<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 00:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิงหลังปชช.แก้รธน. ฝ่ายค้านทำโพลบีบ‘บิ๊กตู่’ซ่อมนครปฐมวัดเรตติ้งรบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; บ่นพึมทุกปัญหาต้องแก้จากต้นตอ ระบุทุกประเทศที่เจริญเขาเคารพกฎหมาย แต่เราชวนกันแก้กฎหมายให้มากที่สุด ฝ่ายค้านไม่แปลกใจ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ไม่ถือธงนำแก้ รธน. &amp;quot;หน่อย&amp;quot; ชี้เขียนไว้ในนโยบายเร่งด่วนแถลงต่อรัฐสภาแล้ว หากไม่ทำถือว่าผิด รธน. แจง 7 พรรคไม่เป็นหัวหอก อ้างไม่อยากให้แบ่งแยกวุ่นวาย โยนเป็นวาระ ปชช. &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ซัดนายกฯ ย้อนแย้งตัวเอง จี้พรรคร่วมทำตามที่เคยหาเสียงไว้ &amp;quot;ช่อ&amp;quot; พลิ้ว! หากทำโพล ปชช.ไม่เอาด้วยก็ยังเดินหน้าต่อ ฟุ้งเลือกตั้งซ่อมเหมือนประชามติกลายๆ เอา-ไม่เอาประยุทธ์ ขณะที่ พท.ลั่นไม่ฮั้วกับ อนค.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ที่บริเวณวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมจิตอาสาตอนหนึ่งว่า &amp;quot;วันนี้เราเจออยู่หลายปัญหา ทั้งอุทกภัย &amp;nbsp;ภัยแล้ง เกษตรกร อะไรต่างๆ ทุกปัญหาต้องแก้จากต้นตอ ทุกคนต้องร่วมกัน ทั้งรัฐบาล เจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;ประชาชน แล้วใครมีจำนวนมากน้อยกว่ากัน ถ้าทุกคนช่วยกันมันก็แก้ได้ทุกปัญหา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรามีกฎหมายไว้ให้ทำหรือไม่ให้เกิดปัญหา ถ้าไม่เคารพกฎหมายมันก็เลิกหมด ทุกประเทศที่เขาเจริญ เขาก็เคารพกฎหมายทุกตัว กฎหมายทุกตัวจริงๆ ต้องตามดูแล้วกัน แต่เราชวนกันเลิกกฎหมายหรือชวนแก้กฎหมายให้มากที่สุด ตนไม่รู้มันย้อนทางกันอย่างไรยังไม่รู้เลย และการแก้ปัญหาอะไรก็ตาม ต้องใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหาไม่ใช่แก้ง่ายๆ หรือแก้เร็วๆ แล้วจบ ได้รับความชื่นชมแล้วจบ แล้วปัญหาจะเกิดอีกหรือไม่ ในวันหน้าก็เกิดขึ้นอีกนั่นแหละ เราต้องแก้วิธีการคิดใหม่ ใช้สติปัญญาแก้ทุกเรื่อง ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่เองก็ต้องเข้มแข็ง กฎหมายทุกตัวต้องใช้ได้ ถ้าทุกคนต่างลดการทำความผิด ก็ไม่เกิดขึ้นซักอย่าง ทุกอย่างจะมีการพัฒนา เศรษฐกิจก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ฉะนั้นขอความกรุณาช่วยกันเถอะ ผมรับผิดชอบอยู่แล้ว โยนไปให้ใครไม่ได้ นายกฯ ต้องรับผิดชอบ แต่ช่วยผมหน่อยเท่านั้นเอง ขอแค่นั้นแหละ และกรุณาฟังสิ่งที่ผมพูดบ้าง เจตนาของผมไม่มีอะไรกับใครทั้งสิ้น แต่จะให้ผมพูดคำหวานอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ ทุกคนชอบคำหวาน เสร็จแล้วนั่นก็คือยาพิษสำหรับท่าน การช่วยคนถ้าช่วยในทางที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือการให้ยาพิษ วันหน้าท่านก็ตายอยู่ดี ผมไม่ใช่คนแบบนั้น&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เปิดโอกาสให้คณะนายทหารจากกองบัญชาการกองทัพบกเข้าอวยพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 73 ปี โดยมี พล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นผู้แทน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ., พล.ท.ภูมิพัฒน์ จันทร์สว่าง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ อดีตฝ่ายเสนาธิการเมื่อครั้ง พล.อ.สนธิดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ร่วมอวยพร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.สนธิกล่าวว่า ฝากกองทัพทำให้ประชาชนรัก เพราะหากประชาชนรักกองทัพแล้ว ประชาชนจะรักและเคารพสถาบันเบื้องสูงด้วย ส่วนสถานการณ์บ้านเมืองสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำไว้หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ดี &amp;nbsp;อยากให้นำมาใช้เป็นบทเรียน ขอให้นำความคิดมารวมเป็นหนึ่งเดียวจะทำให้สังคมดีขึ้น โดยเฉพาะความรักสามัคคี ความปรองดอง วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์มาจากการเลือกตั้ง สังคมต้องให้เกียรติและเคารพนายกฯ ในการบริหารประเทศ ติดตามการทำงาน หากมีสิ่งใดที่ต้องการติติงก็บอกไป ขณะที่นายกฯ ต้องทำในกรอบของผู้ปกครองประเทศ โดยเฉพาะต้องรักประชาชน มีความยุติธรรม ไม่เลือกรักใครเป็นพิเศษ ต้องรักคนทั้งประเทศไม่ว่าจะอยู่พรรคใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหลักการรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน ดังนั้นถ้าจะแก้ไขต้องถามประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร รัฐธรรมนูญแก้ไขได้เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป กฎหมายต้องมีความชัดเจน เคร่งครัด ประเทศถึงจะไปได้ แต่ปัจจุบันความอ่อนแอที่เกิดขึ้นคือวินัย สิทธิหน้าที่ และการบังคับใช้กฎหมาย&amp;quot; พล.อ.สนธิกล่าว
