<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์จับมือ&#039;ลาซาด้า-ช้อปปี้-เจดี เซ็นทรัล&#039;ป้องกันการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เจ้าของสิทธิ์ และผู้ประกอบการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำกรอบความร่วมมือการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบของเอ็มโอยู ร่วมกับเจ้าของสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา 20 หน่วยงาน ผู้ประกอบการ 3 แพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ ลาซาด้า , ช้อปปี้ และเจดี เซ็นทรัล และดึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าออนไลน์มาร่วมทำงาน โดยมี H.E. Mr.Pirkka Tapiola เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย Mr.Michael Heath ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของเอ็มโอยู มี 2 ส่วน คือ การระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการเสริมสร้างองค์ความรู้ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และช่วยเพิ่มความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อการซื้อขายสินค้าออนไลน์ และยังจะมีส่วนช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า และบริการของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การให้ความสำคัญกับการค้าออนไลน์ เพราะปัจจุบันการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ได้รับความนิยมและเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2562 มีมูลค่าสูงถึง 4.02 ล้านล้านบาท เพิ่ม 6.9% และได้พบปัญหาการละเมิดตามมาด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีผลการดำเนินการในปี 2563 จับกุมผู้ละเมิดทางอินเทอร์เน็ตได้ 345 คดี ของกลาง 56,349 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดังๆ และตั้งแต่ปี 2561-63 ศาลสั่งให้ปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งสั่งระงับแล้ว 36 คำสั่ง 1,501 URLs&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้ฝากไปทางเอกอัครราชทูตยุโรป และผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ที่มาร่วมงาน ขอให้ช่วยสื่อสารไปยังผู้ลงทุนในประเทศของตนเองว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง และนำมาสู่การลงนามเอ็มโอยูร่วมกันของทุกฝ่ายในวันนี้ และเชื่อมั่นว่าการลงนามเอ็มโอยูจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้โพสต์ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งที่เป็นแพลตฟอร์มขายสินค้าและสื่อโซเชียลต่างๆ เข่น เฟซบุ๊ก ไอจี ซึ่งสร้างความเสียหายต่อธุรกิจของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอย่างมาก โดยเอ็มโอยูฉบับนี้ จะเป็นความร่วมมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว เมื่อเจ้าของสิทธิ์พบการละเมิดบนอินเทอร์เน็ต สามารถแจ้งไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ดำเนินการกับผู้ค้าที่ขายสินค้าละเมิด หรืออาจถอดออกจากการเป็นผู้ค้าในแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้การละเมิดลดลงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ เชื่อมั่นว่าเอ็มโอยูฉบับนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง และจะมีส่วนผลักดันการค้าออนไลน์เติบโตได้ยิ่งขึ้น&amp;rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89450</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, ช้อปปี้, ลาซาด้า, สินค้าปลอมขายออนไลน์, เจดี เซ็นทรัล, เอ็มโอยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc658f62f99b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับยุคโควิด-19 ศาลทำเอ็มโอยูร่วมเรือนจำ-ทัณฑสถานเมืองย่าโมอ่านคำพิพากษาในระบบวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.2563 - &amp;nbsp;นายราชัญ กวีกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลในลักษณะการประชุมทางจอภาพ ระหว่างศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลจังหวัดพิมาย ศาลจังหวัดบัวใหญ่ เรือนจำกลางนครราชสีมา เรือนจำกลางคลองไผ่ เรือนจำอำเภอสีคิ้ว เรือนจำอำเภอบัวใหญ่ ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา และทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 