความเสี่ยงที่ลดลงนี้ได้ปิดบังผลกระทบร้ายแรงที่การระบาดใหญ่ต่อเด็ก ประกอบกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่มากกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก จึงทำให้เด็กจำนวนมากต้องสูญเสียพ่อแม่ ปู่ย่าตายายและผู้ใหญ่ที่สำคัญในชีวิตของพวกเขาเนื่องจากไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองทุนฉุกเฉินเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ระบุว่า เด็กกำพร้าที่เกิดจากการสูญเสียพ่อแม่ 1 คนหรือทั้งคู่ ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ เนื่องจากเด็กกำพร้ามีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาสุขภาพจิต ความยากจน ความรุนแรงทางร่างกายอารมณ์และทางเพศ พวกเขาอาจมีอาการเรื้อรัง และมีความเสี่ยงสูงต่อโรค HIV เอดส์ และโรคอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ เด็กที่สูญเสียพี่เลี้ยงหรือคนดูแลที่ไม่ใช่พ่อแม่ เช่น ปู่ย่าตายายหรือญาติ คนอื่นก็มีความเสี่ยงต่อเด็กเช่นเดียวกัน. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115541</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เด็กกำพร้า...ผลพวงโควิด-19  ปัญหาเงียบสุ่มเสี่ยงสุขภาวะ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_61321fe86cbf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เข้าถึงเข้าใจผูกสัมพันธ์ที่ดีพ่อ-แม่-ลูก  วัคซีนป้องกัน&quot;คำหยาบ&quot;ในโลกโซเชียล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรากฏการณ์ความนิยมใช้ &amp;quot;คำหยาบคาย&amp;quot; ในโลกโซเชียล เป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยและถี่มากขึ้น จนดูเหมือนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นคลิปการด่าทอต่างๆ คำพูดจิกเหยียดหยาม โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่างติ๊กต๊อก ที่ใช้ภาษารุนแรง ยิ่งกว่าภาษาพ่อขุนราม จนมีการตั้งคำถามว่า สังคมไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?!? กับการเห็นดีเห็นงามหรือเห็นเป็นวิถีชีวิตที่ต้องเคยชินกับถ้อยคำสบถที่ไม่สุภาพเหล่านี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความหยาบคายในโลกโซเชียล เป็นสิ่งที่พึงกังวลว่า จะก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบหรือไม่ โดยเฉพาะเยาวชนเด็กเล็กทั้งหลาย ซึ่งปัจจุบันท่องโลกไซเบอร์จนเป็นวิถีชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีดังกล่าว นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์และหาทางออกการพูดจาไม่ไพเราะของเด็กๆ ที่อาจจะซึมซับถ้อยคำหยาบคายในโลกโซเชียล และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ กระทั่งกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ที่อาจแก้ไขได้ยากลำบากในภายหลัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;น้ำหวาน-งามศิริ อาศิรเลิศสิริ&amp;rdquo; นักจิตวิทยาเด็ก ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วการที่เด็กจะซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรมไม่สุภาพดังกล่าวในโลกโซเชียล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง เนื่องจากเด็กมองว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่ได้ผิดอะไร นั่นจึงทำให้เกิดการเลียนแบบ ดังนั้นการใช้สื่อและเทคโนโลยีของเด็กๆ ควรจะเป็นในทางสายกลาง เพราะการที่พ่อแม่จะห้ามไม่ให้เด็กเล่นโซเชียล นั่นจะทำให้เด็กๆ ไม่มีภูมิคุ้มกัน แต่ควรจะแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสม ที่ลูกๆ ควรจะเข้าไปรับชม หรือต้องคอยแนะนำว่าอันควรทำไม่ควรทำ หรืออันไหนควรพูด หรือคำพูดแบบไหนที่ไม่ควรพูด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับโอกาสที่เด็กจะซึมซับคำพูดหยาบในโลกโซเชียล เพราะไม่อยากถูกมองว่าเชยหรือเป็นตัวประหลาดหรือไม่นั้น ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับค่านิยมของวัยรุ่น เพราะช่วงวัยนี้เพื่อนจะมีอิทธิพลต่อเด็กมากที่สุด ซึ่งหากย้อนกลับไปเด็กวัย 2-3 ขวบ คนที่มีอิทธิพลกับเด็กมากที่สุดคือพ่อแม่ แต่พอเด็กเล็กเริ่มโตเป็นเด็กวัยรุ่น โลกของเขาก็จะต่างออกมา คือเด็กวัยรุ่นจะรู้สึกว่าโลกของเขาคือเพื่อน ดังนั้นการสื่อสารกันระหว่างเพื่อนวัยเดียวกันด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ ที่ต้องการสื่อไปทางที่บอก หรือชมว่าเพื่อนทำดีต่างๆ นั่นจึงทำให้เด็กวัยรุ่นเป็นวัยที่เลียนแบบซึ่งกันและกัน เนื่องจากเขามองว่าเป็นสิ่งใครๆ ก็ทำกัน และซึมซับพฤติกรรมไม่สุภาพระหว่างเพื่อนกับเพื่อนได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างว่า ถ้าเด็กรู้สึกว่าตัวเขาพูดไม่เพราะเหมือนเพื่อน หรือพูดคำสบถคำ เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเท่ หรือเจ๋ง และสามารถเข้ากลุ่มเพื่อนได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นสิ่งสำคัญพ่อแม่จะต้องเป็นโลกอีกใบของเด็กช่วงอายุ 14-15 ปี หมายความว่าพ่อแม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูกได้ หรือทำให้เด็กรู้ว่าเขาปลอดภัย และไว้ใจเมื่ออยู่บ้านกับพ่อแม่ หรือพ่อแม่สามารถเป็นที่พึ่งและรับฟังปัญหาต่างๆ ของลูกได้ในทุกๆ เรื่อง ตรงนี้จะทำให้พ่อแม่ขยับเข้าใกล้ลูกได้มากขึ้น และนั่นจะทำให้สามารถสอนหรือปลูกฝังเกี่ยวกับคำพูดไหนที่ดีและควรพูดตาม หรือคำพูดไหนที่ลูกๆ ไม่ควรทำตามเพื่อน ตรงกันข้าม หากความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครองเป็นไปในทางแย่ หรือห่างเหิน ดังนั้นถ้าเขาเจอเพื่อนไม่ดี ก็อาจจะชักชวนกันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะทั้งเป็นการสื่อสารที่แย่ หรืออาจเข้าไปสู่วงจรอบายมุขได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นหากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเป็นไปในทิศทางที่ดี ก็จะเป็นปัจจัยป้องกันหรือเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตให้กับลูกหลาน ทั้งการไม่เลียนแบบคำพูดที่ไม่เหมาะสมในโลกโซเชียล แต่ยังทำให้เด็กรู้จักแยกแยะ การคบเพื่อนที่ดีและน่ารักอีกด้วยค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไล่มาถึง &amp;ldquo;ครูเฟิร์น-กัญญณัฎฐ์ สิริธารเบญจกุล&amp;rdquo; ประธานมูลนิธิปั้นเด็ก และลูกแม่ 3 ที่มีประสบการณ์ตรงในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับการป้องกันการเลียนแบบคำพูดที่ไม่สุภาพในโลกโซเชียลของเด็กวัยรุ่นนั้น อย่างแรกต้องบอกว่าการจะปิดกั้นเด็กๆ จากโลกโซเชียลนั้นทำได้ยาก และตัวผู้ปกครองเองก็ไม่สามารถปิดกั้นไม่ให้เด็กไม่พูดหยาบคายได้ หรือห้ามไม่ให้ลูกหลานมีพฤติกรรมก้าวร้าวจากการเสพโลกโซเชียลได้เช่นกัน ดังนั้นการที่ผู้ปกครองอยู่ใกล้ชิดลูกหลาน ก็สามารถสอนให้เด็กรู้จักการใช้เวลากับสื่อออนไลน์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะหากสื่อออนไลน์นั้นมีคำพูดที่ไม่สุภาพอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สมมุติว่าถ้าลูกนั่งดูทีวีอยู่กับคุณแม่ และเนื้อหาในทีวีนั้น แม่ค้ากำลังด่าลูกค้าที่ถ้อยคำหยาบคาย พ่อแม่อาจจะสอนลูกให้รู้ว่า ถ้าเด็กๆ เอาคำพูดที่ไม่เพราะไปด่าแม่ค้า หรือด่าคนอื่นๆ นั่นถือว่าเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวที่ไม่น่ารัก และคนก็จะมองว่าพ่อแม่ไม่ได้อบรมลูกๆ สุดท้ายคนอื่นก็จะกลับมาด่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูก นั่นแปลว่าลูกๆ กำลังทำให้พ่อแม่ถูกผู้อื่นด่า จากสิ่งที่เด็กได้พบเห็นในโลกโซเชียลหรือสื่อออนไลน์รูปแบบต่างๆ ซึ่งถ้าผู้ปกครองสอนลูกด้วยวิธีนี้ ก็จะเป็นการสร้างจิตสำนึกในเรื่องของความกตัญญูที่ลูกๆ มีต่อพ่อแม่เพิ่มเข้าไปอีกด้วยค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าหากบ้านไหนแม้อยู่ด้วยกัน แต่ต่างคนต่างเล่นโทรศัพท์มือถือนั้น ก็สามารถใช้โซเชียลให้เป็นประโยชน์ในมุมของคนเป็นแม่ โดยการแสดงความใส่ใจที่มีต่อลูกๆ ไม่ใช่การจับผิด เช่น &amp;ldquo;วันนี้ลูกๆ ดูอะไร หรือทำอะไรอยู่ แม่ขอส่องเฟซบุ๊กลูกๆ ได้ไหม&amp;rdquo; ทั้งนี้เมื่อแม่ขอลูกๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะอนุญาต แต่คนเป็นแม่ต้องรู้จักขอลูกก่อน ทั้งนี้ เวลาที่เราเห็นลูกโพสต์คำหยาบคาย แม่ก็สามารถเข้าไปกดไลก์สิ่งที่ลูกโพสต์ได้ เพื่อให้ลูกรู้ว่าแม่ดูอยู่ ที่สำคัญก็จะทำให้ผู้ปกครองรู้ว่า ลูกคุยกับใครบ้าง ซึ่งถ้าหากโพสต์ไหนที่ดูจะรุนแรง หรือใช้คำพูดที่ไม่สุภาพมากไป คนเป็นแม่ก็สามารถสะกิดบอกกับลูกเบาๆ ว่า &amp;ldquo;โพสต์นี้แม่ว่าแรงไปนะลูก&amp;rdquo; แต่ไม่ใช่เป็นการตำหนิที่รุนแรงกับลูก ก็จะเป็นวิธีการเลี้ยงลูกแบบขออนุญาตลูกก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;และถ้าถามเด็กมีโอกาสที่จะเลียนแบบ คำพูดหยาบคายในโลกโซเชียลต่างๆ เพราะกลัวจะถูกว่าแปลกประหลาดจากกลุ่มเพื่อนหรือไม่ ตรงนี้ต้องบอกว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่ามีโอกาสไปถึงขั้นนั้นได้ เพราะเด็กวัยรุ่นเวลาที่พูดอยู่กับเพื่อน บางครั้งภาษาที่เขาใช้เราแทบจะฟังไม่ได้ และการที่เด็กๆ เลียนแบบการพูดจาไม่สุภาพเป็นประจำ ตรงนี้ผู้ปกครองก็สามารถนำมาสอนเด็กๆ ได้อีกว่า &amp;ldquo;ถ้าเด็กๆ เลียนแบบคำพูดหยาบคายเป็นประจำ ก็จะเรียกว่า &amp;ldquo;เป็นสันดาน&amp;rdquo; เวลาที่เราคุยกับใครไปได้สักพัก &amp;ldquo;สันดาน&amp;rdquo; ของเราก็จะออกมา เพราะมันเป็นสิ่งที่ปกปิดได้ไม่มิด ดังนั้นถ้าเด็กพูดไพเราะเป็นประจำ ซึ่งก็จะมีเป็นข้อดีในการกรองสันดาน หรือคำพูดที่ไม่น่ารักให้ออกไปจากตัวเด็กๆ เองได้เช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ครูเฟิร์น&amp;rdquo; บอกอีกว่า &amp;ldquo;การที่เราปล่อยให้เด็กเลียนแบบคำพูดหยาบคายในโลกโซเชียลมากเกินไปนั้น มีแนวโน้มรุนแรงถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะหากเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีปัญหาด้วยแล้ว นั่นยิ่งทำให้เด็กไม่มีที่พึ่ง หรือไม่สามารถเล่าความทุกข์ที่เขาได้รับให้พ่อแม่ฟังได้ เด็กอาจจะกลบเกลื่อนด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพ และนำมาซึ่งอาการซึมเศร้า และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตายได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในฐานะคนเป็นแม่ลูก 3 คน ซึ่งลูกคนโตอายุ 22 ปี ส่วนคนกลางอายุ 19 ปี ส่วนลูกสาวคนเล็กอายุ 16 ปี และค่อนข้างเป็นเด็กที่อารมณ์แปรปรวน และเป็นโรคซึมเศร้า และก็เคยคิดฆ่าตัวตาย รวมถึงมีการโพสต์คำหยาบคายในโลกโซเชียล แต่ลูกสาวจะปิดกั้นไม่ให้แม่เห็น ประกอบกับเคยไปพบแพทย์และรับประทานยา แต่ก็ไม่ดีขึ้น จึงเลือกใช้วิธีหยุดกินยา กระทั่งสุดท้ายทุกอย่างเปลี่ยนกลับมาดีขึ้นชนิดที่ว่าเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น คือการที่ครูเฟิร์นเปลี่ยนทุกอย่างในการเลี้ยงดูคือ ให้ลูกสาวได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ โดยที่เราในฐานะคนเป็นแม่นั้นคอยดูอยู่ห่างๆ และให้คุณพ่อของน้อง กับพี่ชายเข้ามาดูแลแทน โดยการเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กกับลูกสาว เพราะลูกเริ่มไม่ไว้ใจเรา แต่เราใช้วิธีให้ทั้งคุณพ่อและพี่ชายทั้งสองคนเข้ามาสอนแทนเรา พูดง่ายๆ ว่าเป็นการใช้วิธีพี่น้องประคองกัน โดยให้พี่สอนน้องจากประสบการณ์ของช่วงวัยที่ใกล้เคียงกัน และตอนนี้ลูกสาวไม่ต้องกินยารักษาโรคซึมเศร้าแล้ว ประกอบกับช่วงนี้พี่ชายคนกลางเรียนออนไลน์อยู่บ้าน ก็ทำให้ได้คุยกับน้องสาวมากขึ้น ประกอบกับลูกสาวคนเล็กชอบเลี้ยงแมว ก็ให้เขาเลี้ยงแมว ลูกก็จะได้มีเพื่อน นอกจากนี้เขาชอบทำขนม ก็ให้เขาทำขนมกับพี่ๆ ทำให้ทุกวันเขาไม่มีอาการโรคซึมเศร้าแล้ว เรียกได้ว่าหายเกือบ 100%&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น หากพ่อแม่คนไหนที่อยู่ใกล้กับลูก ก็สามารถก็สามารถสอนเขาได้จากวิธีข้างต้น โดยการขอเป็นเพื่อนในโลกโซเชียล หรือแม้วิธีให้พี่สอนน้อง เพื่อทำให้ไว้วางใจสามารถบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต และผู้ปกครองยังสอนลูกให้ใช้ภาษา หรือสื่อสารกับผู้อื่นในรูปแบบที่สุภาพเรียบร้อย ในแบบฉบับของวัยรุ่นได้ หรือใช้การวิดีโอคอลคุยกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว หรือจะใช้วิธีส่งไลน์หากัน เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบระหว่างกันก็ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นการสร้างความไว้วางใจ ให้ลูกบอกเล่าปัญหา รวมถึงผู้ปกครองก็สามารถสอนในสิ่งที่ถูกต้อง ในการใช้ชีวิต เลือกเพื่อน หรือแม้แต่ไม่เลือกเลียนแบบคำพูดที่ไม่สุภาพของเพื่อนวัยเดียวกันได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทว่าค่านิยมที่ว่า &amp;ldquo;ใครๆ ก็ทำกัน&amp;rdquo; เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กยุคใหม่ มีโอกาสสูงที่จะเลียนแบบพฤติกรรมการใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ ทั้งจากกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน หรือคำหยาบคายโนโลกโซเชียลที่เด็กๆ ได้พบเห็น ทัศนะจาก&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดร.อ.สุปราณี ไกรวัตนุสสรณ์&amp;rdquo; ข้าราชการบำนาญ และอดีต ผอ.