ฝ่ายค้านไม่ถือธงนำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในนโยบายเร่งด่วนข้อ 12 ของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ต้องกลับไปถาม พล.อ.ประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อไปใส่ไว้ในนโยบายเร่งด่วนเอง ไม่ได้มีใครไปจี้บังคับ ถ้าไม่ทำก็ผิดรัฐธรรมนูญเพราะแถลงเป็นนโยบายต่อสภา และมีการตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ส่วนแนวคิดที่ฝ่ายค้านจะเข้าไปพบนายกฯ เรื่องนี้เป็นเรื่องของ 7 พรรคร่วมที่ได้คุยกันว่า 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่เป็นเจ้าภาพ จะไม่เป็นหัวหอกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ต้องการให้เกิดความยุแยงแบ่งแยกว่าเป็นเรื่องการเมือง ไม่อยากให้เป็นวาระของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่อยากให้เป็นวาระของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ฝ่ายค้านไม่มีธงแก้ไขประเด็นใดเลย ไม่ต้องแก้ให้เราได้ ส.ส.มากขึ้น แต่จะทำหน้าที่ชี้ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐธรรมนูญมีปัญหาเมื่อไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประเทศได้ ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เราจะปล่อยประเทศนี้มีรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญได้แล้วก็อยู่กันแบบนี้หรือ จึงมีการเสนอให้มีการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเดียวก่อน คือมาตรา 256 เพื่อเป็นกุญแจไปสู่การเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และจะไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 &amp;nbsp;ไม่แตะต้อง ฝ่ายค้านไม่อยากถือธงนำ แต่อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อการสร้างความรักและสามัคคีให้กับคนไทย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า เราพยายามใช้วิธีทางสภาแก้ไขปัญหา อาจจะไม่ได้ทำอะไรที่สะใจแฟนคลับได้มากนัก แฟนคลับก็บ่น แต่เราก็ต้องมีสติ ไม่ทำอะไรที่จะทำให้เข้าทางอีกฝ่ายแล้วเกิดความวุ่นวาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เหนือความคาดหมาย ชนชั้นใดร่างรัฐธรรมนูญก็เพื่อชนชั้นนั้น พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าไม่มี ส.ว. 250 คนมาช่วยโหวต พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แบบกดรีโมต ไม่มีสูตรการคำนวณ ส.ส.ที่ผิดเพี้ยน จนได้ ส.ส.เอื้ออาทร นึกไม่ออกว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกฯ อย่างไร พรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านทราบมาตั้งแต่ต้นว่าถึงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ก็จะไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญที่ตัวเองได้ประโยชน์ เสียงประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นคนบอกว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่น่าตกใจคือ พล.อ.ประยุทธ์ทนเห็นแฮชแท็ก #ประยุทธ์ออกไป กลับมาติดเทรนด์ฮิตทวิตเตอร์ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่นั่นคือสัญญาณและสิ่งบ่งชี้ความรู้สึกของประชาชน ถึงวันนั้น &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์อาจจะพ้นไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นได้&amp;quot; นายอนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์มีความย้อนแย้งในตัวเองอย่างมาก &amp;nbsp;คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์เองต่างหากที่ไม่ทำตามกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่เที่ยวบอกให้คนอื่นทำ ดังจะเห็นชัดในเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ, &amp;nbsp;การแถลงนโยบายโดยไม่ชี้แจงที่มาของเงิน และการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ล้วนผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่ย้อนแย้ง คือบอกให้คนอื่นทำตามรัฐธรรมนูญ แต่ตนเองอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้