เพื่อที่จะประสานความร่วมมือกันในการอำนวยความสะดวกและลดปัญหาในการเบิกตัวจำเลยมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น &amp;nbsp;ศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงต่อการหลบหนีของจำเลยโดยเฉพาะคดีที่มีอัตราโทษสูง &amp;nbsp;ลดปัญหาเกี่ยวกับระยะทางในการเดินทางจากเรือนจำซึ่งอยู่ห่างไกลจากศาลที่มีเขตอำนาจ หรือกรณีต่างๆ ประกอบกับปัจจุบันศาลกับเรือนจำได้มีการนำระบบเทคโนโลยีสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพมาใช้ในการอ่านคำพิพากษาและคำสั่งซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ อันส่งผลให้จำเลยและคู่ความสามารถเข้าถึงการอำนวยความยุติธรรมได้อย่างสะดวก รวดเร็วและ เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง อันเป็นการสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกาในการดำเนินคดีและการอำนวยความยุติธรรมด้วยระบบดิจิทัล (D-Court)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60839</URL_LINK>
                <HASHTAG>บันทึกข้อตกลง, ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครราชสีมา, ราชัญ กวีกุล, อ่านคำพิพากษา, เอ็มโอยู, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7adbb314b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พลาด&#039;ศรีสุวรรณ&#039;เตรียมยื่นป.ป.ช.ฟันนายพลพักบ้านหลวงเข้าข่ายรับของมูลค่าเกิน3พันบาท!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.2563 - &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญกล่าวถึงกรณีกองทัพบกลงเซ็นเอ็มโอยูกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจในกองทัพว่าต้องทำให้ชัดเจน ซึ่งงไม่ได้เห็น MOU ว่าเขียนอย่างไร อาจเป็นการตกลงเพียงผิวเผิน สรุปคือยังมีทหารยังเป็นบอร์ดอยู่ตามสนามมวย หรือสนามกอล์ฟหรือไม่ เช่นเดียวกับเรื่องบ้านพักนายทหาร ซึ่งตอนนี้ยังมีอย่าง 3 ป.ที่หลายคนยังสงสัยว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้สามารถตีเป็นมูลค่าได้ และคาดว่าสูงกว่า 3,000 พันบาท ตามระเบียบที่ ป.ป.ช.กำหนดอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในวันศุกร์ที่ 21 จะเอาเรื่องนี้ไปร้องต่อ ป.ป.ช ว่าคนที่เกษียณอายุราชการ แล้วยังอยู่บ้านพักของทางราชการ ไม่ว่าจะอ้างว่าอะไร ตนจะร้องทั้งหมดทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเพราะถือว่าเป็นการได้ประโยชน์อื่นใดของรัฐ ตามระเบียบ ที่ป.ป.ช.กำหนดมีโทษถึงหลุดจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ทำไมกองทัพบกถึงมีค่าใช้จ่าย งบประมาณค่าเช่ารถ ที่กระทรวงกลาโหมเป็นจำนวนเงินถึง 550 ล้านบาท จาก 786 ล้าน บาท ซึ่งจากที่ได้ย้อนดูระเบียบของกรมบัญชีกลาง ที่มีมติการเพิ่มเงินค่าเช่ารถให้ผู้มีตำแหน่งมาอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายค้านก็ไม่รู้ว่าจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายหรือไม่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ต้องมีการสังคายนา ให้มีเฉพาะตำแหน่งสำคัญๆก็พอ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57607</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กองทัพบก, บ้านพัก, ศรีสุวรรณ จรรยา, เลขาธิการองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ, เอ็มโอยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200206/image_big_5e3b6b3946426.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภิรัชต์จ่อลงนาม โอนธุรกิจกองทัพ พ่วงแถลงรอบใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กแดง&amp;quot; นัด &amp;quot;อธิบดีกรมธนารักษ์&amp;quot; ลงนามเอ็มโอยูจัดสวัสดิการเชิงธุรกิจของกองทัพบก นำโรงแรม สนามกอล์ฟ &amp;nbsp;สนามมวย เข้าระบบมาตรฐานตาม กม. ก่อนแถลงแจงกำลังพล-ปชช.อีกรอบ &amp;quot;เทวัญ&amp;quot; ร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลเหยื่อกราดยิงโคราช แย้มรอ &amp;quot;นายกฯ&amp;quot; ตอบรับมาเป็น ปธ.มอบเงินเยียวยาญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ &amp;quot;นักกฎหมาย&amp;quot; ชี้ช่องผู้เสียหายฟ้องแพ่งกองทัพบก-ทหารได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ กองทัพบกแจ้งว่า ในวันที่ 17 ก.พ. เวลา 11.00 น. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับนายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ ในโครงการการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจของกองทัพบก เช่น อาคารรับรองที่มีการดำเนินการคล้ายกับโรงแรม สนามกอล์ฟ สนามมวย เข้าสู่ระบบมาตรฐานตามกฎหมาย ที่อาคารศรีสิทธิสงคราม ภายในกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่ พล.อ.อภิรัชต์ได้ประกาศว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งจะนำร่องบางพื้นที่ก่อน อาทิ อาคารรับรองสวนสนประดิพัทธ์ อาคาร 1 และอาคาร 2 ที่จะให้โรงแรมดุสิตธานีเข้ามาบริหารจัดการ และเริ่มในเดือนเม.ย.นี้เป็นต้นไป และสนามกอล์ฟกองทัพบกที่มีกว่า 30 แห่ง ซึ่งเป็นระเบียบเดียวกันที่ใช้กับหน่วยราชการอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะแค่กองทัพบกที่ทำเท่านั้น เนื่องจากเป็นระเบียบของกระทรวงการคลังแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สวัสดิการภายใน สวัสดิการเชิงธุรกิจ และการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ซึ่งทุกหน่วยราชการก็จะแบ่งประเภทในลักษณะนี้เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภายหลังจากพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว พล.อ.อภิรัชต์จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในทุกเรื่อง เพื่อทำความเข้าใจกับกำลังพลและประชาชนต่อไป&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณประตูด้านหลังวัดป่าศรัทธารวม ต.หัวทะเล อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงทั้ง 9 รายที่มีการนำเถ้ากระดูกมาบรรจุไว้รวมกัน มีรายชื่อผู้วายชนม์ทั้ง 9 รายบริเวณวัดป่าศรัทธารวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ที่โดมปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครราชสีมา วัดป่าศรัทธารวม พล.ท.ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยผู้ว่าฯ นครราชสีมา ร่วมเป็นประธานประกอบพิธีทำบุญอุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิต มีพระสาสนโสภณ เจ้าอาวาสวัดสุทธจินดาวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และคณะพระสงฆ์ 11 รูปเจริญพระพุทธมนต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญกล่าวว่า การมอบเงินเยียวยาจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะแยกจากเงินเยียวยาจากหน่วยงานอื่นๆ โดยจะมอบให้ญาติผู้เสียชีวิตจำนวน 27 ราย รายละ 1 ล้านบาท ไม่รวมผู้ก่อเหตุและคู่กรณี ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสรายละ 2 แสนบาท ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัสรายละ 1 แสนบาท ทั้งนี้ การมอบเงินจะมีขึ้นวันที่ 19 ก.พ. ซึ่งคณะกรรมการกองทุนฯ ได้ประสานไปยังรองเลขาธิการนายกฯ เพื่อขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ไปเป็นประธานมอบเงิน คาดว่านายกฯ จะเดินทางไปมอบเงินดังกล่าวด้วยตัวเอง แต่จะมีการแจ้งกำหนดการอย่างเป็นทางการอีกครั้งในต้นสัปดาห์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าวว่า ยอดบริจาคเวลา 20.00 น. เมื่อคืนวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งหมด 79 ล้านบาทเศษ ได้เยียวยาชดเชยรายละ 1 ล้านบาททั้ง 27 รายครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และจ่ายเงินสำหรับผู้ที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลรายละ 1 แสนบาท จำนวน 22 ราย จำนวน 29 ล้านบาท ตอนนี้มีเงินเหลืออยู่ในบัญชี 50 ล้านบาท ซึ่งวันนี้จะประชุมจ่ายเงินเยียวยาผู้พิการและผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ ถ้าพิการถาวรจะได้เท่ากับผู้เสียชีวิต 1 ล้านบาท และพิการทั่วไปไม่เกิน 7 แสนบาท บาดเจ็บที่อยู่ในห้องไอซียู 3 แสนบาท บาดเจ็บหนัก 2 แสนบาทและบาดเจ็บปานกลาง 1 แสนบาท บาดเจ็บเล็กน้อยไม่เกิน 3 หมื่นบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่หอผู้ป่วยหนักศัลยกรรมอุบัติเหตุ (ICU TRAUMA) ชั้น 5 รพ.มหาราชนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมคณะ เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บเหตุกราดยิงในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช จำนวน 4 ราย โดยผู้บาดเจ็บที่ยังมีการสาหัส ประกอบด้วย ส.ต.ท.กฤษฎา การุณ อายุ 31 ปี ตำรวจหน่วยอรินทราช, นายอัทฆเศรษฐ์ ศิวภัทรวรัณกุล อายุ 35 ปี, นายจิรฎต์ติกาล นอบไทย อายุ 26 ปี หนุ่มขับขี่รถบิ๊กไบค์ และนายอุทัย ขันอาสา อายุ 38 ปี ที่มีอาการที่ยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่วัดตรีทศเทพวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.