โรงเรียนสตรีวิทยา บอกว่า &amp;ldquo;โอกาสที่เด็กจะเลียนแบบคำพูดที่ไม่สุภาพนั้น มีเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะมาจากดาราคนดัง หรือในโลกโซเชียลต่างๆ ก็ตาม และย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นอาจารย์อยู่นั้น หากพบเจอนักเรียนพูดจาไม่เพราะ ครูก็จะสอนเด็กๆ ว่าคำพูดเหล่านั้นไม่น่ารัก แม้ว่าคำตอบที่ได้จากลูกศิษย์คือ ใครๆ เขาก็พูดกัน และคำพูดเหล่านี้ก็อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็กๆ จริงๆ แต่ในฐานะที่เราเป็นครูที่อยู่ในโรงเรียนเอง ก็ต้องสอนลูกศิษย์ให้พูดจาไพเราะอยู่เสมอ เพราะเป็นหน้าที่ที่เราต้องกล่อมเกลาลูกศิษย์ให้มีกิริยาวาจาที่สุภาพ แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่สิ่งสำคัญหากสถาบันครอบครัวไม่อบอุ่นหรือล้มเหลว ดังนั้นการให้ต้นแบบในโรงเรียนเป็นผู้สอน บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องยาก ประกอบกับปัจจุบันเด็กเปิดเฟซบุ๊ก ทีวี หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ เด็กก็จะเห็นคำไม่สุภาพอยู่เป็นจำนวนมาก และเด็กๆ เองก็พร้อมที่จะเลียนแบบอยู่เสมอ ดังนั้นจึงขอฝากพ่อแม่ผู้ปกครองเพียงสั้นๆ ว่า หากเราต้องการอยากให้ลูกเป็นอย่างไร ก็ต้องทำอย่างนั้น หมายความว่าถ้าต้องการให้ลูกๆ เป็นเด็กพูดจาไพเราะ พ่อแม่ก็ต้องพูดจาไพเราะเช่นกัน เพราะลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ดังนั้นต้องอาศัยผู้ปกครองและสภาพแวดล้อมร่วมกันเป็นสำคัญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดร.อ.สุปราณีทิ้งท้ายสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;ในอนาคตนั้น แนวโน้มที่เด็กจะเลียนแบบ พฤติกรรมคำพูดไม่สุภาพที่ได้พบเห็นในโลกโซเชียล จะทวีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวเชื่อหลักไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า &amp;ldquo;อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา&amp;rdquo; หรือทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อดำเนินไปถึงจุดสูงสุดแล้ว สุดท้ายทุกอย่างก็จะกลับลงมาที่เดิม และคงไม่มีอะไรที่มากไปกว่านี้แล้วค่ะ แต่ทุกคนต้องช่วยกันสอนในเรื่องที่ถูกต้องให้กับเด็กๆ โดยเฉพาะการพูดจาที่สุภาพ และต้องไม่เอาแบบอย่างคำพูดหยาบคายมาเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;น้องตอง-รุ้งลาวัลย์ ศิริเขตต์&amp;rdquo; นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดราชโอสถ บอกว่า &amp;ldquo;ปกติเคยเห็นคำพูดไม่สุภาพในทวิตเตอร์ ก็จะเป็นคำพูดหยาบคายหรือบางครั้งด่าทอกัน ส่วนตัวก็จะไม่ชอบคำพูด หรือการสื่อสารด้วยถ้อยคำรุนแรงดังกล่าว แต่ก็มองว่ามันเรื่องปกติ ที่สามารถพบเจอได้ในโลกโซเชียล แต่ก็จะไม่ทำตามสิ่งที่เป็นคำด่าเหล่านั้น เพราะมองว่าไม่น่ารัก การพูดจาไพเราะดีที่สุด คือมันจะทำให้ผู้ใหญ่รักและเอ็นดูที่สำคัญ การพูดจาดีก็เป็นตัวอย่างให้กับเพื่อนในห้องเรียน หรือให้กับน้องๆ หรือรุ่นน้องของเราได้ค่ะ เพราะบางครั้งการที่เราชอบเล่นโซเชียล แต่เด็กๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องจดจำคำหรือพฤติกรรมที่ไม่ดีเอาไปทำตามค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;น้องโม-เมธี นราพล&amp;rdquo; อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ.สุรินทร์ บอกว่า &amp;ldquo;ความรู้สึกถ้าเห็นคำหยาบคายในเฟซบุ๊ก ก็จะรู้สึกรังเกียจและมองว่าไม่น่ารัก เช่น คำที่เห็นบ่อยๆ ได้แก่คำที่ขึ้นต้นด้วยไอ้...และตามด้วยชื่อของสิงสาราสัตว์ต่างๆ จริงๆ ผมมองว่ามันเป็นคำหยาบ ที่เราไม่ควรไปขึ้นโพสต์ในโลกโซเชียล ส่วนตัวไม่ชอบและไม่คิดเลียนแบบการโพสต์ด้วยถ้อยคำรุนแรงแบบนั้นครับ และก็คิดว่าการที่เราไม่เลียนแบบเพื่อน ด้วยการโพสต์ในลักษณะดังกล่าว จะทำให้ไม่เข้าพวกแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพ ดังนั้นเราก็ไม่ควรไปทำตาม เวลาที่เห็นเพื่อนโพสต์แบบนี้ ผมก็จะเตือนเพื่อนที่สนิทให้ลบหรือให้โพสต์แบบไม่ต้องมีคำหยาบ หรือให้โพสต์ข้อความชวนตลกให้หัวเราะมากครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์มากกว่าครับ ที่สำคัญยังทำให้เราได้เพื่อนใหม่เข้ามาฟอลโลในเฟซบุ๊กของเราอีกด้วยครับ&amp;rdquo;. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114765</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เข้าถึงเข้าใจผูกสัมพันธ์ที่ดีพ่อ-แม่-ลูก  วัคซีนป้องกัน&quot;คำหยาบ&quot;ในโลกโซเชียล, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e0fad98b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มองโควิดในมุมบวกที่บ้านเด็กกาญจนาภิเษก  เว้นระยะห่างครอบครัว...เรียนรู้งานจิตอาสา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทุกวันที่ 16 ส.ค. ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษกที่ จ.นครปฐม จะมีงานวันสู่เหย้าของบรรดาเด็กนับจำนวนพันคนที่ถูกปล่อยออกไปใช้ชีวิตปกติ หลังจากได้รับการเยียวยา ดูแล แก้ไข ฟื้นฟู เปิด &amp;ldquo;พื้นที่สว่าง&amp;rdquo; เสริมพลังด้านบวก เพื่อให้พวกเขามีกำลังต่อสู้กับด้านมืดจากอดีต และเลือกที่จะกลับตัวเป็นคนดีนั้นกลับมาเล่าประสบการณ์ต่างๆ ในวันที่ได้พ้นโทษไปให้เด็กรุ่นน้องได้รับรู้และเข้าถึงเข้าใจในประสบการณ์จริง แต่เนื่องจากปีนี้มีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงมีการงดกิจกรรมงานวันสู่เหย้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชาย บ้านกาญจนาภิเษก หรือ &amp;quot;ป้ามล&amp;quot; ของเด็กๆ บ้านกาญจนาฯ กล่าวว่า วันนี้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทางบ้านกาญนาฯ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริหารจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนในบ้านมีปัญหา อีกทั้งไม่ให้เป็นภาระต่อสังคมภายนอก ฉะนั้นจากเดิมที่เคยอนุญาตให้เด็กกลับบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็จำเป็นต้องเก็บตัวเด็กไว้ที่บ้านกาญจนาฯ ทั้งหมดและห้ามญาติเยี่ยม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ การระบาดของโควิดในระลอก 3-4 มีเยาวชนอยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก เพียง 50 คน จากเดิมที่เคยมีเยาวชนอยู่สูงสุด 200 คน ทั้งนี้เพราะตำรวจจับเยาวชน เมื่อส่งขึ้นถึงกระบวนการพิจารณาในศาล ศาลขอเลื่อนการพิจารณาด้วยการเลือกใช้มาตรการอื่นแทนด้วยการคุมประพฤติ ให้มารายงานตัวตามนัดหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;quot;ป้ามล&amp;quot; อธิบายว่า แต่เดิมมาตรการเหล่านี้มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ใช้ เพราะยึดหลักแนวคิด