จี้พรรคร่วมแสดงท่าที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ถ้าย้อนไปตอนทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ท่านได้ถามประชาชนไหม วันนั้นที่ท่านฉีกรัฐธรรมนูญ นี่เป็นเรื่องตลก พอประชาชนรณรงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านกลับถามว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเห็นด้วยหรือเปล่า และที่สำคัญก็เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์หลังยึดอำนาจด้วยว่า เตรียมการเรื่องรัฐประหาร 6 เดือน ซึ่งพอนับไปตอนนั้นสังคมไทยยังไม่มีเหตุการณ์ ยังไม่เดินไปสู่ทางตันด้วยซ้ำ หมายความว่าท่านเป็นคนวางแผนและมีส่วนร่วมกับกระบวนการที่ดูเหมือนทำให้ประเทศเป็นทางตันใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนร่างเอง วัตถุประสงค์รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการสืบทอดอำนาจของ คสช. ออกแบบมาให้แก้ไขไม่ได้ในกระบวนการปกติ ดังนั้นไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์จะบอกให้ประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่เขียนไว้ เพราะรู้ว่าถ้าเดินตามแก้ไขตามกระบวนการนั้นจะทำไม่สำเร็จ นี่คือรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อให้พวกเขาสืบทอดอำนาจได้ โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไม่เอาด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 &amp;nbsp;จึงอยากถามไปถึงพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคที่ชูนโยบายหาเสียงให้มีการแก้ไข &amp;nbsp;รธน.อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสามารถผลักดันให้เรื่องนี้เข้าเป็น 1 ใน 12 นโยบายเร่งด่วนได้ จะมีท่าทีอย่างไรต่อไป เมื่อชัดเจนแล้วว่าผู้นำของฝ่ายรัฐบาลที่ท่านเข้าร่วมด้วยนั้นไม่เอาด้วยกับการแก้ไข&amp;quot; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่พรรค อนค.จะจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นและการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 จำนวน &amp;nbsp;6,000 ตัวอย่างว่า ขณะนี้กำลังวางกรอบการทำงาน โดยผลโพลจะเป็นแนวทางในการทำงานของเราต่อไป และอาจมีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะเรื่องการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เราพูดกันว่ามีคนสนใจ แต่อีกฝั่งหนึ่งบอกว่าคนไม่สนใจ หรือไม่สำคัญเท่าปัญหาปากท้อง ต่างฝ่ายต่างมีชุดคำพูดที่จะยืนยันว่าฝ่ายของตัวเองถูกต้อง ซึ่งเถียงกันไปมาก็ไม่ได้ประโยชน์ โพลจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพราะพรรคการเมืองย่อมต้องประเมินว่าประชาชนคิดไปทางไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าหากผลการสำรวจสะท้อนว่าประชาชนรับรู้น้อย หรืออาจไม่ต้องการแก้ไข รธน.มากพอ &amp;nbsp;พรรคจะสื่อสารกับสังคมอย่างไร น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า การที่เราบอกว่าจะทำโพล ไม่ได้ทำเพื่อจะยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง แต่เพราะอยากรู้ว่าสังคมคิดอย่างไรอยู่จริงๆ ดังนั้นไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร พรรคอนาคตใหม่จะยังทำงานเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป แต่โพลจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราทำงานได้ตรงเป้ายิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดเวทีสานเสวนาเรื่องการแก้ไข รธน.ครั้งต่อไป น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ตอนนี้เราจัดเวทีครบทุกภาคแล้ว ถือว่าจบเฟส 1 จากนี้จะต้องประเมินผล โดยเราคาดหวังว่าหน่วยงานวิชาการ รัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม จะเริ่มขยับในส่วนของตัวเองในการทำแคมเปญนี้เช่นกัน เพราะเป้าหมายคือการจะทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้ ต้องไม่ใช่พรรคการเมืองเท่านั้นที่ทำ แต่ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมาทำร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกพรรค อนค.ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมที่เขต 5 จ.นครปฐมว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การได้ตัว ส.ส.เขต 5 แต่เป็นการแสดงออกความคิดเห็นผ่านกระบวนการประชาธิปไตยว่าเอาหรือไม่เอารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนกับการทำประชามติกลายๆ หลังจากที่มีรัฐบาลใหม่ ขอให้พี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันเยอะๆ
พท.ไม่ฮั้วกับ อนค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนาธรกล่าวว่า 5 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการประชาชนได้ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ตนได้ไปพบปะพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความเดือดร้อน ปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมที่รัฐบาลไม่อาจแก้ไขให้ได้ ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์เลือกให้การลงคะแนน จ.นครปฐม เขต 5 เป็นมติมหาชน เลือกที่จะลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ไว้วางใจผู้นำแบบนี้ ไม่ไว้วางใจรัฐบาลนี้ผ่านเสียงของการลงคะแนนเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 23 ต.ค.นี้ จะเป็นมติมหาชน โดยจะเริ่มที่ จ.นครปฐม เขต 5 เป็นที่แรก และจะลุกลามไปในทุกเขต ทุกจังหวัดที่มีการเลือกตั้งซ่อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวถึงความพร้อมในการเตรียมผู้สมัครในนามพรรคต่อการเลือกตั้งซ่อมใน จ.สมุทรปราการ, กำแพงเพชร และขอนแก่นว่า ขณะนี้เตรียมความพร้อมทั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ซึ่งบางเขตอาจจะใช้คนเดิม บางเขตอาจจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ และพรรคจะมีตารางลงพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าการเลือกตั้งซ่อมในขอนแก่นและกำแพงเพชร มีกระแสข่าวว่าพรรคอนาคตใหม่หลีกทางให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ปฏิเสธทันทีว่า &amp;quot;ไม่เคยมีการคุยกันเรื่องหลีกทาง มันไม่ได้ &amp;nbsp;การเลือกตั้งซ่อมใน จ.นครปฐม พรรคเพื่อไทยไม่ได้หลีกทาง แต่เป็นเพราะพรรคไม่มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ทำให้ส่งไม่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นการฮั้วกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมว่า อยากให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ตื่นตัวไปใช้สิทธิ์ให้มาก หลังจากที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารประเทศ เสียงทุกเสียงต่อจากนี้ที่จะเลือกผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้านให้ชนะเลือกตั้ง จะเป็นการกดดันรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ให้ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน และจะทำให้ฝ่ายค้านมีอำนาจมากขึ้นในการเข้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล สิ่งที่สำคัญต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน นั่นคือการตรวจสอบการเลือกตั้ง จัดอาสาสมัครจับตามองผลการนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งเพื่อป้องกันการโกง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งซ่อมที่คาดว่าจะมีขึ้น 4 เขต มีเพียงเขต 5 นครปฐม เนื่องจากในการเลือกตั้งใหญ่พรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครในเขตนี้ ทำให้ไม่มีตัวแทนพรรคประจำเขตเพื่อดำเนินการเรื่องไพรมารีโหวต ขณะที่เขตเลือกตั้งที่ 2 กำแพงเพชร ซึ่งคราวที่แล้วจะใช้ทีมผู้สมัครจากแกนนำชากังราวที่มีนายวราเทพ รัตนากร เป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่ได้ยกทีมผู้สมัคร ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐกะทันหัน ทำให้พรรคหาผู้สมัครใหม่ไม่ทัน ซึ่งในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้พรรคจะส่งผู้สมัครแน่นอน อยู่ระหว่างการคัดเลือก ส่วนเขต 5 สมุทรปราการ พรรคจะส่งนางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ได้คะแนนลำดับที่ 2 ในการเลือกตั้งใหญ่ลงแข่งขัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เขต 7 ขอนแก่น แม้ตอนนี้สถานภาพความเป็น ส.