<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>     “ณัฐกานต์ กิ่งพัฒน์”หนุ่มใต้ใจนักสู้     ฮึดปั้นร้านอาหารโตสวนกระแสโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับการทำธุรกิจในยุคโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจร้านอาหารที่ต้องเผชิญกับมรสุมหลายต่อหลายครั้ง&amp;nbsp;ทำให้ร้านอาหารจำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการไปอย่างน่าเสียดาย ท่ามกลางช่วงเวลาเลวร้ายที่หลายคนอาจมองว่าความสำเร็จดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ยังมีอีกหนึ่งหัวใจนักสู้จากแดนใต้ ที่พร้อมเผชิญกับเส้นทางใหม่ผ่านมุมมองการบริหารร้านให้เติบโตสวนวิกฤติเศรษฐกิจได้อย่างเฉียบคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ณัฐกานต์ กิ่งพัฒน์ หรือแม็ค&amp;rdquo; หนุ่มใต้พ่อลูกสองจากเมืองคอน อดีตวิศวกรไฟฟ้าที่ตัดสินใจผันตัวเองมาเปิดร้านอาหารสไตล์ปักษ์ใต้แท้ๆ ใจกลางย่านอุดมสุข ในชื่อ &amp;ldquo;ข้าวแกงกินเก่ง&amp;rdquo; เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวที่ภรรยาทำอยู่ต้องประสบปัญหาจากพิษโควิด-19&amp;nbsp;ที่เรื้อรังจนต้องปิดตัวลง และคงไม่มีใครคาดคิดว่าธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้จะสามารถเปิดและสร้างตัวได้อย่างประสบความสำเร็จ ภายใต้ความท้าทายของวิกฤติโรคระบาดในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม็คเล่าให้ฟังว่า &amp;ldquo;ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าโควิดเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งเมื่อเดือน ก.พ.2563&amp;nbsp;ที่ผลกระทบเริ่มชัดเจนและสาหัสมากขึ้น ธุรกิจทัวร์ที่ภรรยาผมดูแลต้องหยุดชะงัก เพราะไม่มีการเดินทางเลย ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ รายได้ของครอบครัวก็ย่อมที่จะลดลงไปด้วย รายได้หลักของครอบครัวจึงเหลือแค่ช่องทางเดียวคืองานประจำของผมด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่บริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งเท่านั้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงแรกก็ดูเหมือนจะฝ่าฟันกันไปได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปร่วมสองเดือน สถานการณ์การแพร่ระบาดก็ไม่มีวี่แววว่าจะจบลงและส่งผลกระทบมากขึ้น ในเดือน เม.ย.2563&amp;nbsp;แม็คและภรรยาจึงตัดสินใจหยุดทุกกิจการและงานประจำที่เคยมี และเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตอนนั้นผมเริ่มจากความชอบของตัวเองก่อน อย่างการทำอาหารปักษ์ใต้ที่เคยมีโอกาสทำให้ครอบครัวทานบ่อยๆ ผมมองว่าธุรกิจอาหารน่าจะเป็นทางรอดเดียวในช่วงวิกฤติ จึงเริ่มศึกษาข้อมูลและใช้เวลาหนึ่งเดือนในการเริ่มลองทำในสิ่งใหม่ที่ตัวเองก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อย่างการเปิดร้านอาหาร แม้จะเจอปัญหาและอุปสรรคในช่วงเเรกๆ อย่างเรื่องการควบคุมต้นทุน แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ เพราะเชื่อว่าเส้นทางนี้ที่เราเลือกจะช่วยพยุงครอบครัวของเราให้ก้าวผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แม้ว่าจะมีหลายเสียงเตือนจากคนรอบตัวว่าการออกมาเสี่ยงในครั้งนี้ไม่มีทางไปรอด แต่ &amp;ldquo;แม็ค&amp;rdquo; ก็ยังเดินหน้าต่อ พร้อมเปลี่ยนทุกแรงกดดันให้เป็นแรงผลักดัน ด้วยเชื่อว่าอย่างน้อยการได้ลงมือทำนั้น ย่อมมีคุณค่ากว่าการจมอยู่กับปัญหาโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม็ค&amp;rdquo; มองหาทำเลทองจนได้มาเปิดร้านในย่านอุดมสุข&amp;nbsp;โดยมองว่าการได้มาเปิดร้านอาหารในแหล่งที่มีคู่แข่งเยอะเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ เพราะมันคือบททดสอบที่ทำให้ต้องพัฒนารสมือและคุณภาพอาหารให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าให้เหนียวแน่นที่สุด และยังถือเป็นกำไรที่ทำให้ได้มีโอกาสศึกษาตลาด ทั้งในเรื่องราคาอาหาร และกำลังซื้อของลูกค้า เพื่อหาจุดสมดุลที่ทำให้ร้านอยู่ได้&amp;nbsp;ซึ่งร้านข้าวแกงกินเก่งนั้น&amp;nbsp;มีจุดเด่นที่วัตถุดิบแบบปักษ์ใต้แท้ๆ ซึ่งเป็นรสชาติดั้งเดิม อย่างเครื่องแกงรสจัดจ้านก็สั่งตรงมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรักษามาตรฐานและรสชาติ เพราะ &amp;ldquo;แม็ค&amp;rdquo;&amp;nbsp;เชื่อว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ร้านสามารถครองใจลูกค้าทุกคนต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้วยความที่ &amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกรูปแบบ การรับประทานอาหารที่แทบไม่มีการออกมาทานที่ร้าน แต่เปลี่ยนเป็นการสั่งมาทานที่บ้านแทน ทำให้ &amp;ldquo;แม็ค&amp;rdquo; ต้องเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจอาหารในรูปแบบอื่นๆ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และ&amp;nbsp;ร้านอาหารบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี&amp;nbsp;คือสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับร้านอาหารในยุคนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมตัดสินใจนำร้านเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มแกร็บเป็นที่แรก เพราะเป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยม การมีฐานผู้ใช้งานและผู้ให้บริการเยอะก็ตรงกับสิ่งที่ร้านกำลังต้องการ หลังใช้เวลาในการสมัครประมาณ 5&amp;nbsp;วัน ผมก็เริ่มเปิดรับออเดอร์ผ่านแอปพลิเคชันเลย ยิ่งผมเปิดรับออเดอร์ได้เร็วขึ้นเท่าไหร่ ลูกค้าก็จะยิ่งมีโอกาสเห็นร้านของผมมากขึ้นเท่านั้น&amp;nbsp;และภายในไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ร้านมีบริการแบบเดลิเวอรี ยอดก็เพิ่มขึ้นถึง&amp;nbsp;20-30&amp;nbsp;ออเดอร์ต่อวัน และทำให้รายได้ของร้านดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมรู้สึกเกินคาดมาก เพราะเราไม่ได้มีการจัดโปรโมชันเหมือนร้านอื่นๆ แต่กลับมียอดขายที่น่าพอใจในทุกๆ วัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี &amp;ldquo;แม็ค&amp;rdquo; หนุ่มใต้ใจนักสู้ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;แม้วันนี้ร้าน &amp;ldquo;ข้าวแกงกินเก่ง&amp;rdquo; จะประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หยุดพัฒนาตัวเอง ในทางกลับกัน &amp;ldquo;แม็ค&amp;rdquo;&amp;nbsp;มองว่าทุกวันของตัวเองจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในฐานะผู้เล่นที่ต้องแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด ยิ่งต้อง&amp;nbsp;ศึกษา เรียนรู้ และปรับตัวให้เร็ว&amp;nbsp;เพื่อให้ก้าวทันตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค&amp;nbsp;และวันนี้ &amp;ldquo;แม็ค&amp;rdquo; ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีอะไรที่เป็นไม่ได้ ถ้าเรามีใจที่สู้ มุ่งมั่น และตั้งใจจริง ทุกเป้าหมายจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111843</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวแกงกินเก่ง, ท่องเที่ยว, แกร็บ, แอปพลิเคชัน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_61065881c04db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาะติดปัญหาขยะพลาสติก หลังโควิด-19 ระลอกใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การระบาดโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ ถึงแม้รัฐบาลจะยังไม่ประกาศล็อกดาวน์ประเทศ เหมือนการระบาดระลอกแรกเมื่อปีที่แล้ว แต่มีมาตรการคุมเข้มที่เกือบใกล้เคียงกับการล็อกดาวน์ &amp;nbsp;ที่เห็นได้ชัดคือพื้นที่ &amp;nbsp;5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด &amp;nbsp;พร้อมกับการขอความร่วมมือจากประชาชน เว้นระยะห่างทางสังคม &amp;nbsp;การโหลดแอพลิเคชั่น &amp;quot;ไทยชนะ&amp;quot; และ&amp;quot;หมอชนะ&amp;quot; เพื่อสะดวกในการติดตามโรค และป้องกันไมให้ไปพื้นที่เสี่ยง &amp;nbsp;การสั่งปิดสถานบริการหลายแห่ง &amp;nbsp;กำหนดเวลาให้บริการร้านอาหารนั่งกินได้แค่สามทุ่ม ที่สำคัญคือ การขอร้องให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนสนับสนุนให้เกิดการทำงานที่บ้านหรือ &amp;nbsp;Work From Home &amp;nbsp; ซึ่งจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดการแพร่เชื้อ ติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาพรวมของสังคมหยุดการเคลื่อนไหว คนจำนวนมากต้องทำงานที่บ้าน ส่งผลให้ธุรกิจรับสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มีคนเรียกใช้บริการเพิ่มมากขึ้น &amp;nbsp;ไม่แตกต่างจากการระบาดแรก&amp;nbsp;และแน่นอนสิ่งที่ตามมาของ Food Delivery คือ ปริมาณขยะพลาสติก เพิ่มมากขึ้นจากภาวะปกติเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟู้ด เดลเวอรี่ ธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาของขยะพลาสติกนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่า จะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมามากมายแค่ไหน ถ้าจัดการไม่ถูกวิธี &amp;nbsp;เพราะกว่าจะย่อยสลายได้ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 400 &amp;ndash;500 ปี จนถึงบางชนิดอาจไม่มีการย่อยสลายเลยก็เป็นได้ &amp;nbsp; ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในระบบนิเวศ เมื่อไหลลงไปในทะเล กระทบต่อระบบห่วงโซ่อาหารและสัตว์น้ำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กลับมาที่ Food Delivery &amp;nbsp;ถ้าจำกันได้ ในช่วงการล็อคดาวน์เมื่อปี 63 เพื่อ&amp;quot;อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;quot; ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามีการใช้ บริการแอปพลิเคชันฟู้ด เดลิเวอรี่ &amp;nbsp; 66-68 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนราว 78-84% นับเป็นอัตราการใช้บริการ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ LINE MAN และ Grab Food &amp;nbsp;สถิติการใช้งานเพิ่มขึ้นราว 300-400% เทียบกับช่วงก่อนโควิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;quot;ฟู้ด เดลิเวอรี่&amp;quot; ยังแข่งกันดุเดือด ห้ำหั่นราคาดึงดูดลูกค้า มีการลดแลกแจกแถม &amp;nbsp;นำเสนอบริการสุดประทับใจ ทั้งในแง่ความรวดเร็วในการส่ง &amp;nbsp;ส่วนลดค่าบริการเพื่อกระตุ้นการใช้บริการ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งทำให้ปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว &amp;nbsp;(single use-plastics ) เพิ่มมากขึ้นอย่างพุ่งพรวด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยประเทศไทย หรือ &amp;nbsp;TDRI เคยประเมินว่า 1 ยอดการสั่งอาหาร &amp;nbsp;จะมีขยะพลาสติกเฉลี่ย 7 ชิ้น ประกอบด้วย กล่องอาหาร ถุงใส่น้ำจิ้ม ช้อนพลาสติก ส้อมพลาสติก ถุงใส่ช้อนส้อม ถุงน้ำซุป และถุงพลาสติกหูหิ้วสำหรับใส่อาหารทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขยะพลาสติกจากการบริโภคในแต่ละวัน ยังขาดการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย รายงานว่า ช่วงโควิด-19 ระบาดต้นปีก่อน ทำให้ปริมาณขยะพลาสติกพุ่งสูงขึ้น 15% จากเฉลี่ยวันละ 5,500 ตันต่อวัน เป็น 6,300 ตันต่อวัน ซึ่งไม่รวมถึงขยะอันตรายที่เกิดจากหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ที่คาดว่ามีอัตราการทิ้งหน้ากากอนามัยประมาณ 1.5 &amp;ndash; 2 