เมื่อเด็กทำผิด เด็กควรรับโทษ เพราะการที่เด็กกลับไปอยู่บ้าน พ่อแม่ก็อยู่ในบรรยากาศเดิมๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เด็กไม่ได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เมื่อไม่ได้ถูกควบคุมตัว เด็กที่เคยมีพฤติกรรมแว้นก็กลับไปแว้นอีก เด็กทำความผิดใช้ความรุนแรงทำซ้ำอีก เมื่อเด็กทำผิดเงื่อนไขจะต้องรับโทษสูงขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้โทษเด็กที่ทำความผิดฝ่ายเดียวไม่ได้ ถ้าครอบครัวไม่ปรับเปลี่ยนความคิดในการดูแลลูกของตัวเอง &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในช่วงโควิดระบาดนั้น บ้านกาญจนาภิเษกออกกฎห้ามญาติเยี่ยม สิ่งเหล่านี้ต้องทำความเข้าใจกับเด็กให้ยอมรับกติกานี้ การรู้จักการวิเคราะห์ใช้เหตุผล และใช้กระบวนการเรียนรู้เพื่อรับรู้ข่าวสาร มองเห็นสังคมที่แท้จริงว่า ขณะนี้พ่อแม่ของเขาก็ลำบากในการทำมาหากินยิ่งกว่าเดิม ต้องต่อสู้กับโควิดอยู่ภายนอก ดังนั้นเด็กก็ควรจะทำตัวให้เหมาะสมเพื่อพ่อแม่จะได้คลายความกังวล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ กิจกรรมภายในศูนย์ฝึกอบรมฯ ยังทำตามตารางเดิม โควิดระบาดรอบแรกเราเป็นตัวของตัวเอง 100% เราจับมือกับมูลนิธิกระจกเงา มีการขอรายชื่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิดซึ่งมีฐานะลำบากยากจน ขอความช่วยเหลือผ่านมูลนิธิกระจกเงา นำมา 20 เคสเพื่อให้เด็กบ้านกาญจนาฯ บริหารจัดการหาซื้อของตามรายการที่ผู้ได้รับความเดือดร้อนต้องการในชีวิตประจำวัน จากนั้นก็นำมาจัดเตรียมหีบห่อแล้วส่งสิ่งของไปให้ผู้ที่เดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;คนชอบพูดว่าเด็กดื้อ เราก็แปลกใจ การที่เด็กทำความผิด ก่ออาชญากรรม กม.ไม่อนุโลมให้ได้ แต่ทั้งหมดนี้ที่เด็กทำในสิ่งเหล่านี้ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ก็เพราะเขารับมือกับสิ่งเร้าไม่เป็น สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตัวเขา ไม่ใช่ตัวเขาล้วนๆ การที่เขามาอยู่กับเรา เราเริ่มกระบวนการ เด็กทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นโจร แต่ปัญหาก็คือผู้ใหญ่ไม่ได้จัดเตรียมสังคมที่เหมาะสมให้เด็ก เราคิดแต่จะปราบพื้นที่สีดำ แต่ไม่คิดที่จะขยายพื้นที่สีขาวให้เต็มบ้านเต็มเมือง เราเลือกที่จะลงโทษเด็กที่ทำความผิด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในช่วงที่เราสื่อสารกับเด็ก เขาสะท้อนว่าเขาไม่เจอคนที่เข้าใจเขา ยอมรับข้อบกพร่องของเขา แต่ไม่ตามใจเขา พ่อแม่หลงลืมโรงเรียน รัฐบาลก็หลงลืมเรื่องที่น่าจะเป็นนโยบาย The Must สิ่งที่จะต้องทำ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ เมื่อดูโจทย์เคสที่เชื่อมโยงกัน การที่เด็กถูกไล่ออกจากโรงเรียน ถ้ามองย้อนกลับไปว่าเด็กยังอยู่ในโรงเรียนไม่ถูกไล่ออก ถ้าครูมีเมตตา เพื่อนจะไม่ bully เด็ก เด็กก็จะไม่ออกไปประพฤติก่ออาชญากรรม ไปปล้นเขา มองเห็นระดับปัจเจก ไม่ออกไปก่อคดีทางเพศ ฆ่าเขา คนเหล่านี้มีญาติพี่น้องที่ต้องอยู่ในความทุกข์ เรานำข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเป็นหัวข้อนำมาถกเถียงเพื่อให้เด็กช่วยกันแสดงความคิดเห็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การหยิบยกเรื่องที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของเขาเองมานำเสนอ แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน ทำให้เด็กรู้สึกว่าเราไม่ได้ไปหลอกด่าเขา ทำให้เขารู้สึกอับอาย เราหยิบยกข่าวที่แม่ของเหยื่อถูกฆ่าตาย แม่ทุกคนหวังที่จะเห็นเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีอนาคต แม่คนหนึ่งกว่าจะได้ลูก1 คนต้องทุ่มเทฟูมฟักกว่าเด็กจะเติบโต ต้องใช้ทั้งเงิน ใช้ทั้งใจตั้งเท่าไหร่ เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นอายุ 17 ปี ถูกวัยรุ่นฆ่า หัวอกของคนที่เป็นพ่อแม่ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง การที่เด็กตายไปจากครอบครัวจะใช้เวลากี่เดือนกี่ปี ความทุกข์ ความสูญเสียจะเรียกกลับคืนมาได้หรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เราต้องการให้เด็กเห็นภาพสองด้าน เด็กรับฟังเหตุผล การที่เด็กคนหนึ่งไปทำร้ายเด็กอีกคนหนึ่งจนกระทั่งเสียชีวิตเป็นการละเมิด และสร้างความทุกข์ยากให้ครอบครัวเด็กที่เสียชีวิต อย่างที่เรียกว่าไม่น่าให้อภัยแต่อย่างใด กม.ลงโทษผู้กระทำความผิด ทำให้เด็กที่ทำผิดต้องเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก สิ่งเหล่านี้เรียกว่าวิชาชีวิต การเรียนวิชาเหล่านี้จะทำให้เด็กคิดเก่งขึ้น เราต้องการสอนให้เด็กเปลี่ยน mind set ที่โกรธแล้วต้องฆ่า แค้นต้องเอาคืน ทุกอย่างต้องคิดอย่างมีเหตุผล ไม่คิดแต่เรื่องเดิมๆ พฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ การฆ่า การปล้น เราต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยการสร้างคุณธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทิชากล่าวว่า หลายครั้งที่เราต้องอดทนต่อพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก การพูดจาหยาบคาย ท่าทางการเดินของเด็กที่แสดงออกว่าไม่ใช่ good boy เราต้องออกแบบวิธีคิดให้เด็ก การออกแบบบ้านหลังนี้เพื่อเปลี่ยน mind set ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่บ้านกาญจนาฯ จะมีคลิปวิดีโอให้เด็กติดตามดูอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างระบบคิด ภาพเรื่องราวของหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้เด็กซึมซับและเข้าใจการทำงานที่เหนื่อยยากของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข คนที่มาเข้าคิวรอตรวจโควิดต้องรอกันเกือบทั้งคืน พร้อมกับสะท้อนว่าพ่อแม่ก็อาจจะอยู่ในกลุ่มนั้นที่มีชีวิตยากลำบากมากยิ่งขึ้น เขาตกอยู่ในบรรยากาศของสงครามเชื้อโรค การที่เราไม่ได้กลับบ้าน เราก็ต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ต้องไม่ทำอะไรที่เป็นการซ้ำเติมครอบครัว ทุกวันนี้พ่อแม่ทุกข์ยากอยู่แล้วที่ลูกต้องมาอยู่ที่บ้านกาญจนาฯ. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;//////////////////////////////////////////////&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กิจกรรมชีวิตเพื่อหนทางสู่อนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ละวันของเด็กที่ถูกควบคุมความประพฤติในบ้านกาญจนาฯ จะมีกิจกรรมที่แบ่งเป็นสัดส่วน 25-25-50 นั่นคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 25% คือการเรียนหนังสือผ่านระบบ กศน. โดยศูนย์ กศน.