ส.ของนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตจะยังไม่ชัดเจน แต่พรรคก็คาดการณ์กันว่าพื้นที่ขอนแก่นมีแนวโน้มสูงที่จะมีการเลือกตั้งซ่อมแทนนายนวัธ ซึ่งพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย จึงต้องเตรียมความพร้อมไว้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของนายนวัธออกมาแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ โดยมีแคนดิเดตผู้ลงสมัครแทน 2 คนคือ นายธนิก มาสีพิทักษ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย และนายอดิศร เพียงเกษ โฆษกผู้นำฝ่ายค้าน แม้ทั้งคู่ต่างมีความเหมาะสม แต่แนวโน้มตอนนี้ค่อนข้างแน่ชัดว่าจะให้โอกาสนายธนิก เพราะถือเป็นแคนดิเดตผู้สมัคร ส.ส.ที่ขับเคี่ยวมากับนายธวัธตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สวนสันติชัยปราการ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ให้สัมภาษณ์ว่า กกต.มีมติให้นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ที่ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตและไม่ให้ประกันตัวขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.แล้ว โดยไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ข้อมูลดังกล่าวตนทราบรายงานจากเจ้าหน้าที่ แต่ กกต.ยังไม่มีการประชุมเรื่องนี้ ดังนั้นจึงต้องรอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหารือจนได้ข้อสรุปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีปัญหาสถานภาพ ส.ส.ของนายนวัธ เตาะเจริญสุข ทำให้ที่ประชุม กกต.วันที่ 3 ต.ค.นี้จะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่าต้องมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสวนดุสิตโพล เนื่องในโอกาสรัฐบาลทำงานครบรอบ 3 เดือน โดยประชาชนให้คะแนนรัฐบาลสอบตกในทุกด้านว่า ถือเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีม ตอนนี้จึงเหลือเพียงทางเดียวที่พอจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ คือต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ความหวังใหม่ของคนไทยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพียงความหวังหมด เพราะได้พิสูจน์ผลงานมากว่า 5 ปี แต่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47187</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายเร่งด่วน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลือกตั้งซ่อมนครปฐม, แก้กฎหมาย, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d94af796b92e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2019 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2019 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถาวร ลุยแก้กฏหมายยกระดับทย. ให้เทียบเท่า ทอท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.62-นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานทางด้านอากาศ7หน่วยงานว่า ในส่วนของกรมท่าอากาศยาน(ทย.) ที่บริหาร 29 สนามบินมีนโยบายที่จะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบในกรมท่าอากาศยานในบางประเด็นที่ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนการบริหารงานของหน่วยบริการพิเศษ เพื่อให้ ทย. สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กร &amp;nbsp;เพื่อให้สิทธิ และประโยชน์ของพนักงานเทียบเท่าพนักงานบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือ ทอท. ที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการปรับเปลี่ยนแก้ไขกำระเบียบดังกล่าวจะใช้เวลาในการปรับปรุงแล้วเสร็จไม่เกิน 6 เดือน

นายถาวร กล่าวว่าการปรับเปลี่ยนกฎหมาย กฎระเบียบดังกล่าว จะทำให้กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆมีความคล่องตัวขึ้นทั้งในเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้าง การบริหารจัดการสนามบินของ ทย.ซึ่งความคล่องตัวจะนำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับสนามบินของ ทย. รวมทั้งจะช่วยยกระดับการบริการ เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้สนามบินเทียบเท่าการบริการของสนามบินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ทอท.