ท.เพชรรัตน์ กำจัดภัย ผบ.หมู่ กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย (อรินทราช 26) ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เหตุกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., ข้าราชการตำรวจ พร้อมทั้งครอบครัวและญาติพี่น้องของ พ.ต.ท.เพชรรัตน์ มาร่วมแสดงความเสียใจเป็นครั้งสุดท้าย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้าโศก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวนักวิชาการด้านกฎหมาย ได้ให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีกราดยิงโคราช มีประเด็นที่พูดถึงกันมากว่าหากผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียชีวิตจะเรียกร้องความรับผิดในความเสียหายจากเหตุกราดยิงจากกองทัพบกและหน่วยงานทหารที่เกี่ยวข้องจะทำได้หรือไม่ ว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาถึงการวางข้อกำหนดและระเบียบในการเก็บรักษาอาวุธที่ถูกชิงเอามาใช้ก่อเหตุกราดยิงของกองทัพบก หน่วยบังคับบัญชาและหน่วยทหารที่เก็บรักษาอาวุธว่ามีการวางมาตรการและหลักเกณฑ์ในการใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาอาวุธตามมาตรฐาน วิธีการ ขั้นตอนและกระบวนการในการเก็บรักษาอาวุธ โดยเฉพาะที่เป็นอาวุธและเครื่องกระสุนปืนร้ายแรงที่ถูกต้องเหมาะสม เพียงพอ ตามมาตรฐานในการเก็บรักษาอาวุธหรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาดูด้วยว่าผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ทหารและที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลยไม่ใช้ความระมัดระวังในการเฝ้าระวังรักษาคลังอาวุธตามที่สมควรจะต้องทำหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวนักวิชาการด้านกฎหมายระบุว่า หากพบว่าผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการกองทัพบก แม่ทัพภาค 2 เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก หรือผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 2 หรือผู้บังคับกองพัน หรือเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้อง มีส่วนในความบกพร่องในการกำหนดมาตรการ กระบวนการ ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ในการเก็บรักษาอาวุธที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือว่าประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างถูกต้องเหมาะสมเพียงพอในการเฝ้าระวังรักษาคลังอาวุธ ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่า มาตรการเฝ้าระวังรักษาคลังอาวุธนี้ไม่ใช่จะเฝ้าระวังแต่การก่อเหตุจากบุคคลภายนอก แต่ต้องเฝ้าระวังการก่อเหตุร้ายที่อาจคาดไม่ถึงจากทหารในหน่วยที่เก็บรักษาอาวุธด้วยกันเองด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียชีวิตมีสิทธิตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่จะฟ้องร้องกองทัพบกให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ และตามมาตรา 8 กำหนดว่าหากหน่วยงานของรัฐคือกองทัพบกต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายและครอบครัวของผู้เสียชีวิต อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ทหาร ที่เกี่ยวข้องจากเหตุการณ์กราดยิงแล้ว กองทัพบกมีสิทธิเรียกให้ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิด จากการที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังที่ถูกต้องเหมาะสมและเพียงพอในการเฝ้าระวังรักษาคลังอาวุธ ให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนให้แก่กองทัพบกได้ ถ้าพบว่าผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องนั้นจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง&amp;quot; แหล่งข่าวนักวิชาการด้านกฎหมายระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57368</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, บิ๊กแดง, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, สวัสดิการเชิงธุรกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ, เหยื่อกราดยิงโคราช, เอ็มโอยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200216/image_big_5e4945f5f12f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2018 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2018 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาสูบผลิตบุหรี่รับนักท่องเที่ยวจีน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;06 มิ.