พุทธมณฑล ศาลายา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 25% ต่อมาคือการเรียนอาชีพ เบเกอรี่ ขนมไทย ขับรถยนต์ บาติก การทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ สกรีนเสื้อ ต่อมาในเดือน ส.ค.2522 วิทยาลัยในวังหญิงเข้ามาจัดการเรียนการสอนพัฒนาทักษะอาชีพ วาดภาพเหมือน ศิลปะการพับผ้าเช็ดหน้า ผ้าปูโต๊ะ การแกะสลักโฟม การทำเครื่องหอม การประดับพลอย โดยการประสานของโครงการกำลังใจพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 50% ที่เหลือคือการเรียนชีวิต หรือการพัฒนาทักษะชีวิต เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการในรูปการวิเคราะห์ ข่าวบทความ โศกนาฏกรรมในสังคม บทกวี คำสอน ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ความพ่ายแพ้ การเรียนทักษะชีวิต-สิทธิทางเพศโดยการสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การแพธ การตอบกระทู้การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การร่วมคิดร่วมตัดสินใจ เนื่องจากทุกการตัดสินล้วนผูกพันกับชีวิต ซึ่งเยาวชนต้องตระหนักในความจริงดังกล่าว การติดตามชมภาพยนตร์ ร่วมคิดร่วมคุยหลังการชมภาพยนตร์แล้ว การร่วมเคลื่อนไหวในประเด็นสาธารณะ จิตอาสาร่วมกับภาคประชาสังคม. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;บ้านเปลี่ยนชีวิต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เอกราช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผมเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่เคยก้าวพลาดจากการกระทำรู้เท่าไม่ถึงการณ์ วันที่ศาลพิพากษาให้ไปอยู่บ้านต้นทาง เป็นวันที่ผมหัวใจสลาย รู้สึกไร้ค่า หดหู่ และเศร้าหมองมาก คิดเลยว่าชีวิตคงจบแล้ว เดินเข้าไปอยู่ในที่กักขังแบบคนอมทุกข์ ใบหน้าดำคล้ำเหมือนคนตายไปแล้ว กระทั่งวันหนึ่งได้รู้ข่าวบ้านกาญจนาภิเษกเปิดรับสมัครเยาวชน ผมไม่รอช้า รีบสมัครทันที และเหมือนชีวิตได้เจอปาฏิหาริย์ มีชื่อผมติดอยู่ด้วย ดีใจจนบอกไม่ถูก คล้ายได้เห็นแสงริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ มันคือแสงแห่งความหวัง และเมื่อได้ก้าวสู่บ้านกาญจนาภิเษกจริงๆ ผมก็พบป้ามล และครูทุกคนให้การต้อนรับอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บ้านกาญจนภิเษกทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยจากพันธนาการที่เคยถูกจองจำ และยังทำให้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แล้วผมยังได้ใกล้ชิดกับครอบครัวทั้งๆ ไม่ใช่บ้านของตัวเอง คงเป็นเพราะป้ามลพยายามทำศูนย์ฝึกให้มีสภาพใกล้เคียงกับบ้านมากที่สุด จึงทำให้ไม่รู้สึกกดดันและยังเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากก้าวต่อไปข้างหน้า แม้จะต้องเจอปัญหา อุปสรรคมากแค่ไหน ผมก็จะไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งยั่วยุที่จะเข้ามาในชีวิต เพราะบ้านหลังนี้สอนให้รู้จักคิดก่อนทำ และฉุดดึงผมขึ้นจากหลุมดำอันมืดมิด. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ต้นไม้แห่งความสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เฉลิมพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้านแห่งโอกาสอย่างบ้านกาญจนาภิเษก ผมรู้สึกว่าตัวเองได้มาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ส่งผลไปถึงแม่ก็พลอยสบายใจ นอนหลับอย่างสุขใจตามไปด้วย เพราะรู้ว่าลูกได้อยู่ในบ้านที่อบอุ่นไม่ต่างจากบ้านของตัวเองแล้ว อีกทั้งที่นี่ยังเปิดโอกาสให้ผมกลับไปเยี่ยมบ้านได้ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหมือนเช้าวันหนึ่งที่ได้สิทธิ์กลับไปเยี่ยมบ้านตอนสิ้นเดือน ผมดีใจมากที่จะได้อยู่ร่วมบ้านกับพ่อแม่พี่น้องอีกครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก่อนกลับบ้าน ผมต้องทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวก่อน คือการปลูกต้นไม้เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณที่เสียหาย เพราะภัยพิบัติน้ำท่วมเมื่อปี 2554 มีต้นไม้ยืนต้นตายมากมาย ผมไม่ได้อยู่ที่นี่ตอนนั้น แต่รับรู้ได้จากรูปภาพที่ถ่ายเก็บไว้ รวมถึงคุณครูก็เคยเล่าให้ฟัง จนผมจินตนาการได้ว่า เมื่อก่อนที่บ้านหลังนี้ต้องร่มรื่นและเขียวขจีไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ ยืนต้นเรียงรายอยู่อย่างหนาแน่ๆ ผมมองเห็นภาพในอดีต ขณะเดินถือจอบ พร้อมถุงปุ๋ย และพันธุ์ไม้ มีแม่เดินเคียงข้าง เราคุยกันไปเรื่อยๆ อยู่ๆ แม่ก็พูดขึ้นว่า &amp;ldquo;ต้นไม้ที่จะปลูกกันวันนี้ขอให้ลูกคิดว่าเขาเป็นแม่แล้วกันนะ&amp;rdquo; &amp;ldquo;ทำไมละครับ&amp;rdquo; ผมถามกลับ &amp;ldquo;เพราะลูกจะได้ดูแล เอาใจใส่ เจ้าไม้น้อยๆ ต้นนี้ให้เหมือนกับที่แม่ดูแลลูกจนเติบโตไงละ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาทีนั้น ผมบอกตัวเองทันทีว่าจะต้องดูแลเจ้าต้นไม้น้อยนี้ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ ให้สมกับที่แม่ขอ ผมมีความสุขมากที่ได้ปลูกต้นไม้ร่วมกับแม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเคยทำกิจกรรมร่วมกันเพียงไม่กี่ครั้ง แม่ต้องทำงานเลี้ยงผมคนเดียวจึงไม่มีเวลามาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าผมไม่ได้เข้ามาใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้คงเสียใจมาก เพราะผมคงไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆ ร่วมกับแม่แบบนี้ และต้องขอขอบคุณป้ามล ทิชา ณ นคร และคุณครูทุกท่านที่ช่วยให้ผมเติบโตและก้าวออกไปเป็นผู้อยู่รอดในสังคมได้อย่างแน่นอน. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113990</URL_LINK>
                <HASHTAG>มองโควิดในมุมบวก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เรียนรู้งานจิตอาสา, เว้นระยะห่างครอบครัว, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f938cd36ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลูกฝังเด็กโตแล้ว..&quot;ไม่เห็นแก่ตัว”  ผู้ใหญ่ต้องเป็น&quot;ต้นแบบ&quot;แห่งการให้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลง ชีวิตที่ทุกคนไม่ว่าผู้ใหญ่ ลูกเล็กเด็กแดง พึ่งพาสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร แทนการเดินไปมาหาสู่ ทักทายซึ่งกันและกัน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทุกวันนี้ และก่อนหน้านี้ ภาพของเด็กหรือเยาวชนเดินพูดคนเดียว นั่งเล่นเกมบนมือถือบนรถเมล์ รถไฟฟ้า โดยไม่สนใจคนรอบข้าง จนกระทั่งขาดมารยาทแสดงน้ำจิตน้ำใจต่อคนสูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ กลายเป็นเรื่องปกติ จนน่าสะท้อนใจว่า ...เด็กยุคดิจิทัล โตขึ้นแล้ว..จะเห็นแก่ตัว!