&amp;ldquo;ยกตัวอย่างเช่น สนามบินกระบี่ หากจัดเก็บรูปแบบราชการแบบเดิม จะมีรายได้ปีละ 800 ล้านบาท แต่หากจัดเก็บในรูปแบบของ ทอท. จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้มากถึงปีละ 2,000 ล้าน โดยหากปรับรูปแบบการบริหารงานแบบพิเศษ ทย. จะสามารถสามารถปรับเพิ่มค่าธรรมเนีมการให้บริการได้ ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นและสามารถนำเงินไปลงทุนต่อยอด รวมถึงปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัสให้พนักงานได้&amp;rdquo;นายถาวร กล่าว

นายถาวร กล่าวว่าหลังจากที่ได้รับมอบหมายงานให้กำกับดูการคมนาคมขนส่งทางด้านอากาศนั้น รู้สึกพอใจในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างมาก เพราะการเข้ามาบริหารงานของตนไม่ได้มุ่งหวังเข้ามาเพื่อสร้างอาณาจักร แต่เป็นการบริหารงานเพื่อสนองตอบต่อการบริการของประชาชน และพนักงานของในหน่วยงานนั้น

นายถาวร กล่าวต่อว่า ในส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)&amp;nbsp;ถือเป็นหน่วยงานที่มีความท้าทายมากที่สุด เพราะมีผลประกอบการขาดทุนสะสม 2,000กล่าวล้านบาท และตนในฐานะที่เป็นนักบริหารเมื่อรู้ปัญหาแล้วก็จะต้องทำให้กลายเป็นสายการบินแห่งชาติที่จะฟื้นขึ้นมายืนผงาดอยู่แนวหน้าของรัฐวิสาหกิจชั้นเยี่ยมอีกครั้ง โดยได้สั่งการให้นำข้อมูลแผนฟื้นฟู และงบการเงินย้อนหลัง 3 ปี เพราะรายจ่ายมาให้ดู เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดการทำให้เป็นสายการบินที่มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพ แต่หากแก้ปัญหาแล้วยังขาดทุนมากกว่าเดิมตนก็อยู่ไม่ได้

อย่างไรก็ตามในวันที่ 1 ส.ค. นี้ ได้เชิญผู้บริหารการบินไทย และกรมท่าอากาศยานมาพบ เพื่อสอบถามถึงแนวทางการบริหารงาน พร้อมทั้งมอบนโยบายให้ทั้ง 2 หน่วยนำไปปฏิบัติในการบริหารงานต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42453</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมท่าอากาศยาน (ทย.), ถาวร เสนเนียม, ทอท., แก้กฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a58654d48d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30140</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “สรรพสามิต” จ่อชงคลังเปิดพิกัดรีดภาษีกัญชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ.2562 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอกระทรวงการคลังเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตพืชกัญชา โดยคาดว่าจะเสนอภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้มีกฎหมายรองรับไว้สำหรับอนาคตหากมีการอนุญาตให้มีการใช้กัญชาในเชิงพาณิชย์ กรมฯ ก็จะสามารถจัดเก็บภาษีได้ทันที โดย ร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ที่ผ่านความเห็นชอบในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แม้ว่าจะอนุญาตให้ใช้กัญชา ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การศึกษาวิจัยและพัฒนา ก็พบว่ามีรายละเอียดครอบคลุมถึงการใช้กัญชาในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในอนาคตไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ ได้ทำรายระเอียดร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตพืชกัญชา ไว้ทั้งหมดแล้ว รวมทั้งอัตราภาษีทั้งหมด อัตราจัดเก็บเทียบเคียง แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยกัญชาถือว่าเป็นสินค้าในกลุ่มควบคุม ในลักษณะเดียวกับใบยาสูบ ซึ่งจะต้องเข้าไปกำกับดูแลในทุกขั้นตอน และอัตราภาษีที่จะใช้ก็ต้องมีความแตกต่างกัน ทั้งระหว่างกัญชากับยาสูบอื่นๆ รวมทั้ง การนำกัญชาไปใช้ ในอุตสาหกรรมต่างๆ &amp;nbsp;เช่น ยาสูบ เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง ก็ต้องมีอัตราภาษีในการจัดเก็บที่ต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ทำพิกัดภาษีไว้ทั้งหมดแล้ว แต่เร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องอัตราจัดเก็บในชั้นนี้ เพราะกฎหมายเปิดให้ใช้กัญชาได้ในทางการแพทย์และการศึกษาเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าเริ่มมีการอนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต เราก็จะมีพิกัดจัดเก็บซึ่งสามารถใช้ได้ทันที โดยกัญชา เราไม่เคยมีพิกัดภาษีมาก่อน และเป็นสินค้าในกลุ่มแปลก ๆ กึ่งยาเสพติด