<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.ห่วงสถานะหนี้เสีย ไตรมาส3‘ตกงาน’ยังพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คนยังตกงานต่อเนื่อง เหตุภัยธรรมชาติและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สภาพัฒน์รับห่วงหนี้เอ็นพีแอล ชี้แทบทุกสินเชื่อพาเหรดเข้าข่ายเสี่ยงสูง ซูเปอร์โพลโต้หมวดเจี๊ยบไม่ได้รับงานเหมือนนักการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ประจำปี 2562 ว่าผู้มีงานทำลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยภาคเกษตรมีการจ้างงานลดลง 1.8% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 จากปัญหาภัยธรรมชาติ ส่วนการจ้างงานภาคนอกเกษตรลดลง 2.3% ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการหดตัวของการส่งออก โดยสาขาที่จ้างงานลดลง ได้แก่ การผลิต การขายส่ง/ขายปลีก และก่อสร้าง ขณะที่โรงแรม/ภัตตาคาร และการขนส่ง/เก็บสินค้ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อัตราการว่างงานในไตรมาส 3 เท่ากับ 1.04% หรือมีจำนวน 3.94 แสนคน สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและปัญหาภัยธรรมชาติ การว่างงานเพิ่มขึ้นทั้งผู้ที่เคยทำงานและไม่เคยทำงานมาก่อน โดยผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้น 8.4% ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้น 3% ส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้จบการศึกษาใหม่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน&amp;rdquo; นายทศพรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มการจ้างงานในไตรมาสสุดท้าย คาดว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ปรากฏผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากนัก เนื่องจากตัวเลขการสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากรเดือน ต.ค. &amp;nbsp;อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% หรือคิดเป็นผู้ว่างงาน 3.55 แสนคน แม้ว่ากำลังแรงงานและผู้มีงานทำจะลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่ามีการเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มทำงานบ้านที่เข้าสู่กำลังแรงงานเป็นครั้งคราวตามฤดูกาล โดยผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน 19.2 ล้านคนเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;5.1% ประกอบกับโครงสร้างตลาดแรงงานไทยมีความยืดหยุ่น ซึ่งแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในระบบสามารถย้ายไปทำงานนอกระบบได้ง่าย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาพัฒน์มองว่าประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญกับตลาดแรงงาน คือ 1.การติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างอย่างใกล้ชิด และการติดตามตรวจสอบให้แรงงานได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด 2.การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อแรงงาน และ 3.มาตรการในการเพิ่ม/ปรับเปลี่ยนทักษะแรงงาน ให้สามารถทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม หรือเปลี่ยนไปประกอบอาชีพใหม่ได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2 ปี 2562 มีมูลค่า 13.08 ล้านล้านบาท ขยายตัว &amp;nbsp;5.8% ชะลอลงจากไตรมาสก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วน 78.7% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) &amp;nbsp;เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวลงเร็วกว่าหนี้สินครัวเรือน โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 7.8% ชะลอลงจากในไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ชะลอลง 10.2% ขณะที่สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยขยายตัว 11.8% เป็นผลจากการขยายตัวของทั้งสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาพรวมคุณภาพสินเชื่ออยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อหลายประเภทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งเอ็นพีแอลเพื่อการอุปโภคบริโภคมีมูลค่า 133,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 2.81% ต่อสินเชื่อรวม เอ็นพีแอลที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 3.49% เพิ่มขึ้นจากในไตรมาสก่อน เอ็นพีแอลสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ &amp;nbsp;1.86% และเอ็นพีแอลสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 2.65% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มหนี้สินครัวเรือนในช่วงครึ่งหลังปี 2562 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งแรกของปี &amp;nbsp;แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพียังคงเพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอตัวลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักวิจัยซูเปอร์โพลเสนอผลโพลดัชนีผลงานรัฐบาลยังเป็นที่นิยมว่า เป็นเรื่องการสำรวจของโพล ซึ่งผลโพลจะดีหรือไม่ดีรัฐบาลก็ต้องทำงานอยู่แล้ว และยืนยันว่าแม้ผลสำรวจจะออกมาเป็นทางบวกก็ไม่ทำให้รัฐบาลเหลิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวถึงกรณี ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาสงสัยการทำงานของซูเปอร์โพลว่า ซูเปอร์โพลเคยผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถสำรวจได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ โดยผลโพลทำนายผลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญประกาศก่อนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนวันลงประชามติ ซึ่งคาดเคลื่อนไม่ถึง 1% จนทำให้คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ทั่วโลกได้เห็นความสามารถและความน่าเชื่อถือของโพลที่ทำโดยคนไทย