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำอย่างไรที่สังคมไทยจะป้องกันปัญหาวัฒนธรรมของความเห็นแก่ตัว&amp;nbsp; ซึ่งมีการตีความว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่ควรก้าวก่าย&amp;nbsp; หรือไม่ควรแทรกแซง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีดังกล่าวมีตัวอย่างหรือภาพสะท้อนจากความเห็นแก่ตัวและขาดความเสียสละ อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของ &amp;quot;คนดัง&amp;quot; หรือผู้มีอิทธิพลในสังคมโซเชียลหลายต่อหลายคนท่ามกลางปัญหาโควิด-19 จนมีการตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรที่เราจะเลี้ยงลูกหลานโตขึ้นไม่เห็นแก่ตัว?!?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แพทย์หญิงถิรพร ตั้งจิตติพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3 ให้คำแนะนำวิธีสอนลูกหลานอย่างไรให้เสียสละ มีน้ำใจ และไม่เห็นแก่ตัวไว้อย่างน่าสนใจว่า &amp;ldquo;พื้นฐานหลักจากครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเด็ก เช่น ความรักที่มั่นคงในครอบครัว (ความรักเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เด็กรู้ว่า ตนเองไม่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้ความรักมา สามารถทำให้เด็กมีความสุขและพร้อมแบ่งปันผู้อื่น) และเด็กรู้สึกถึงความปลอดภัย (ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญ หากลูกรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย สัญชาตญาณของมนุษย์ก็พร้อมที่จะเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการอยู่รอดอาจจะเกิดการไปเบียดเบียนผู้อื่นได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับวิธีการเลี้ยงลูกแบบโตไปไม่เห็นแก่ตัว และการรู้จักเสียสละ ซึ่งวิธีการเลี้ยงดูให้มีคุณลักษณะนี้ต้องประกอบไปด้วย การปลูกฝังเรื่องความคิดและพฤติกรรม ที่ควรแสดงออกให้แก่เด็ก ทั้งนี้ &amp;ldquo;การปลูกฝังพฤติกรรม&amp;rdquo; เริ่มจาก 1.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าพ่อแม่ อยากเลี้ยงลูกให้มีคุณลักษณะอย่างไร และการที่เด็กสามารถเสียสละได้ ต้องมีแนวคิดเรื่อง การที่ไม่ทำให้ตนเอง ผู้อื่น สังคมเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนตนเอง (ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น) + มีความสามารถ (เพื่อการอยู่รอด) เช่น การคิดวิเคราะห์เป็นและมีทักษะการจัดการปัญหา จัดการอารมณ์ได้ ซึ่งความสามารถจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกอยู่ได้อย่างมีความสุข เมื่อตนเองมีความสุข ก็จะสามารถพร้อมเป็นผู้ให้ได้ (ตนเองเต็มไปด้วยความสุข ก็จะสามารถเติมเต็มให้ผู้อื่นได้ โดยไม่รู้สึกว่าตนองเสียเปรียบหรือถูกเอาเปรียบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.เริ่มฝึกตั้งแต่เล็กๆ เพราะสามารถปลูกฝังและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า 3.พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี ดังนั้นลองสำรวจดูว่ามีสิ่งไหนที่เราห้ามไม่ให้ลูกทำ แล้วเราทำเองบ้าง Action speak louder than words ดังนั้นหากเราจะสอนลูก ต้องเริ่มจากทำให้เด็กดู และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเองก็สำคัญ ในการที่เด็กจะเรียนรู้เลียนแบบ ยกตัวอย่าง ถ้าเราให้เด็กดู TV หรือ cartoon ที่มีแต่พฤติกรรมแก่งแย่งกัน เด็กก็จะมีภาพจำพฤติกรรมนั้น จนอาจเกิดความเคยชิน คิดว่าใครๆ ก็ทำกันได้ 4. สัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวจะเป็นสิ่งที่สำคัญ 5.คอยสะท้อนบอกพฤติกรรมที่เราต้องการให้เด็กฟัง 6.มีกฎระเบียบในบ้านให้ชัดเจน และมีผลของการละเมิดกฎ เพื่อสอนให้เด็กสามารถคุมกายและใจของตนเอง เกิดความยับยั้งชั่งใจ 7.ฝึกให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเอง เมื่อเด็กช่วยเหลือตนเองได้ดี ก็จะรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น 8.มีแบบฝึกหัดเพื่อชวนให้เด็กคิดแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หรือเหตุผลต่างๆ โดยพ่อแม่มีหน้าที่เฝ้าดูและรับฟัง 9.มีความสม่ำเสมอในการฝึก 10.สร้างความรู้สึกมีคุณค่าและความมั่นใจในตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน &amp;ldquo;การปลูกฝังความคิด&amp;rdquo; นั้น เริ่มจากพัฒนาการทางจริยธรรม Moral development เป็นพัฒนาการที่เกี่ยวกับ ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความถูกผิด และเกิดจากกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งต้องอาศัยวุฒิภาวะทางปัญญา การใช้เหตุผลเพื่อการตัดสินใจ เลือกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 6 ขั้น การพัฒนาจริยธรรมนี้ไม่ได้พัฒนาตามอายุ บางคนที่โตแล้วอาจจะอยู่ในลำดับขั้นแรกๆ ได้ หากไม่ได้ถูกกระตุ้นคิดให้เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยขั้นแรก คนเราจะเลือกตัดสินใจทำ หรือไม่ทำอะไร ดูที่ผลของการกระทำว่าจะได้รับคำชม หรือถูกลงโทษ ลำดับถัดมา คนเราจะเลือกตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร ดูที่ผลของการกระทำว่าเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้างหรือทำตามกฎระเบียบ และสุดท้าย คนเราจะเลือกตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรโดยตีความหมายของหลักการและมาตรฐานทางจริยธรรมด้วยวิจารณญาณ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน คำนึงความถูกต้องยุติธรรม ยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ จริยธรรมพัฒนาขึ้นมา ด้วยการนึกคิดของแต่ละบุคคล ตามลำดับขั้น ไม่สามารถสอนหรือปฏิบัติให้ดูได้ สำหรับกิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนาจริยธรรมคือ การอภิปรายและแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็น ร่วมกับการได้เห็นความคิดของบุคคลอื่นๆ ที่แตกต่างกัน ก็จะช่วยให้เด็กเรียนรู้และยอมรับเรื่องความแตกต่าง ฝึกการกระตุ้นคิด-เหตุผลได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ศูนย์สุขภาพเด็ก รพ.