เราก็ต้องจัดเก็บภาษีให้เทียบเคียงกับหลักสากลด้วย&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร กล่าวอีกว่า กรมฯ ได้ศึกษาอัตราเทียบเคียงการจัดเก็บจากหลาย ๆ ประเทศ ที่มีการใช้กัญชาในเชิงพาณิชย์ อย่างถูกกฎหมาย เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการจัดเก็บภาษีกัญชา ทั้งรูปแบบ ของเหลว แบบผง และแบบแห้ง โดยกำหนดอัตราภาษี 15% ของมูลค่า และภาษีในเชิงปริมาณที่ 50 เหรียญ ต่อ ออนซ์ ในส่วนของไทยก็จะต้องปรับให้เหมาะสม สอดคล้อง ไม่ได้ใช้ในอัตราเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวภายหลังกาประชุมคณะกรรมการพิจารณาการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ ครั้งที่ 3 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้คณะทำงานเร่งรัดเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบที่ได้รับผลกระทบรอบแรกรวม 39 ล้านบาท จากวงเงินช่วยเหลือรวม 159 ล้านบาท ให้กับเกษตรกรกลุ่มที่ปลูกใบยาขายให้กับการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) โดยตรงรวม 4,253 ราย เป็นการจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งจากนี้ ธ.ก.ส.จะไปสำรวจรายชื่อเกษตรกร ถ้าถูกต้องก็ดำเนินการจ่ายได้ทันที ส่วนที่เหลือในกลุ่มที่ขายใบยาสูบให้กับ ยสท. อีกกว่า 7,000 รายและ ขายให้กับเอกชนกว่า 4,000 ราย ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30140</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, พชร อนันตศิลป์, เก็บภาษีกัญชา, แก้กฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8f3e213d95a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 08:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภูมิใจหนู&#039;เล็งล่าหมื่นชื่อแก้กม.&#039;แกร็บแท็กซี่-แอร์บีเอ็นบี&#039;ช่วยเพิ่มรายได้ปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.61-นายศักดิ์สยาม &amp;nbsp;ชิดชอบ &amp;nbsp;เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคพรรคภูมิใจไทย จะเร่งผลักดันเรื่องแชร์ริ่ง อีโคโนมี่ หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เช่น แกร็บแท็กซี่ถูกกฎหมาย และแอร์บีเอ็นบี คือการปล่อยห้องว่างในบ้านของบุคคลทั่วไปให้สามารถเป็นที่พัก สร้างรายได้ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน &amp;nbsp;เพราะทำให้ประชาชนคนไทยมีโอกาส มีรายได้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา &amp;nbsp;และจำเป็นจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย และขอเป็นผู้เริ่มนำระบบเศรษฐกิจแบ่งปันเข้ามาดำเนินการในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยามกล่าวว่า จากนี้เราจะมาดูว่ากฎหมายหรือระเบียบใดที่เป็นข้อจำกัด พร้อมนำความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง มาปรับใส่ในร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) &amp;nbsp;เพื่อนำขึ้นยังเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กของพรรคเพื่อให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งเตรียมล่ารายชื่อ 10,000 คนเพื่อเสนอเป็นกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทันที &amp;nbsp;เพราะในกรณีของแกร็บ แท็กซี่ และ แอร์บีเอ็นบี บางเรื่องไม่ต้องเขียนกฎหมายใหม่ เพียงแค่แก้กฎกระทรวง ทุกอย่างก็เดินหน้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ผมเชื่อว่าทุกคนจะปรับตัวและได้ประโยชน์จากมัน ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าความเห็นต่างๆจะไม่ได้มาจากประชาชนในฐานะผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์นั้น พรรคภูมิใจไทยได้ให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรครวบรวมความเห็นจากทุกภาคที่เรามีผู้สมัคร เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลจริง ยืนยันไม่ได้ลักไก่หรือเสนอตามความต้องการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแน่นอน&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22409</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน ชาญวีรกูล, พรรคภูมิใจไทย, ภูมิใจหนู, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, แกร็บแท็กซี่, แก้กฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181121/image_big_5bf4ad8838999.