ล้านชิ้นต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่ทิ้งปะปนรวมกับขยะมูลฝอยทั่วไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย บอกว่า ปี 63 ช่วงวิกฤตโควิด เกิดขยะพลาสติกมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้นกว่า 60% หลังจากคลายล็อคดาวน์ปริมาณขยะพลาสติกค่อยๆ ลดลง สำหรับสถานการณ์ในปีนี้ เกิดโควิดระบาดรอบใหม่ แม้ภาครัฐไม่ได้สั่งล็อคดาวน์ แต่หน่วยงานต่างๆ ให้ทำงานที่บ้าน อีกทั้งการเติบโตของฟู้ด เดลิเวอรี่ ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% &amp;nbsp;ส่งผลให้ขยะพลาสติกกลับมา เพราะการสั่ง 1 ออเดอร์ สร้างขยะอย่างน้อย 7 ชิ้น จากการประเมินล่าสุด ไทยมีขยะพลาสติกจากฟู้ด เดลิเวอรี่ เพิ่มขึ้น 550 ล้านชิ้นต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; จากโควิดปี 63 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตระหนักถึงปัญหา และเดินหน้าลดขยะพลาสติกร่วมกับบริษัทฟู้ดเดลิเวอรี่ เพื่อลดขยะพลาสติกที่ไม่จำเป็น เช่น ในแอปให้เลือกกดไม่รับช้อนส้อมพลาสติก &amp;nbsp;แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีถุงพลาสติกห่อทิชชู่หรือตะเกียบ ขณะนี้รัฐใช้มาตรการสมัครใจ ต้องขยับให้เข้มข้น บริการส่งอาหารโดยไม่ให้ช้อนส้อมพลาสติกแต่แรก แต่มีฟังชั่นให้เลือกรับช้อนส้อมสำหรับผู้ที่จำเป็นจริงๆ จะช่วยลดขยะพลาสติกได้มาก สิ่งที่รัฐต้องทำควบคู่ไปเป็นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารทดแทนกล่องอาหารพลาสติก เพราะปัจจุบันพบว่า บางร้านแม้ใช้กล่องกระดาษ &amp;nbsp; แต่กลับเป็นกล่องที่เคลือบพลาสติก กลายเป็นปัญหารีไซเคิลอีก &amp;nbsp;&amp;ldquo; &amp;nbsp;ดร.วิจารย์ ฉายภาพปัญหา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุ การแก้ปัญหาขยะพลาสติกจากฟู้ดเดลิเวอรี่สำคัญ ต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ต้องขยับตามโรดแมฟจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 และมีมติเลิกใช้พลาสติกอีก 4 อย่าง ในปี 2565 &amp;nbsp;ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้วที่หนาน้อยกว่า 36 ไมครอน &amp;nbsp;,กล่องโฟมบรรจุอาหาร,แก้วพลาสติกแบบบางที่ใช้ครั้งเดียว และหลอดพลาสติก พร้อมกับตั้งเป้าหมายว่าจะนำพลาสติกรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ทั้ง 100% ภายในปี 2573 &amp;nbsp;เพราะสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ อาจทำให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ยอดการสั่งอาหารจะมีขยะพลาสติกเฉลี่ย 7 ชิ้นเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แน่นอนว่า ภาครัฐแก้ปัญหาขยะฝ่ายเดียว ไม่มีทางบรรลุเป้า ต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย ดร.วิจารย์ย้ำประเด็นนี้ว่า อุปสรรคสำคัญ มาจากคนจำนวนมากยังไม่แยกขยะ ทั้งที่หากแยกขยะเหมาะสม ทำให้สามารถจัดการขยะได้ง่ายขึ้น เช่น โครงการ&amp;rdquo;ถังวนถุง&amp;rdquo; ของกลุ่ม PPP Plastics เริ่มเมื่อวันสิ่งแวดล้อมไทยปี 63 ปัจจุบันตั้งถังขยะ 350 ถัง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อรองรับขยะพลาสติกแห้ง สะอาด ยืดหยุ่นได้ 12 ชนิด &amp;nbsp; &amp;nbsp;สามารถรวบรวมขยะพลาสติกได้ 2,300 กิโลกรัม และนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลเรียบร้อย &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภายในปี 64 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจะออกฉลากสิ่งแวดล้อมให้กับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ภาคเอกชนเองมีธุรกิจใหม่ๆ มาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์อาหารที่ลดขยะพลาสติก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ปัจจุบันฟู้ดเดลิเวอรี่ครอบคลุมทุกจังหวัดของไทย จังหวัดเล็กๆ หลายจังหวัดยังไม่มีมาตรการหรือระบบจัดการขยะพลาสติกที่เพียงพอ การให้ความรู้และส่งเสริมการคัดแยกนั้นสำคัญ เพราะพลาสติกไม่ใช่ปัญหา แต่ผู้ใช้พลาสติกเป็นปัญหา เราปฏิเสธพลาสติกไม่ได้ ก็ใช้อย่างชาญฉลาด และมีการจัดการขยะพลาสติกที่ดี อย่างไรก็ตาม ระบบจัดการขยะพลาสติกของไทยยังไม่ถึง 50% เมื่อเทียบกับชาติที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่นเจอวิกฤตโควิดรุนแรง แต่ไม่พบปัญหาขยะพลาสติกตามมา เพราะมีระบบจัดการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง &amp;rdquo; ดร.วิจารย์ ชี้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โครงการ&amp;rdquo;ถังวนถุง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รับพลาสติกสะอาด นำไปรีไซเคิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมฯ ยังบอกอีกว่า การลดขยะพลาสติกจะต้องส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน ใช้ซ้ำ ลดการเกิดใหม่ของขยะทุกประเภท อีกทั้งสอดรับกับเศรษฐกิจแนวใหม่ หรือ BCG มุ่งเน้นใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ให้น้อยที่สุด และใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ช่วยลดของเสีย และส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานจับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2564 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) &amp;nbsp;ยกให้ขยะพลาสติกเป็นสถานการณ์ภาระโรคต่อเนื่องที่น่าจับตา จากการสำรวจข้อความโซเชียลมีเดียไทยที่พูดถึงปัญหาขยะพลาสติก ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. 2562- 31 มิ.