<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 06:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อดีตแกนนำพันธมิตรฯยกประวัติศาสตร์ถ้า&#039;นิรโทษกรรม&#039;ก่อนการ&#039;ปรองดอง&#039;สังคมไทยได้อะไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค. 63 - นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โพสต์ความเห็น เรื่อง&amp;nbsp; &amp;quot;ปรองดอง-นิรโทษกรรม นิรโทษกรรม-ปรองดอง เพื่อลดความเกลียดชังของทุกฝ่าย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้สังคมไทยกำลังถกเถียงกันว่า ระหว่างคำว่า &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; จะหมายถึง &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; ด้วยหรือไม่ และคำว่า &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; หมายถึงอะไร มีขอบเขตแค่ไหน จะไปถึงไหน และมีเครื่องมืออะไรที่จะทำให้เกิดการปรองดองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสังคมจะได้อะไรจากการปรองดอง และถ้าไม่มี &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; จะทำให้เกิดการปรองดองไหม กับคำถามของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่เคยถามออกมาดังๆ ว่า &amp;quot;จะปรองดองกับใคร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนิรโทษกรรม เกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาตร์โลกและประวัติศาสตร์ชาติไทย การนิรโทษกรรมของไทยที่มีชื่อเสียงและถูกนำมาอ้างถึงเสมอก็คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 สมัยนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ออกเมื่อ 23 เมษายน 2523&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่เถียงกันว่า ถ้า &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; ก่อน จะเกิดการ &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; ไหม และสังคมไทยจะได้อะไร ถ้าเปรียบเทียบกับคำสั่ง &amp;quot;66/2523&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้นักเคลื่อนไหวในสังคมไทย เอาคำว่า &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; นำหน้าคำว่า &amp;quot;ปรองดอง&amp;quot; พรรคการเมืองขานรับคำว่า &amp;quot;นิรโทษกรรม&amp;quot; เพราะเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ควรจะเกิดได้แล้ว เพื่อ &amp;quot;ลดความเกลียดชังและความเคียดแค้น&amp;quot; ระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายที่เริ่มมาจากหลังวิกฤตการเมือง 2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลดความเกลียดชังและความเคียดแค้น การเหยียดผิว ระหว่างสีผิวในระดับโลก ก็คือการตั้ง &amp;ldquo;คณะกรรมการแสวงหาความจริงเพื่อความสมานฉันท์ - Truth and Reconciliation Commission - TRC &amp;ldquo; หรือ &amp;ldquo;แมนเดลาโมเดล&amp;rdquo; ของอาฟริกาใต้ โดยขอให้ สาธุคุณ เดสมอนด์ ตูตู มาเป็นประธาน จุดประสงค์ของงานนี้ของสาธุคุณตูตูคือ &amp;ldquo;ขจัดความเกลียดชังระหว่างผิวขาวกับผิวดำ&amp;rdquo; โดยที่คนผิวขาวนอกจากมีความเกลียดชังต่อคนผิวดำแล้ว คนผิวขาวยังมีอำนาจการปกครอง ออกกฎหมาย มีอำนาจตำรวจจัดการคนผิวดำมายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเกิดการสมานฉันท์แล้ว ก็เกิดประชาธิปไตยนำไปสู่การเลือกตั้งเข้าสู่อำนาจ ซึ่งคนผิวดำได้ประโยชน์เรื่องนี้ กลายเป็นชนชั้นปกครอง คนผิวขาวเป็นผู้ถูกปกครอง ทำให้ความเกลียดชังของมวลชนระหว่างสีผิวได้ลดลงไปจนเกือบไม่เป็นปัญหาระดับประเทศหรือระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปัญหานั้นกลับไปผุดที่สหรัฐอเมริกาแทน ซึ่งฝั่งรากลึกของความเกลียดชังระหว่างสีผิวมานานนับร้อยปี และตัวประธานาธิบดี นายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น ก็จัดการ &amp;ldquo;ความขัดแย้งแบบเสริมความเกลียดชัง&amp;rdquo; ให้มากขึ้นอีก ท่ามกลางการระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสโคโรนา 2019&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลับมาประเทศไทย ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นั้น การออกคำสั่ง 66/2523 ไม่ใช่การปลดปล่อยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้พ้นจากคดีความตามกฎหมาย แต่เป็นการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยที่นิยมระบอบทุนนิยม ที่อิงกับสหรัฐอเมริกา และปลดปล่อยมวลชนที่นิยมระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ ที่อิงกับจีนแผ่นดินใหญ่ และต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลัง 2475 ใหม่ จากประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญไปสู่การปกครองระบบพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น 3 ชุด ชุดหนึ่งคือ &amp;ldquo;คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองแห่งชาติ - คอป. โดยเชิญนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน และอีกสองชุด มี นายอานันท์ ปันยารชุน กับนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุดแรกนั้นตั้งใจเลียนแบบ คณะกรรมการ TRC ของแอฟริกาใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการนำข้อเสนอนั้นมาตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ จากนั้นมาก็มีความพยายามมาทุกรัฐบาล จนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาวันนี้ ถ้ามีการประกาศนิรโทษกรรมเช่นเดียวกับคำสั่ง 66/2523 ประโยชน์ที่แกนนำทุกฝ่ายได้รับนั้นน้อยนิด ไม่กี่สิบคนหรือร่วมกับมวลชนนับร้อยคนเท่านั้น แต่มวลชนทั้ง 3 ฝ่าย ที่มีจำนวนมากมายมหาศาลกว่าครึ่งประเทศ ทั้งมวลชนฝ่าย พธม. มวลชนฝ่าย นปช. มวลชนฝ่าย กปปส. ต่างหากที่จะลดความเกลียดชังลงไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะทุกครั้งที่มีการตัดสินคดีความในศาล มวลชนทั้ง 3 ฝ่ายต่างแสดงความเกลียดชังและความเคียดแค้นออกมาในโลกของสังคมออนไลน์ โดยมีการกระตุ้นความเกลียดชังจากปัญญาชนระดับชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือศิลปินแห่งชาติ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหมือนกับประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อแกนนำทุกฝ่ายออกมารับผิด และขอโทษแล้ว จึงนำประเทศไปสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย การปกครองแบบปกติก็มาแทนที่ระบบการปกครองโดยชนกลุ่มน้อยที่เป็นฝรั่งผิวขาว ทำให้ความเกลียดชังและความเคียดแค้นในอดีตลดลงไปทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ที่แอฟริกาใต้มีคนอย่างรัฐบุรุษ เนลสัน แมนเดลา มาทำงานในตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ โดยตั้งสาธุคุณ เดสมอนด์ ตูตู เป็นประธาน TRC.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมืองไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ที่ทรงมุ่งเป็นองค์พระประมุขของทุกฝ่าย เป็นสถาบันหลักของชาติ ที่ต้องการความรัก ความเคารพ จากประชาชนทุกฝ่าย เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันของมวลชนทุกหมู่เหล่า ให้คงอยู่กับสังคมไทยตลอดกาลนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนิรโทษกรรมแกนนำ จะนำไปสู่การลดความขัดแย้งและความเกลียดชังของมวลชนทุกฝ่ายได้ ความปรองดองก็จะเกิดตามมา และจะเป็นผลดีต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถานบันพระมหากษัตริย์ ชาติก็จะเดินต่อไปได้หลังเหตุการณ์ระบาดของไวรัส COVID - 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ การปรองดองจะเป็นการปลดปล่อยพลังความเกลียดชังและความเคียดแค้นในอดีต มาสู่พลังสร้างสรรค์ในอนาคต เพื่อไปปฏิรูปประเทศ ที่นำไปสู่การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้น...มากขึ้น จนมีความยากลำบากที่จะลดช่องว่างนี้ลงได้ในเร็ววัน ถ้าไม่ทำให้พลังทุกฝ่ายลดความเกลียดชังมาเป็น &amp;quot;พลังแห่งความรัก&amp;quot; และ &amp;quot;พลังแห่งความสมานฉันท์&amp;quot; ที่ทุกฝ่ายกลับมาทำงานร่วมกัน เช่นที่คำสั่ง 66/2523 ทำสำเร็จลุล่วงมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้าไม่มีนิรโทษกรรม แล้วที่จะนำไปสู่การปรองดอง ความเกลียดชังและความเคียดแค้นในอดีต จะคงดำรงอยู่ในหมู่ประชาชนระหว่างฝ่าย และความเกลียดชังนั้นอาจแปรผันไปสู่ความเกลียดชังต่อชนชั้นผู้ปกครอง ที่มีอำนาจในการออก พรบ.นิรโทษกรรม และสร้างความปรองดอง แล้วกลับไม่กล้าทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้อาจถูกตีความได้ว่า ชนชั้นปกครองไทย มีนโยบาย &amp;quot;แบ่งแยกแล้วปกครอง&amp;quot; บนความเกลียดชังและความความเคียดแค้นในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งอาจนำไปสู่เงื่อนไขการเกิดความรุนแรงที่ในช่วงรอยต่อระยะการเปลี่ยนผ่านตามที่มาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียน อันโตนิโอ กรัมซี่ กล่าวไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบอบเก่าเสื่อมแต่ยังไม่สุด ส่วนระบบใหม่กำลังเกิด แต่ยังไม่เป็นตัวเป็นตน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิภพ ธงไชย
10 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล. ความคิดนี้ พัฒนามาจากเวทีเสวนา&amp;quot;การผนึกทุกภาคส่วน ร่วมวางอนาคตประเทศไทย&amp;quot;
จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70992</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิรโทษกรรม, นายพิภพ ธงไชย, ปรองดอง, แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ, แบ่งแยกแล้วปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d6af323659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 5แกนนำพธม.สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพร้อมทำหน้าที่ปกป้องชาติต่อไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.62 -เวลา 08.00 น. ที่ด้านหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ทยอยเดินทางมายังที่หน้าเรือนจำตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอรับแกนนำ 5 ราย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง &amp;nbsp;นายพิภพ ธงไชย &amp;nbsp;นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ โกศัยสุข &amp;nbsp;และนายสุริยะใส กตะศิลา ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 09.50 น. แกนนำพธม.ทั้ง 4 คประกอบด้วยนายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา ได้เดินออกจากประตูเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯพร้อมผู้ต่อขังรายอื่นๆ จากนั้นมากราบพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้วให้สัมภาษณ์ที่ป้ายหน้าเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมเกียรติ กล่าวว่า ตนในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่านถือง่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เป็นเรื่องน่ายินดี ทั้งนี้ตนได้ศึกษาพระราชกฤษฏีกา พบว่าในพระราชกฤษฎีกาครั้งนี้มีความพิเศษคือ 1.ก่อนจะปล่อยนักโทษออกจากเรือนจำนั้น ทางกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงกลาโหม มีการจัดอบรมหลักสูตร 5วันเตรียมการนักโทษก่อนปล่อยตัว เมื่อนักโทษรู้ว่าจะได้ปล่อยตัว ก็ถึงกับส่งเสียงดังเลยทีเดียว 2.ในมาตรา17ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มี7หน่วย ประกอบด้วย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เข้ามาดูแลช่วยเหลือประชาชนไม่ให้นักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวไปกระทำผิดซ้ำอีก ถือว่าเป็นพระราชปณิธานของพระองค์ที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข ให้คนเป็นคนดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนถือว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทยในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ เมื่อศาลมีคำตัดสิน พวกตนก็เคารพ ไม่ได้หลบหนี เมื่อออกจากเรือนจำแล้ว ก็จะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติต่อไป โดยจะตรวจสอบเรื่องการทุจริตและความเหลื่อมล้ำในสังคม ส่วยนายสนธิ ลิ้มทองกุลนั้น พวกตนไม่ได้พบที่เรือนจำ แต่เจอกันที่ใต้ถุนของศาล พบว่าสบายดีแต่ก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสุริยะใส กล่าวว่า จากนี้ไปถือเป็นบทเรียนชีวิต การติดคุกไป 87 วัน ก็ได้คิดทบทวน ยืนยันว่าไม่เปลี่ยนแนวทางพร้อมพิสูจน์ความสุจริตในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าคำตัดสินศาลจะเป็นอย่างไร การหนีคดี การวิจารณ์ศาลไม่ทำให้ชาติบ้านเมืองดีขึ้น จากนี้ก็จะสู้คดีต่อไป ตนขอขอบคุณทางเรือนจำ ตนไม่อยากให้มองนักโทษว่าเป็นขยะ เป็นคนเลว ต้องปรับทัศนคติตรงนี้ ขอเรียกร้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยให้เกิดความสงบสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในเรือนจำตนได้พบคนเสื้อแดง ก็ได้นั่งคุยกันทั้งเรื่องการเมือง ชีวิต เห็นอกเห็นใจกัน ก็ได้สรุปบทเรียนของใครของมัน แกนนำก็วิจารณ์ความผิดพลาดของตัวเอง ได้วิจารณ์ตัวเอง จากนี้แต่ละคนก็คงจะเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวในเรือนจำตามความถนัดของใครของมันส่วนการเคลื่อนไหวของพวกผมนั้น ขอเรียนว่าแกนนำได้ยุติบทบาทไปแล้ว ที่ผ่านมาก็ติดคุกไม่ได้อ่านข่าว ตอนนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหว ต้องมาพูดคุยกันอีกที&amp;quot;นายสุริยะใส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายพิภพ กล่าวว่า อยากให้มีการทบทวนกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้ส่งคนเข้าคุกอย่างเดียว ต้องมีระบบใหม่ ตนอยากให้คณะนิติศาสตร์ทั่วประเทศไม่ให้สอนกฎหมายแบบท่องจำ แต่ต้องวิจัยหาวิธีการให้คนเข้าคุกน้อยสุด รวมถึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศควรมีวิชาคุกศึกษาเพื่อให้รู้ว่าคุกนั้นจริงๆเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 10.50 น.ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีการปล่อยตัวผู้ต้องขังรายอื่นๆ รวมทั้งพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ด้วยโดยพล.