พญาไท 3 บอกอีกว่า &amp;ldquo;สำหรับการนำงานจิตอาสามาใช้อบรมเลี้ยงดูบุตรหลานสามารถทำได้เลย ไม่มีข้อเสีย งานจิตอาสาสามารถทำได้ทุกรูปแบบ โดยที่ผู้ปกครองต้องคำนึงถึงงานที่มีความปลอดภัย และเหมาะสมกับพัฒนาการในเด็ก ยิ่งเป็นงานจิตอาสาที่ผู้ปกครองทำร่วมด้วยยิ่งดีมาก ประกอบกับถ้ามีความหลากหลายในงาน เด็กก็ยิ่งได้เรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในสถานการณ์ช่วง covid-19 อาจมีงานที่เด็กๆ ออกนอกบ้านได้น้อย แต่ก็ยังสามารถเป็นจิตอาสาได้ เช่น การร่วมกันแพ็กของถุงยังชีพเพื่อแบ่งปันผู้อื่น การได้โพสต์ข้อความดีๆ ให้กำลังใจผู้อื่น การกล่าวชื่นชมบุคคลที่เสียสละเพื่อช่วยให้ประเทศรอดพ้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นงานที่เด็กๆ ทำได้ และปลูกฝังให้เกิดความรัก ความเสียสละให้ผู้อื่นได้เช่นกัน ส่วนการที่ผู้ปกครองให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสอนให้เด็กรู้จักมีเหตุมีผล เพื่อที่จะทำให้ลูกหลานโตไปแบบไม่เห็นแก่ตัวนั้น อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะการสอนให้รู้จักเหตุผล เป็นการสอนแค่การคิดของผู้ปกครองเท่านั้น แต่เราจะไม่ทราบวิธีคิดของเด็กว่าเด็กคิดอย่างไร อาจจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นเด็ก และปลูกฝังเกี่ยวกับพฤติกรรม ที่ทำให้เด็กรู้จักการเสียสละเพิ่มขึ้นด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณหมอถิรพรบอกอีกว่า &amp;ldquo;สำหรับแนวโน้มของเด็กไทยในอนาคต เกี่ยวกับเรื่องของการรู้จักเสียสละต่อผู้อื่นจะเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะสังคมยุคใหม่ที่เด็กติดโซเชียล หรือติดมือถือกระทั่งไม่ยอมคุยกับคนรอบข้างนั้น หมอต้องบอกว่าอันที่จริงแล้วการติดโซเชียล ไม่คุยกับคนรอบข้าง ไม่ได้เป็นเหตุที่ทำให้เด็กไม่เสียสละ เพียงเหตุเดียวค่ะ แนวโน้มเด็กไทยเกี่ยวกับเรื่องการรู้จักความเสียสละเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครเก็บข้อมูลในส่วนนี้ จึงไม่สามารถตอบได้ แต่ถ้าเด็กๆ ใช้สื่อโซเชียลให้เป็นประโยชน์ เช่น รับรู้ข่าวสาร ข้อความดีๆ ชวนกันมีน้ำใจและเสียสละ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กรู้จักเสียสละได้ แต่ถ้าสื่อเต็มไปด้วยข้อความในแง่ลบเรื่อยๆ เด็กก็จะยิ่งซึมซับความคิดลบๆ เข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราไม่อยากให้เกิด ประการสำคัญการที่พ่อแม่ จะสอนให้เด็กรู้จักการเสียสละ และไม่เห็นแก่ตัวนั้น ก็จำเป็นอย่างมากค่ะ ในการสอนโดยการทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง เพราะลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;รังสรรค์ พรมมะลิหอม&amp;rdquo; เจ้าของธุรกิจส่วนตัว และสมาชิก &amp;ldquo;โครงการนกขมิ้นคลับ&amp;rdquo; กลุ่มจิตอาสามอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ยากไร้ บอกว่า &amp;ldquo;อาชีพหลักคือทำธุรกิจส่วนตัว และชอบทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยการมอบสิ่งของให้กับผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารต่างๆ นอกจากนี้ก็มีการเล่นดนตรีเปิดหมวกเพื่อหาเงินและสิ่งของไปช่วยผู้ยากไร้เช่นกัน ภายใต้ชื่อกลุ่มสมาชิก &amp;ldquo;โครงการนกขมิ้นคลับ&amp;rdquo; รวมถึงการจัดทริปขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เพื่อนำสิ่งของไปมอบให้กับคนด้อยโอกาสในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งการทำงานจิตอาสานี้ทำร่วมกับสมาชิกมา 5 ปีแล้ว โดยเฉลี่ยเราจะลงพื้นที่ มอบสิ่งของร่วมกับสมาชิกปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้สิ่งที่ผมและสมาชิกทุกคน ได้รับคือความสุขในการได้ช่วยเหลือผู้อื่น&amp;nbsp; และงานจิตอาสาที่ผมทำ ก็เป็นการปลูกฝังเรื่องการให้กับลูกๆ และที่ผ่านมาเคยพาลูกๆ ทั้ง 2 คนไปร่วมทำกิจกรรมอาสา โดยลูกชายคนโตอายุ 12 ปี ส่วนลูกสาวคนเล็กอายุ 7 ขวบ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เนื่องจากตอนนี้มีเหตุการณ์โควิด-19 ลูกๆ จึงไม่ไปร่วมทำงานจิตอาสานอกสถานที่ แต่ก็จะช่วยเป็นกำลังใจให้ผมในการช่วยเหลือผู้อื่น และช่วยแพ็กของกินของใช้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อนำไปร่วมบริจาค ทั้งนี้สิ่งที่ผมให้ลูกๆ มีส่วนช่วยในการทำงานจิตอาสา ในมุมที่เด็กช่วยได้และไม่เกินกำลังเขาแล้ว ก็คิดว่าน่าจะช่วยปลูกจิตสำนึกให้เด็กๆ เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน รู้จักการเสียสละ และไม่เห็นแก่ตัวเมื่อลูกๆ โตขึ้น โดยมีผมเป็นตัวอย่าง เรื่องการช่วยเหลือคนยากไร้ครับ ที่สำคัญงานจิตอาสายังเป็นตัวเชื่อมครอบครัวให้อบอุ่นด้วยครับ เพราะสมาชิกจะได้พูดคุยเรื่องการให้ผู้อื่น เช่น หากเด็กๆ ลงความคิดว่าเราควรช่วยเหลือ หรืออยากทำงานจิตอาสาในแบบที่เขาชอบ เป็นต้นว่าช่วยเก็บขยะรอบชุมชน หรือช่วยผู้ใหญ่ในชุมชนถือของ ผมก็จะสนับสนุนลูกๆ อย่างเต็มที่ เพื่อให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นครับ ส่วนหนึ่งก็จะทำให้สังคมน่าอยู่และโตไปเป็นเด็กที่รู้จักการแบ่งปัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;quot;น้องนิสา&amp;rdquo; - ด.ญ.ทัศนีย์ โพธิ์ไทร อายุ 9 ขวบ จากโรงเรียนวัดบางสะแกใน ที่มาช่วยผู้ปกครองขายของ ช่วงหลังเลิกเรียนออนไลน์บอกว่า &amp;ldquo;นอกจากการเก็บขยะรอบๆ โรงเรียนให้สะอาดแล้ว แม่ก็สอนให้หนูรู้จักช่วยเหลือคนอื่นค่ะ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา หนูได้ช่วยพาคนแก่ตาบอด เดินไปที่ร้านขายโทรศัพท์ค่ะ และหนูก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เพราะแม่บอกว่าการช่วยคนตาบอดนั้นถือว่าเป็นบุญกุศล และส่วนตัวหนูก็รู้สึกดีใจและมีกำลังใจในการช่วยเหลือคนอื่น โดยเฉพาะตอนที่คนตาบอดพูดขอบคุณ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม แต่มันก็ทำให้เด็กตัวเล็กๆ อย่างหนูภูมิใจที่ได้มอบความสุขให้ผู้อื่น และถ้าต่อไปหนูเจอคนตาบอดอีก หนูจะเข้าไปถามว่าต้องการให้ช่วยอะไรไหม เช่น การพยุงแขนคนตาบอดข้ามสะพานลอยไปอีกฝั่งหนึ่งค่ะ เพราะแม่จะสอนเสมอว่าถ้าคนลำบาก และเราช่วยได้ก็ควรช่วยค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต่างจาก &amp;ldquo;น้องม่าเหมี่ยว&amp;rdquo; - ด.ญ.กมลชนก อุดมพันธุ์ อายุ 11 ขวบ นักเรียนโรงเรียนวัดทุ่งครุ บอกว่า &amp;ldquo;หนูมีไอดอลเรื่องการทำบุญคือพี่พิมรี่พายค่ะ ที่ชอบเพราะว่าพี่เขาเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น เวลาดูในเฟซบุ๊กแล้วก็อยากทำตามบ้าง และเมื่อเร็วๆ นี้หนูกับแม่ได้เอาข้าวสารไปให้เพื่อนแม่และคนที่รู้จักอยู่จังหวัดสระบุรีค่ะ เพราะช่วงนี้คนต่างจังหวัดก็ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมีการติดเชื้อโรคโควิด-19 ทำให้หลายคนไม่กล้าออกมาซื้อของนอกบ้านค่ะ หนูกับแม่ก็เลยไปช่วยเหลือในแบบที่เราสามารถช่วยได้ค่ะ สิ่งที่ได้จากการช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เป็นการสอนให้หนูรู้ว่าการให้เป็นอย่างไร บางครั้งของที่เราให้อาจจะไม่ต้องราคาแพง แต่ขอให้เป็นของกินของใช้ ที่คนเดือดร้อนสามารถใช้ได้จริงๆ ค่ะ ที่สำคัญแม่จะบอกเสมอว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนรู้จักกัน&amp;nbsp; แต่เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน หากมีเรื่องเดือดร้อนเราก็สามารถช่วยเหลือแบ่งปันกันได้ เช่น การทำอาหารแบ่งกันกิน และแม่ให้หนูเอาไปให้เพื่อนบ้าน ตรงนี้หนูอาจได้เพื่อนข้างบ้านเพิ่มขึ้นก็ได้ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวได้ว่า เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ดังนั้นการปลูกฝังเรื่องรู้จักเสียสละเพื่อผู้อื่นและไม่เห็นแก่ตัวนั้น จำเป็นต้องมีผู้ใหญ่เคยชี้แนะ เห็นได้จากปัจจุบันที่ปัจจัยแวดล้อมเด็กและเยาวชน อย่างการติดโซเชียล กระทั่งไม่ยอมคุยกับผู้อื่น นอกจากมือถือที่อยู่ตรงหน้า นั่นไม่เพียงทำให้การสื่อสารกับคนรอบข้างต้องหายไป แต่ยังนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพมากมาย หรือแม้แต่การที่เด็กนั่งเล่นมือถือจนลืมลุกให้คนสูงอายุบนรถไฟฟ้านั่ง กระทั่งระบบ &amp;ldquo;child center&amp;rdquo; หรือการทำให้เด็กเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง ทั้งในบ้านและในโรงเรียน ที่อาจมีข้อดีคือผู้ใหญ่ให้ความใส่ใจทุกเรื่องกับเด็ก หรือเรื่องของเด็กย่อมมาเป็นสิ่งแรก แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งอาจทำให้คุณน้องๆ หนูๆ ไม่รู้จักการเสียสละให้ผู้อื่น โดยเฉพาะบางครอบครัวที่มีลูกคนเดียว ซึ่งผู้ปกครองมักจะตามใจเด็กในทุกๆ เรื่อง ทำให้ต้องได้ในสิ่งที่อยากได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น วิกฤตินี้กำลังเป็นโอกาสที่เราจะปลูกฝังเด็กๆ ให้รู้จักคำว่า เสียสละ อดทน ซึ่งก็คือองค์ประกอบสำคัญของความไม่เห็นแก่ตัวนั่นเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113190</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลูกฝังเด็กโตแล้ว, ผู้ใหญ่ต้องเป็น&quot;ต้นแบบ&quot;แห่งการให้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด, ไม่เห็นแก่ตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_611657beeb3cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 20:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งศูนย์พักคอย รับตาบอดติดเชื้อ ลดระบาดชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิดระบาดหนัก กทม.-มูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ปรับ รร.สอนคนตาบอดกรุงเทพ เป็นศูนย์พักคอยส่งต่อผู้ป่วยตาบอดติดโควิด จำนวน 75 เตียง เปิดรับกลุ่มสีเขียว เร่งแยกผู้ติดเชื้อออกจากบ้านลดแพร่ระบาดคนในครอบครัว-ชุมชน ส่วนศูนย์พักคอยเขตดินแดงเตรียมรองรับ &amp;quot;ผู้พิการทางจิตใจ-ออทิสติก&amp;quot; ติดโควิดอีก 100 เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 12 ส.ค. นายขจิต ชัชวานิชย์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีเปิดศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ (Community Isolation for the Blind : CIB) สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 พิการทางสายตา บริเวณโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ เขตราชเทวี โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เขตราชเทวี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี
นายขจิต ชัชวานิชย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมถึงผู้พิการทางสายตา ด้วยวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย คือ การช่วยเหลือคนตาบอดทั้งชายและหญิง โดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา เพื่อช่วยให้คนตาบอดสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือคนตาบอดที่ได้รับผลกระทบ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้จัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 พิการทางสายตา บริเวณโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ เขตราชเทวี เพื่อรองรับผู้ป่วยพิการทางสายตาที่มีผลตรวจรับรองว่าติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการระยะเริ่มต้นในระดับสีเขียว คัดกรองโดยความร่วมมือระหว่างสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และสถาบันสิรินธรเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ โดยแยกผู้ป่วยออกมาจากบ้าน มีการคัดกรองอาการและดูแลเบื้องต้น เพื่อรอการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาล ลดปัญหาการแพร่ระบาดและติดเชื้อของคนในครอบครัวและชุมชน
&amp;quot;ศูนย์พักคอยแห่งนี้สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 71 เตียง แบ่งออกเป็นชั้น 2 จำนวน 23 เตียง ชั้น 3 จำนวน 24 เตียง และชั้น 4 จำนวน 24 เตียง ขยายศักยภาพรองรับได้สูงสุด 75 เตียง โดยมีทีมแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี และศูนย์บริการสาธารณสุข 2 มักกะสัน เป็นผู้บริหารจัดการผู้ป่วย โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในของสถานที่ให้มีความเหมาะสม กำหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย รวมถึงความสะดวกและสุขอนามัยที่ดีของผู้ป่วยทุกคน มีการกำหนดจุดคัดกรองผู้ป่วย จุดวัดอุณหภูมิและวัดค่าออกซิเจน จุดบริการอาหารและน้ำดื่ม มีการติดตั้งเตียง จัดวางที่นอน พร้อมตรวจสอบและติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบเสียงตามสาย ระบบรักษาความปลอดภัย CCTV ระบบอินเทอร์เน็ต ติดตั้งพัดลม ทำความสะอาดห้องน้ำและห้องสุขา ความพร้อมของระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบกำจัดขยะทั่วไปและขยะติดเชื้อ โดยมีเจ้าหน้าที่เทศกิจและฝ่ายความมั่นคงร่วมกันดูแลความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย&amp;quot; นายขจิต กล่าว
วันเดียวกัน นายสกลธี ภัททิยกุล พร้อมด้วย นางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อกรุงเทพมหานคร พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ ศูนย์พักคอย เขตดินแดง สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยมี พญ.มธุรกา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูลร่วมให้ข้อมูล ซึ่งศูนย์แห่งนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่โดยสำนักการโยธาเพื่อรองรับเฉพาะผู้ป่วยโควิด-19 ประเภทผู้พิการทางด้านสติปัญญา ออทิสติก จิตใจ พฤติกรรมและครอบครัวผู้พิการ จำนวน 100 เตียง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113097</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ศูนย์พักคอยส่งต่อผู้ป่วยตาบอดติดโควิด, สอนคนตาบอดกรุงเทพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด, แยกผู้ติดเชื้อ, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_611506c8504eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