&amp;ldquo;ความเป็นกลางนั้นตั้งแต่ซูเปอร์โพลเปิดทำงานมากว่า 4 ปี ไม่มีใครรับเงินเดือนและค่าตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เลย และไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ธุรกิจครอบครัวเหมือนบรรดานักการเมืองบางคน&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดลระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51104</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงานพุ่ง, สถานะหนี้เสีย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้เสีย, เอ็นพีแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddbe0e5b03df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพว. อ้อนบอร์ดเคาะขายทอดตลาดสินทรัพย์ลูกหนี้รายใหญ่หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธพว. เตรียมอ้อนบอร์ดพิจารณาขายทอดตลาดสินทรัพย์ลูกหนี้รายใหญ่ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมลุยฟ้องล้มละลายต่อ หวังอุ้มสถานะหนี้ลดลงต่ำกว่า 10% พร้อมประกาศคงอัตราดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินเอสเอ็มอี เล็งปี 2562 ออกบอนด์อีก 2 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า จะมีการเสนอให้คณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) พิจารณาเรื่องการนำสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันของลูกหนี้ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ลูกหนี้รายใหญ่ 160 ราย วงเงิน 6 พันล้านบาท และที่เหลือเป็นลูกหนี้ขนาดเล็กออกขายทอดตลอด เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีการประกอบธุรกิจ หรือบางรายไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการขายสินทรัพย์ดังกล่าวได้ภายในสิ้นปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันที่เตรียมเอาออกขายทอดตลาดส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนปี 2558 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าหากขายตามราคาตลาด ธนาคารก็มีโอกาสที่จะได้กำไรกลับมาด้วย ส่วนหนี้ที่เกิดหลังช่วงเวลาดังกล่าวเป็นลูกหนี้รายย่อย ซึ่งธนาคารยังให้โอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้อยู่ โดยหลังจากการขายทอดตลาดเรียบร้อยแล้ว จะมีลูกหนี้บางส่วนที่ต้องดำเนินการฟ้องล้มละลายด้วย&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล กล่าวอีกว่า เบื้องต้นประเมินว่าหลังจากขายสินทรัพย์ดังกล่าวแล้ว จะทำให้ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9.99% จากปัจจุบันอยู่ที่ 16% และจะทำให้อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของธนาคารดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมีความสามารถในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธพว. ยืนยันว่าจนถึงสิ้นปี 2561 จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างแน่นอน รวมถึงในปีหน้าธนาคารจะพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ออกไปให้นานที่สุด เพื่อเป็นการดูแลภาระต้นทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้ และธนาคารไม่ได้แสดวงหาผลกำไรจากการดำเนินการในส่วนดังกล่าวด้วย โดยในปี 2562 ธนาคารมีแผนจะออกพันธบัตรเพิ่มเติม วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยไม่ให้เกิดภาระต้นทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนในระบบ เพื่อเข้าถึงสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำได้มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเมินว่าหากสามารถระดมทุนได้ 1 หมื่นล้านบาท ธพว. ก็จะสามารถคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างน้อย 1 ไตรมาส ซึ่งแนวทางดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจากแผนการดำเนินงานทั้งหมดทำให้เชื่อว่าในปีนี้ ธนาคารจะมีกำไรไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 2 พันล้านบาท&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16117</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสินทรัพย์, ธพว., มงคล ลีลาธรรม, ลูกหนี้รายใหญ่, อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง, เอ็นพีแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธ.ก.ส. จ่อทบทวนเป้าหมายเอ็นพีแอลใหม่ หลังมีโครงการพักชำระหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธ.ก.ส. จ่อทบทวนเป้าหมายหนี้เสียทั้งปี จากเดิมตั้งไว้ที่ 4% หลังคลอดมาตรการพักหนี้ ทำสถานะลูกหนี้หยุดชำระเงินต้น ทำแก้ปัญหาหนี้เสียได้ไม่เต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. อาจต้องทบทวนเรื่องเป้าหมายการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ใหม่ ซึ่งปัจจุบัน ธ.ก.ส. &amp;nbsp;มีหนี้เสียราว 5.