ย.2563 โดย Wisesight พบว่า การพูดถึงปัญหาขยะพลาสติกในช่วงโควิด-19 เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ถึง 5 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ใช้งานโซเชียลส่วนหนึ่ง สะท้อนว่า การใช้บริการ ฟู้ด เดลิเวอรี่ เชื่อมโยงกับปริมาณขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้น หลายคนรู้สึกแย่และต้องการลดขยะที่เกิดจากการสั่งอาหารผ่านบริการนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใช้ฟังก์ชันลดการรับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น อย่าง ช้อน-ส้อมพลาสติก เพราะที่บ้านมีอยู่แล้ว เพื่อลดพิษภัยพลาสติก หรือบางคนเลิกใช้แอพพลิเคชันสั่งอาหารไปเลยก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจรับสั่งอาหาร หรือ ฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้รับความนิยมในช่วงโควิด-19 แกร็บร่วมลดขยะพลาสติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การลดปัญหาขยะพลาสติกจากฟู้ด เดลิเวอรี่ ปีนี้มีความร่วมมือจากเอกชน &amp;nbsp;จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แกร็บ บอกว่า ด้วยพันธกิจของแกร็บ ที่ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสในการหารายได้ พร้อมพัฒนาทักษะและเสริมศักยภาพในการแข่งขันให้กับทุกคนที่อยู่ในระบบนิเวศธุรกิจของเรา ซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติก ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลโดยตรง ทั้งในด้านการใช้ชีวิตของผู้คนและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับเพื่อตอบรับกับโรดแมฟการจัดการขยะของภาครัฐในปี 2565 แกร็บ ประเทศไทย ได้ผสานความร่วมกับ เฟสท์ ใน SCGP เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ และร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม เลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยเฟสท์ เป็นบรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความสะอาด ปลอดภัย สัมผัสอาหารได้โดยตรง เพื่อส่งมอบอาหารให้ถึงมือลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; เรามีเป้าหมายในการผลักดันให้เกิดการใช้งานบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า 3 ล้านชิ้น ในปี 2564 นี้ และคาดหวังว่า จะมีร้านค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้าร่วมโครงการจำนวน 500 ร้านค้า พร้อมขยายความร่วมมือไปยังพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา และจ.ภูเก็ต &amp;ldquo; จันต์สุดา เผยเป้าที่วางเอาไว้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; บรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แกร็บใช้ลดขยะพลาสติก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาขยะพลาสติกจากฟู้ด เดลิเวอรี่มาพร้อมกับโควิด มาพร้อมกับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเข้าถึงอาหารได้ง่าย ยังไม่พูดถึงตลาดอาหารพร้อมทาน หรือ Ready To Eat ที่บูมมากตอบโจทย์วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนไทย &amp;nbsp;การลดปริมาณขยะพลาสติกเป็นงานที่สาหัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน &amp;nbsp;และประชาชน เป็นทางออก ทั้งลดใช้ &amp;nbsp;ใช้ซ้ำ &amp;nbsp;คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง &amp;nbsp;เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำเข้าสู่ระบบจัดการจัด นำไปรีไซเคิลได้ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เติบโตอย่างยั่งยืน ถ้าไม่ทำอะไรเลย ผลกระทบขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ก็มีให้เห็นตลอด ยังไม่พูดถึงไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในอาหาร พืชผัก และเข้าสู่ร่างกายเราในที่สุด ภัยเงียบพลาสติกอันตรายต่อสุขภาพกว่าที่ใครจะคาดคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89342</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะพลาสติก, ขยะหน้ากากอนามัย, นสพ.ไทยโพสต์, ฟู้ด เดลิเวอรี่, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, แกร็บ, โควิดระลอกใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210110/image_big_5ffa935eafc5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิรามาฯ ผนึก4แอปพลิเคชั่นยักษ์ใหญ่ เชิญชวนสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29เม.ย.63-มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมด้วย แกร็บ ประเทศไทย (Grab Thailand), เจดี เซ็นทรัล (JD Central), ลาซาด้า (Lazada), และ ช้อปปี้ (Shopee) เปิดโครงการ &amp;ldquo;มูลนิธิรามาธิบดีฯ รวมพลัง Super App เพื่อนักสู้ชุดขาว&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเป็ฯความร่วมมือครั้งแรกแบบบูรณาการระหว่าง 4 ซูเปอร์แอป (Super App) ชั้นนำของประเทศไทย ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงบน &amp;ldquo;วัฒนธรรมแห่งการให้&amp;rdquo; เปิดช่องทางบริจาคบนแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้และยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของกลุ่ม ซูเปอร์แอป (Super App) ด้วยปัจจุบันวิถีชีวิตของคนก็กำลังปรับตัวสู่สังคมดิจิตอล โลกออนไลน์มากขึ้น ยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่พวกเราทุกคนสามารถช่วยหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อได้ด้วยมาตรการ &amp;ldquo;การรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การกักตัวในที่พักอาศัย (Self-Quarantine)&amp;rdquo; จึงทำให้เกิดเป็นแนวคิดในการผสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำของประเทศไทย เพื่อเป็นเพิ่มช่องทางในการระดมทุนและเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลสำคัญในช่วงเวลาฉุกเฉินที่สามารถเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ได้ง่ายและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา แกร็บ ได้ริเริ่มและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ &amp;lsquo;แกร็บแคร์&amp;rsquo; (GrabCares) เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม ซึ่งรวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ โดยเราได้ร่วมสนับสนุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ ด้วยการส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการบริจาคเพื่อสมทบทุนใน &amp;lsquo;โครงการป้องกันและช่วยเหลือสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19&amp;rsquo; ผ่าน GrabPay Wallet และการใช้คะแนน &amp;nbsp;GrabRewards นอกจากนี้ เรายังได้มอบส่วนลดค่าส่งเมื่อสั่งอาหารผ่าน GrabFood &amp;nbsp;ให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมโรค ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ 7 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมจนถึง 30 มิถุนายน 2563 รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 3 ล้านบาท รวมถึงการสนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการจัดส่งยาผ่าน GrabExpress ให้กับผู้ป่วยถึงบ้าน ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและแบ่งเบาภาระของคุณหมอ พยาบาล รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ได้อุทิศแรงกายแรงใจในการป้องกันโรคและรักษาผู้ป่วยอย่าง สุดความสามารถในภาวะวิกฤติ19 ที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เจดีเซ็นทรัล ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าบนแพลทฟอร์มพร้อมเว้นค่าธรรมเนียม และสิทธิพิเศษ &amp;nbsp; อีกมากมายเพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ และเพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้ยังได้มีการเชิญชวนลูกค้าร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ ผ่านแคมเปญ &amp;ldquo;โครงการ#เจดีเซ็นทรัลจอยจากใจ&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มต้นเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป เจดีเซ็นทรัล ก็เตรียมที่จะให้การสนับสนุนด้านการบริจาคและระดมทุนเพื่อช่วยเหลือนักสู้เสื้อขาวผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ และโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ ด้วยการเปลี่ยนเจดีพ้อยท์ เป็นเงินบริจาค และการบริจาคผ่านคูปองที่จำหน่ายบนแพลทฟอร์มเจดีเซ็นทรัล นอกจากนี้ เรายังพร้อมเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนโครงการระดมทุนหรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในยามฉุกเฉินต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลาซาด้าพร้อมร่วมสนับสนุนและร่วมส่งกำลังใจให้กับนักสู้ชุดขาว บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานแถวหน้าทุกทาน ผ่านการเปิดช่องทางการบริจาคออนไลน์เพื่อสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในรูปแบบของ Digital Giving Platform เพื่อช่วยเหลือองค์กรสาธารณกุศลต่างๆและผู้ด้อยโอกาส โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ผ่าน LazadaForGood ให้ทุกใจได้ทำดี บนแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ เรายังตระหนักถึงผู้ยากไร้ในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ โดยมีการผนึกกำลังกับแบรนด์ ที่เข้าร่วมโครงการ LazadaForGood เพื่อนำยอดขาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนหนึ่งสมทบทุนบริจาคเงินหรือร่วมบริจาคสินค้าอุปโภคบริโภค และเรายังมีโครงการ #LazHappyHeart ที่นำการติด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทุกแฮชเท็กมานับเป็นหนึ่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราจะนำไปบริจาคให้ผู้ยากไร้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ช้อปปี้มีพันธกิจหลักที่เรามุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย รวมถึงภาคส่วนสังคมในทุกๆสถานการณ์ เราจึงดำเนินโครงการต่างๆเพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สู้สถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคออนไลน์กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ใน &amp;ldquo;โครงการป้องกันและช่วยเหลือสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19&amp;rdquo; ของมูลนิธิฯ ได้โดยตรง ผ่านการซื้อคูปองบริจาคที่ร้านค้า Official Store &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ บนแพลตฟอร์มช้อปปี้ นอกจากนี้ช้อปปี้ยังได้จัดแคมเปญ ShopeeForHeroes มอบคูปองแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการจับจ่ายในแพลตฟอร์มของช้อปปี้ แทนคำขอบคุณในความเสียสละและการอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อต่อสู้กับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผสานความร่วมมือระหว่าง 4 ซูเปอร์แอปชั้นนำของประเทศ ในโครงการ &amp;ldquo;มูลนิธิรามาธิบดีฯ รวมพลัง Super App เพื่อนักสู้ชุดขาว&amp;rdquo; นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงบน &amp;ldquo;วัฒนธรรมแห่งการให้&amp;rdquo; ในสังคมไทย นี่คือความร่วมมือร่วมใจครั้งยิ่งใหญ่ของทุกภาคส่วน โดยประชาชนชาวไทยที่มีจิตศรัทธาทุกคนก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในการฝ่าวิกฤตไวรัสร้าย รวมถึงร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมได้ ด้วยการคลิกร่วมบริจาคผ่านทั้ง 4 แอปพลิเคชันวันนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ เชื่อว่า ทุกการให้ของทุกคนมีความสำคัญและสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังการให้ที่ยิ่งใหญ่ได้ ดังปณิธานที่ว่า คำว่าให้...