ต.ต.จำลอง กล่าวเพียงสั้นๆว่า ตนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวที่พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องขัง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35487</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิภพ ธงไชย, พระราชทานอภัยโทษ, สมศักดิ์ โกศัยสุข, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ, สุริยะใส กตะศิลา, แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd501553d884.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คืนสู่อิสรภาพ!5แกนนำพันธมิตรฯได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค .62 - เมื่อเวลา 09.50น.ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ซึ่งถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 8 เดือน ในคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ระหว่างการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในปี 2551 ประกอบด้วย &amp;nbsp;นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ โกศัยสุข &amp;nbsp;และ นายสุริยะใส กตะศิลา ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 10.50 น.ที่หน้าโรงพยาบาลราชทัณฑ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้รับการปล่อยตัวออกมาเช่นกัน &amp;nbsp;หลังจากแกนนำทั้งหมด ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยกเว้นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกพิพากษาจำคุกในคดี พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ด้วย แต่ก็ได้รับการลดโทษตามสัดส่วน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35485</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยะใส กตะศิลา, พระราชทานอภัยโทษ, พลตรีจำลอง ศรีเมือง, เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd500544c9c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองหัวหน้าปชป.คารวะ6แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯคือผู้ยิ่งใหญ่ที่ลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาลทรราช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15ก.พ.62-นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีศาลฎีกาตัดสินจำคุกแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&amp;nbsp; คนละ 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญาในคดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 ว่า คารวะ 6 แกนนำพันธมิตร
-พลันที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 6 แกนนำพันธมิตร ผมต้องถอนหายใจยาวด้วยความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง แกนนำบางท่านเราเคยเป็น&amp;quot;เพื่อนร่วมรบ&amp;quot;กันมา แม้ไม่อาจถือว่าเคยรบ&amp;quot;เคียงบ่าเคียงไหล่&amp;quot; แต่ในบางสมรภูมิเราเคยเป็นเพื่อนร่วมรบ เมื่อท่านมาพ่ายแพ้ในสนามรบ ผมก็ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
-แม้ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ประชาชนมีสิทธิลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาลที่เป็นทรราชแต่ระบบกฎหมายไทยยังไปไม่ถึงตรงนั้น การโค่นล้มทรราชจึงไม่อาจสำเร็จได้ด้วยมือของประชาชน แต่จะสำเร็จด้วยมือของทหารเท่านั้น แล้วทหารที่โค่นล้มทรราช ก็กลับมาเป็นทรราชเสียเอง วงจรนี้ หมุนทับไปทับมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะหมุนต่อไปอีกนาน ประชาชนผู้ลุกขึ้นโค่นล้มทราช จะมีจุดจบด้วยการเป็นกบฏทั้งสิ้น พันธมิตรทั้ง 6 คน ท่านก้าวเร็วเกินไป เร็วจนมวลชนและประเทศนี้ตามไม่ทัน สุดท้ายท่านก็กลายเป็นอาชญากรที่ประกอบอาชญากรรมในสายตาของรัฐไทย ในทางรัฐศาสตร์ผมไม่เชื่อว่าคนอย่างพลตรีจำลอง ศรีเมือง จะคิดร้ายต่อรัฐไทย แต่ในทางนิติศาสตร์ถือว่าท่านละเมิดกฎหมายไทยแล้ว หลักรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ในเมืองไทยจึงยังไม่ลงรอยกัน
-ผมได้แต่เห็นใจและให้กำลังใจ แม้เสียงนี้ไม่สามารถทะลุกำแพงไปให้ท่านทั้ง 6 คนได้ยิน ผมขอบอกว่า ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาของผม ขอได้รับการคารวะจากผมครับ/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29187</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดียึดทำเนียบ, นายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, รัฐบาลทรราช, แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa08c94a0b62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