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.3 % ของยอดสินเชื่อรวม โดยตั้งเป้าหมายในปีบัญชี 2561 (1 เม.ย. 2561-31 มี.ค. 2562) ตั้งควบคุมเอ็นพีแอล ไม่เกิน 4% ซึ่ง ธ.ก.ส. จะใช้กลยุทธ์ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ พักหนี้ และมาตรการเชิงรุกคือการสร้างฝึกอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร มีความสามารถในการหารายได้เอามาชำระหนี้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากรัฐบาลเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย ที่มีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาทแรกเป็นเวลา 3 ปี จากการประเมินเบื้องต้นพบว่ามีลูกหนี้เข้าข่ายได้รับสิทธิมากกว่า 3.8 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 6 - 7 แสนล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะมีลูกหนี้มากกว่า 80 % ที่ได้รับสิทธิ์แสดงความประสงค์ขอเข้าโครงการพักหนี้ครั้งนี้ คิดเป็นมูลหนี้ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลจากมาตรการพักหนี้ จะทำให้สถานะลูกหนี้หยุดชำระเงินต้น แต่ยังคงให้ชำระดอกเบี้ย เท่ากับจะมีลูกหนี้ในกลุ่มที่เคยเป็นเอ็นพีแอลก่อนหน้านี้ จะได้หยุดชำระเงินต้น ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ นอกจากลูกหนี้ ต้องการกลับมาปรับโครงสร้างหนี้ตามปกติเอง ทำให้การแก้หนี้ในกลุ่มลูกหนี้ส่วนนี้เข้าสักษณะหนี้ไม่เพิ่ม แต่หนี้ก็ไม่ลดด้วย ส่งผลต่อภาพรวมการแก้หนี้เอ็นพีแอลปีนี้ อาจไม่สามารถปรับลดลงมาอยู๋ที่ระดับ 4 % ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมสถานการณ์หนี้เอ็นพีแอล ในช่วงครึ่งปีแรกถือว่าปกติ ไม่เห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นที่รุนแรง ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงของการลงทุน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลูกหนี้ชาวไร่ เช่น สัปปะรด และผลไม้ ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หลังประสบปัญหาราคาตกต่ำจากปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธ.ก.ส., พักชำระหนี้, หนี้เสีย, เอ็นพีแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180413/image_big_5ad0180376169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2018 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอีแบงก์ใจป้ำ! ผ่อนปรนเกณฑ์ปล่อยกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยโพสต์ ๐ เอสเอ็มอีแบงก์ใจปล้ำ! คงมาตรการผ่อนปรนหลักเกณฑ์สินเชื่อโครงการต่าง ๆ ยอมแบกความเสี่ยงจากหนี้เสียที่อาจเกิดขึ้นไว้เอง หวังช่วยเพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค. 2561 นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือเอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารจะคงมาตรการผ่อนปรนหลักเกณฑ์สินเชื่อโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภายใต้ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงปี 2557-2560 ธนาคารได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์สินเชื่อโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น อาทิ สินเชื่อ Small SMEs , สินเชื่อพัฒนาผลิตภาพการทำงานการผลิต (PIL) ระยะที่ 2 โดยปรับเงื่อนไขประวัติการชำระหนี้ จากเดิมต้องไม่เคยปรับโครงสร้างหนี้ 24 เดือน ให้เหลือแค่ 12 เดือน ผ่อนปรนระยะเวลาการดำเนินกิจการ จากเดิมต้องทำธุรกิจมาไม่น้อยกว่า 1 ปีเป็นไม่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่ม startup เข้าถึงแหล่งทุนได้ &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงดังกล่าวธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อใหม่ให้แก่เอสเอ็มอีไปแล้ว 3.96 หมื่นราย คิดเป็นวงเงินกว่า 9.13 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่กว่า 46% หรือ 1.8 หมื่นราย อนุมัติสินเชื่อวงเงินต่ำกว่า 1 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อคงค้าง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2560 อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สะสม อยู่ที่ 1.14 หมื่นราย คิดเป็นวงเงิน 1.66 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเป็นบุคคลธรรมดา ถึงกว่า 81% และกู้ในวงเงินต่ำกว่า 1 ล้านบาท สัดส่วนถึง 78% รวมถึงพบว่า หนี้เสียจากสินเชื่อที่ผ่อนปรนเงื่อนไขมีสัดส่วนที่สูงกว่าโครงการที่ไม่ผ่อนปรนด้วย &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2558-2560 มีหนี้เสียเพียง 3.32% เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผ่อนปรนคุณสมบัติในช่วงที่ผ่านมา วัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น ลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในช่วงเวลานั้น จึงต้องยอมรับความเสี่ยงสูงที่จะเกิดหนี้เสีย ส่วนเวลานี้ แม้เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนแล้ว ธนาคารยังต้องการส่งเสริมรายย่อยอย่างต่อเนื่อง จึงจะคงมาตรการผ่อนปรนคุณสมบัติเช่นเดิม&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4661</URL_LINK>
                <HASHTAG>NPL, ธพว., มงคล ลีลาธรรม, สินเชื่อ, เอสเอ็มอีแบงก์, เอ็นพีแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