ไม่สิ้นสุด&amp;rdquo; &amp;nbsp;นางสาวพรรณสิรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคสมทบทุนในโครงการ &amp;ldquo;มูลนิธิรามาธิบดีฯ รวมพลัง Super App เพื่อนักสู้ชุดขาว&amp;rdquo; สามารถบริจาคได้ผ่านแอปพลิเคชันของ แกร็บ ประเทศไทย (Grab Thailand), เจดี เซ็นทรัล (JD Central), ลาซาด้า (Lazada), และ ช้อปปี้ (Shopee) และช่องทางการบริจาคของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ผ่าน E-Banking ตามรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดี ธนาคารกสิกรไทย บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 879-2-00448-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 026-3-05216-3 ธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 090-3-50015-5 หรือบริจาคทางออนไลน์ www.ramafoundation.or.th สอบถามโทร 02-201-1111&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64605</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช้อปปี้, มูลนิธิรามาธิบดีฯ, ลาซาด้า, เจดีเซ็นทรัล, แกร็บ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200429/image_big_5ea91c91e8718.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกค้าโวย &quot;แกร็บ&quot;ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤติ คิดค่าธรรมเนียมใช้แอปพลิเคชั่น 3บาท/ครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1เม.ย.63-ผู้ใช้เฟสบุ๊ก นามว่า &amp;nbsp;&amp;quot;Apiwat Ratanawaraha &amp;quot;ได้โพสต์ข้อความ แสดงความไม่เห็นด้วยที่แกร็บ ผู้ให้บริการส่งอาหาร จะเก็บค่าธรรมเนียมจากลูกค้าที่ใช้แอปพลิเคชั่นสั่งอาหาร ครั้งละ 3 บาท และมองว่าเป็นการฉวยโอกาสในช่วงสถานการณ์วิกฤตโรคระบาด เนื้อหาความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทแพลตฟอร์มเก็บค่าธรรมเนียมการส่งในช่วงที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากโรคระบาด ผมรับไม่ได้กับสิ่งนี้ และคิดว่าเราควรซีเรียสกับเรื่องนี้
ในช่วงเวลาปกติ การเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มอาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ด้านราคาของบริษัท และอาจมาจากการลงทุนของบริษัทที่ตอบรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น หรือจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่รับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แต่ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ไม่ได้เกิดมาจากความสามารถของบริษัท แต่เกิดจากโรคระบาด ดังนั้น การที่บริษัทคิดค่าธรรมเนียมในช่วงเวลานี้ จึงผิดจริยธรรมพื้นฐานอย่างรับไม่ได้ แม้ว่าตามกฎหมายอาจมีช่องโหว่อยู่ และนักกฎหมายในบริษัทก็คงหาทางออกให้เขาได้
ขอเสนอให้ทุกท่านที่เป็นเพื่อนกันในนี้ บอยคอตบริษัทนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-----------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทางด้านแกร็บ ได้ส่งข้อความถึงสมาชิกดังนี้
ประกาศสำคัญ&amp;nbsp;
ตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;31 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป แกร็บ ประกาศเริ่มเก็บ&amp;quot;ค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชั่น&amp;quot; จากลูกค้าที่ใช้บริการ Grab Express (Bike )และGrab Assistant &amp;nbsp; 3 บาทต่อครั้ง โดยค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น จะถูกคำนวณรวมอยู่ในราคาค่าบริการที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระ และบริษัทฯ จะหักค่าธรรมเนียมดังกล่าว จากกระเป๋าเงินสดของพาร์ทเนอร์คนขับเมื่อจบงาน ทั้งนี้ การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบรายได้ของพาร์ทเนอร์คนขับ แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61651</URL_LINK>
                <HASHTAG>อภิวัฒน์ รัตนวราหะ, แกร็บ, แกร็บคิดค่าธรรมเนียมใช้แอปพลิเคชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83ef510f11c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยามเคลียร์วินมอเตอร์ไซต์แก้ปัญหาแอพพลิเคชั่นภายใน1เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 2562 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังให้ตัวแทนสมาคมฯและชมรมฯ ผู้ประกอบอาชีพจักรยานยนต์รับจ้างเข้าหารือ ซึ่งผู้ประกอบการมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ เพื่อขอให้กระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบกให้ความช่วยเหลือโดยประเด็นแรกเรื่องการแก้ปัญหาจากกลุ่มผู้ประกอบการแอพพลิเคชั่น ที่นำรถจักรยานยนต์ป้ายดำ มาวิ่งให้บริการรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งผู้ประกอบการการได้ขอให้กระทรวงคมนาคมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในที่ประชุมกรมการขนส่งทางบกได้ยืนยันข้อมูลว่าเคยมีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการเพิ่มเติมในวันที่ 8 ส.ค.