ย.2561 - น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า การยาสูบฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) โครงการบุหรี่นักท่องเที่ยวจีนระหว่าง ยสท. กับบริษัท Shaanxi Jinye Science Education Group Co., Ltd. (Jinye) และบริษัท Yunnan Reascend Tobacco Technology (Group) Co.,Ltd. (Reascend) ซึ่งเป็นความร่วมมือในอุตสาหกรรมยาสูบของไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เน้นเจาะตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อยกล่าวว่า ในระยะแรกจะเป็นความร่วมมือในการรับจ้างผลิตและเมื่อมีปริมาณความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจร่วมลงทุนในอนาคต สำหรับความร่วมมือดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่ยาสูบมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการร่วมกันวิจัยและพัฒนาเพื่อใช้ใบยาสูบที่ปลูกในประเทศไทยมาผลิตบุหรี่ รวมทั้งในอนาคตจะมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ และขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่า ยสท.กล่าวอีกว่า ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และผลิตภัณฑ์บุหรี่ของไทยก็ยังเป็นของขวัญพิเศษที่ชาวจีนนิยมซื้อกลับไปเป็นของฝากของที่ระลึก บริษัท Jinye และ Reascend เป็นบริษัทของจีนที่แข็งแกร่ง มีประสบการณ์ ศักยภาพและองค์ความรู้ในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์บุหรี่ ทั้งวัตถุดิบ รสชาติ บรรจุภัณฑ์ และทราบถึงความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนเป็นอย่างดี สามารถนำผลการวิจัยอันยอดเยี่ยม และข้อได้เปรียบในการทำการตลาดและการส่งเสริมการขายในจีนมาใช้ ซึ่งจะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยสท.ในฐานะผู้ผลิตบุหรี่แต่เพียงผู้เดียวในไทย จะผลิตบุหรี่ที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยวจีน โดยขยายตราสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยว รวมไปถึงการสอดแทรกและนำเสนอวัฒนธรรมความเป็นไทยผ่านผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมสินค้าไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10817</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, บันทึกความเข้าใจ, ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย, ยสท., เอ็มโอยู, โครงการบุหรี่นักท่องเที่ยวจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7ea58c346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัศวิน&#039;ถอยกรูดดูดหอศิลป์ เผยนายกฯให้ทำตามปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่ายศิลปินฯ บุกทำเนียบฯ เรียกร้องนายกฯ ระงับ กทม.ยึดคืนหอศิลป์ไปบริหารเอง ชี้ผิดข้อตกลงที่ลงนามกับเครือข่ายฯ เมื่อปี 48 &amp;ldquo;อัศวิน&amp;rdquo; ยอมถอย ปล่อยให้มูลนิธิบริหารจนครบสัญญาปี 64 ตามบันทึกความร่วมมือค่อยหาทางออกใหม่ เผยนายกฯ &amp;nbsp;โทร.มาให้ทำตามใจ ปชช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่ง ก.พ.) เช้าวันอังคาร เครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคมศิลปวัฒนธรรม นำโดยนายจุมพล อภิสุข ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ระงับไม่ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยึดคืนหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครไปบริหารเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายจุมพลกล่าวว่า ทางเครือข่ายฯ เห็นว่าหอศิลป์ได้ให้บริการด้านการจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการและศิลปะกว่า 100 ครั้งต่อปี มีผู้เข้าร่วมมากกว่าปีละ 10,000 คน อีกทั้งยังสามารถจัดหางบประมาณในการจัดกิจกรรมได้เองนอกเหนือจากที่ กทม.ให้งบอุดหนุนปีละ 40 ล้านบาท ฉะนั้นการที่ กทม.จะยึดเอาหอศิลป์ไปบริหารเอง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และผิดข้อตกลงของปฏิญญาที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.