นี้ ขอให้ กรมการขนส่งทางบกส่งเรื่องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อไปตรวจสอบว่าการใช้แอพพลิเคชั่นเข้ามาใช้บริการรถโดยสารและมีการใช้รถผิดประเภท จะสามารถดำเนินการคดี เพิ่มเติมในข้อหาใดได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ขอให้กรมการขนส่งทางบกเชิญผู้บริหารของแกร็บ เข้ามาหารือเพื่อ เข้ามาหารือเพื่อแก้ปัญหา ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทที่ทำผิดกฎหมายนั้นในส่วนนี้ผู้ขับรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างในพื้นที่ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง ซึ่งบรรยากาศในที่ประชุมผู้ประกอบการวินมอเตอร์ไซค์ ประกาศว่า หลังจากนี้จะมีการแจ้งความกับบริษัทฯ ในทุกพื้นที่ที่มีการกระทำผิดและทุกวันที่ตรวจพบ เพราะเป็นการกระทำผิดต่างกันต่างวาระที่สามารถดำเนินคดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ 2 ซึ่งผู้ประกอบการขอให้กรมการขนส่งทางบก เร่งพิจารณาประเด็น ขอให้แต่ละวินสามารถจดทะเบียนทดแทนผู้ประกอบการขับรถ ที่ออกจากอาชีพและทำให้แต่ละวินมีจำนวนสมาชิกน้อยลง โดยการอนุมัติจดทะเบียนเพิ่มสมาชิกวิน ขอให้ดำเนินการทันทีไม่ต้องรอโควต้าจากนโยบายรัฐ ซึ่งเรื่องนี้นายศักดิ์สยามกล่าวว่าได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกพิจารณาดำเนินการโดยให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นใน 2 ระดับ คือระดับอนุกรรมการ โดยจะมีทั่งหมด 5 ชุดแบ่งตาม จำนวนสำนักงานเขตขนส่ง 5 เขต ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยกรรมการชุดนี้จัดประชุมทุก 3 เดือน เพื่ออัพเดทข้อมูลจำนวนผู้ขับมอเตอร์ไซต์รับจ้างแต่ละวิน นอกจากนี้จะมีคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ผู้ประกอบการจะมีตัวแทนประชุมร่วมกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ขับรถต่างๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่าส่วนประเด็นเรื่องของแอพพลิเคชั่น ยืนยันว่าจะมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นโดยจะเป็นบริษัทของคนไทยเข้ามาจัดการในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเรียกรถของผู้โดยสาร และคนขับทางรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์ ผู้ประกอบการไม่ได้ขัดข้อง ในการเข้าร่วมกับเทคโนโลยี แต่ขอให้ป้องกันปัญหาไม่ให้มีการวิ่งรถข้ามเขต โดย กรมการขนส่งทางบกไปกำหนดรัศมีในการวิ่งของแต่ละวินเพื่อให้เกิดความชัดเจน และขอให้การศึกษาแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนประเด็นที่ผู้ประกอบการขอยกเลิกประกาศคณะกรรมการประจำกรุงเทพมหานคร เรื่องราคาค่าโดยสารจากที่กำหนดราคาค่าโดยสาร 5 กิโลเมตรถึง 15 กิโลเมตร ในราคา 15 บาท โดยขอให้กลับไปจัดเก็บ 5 กิโลเมตรหน้าในอัตราเท่าใดศาลไม่เกิน 25 บาทและหากเกิน 5 กิโลเมตร ให้เป็นการตกลงกันระหว่างผู้ขับและผู้ใช้บริการ โดยกระทรวงคมนาคม ยังไม่ได้เห็นชอบโดยขอให้กรมการขนส่งทางบกไปศึกษาเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43065</URL_LINK>
                <HASHTAG>วินมอเตอร์ไชค์, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, แกร็บ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190801/image_big_5d41d52d4aaaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แกร็บ ฉลองครบรอบ 6 ปี ในไทย  พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;แกร็บ ฉลองครบรอบ 6 ปี ในประเทศไทยในการร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยรวมถึงการพัฒนาสังคม ด้วยความสำเร็จของความต้องการเรียกใช้บริการการเดินทาง การส่งอาหารและการส่งของรวมกว่า 320 ล้านครั้ง ที่เชื่อมต่อผู้บริโภคใน 16 จังหวัด 18 เมือง โดยพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่จำนวนหลายแสนคนสามารถสร้างรายได้ที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งแต่ละคนต่างทำงานกันอย่างทุ่มเท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตรวมถึงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เนื่องมาจากความนิยมในธุรกิจเรียกรถ บริการส่งอาหารและพัสดุออนดีมานด์ผ่านแอป รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค นอกจากนี้ พาร์ทเนอร์ร้านอาหารของแกร็บตั้งแต่สตรีทฟู้ดจนถึงร้านอาหารที่มีสาขาเป็นจำนวนมากต่างมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเพิ่มช่องทางการขายแบบดิจิทัลผ่านแกร็บฟู้ด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้ เราจึงได้จัดงานนี้ขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณแก่ความเชื่อมั่นที่ทุกคนมอบให้ แกร็บจะยังคงเดินหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวไทยทุกคน แกร็บได้รับการตอบรับจากชาวไทยเป็นอย่างดี สำหรับการฉลองครบรอบ 6 ปีในไทย สิ่งที่สำคัญสำหรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;
แกร็บคือการเติบโตทางธุรกิจของเราเอื้อประโยชน์กับทุกๆ คนในประเทศไทย ตอนที่เราเริ่มธุรกิจเรียกรถผ่านแอปในปีพ.ศ. 2556 เราต้องการที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานในการเชื่อมต่อการเดินทางของลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและไร้กังวล จึงนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยใช้แกร็บในการเป็นซูเปอร์แอปเพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น แกร็บเดินหน้าพัฒนาบริการในการสร้างการเติบโตให้อีโคซิสเต็มของซูเปอร์แอปอย่างเต็มรูปแบบเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์ได้มากขึ้น โดยการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดจะมีบทบาทสำคัญในการชำระเงินในชีวิตประจำวันทำให้การชำระเงินสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อและสะดวกยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง แกร็บจึงได้จับมือกับธนาคารกสิกรไทยเพื่อนำระบบการชำระเงินแบบไร้รอยต่อรวมถึงบริการทางการเงินในรูปแบบอื่นๆ มาสู่ผู้บริโภคชาวไทย โดยเร็วๆ นี้ ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับแกร็บเพย์ พาวเวอร์ บาย เคแบงก์ โมบายล์ วอลเล็ต ที่สามารถจ่ายได้ทั้งบริการของแกร็บ รวมถึงบริการอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;ในการเดินหน้าเข้าสู่ปีที่เจ็ด แกร็บจะไม่หยุดยั้งในการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ และจะพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ชีวิตของผู้บริโภคและพันธมิตรง่ายขึ้นรวมถึงแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แกร็บเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยแกร็บจะยังคงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐรวมถึงบริษัทเอกชนเพื่อพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 เราจะยังคงขยายอีโคซิสเต็มของการบริการต่างๆ รวมถึงการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดและบริการทางการเงินในรูปแบบอื่นๆ เพื่อนำบริการต่างๆ ที่มีความสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันมาสู่ผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงขยายการลงทุนและบริการเพื่อนำประสบการณ์ออนไลน์-ทู-ออฟไลน์ ไปยังผู้บริโภคในเมืองและจังหวัดอื่นๆ มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบออนดีมานด์ การสั่งอาหาร การส่งของและการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด นอกจากนี้ยังต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวในเมืองรองและจังหวัดอื่นๆ ด้วยบริการการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้น เพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริโภคทุกคนที่สนับสนุนแกร็บมาโดยตลอด ตั้งแต่วันที่ 8-24 กรกฎาคมนี้ แกร็บมอบส่วนลดสำหรับบริการของแกร็บทั้งการเดินทาง สั่งอาหาร และส่งของ สูงสุดถึง 60% สำหรับลูกค้าใหม่ เพียงใส่โปรโม โค้ด &amp;lsquo;NEW6BDAY&amp;rsquo; สำหรับลูกค้าปัจจุบัน รับส่วนลด 60 บาท ด้วยการใส่โปรโมโค้ด &amp;lsquo;6BDAY&amp;rsquo;* สำหรับทุกบริการแกร็บ พร้อมดีลสุดพิเศษจากแกร็บฟู้ดถึง 666 ดีล พร้อมส่วนลดแกร็บฟู้ดสูงสุดถึง 60% รวมถึงของรางวัลอีกมากมายรวมมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท ผู้ใช้บริการแกร็บยังสามารถใช้คะแนนแกร็บรีวอร์ดส 50 คะแนนเพื่อร่วมสนุกในกิจกรรมวงล้อมหาสนุก ลุ้นรับของรางวัลมากมาย รวมถึงของรางวัลใหญ่คือทริปไป-กลับฮ่องกง สมาร์ทโฟนหัวเว่ย P30 และของรางวัลอีกเพียบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40781</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, thaipost, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ธรินทร์ ธนียวัน, แกร็บ, แกร็บ ฉลองครบรอบ 6 ปี ในไทย  พร้อมเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d28127f2e1cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2019 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2019 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนส่งเปิดโหวต &#039;แกร็บ&#039; ปชช.เห็นด้วย 97% ลุ้นว่าที่ รมว.คมนาคม เดินหน้าแก้กฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักดิ์สยาม ชิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมขนส่งทางบก เปิดให้โหวตทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ &amp;quot;กรมขนส่งทางบก&amp;quot; เปิดโหวตหัวข้อ &amp;quot;ขับแกร็บถูกกฎหมาย&amp;quot; พบประชาชนเข้าร่วมล้นหลาม ล่าสุดพบ 97% เห็นด้วยให้มีการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าการเรียกรถรับจ้างสาธารณะผ่านระบบแอพพลิเคชั่น กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยและต่างประเทศ เนื่องจากมีความสะดวก สบาย ปลอดภัย มีระบบปัญญาประดิษฐ์ ในการตรวจสอบการให้บริการ และไม่สามารถโก่งราคาเรียกใช้บริการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับบริการเรียกรถยนต์ผ่านระบบแอพพลิเคชั่น แต่ในขณะนี้กรมขนส่งทางบกในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ เริ่มขยับในแนวคิดดังกล่าว หลังจากที่ประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปินส์ เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย ได้ออกกฎหมายมารองรับมานานหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดโหวตของกรมการขนส่งทางบก ดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายที่บอกกับสาธารณะอย่างชัดเจนในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาดการณ์กันว่านโยบาย &amp;quot;ขับแกร็บถูกกฎหมาย&amp;quot; หนึ่งในแคมเปญหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย มีรายละเอียดที่จะต้องแก้ไขกฎหมาย กฏกระทรวง ระเบียบกระทรวง ที่ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับจ้างสาธารณะจะต้องปฏิบัติ เช่น ใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ การแสดงบริการระบุตัวรถ ประเภทรถยนต์ที่จะนำมาใช้รับจ้างสาธารณะ ราคาค่าบริการ เพื่อให้เป็นมาตรฐานอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิเคราะห์กันว่าหากทำให้ บริการเรียกรถรับจ้างผ่านระบบแอพพลิเคชั่นถูกกฎหมาย จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานทั่วประเทศ สามารถนำทรัพย์สินส่วนตัวคือรถยนต์ ออกมาให้บริการประชาชนโดยทั่วไป และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในแต่ละท้องถิ่น จะทำให้เกิดการกระจายรายได้เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, รมว.คมนาคม, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, แกร็บ, แกร็บถูกกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190704/image_big_5d1d70367b9db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