ได้ลงนามร่วมกับเครือข่ายและภาคประชาชนเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2548 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุมพลกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีของการบริหารหอศิลป์โดยมูลนิธิมีความเจริญก้าวหน้า ในทางกลับกัน หน่วยงานของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีศักยภาพและความรู้ที่จะมาบริหารองค์การด้านศิลปวัฒนธรรมใช่หรือไม่ ตามที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เคยกล่าวว่า ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะ ส่วนที่มีข้อกังวลว่าพื้นที่หอศิลป์ถูกใช้เป็นพื้นที่ทางการเมืองอยู่บ่อยครั้งในระยะหลังนั้น ขอยืนยันว่ามูลนิธิไม่ได้มีส่วนสนับสนุนกลุ่มการเมืองใด การเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งเป็นการแสดงออกของประชาชนที่มูลนิธิไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการได้ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งระงับแนวคิดดังกล่าวของผู้ว่าฯ กทม.โดยด่วน และขอให้กรุงเทพฯ เคารพในปฏิญญาที่ได้มีความตกลงร่วมกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้ พล.ต.อ.อัศวินได้ออกมากล่าวว่าจะยอมถอยในเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ทางเครือข่ายฯ ไม่อาจไว้วางใจหรือเชื่อมั่นใน พล.ต.อ.อัศวินได้ โดยจะรอฟังผลการประชุมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวของสภากรุงเทพฯ ในบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไป ซึ่งหากไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ เครือข่ายฯ จะมีการชุมนุมเพื่อต่อต้านเรื่องนี้อย่างแน่นอน&amp;quot; นายจุมพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องสุทัศน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหาร กทม. กรณีการพิจารณาของ กทม.ในการเตรียมนำหอศิลป์กลับมาบริหารเองว่า ตนได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ถ้าพี่น้องประชาชนไม่เห็นด้วยกับการที่ กทม.จะเข้าปรับปรุงพื้นที่ภายในหอศิลป์ กทม.จะไม่ยุ่งเกี่ยว ซึ่งสาเหตุที่ กทม.จำเป็นต้องนำหอศิลป์กลับมาบริหารเอง เนื่องจากขัดต่อระเบียบบริหารราชการ กทม.นั้น ทาง กทม.จะยุติแนวคิดดังกล่าว และปล่อยให้การบริหารโดยมูลนิธิหอศิลปฯ เป็นตามบันทึกลงนามความร่วมมือที่จะครบกำหนดในปี 2564 ซึ่ง กทม.จะรอให้ถึงเวลาสิ้นสุดสัญญาการมอบสิทธิให้มูลนิธิบริหารก่อน แล้วค่อยหาแนวทางดำเนินการต่อไปในอนาคต ส่วนในเรื่องการบริหารเงินสนับสนุนว่า กทม.จะต้องให้เงินอุดหนุนแก่หอศิลป์ตามเอ็มโอยูหรือไม่นั้น ตนยังไม่เคยเห็นเอ็มโอยูดังกล่าวว่ามีเงื่อนไขอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมีแต่ความคิดที่ดีๆ ต้องการให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ที่บอกว่าหอศิลป์ขาดทุนปีละ 80 ล้านบาทนั้น ผมไม่เคยพูด ไม่รู้ว่าไปเอาข้อมูลมาจากไหน บางครั้งข่าวเขียนกันไปเรื่อยเปื่อย ให้ไปหาหลักฐานมาว่าผมพูดตรงไหน อย่างไร เพราะนักข่าวก็อัดเสียงตลอดอยู่แล้ว แต่ผมไปพูดตอนไหน เอาไปเขียนกัน ซึ่งการจะขาดทุนหรือได้กำไร ไม่เกี่ยวกับ กทม. แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการของมูลนิธิ ถ้าสังคมไม่เห็นด้วย ผมก็ชี้แจงต่อที่ประชุมให้สำนักวัฒนธรรมฯ ยุติการนำเสนอแนวทางดำเนินการให้ กทม.บริหารหอศิลป์ จนกว่าจะครบปี 2564 ค่อยหาทางออกกันใหม่ ตามที่ได้ยืนยันผ่านเฟซบุ๊กไปแล้วเมื่อวานนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ กทม.บอกว่า ทราบว่าจะมีกลุ่มศิลปินเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งให้ผู้ว่าฯ กทม.ยุติเรื่องดังกล่าว เมื่อวานนี้ นายกฯ โทร.มาหาตนแล้วว่าอะไรที่ประชาชนไม่เห็นด้วย ขอให้ตามใจประชาชนแล้วกัน จากนั้นได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การยุติดังกล่าวเพราะเกิดจากการเคลื่อนไหวของเหล่าศิลปินและประชาชนหรือไม่ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า การดำเนินโครงการทุกอย่างต้องฟังเสียงประชาชน หากไม่เห็นด้วย ก็ต้องยุติ เพราะการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำเพื่อประชาชน ในเมื่อประชาชนไม่เห็นชอบ ก็ต้องหยุด ตนไม่ใช่คนดื้อดึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระแสข่าวว่าการนำหอศิลป์กลับมาบริหารเองเพื่อเลี่ยงการจัดกิจกรรมทางการเมืองนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะตนไม่ใช่นักการเมือง และไม่ได้มาจากการเมือง ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวแม้แต่น้อย คำนึงเพียงจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ภายในอย่างไร เพราะครั้งที่ลงพื้นที่หอศิลป์ เห็นว่ามีพื้นที่ควรใช้สอยให้เกิดประโยชน์ อาทิ การจัดหาโต๊ะเก้าอี้ให้เด็กนั่ง แต่ทางสำนักวัฒนธรรมฯ แจ้งว่าไม่สามารถทำได้ เพราะอยู่ภายใต้การบริหารของมูลนิธิ ซึ่งตนก็ไม่เคยรู้มาก่อน จึงหารือกันว่าจะเข้าไปดำเนินการอย่างไรได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ในปีงบประมาณ 2562 จะมีการนำเสนองบประมาณเพื่ออุดหนุนหอศิลป์หรือไม่ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการนำเสนองบประมาณของสำนักวัฒนธรรมฯ ส่วนการจะได้รับจัดสรรงบประมาณหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบจากสภา กทม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้ประชาชนไม่อยากให้ กทม.เข้าไปดูแล เนื่องจาก กทม.ไม่มีประสบการณ์หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ให้ทางมูลนิธิเป็นผู้ดำเนินการไปจนกว่าจะครบกำหนดปี 2564 ส่วนตอนนั้นผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใคร ผมก็ไม่รู้แล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามอีกว่า สภา กทม.ไม่เห็นชอบงบประมาณประจำปี 2561 เพราะเห็นว่าการให้เงินอุดหนุนหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างของ กทม.นั้นเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะ กทม.ต้องออกข้อบัญญัติ กทม.มารับรอง แต่การปล่อยให้มูลนิธิบริหารต่อไปจนถึงปี 2564 ระหว่างนี้จะดำเนินการให้เรื่องดังกล่าวถูกต้องอย่างไร ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ส่วนนี้ตนจะต้องหารือกับฝ่ายกฎหมาย แม้ฝ่ายกฎหมายบอกว่าไม่เห็นชอบหรือไม่ควร ก็ต้องให้ฝ่ายกฎหมายหาแนวทางที่ กทม.ทำอย่างไรได้บ้าง จึงสามารถให้เงินอุดหนุนได้ จากนั้นจึงพิจารณาเหตุผล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.ต.อ.อัศวินกล่าวอีกว่า กรณีที่กลุ่มศิลปินจะให้มีการประชุมร่วมกันนั้น จะมอบหมายให้สำนักวัฒนธรรมฯ ร่วมพูดคุยหารือ ส่วนที่ระบุว่าการยุติเรื่องดังกล่าวไม่เชื่อมั่นต่อคำพูดของตนนั้น หากไม่เชื่อก็ช่วยไม่ได้ เพราะไม่อยากเชื่อเอง ส่วนที่ว่าไม่ให้เกียรติศิลปินแห่งชาตินั้น หากไม่ให้เกียรติ คงไม่ยกเลิก และไม่เกี่ยวกับกรณีจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ทำไปเพราะสร้างความพึงพอใจแก่ประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม.ยึดคืนหอศิลป์, นายจุมพล อภิสุข, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอศิลป์ขาดทุน, เครือข่ายศิลปิน, เอ็มโอยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afaea4a9643f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวให้เอกชนยื่นงบการเงินชุดเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเซ็น MOU กับกรมสรรพากร อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการส่งงบการเงินเพียงชุดเดียว &amp;nbsp;ช่วยลดภาระและค่าใช้จ่าย และสร้างมาตรฐานงบการเงินไทยให้เป็นที่ยอมรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;06 มี.ค. 61-นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า วันที่ 6 มี.ค.2561 ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการรับและนำส่งข้อมูลงบการเงินให้กรมสรรพากร สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร (e-Filing) ระหว่างกรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระของผู้ประกอบการที่มีหน้าที่ต้องยื่นงบการเงินทั้ง 2 หน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ งบการเงินที่ภาคธุรกิจนำส่งที่กรมฯ จะสามารถใช้ได้ทั้งกรมฯ และกรมสรรพากร ทำให้ภาคธุรกิจประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเป็นการสร้างมาตรฐานงบการเงินของไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพราะการนำส่งงบการเงินชุดเดียว เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างธรรมาภิบาลแก่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และการตัดสินใจเข้ามาร่วมลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมสรรพากร, กุลณี อิศดิศัย, งบการเงิน, ลงนาม, เอ็มโอยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e5e8e1fe49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