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2018 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2018 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรอรรถ” แนะ แก้กฎหมาย ให้สอดรับเทรนด์โซเชียล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรอรรถ&amp;rdquo; แนะรัฐบาลต้องแก้กฎหมายให้สอดรับเทรนด์โซเชียล ชี้ไทยล้าหลังประเทศอื่นทำมาหากินบนออนไลน์หมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจ และสังคมการเมืองไทย ว่า การเข้ามาของสื่อโซเชียล ส่งผลให้คนทั้งโลกมีช่องทางในการทำมาหากินมากกว่าเดิม เพราะสื่อโซเชียล เชื่อมคนถึงกันหมด สนับสนุน ให้ประชาชนนำทรัพย์ของตนมาสร้างรายได้ แต่สำหรับคนไทย กลับถูกกฎหมายล้าหลังตีกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอยกตัวอย่างเรื่อง GRAB, UBER ที่กำลังเป็นที่นิยม มีคนใช้บริการมาก แต่เห็นขนส่งไล่จับ เห็นตำรวจไล่จับ สะท้อนว่ากฎหมายของไทยตามพฤติกรรมของคนไม่ทัน &amp;nbsp;และมันไม่สมควรจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นในประเทศที่บอกว่าอยากใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวขอเสนอให้มีการแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ของโลกยุคปัจจุบัน เพื่อให้คนนำทรัพย์สินส่วนตัวออกมาใช้ทำมาหากินได้อย่างกว้างขวาง สร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ปัญหาการศึกษา ผลผลิตจากระบบการศึกษาไทยเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม เพราะเด็กเรียนดีจำนวนมาก ไม่สามารถทำงานได้จริง เนื่องจากการขาดทีมเวิร์ค ดังนั้น เราจึงไม่ควรสร้างเพียงคนเก่งในตำรา แต่คนนั้น ต้องสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนได้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรอรรถ กล่าวต่อว่า ขณะที่ปัญหาด้านการเกษตร ส่วนตัวมองว่า เราไม่ดูแลเรื่องอุปสงค์ อุปทาน อย่างจริงจัง เกษตรกรปลูกพืชบางชนิดมากเกินไป เข้าสู่สภาวะล้นตลาด ดังนั้น ขอวิงวอนภาครัฐ เข้าไปจัดโซนนิ่งการเพาะปลูก ติดตามผล ควบคุมปริมาณผลผลิต ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น เมื่อเกษตรกรยอมปลูกพืชโซนนิ่ง ตามที่รัฐต้องการแล้ว ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมด้วย เช่น ปัจจัยการผลิตในกรณีที่ปลูกพืชชนิดใหม่ รวมไปถึงช่องทางการจัดจำหน่าย ภาพรวมคือเกตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่เสนอให้ปลูก แล้วปล่อยให้เกษตรกรเผชิญอนาคตตามยถากรรม &amp;nbsp;การปล่อยปละละเลยดังกล่าวจะนำมาซึ่งความไม่เชื่อใจกัน ระหว่างรัฐกับเกษตรกร สุดท้ายนโยบายการจัดโซนนิ่งย่อมไม่ได้ผล เกษตรกร จะไม่เปลี่ยนพฤติกรรม สภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ราคาพืชผลตกต่ำตก จะเป็นปัญหาโลกแตกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18729</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคภูมิใจไทย, สรอรรถ กลิ่นประทุม, สื่อโซเซียล, แก้กฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e31beee319.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2018 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2018 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมล้อมคอก เล็งแก้กฎหมายเอาผิดผู้ประกอบการฝืนคำสั่งออกเรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คมนาคมเล็งแก้กฎหมายเอาผิดผู้ฝ่าฝืนออกเรือหากมีความเสี่ยงมรสุม ด้านกรมเจ้าท่ากางแผนเพิ่มความปลอดภัยคาดสรุปผู้รับผิดชอบได้ภายใน 1 สัปดาห์ เปรยทำได้แค่เยียวยา แต่เอาผิดเจ้าของไม่ได้หลังกฎหมายไม่รองรับ &amp;nbsp;ด้านเอกชนป่วนอีกจ่ายค่าปัดกู้ซากเรือหวังทิ้งเป็นขยะในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีเหตุการณ์เรือล่มที่จ.ภูเก็ตว่า กระทรวงคมนาคมมีหน้าที่ต้องสร้างมาตรการเรื่องความปลอดภัยทุกระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยเรื่องการเดินเรือนั้นต้องปรับปรุงระบบติดตามเรือให้เป็นไปตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้นโยบายไว้ อย่างไรก็ตามในเรื่องการออกเรือนั้นทางบริษัทเจ้าของเรือต้องมีผู้รับผิดชอบที่เป็นผู้จัดการความปลอดภัย(safety manager) ร่วมกับกัปตันเรือ ในการรายงานข้อมูลผู้โดยสารให้กรมเจ้าท่า ซึ่งปัจจุบันมีการรายงานอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ไปต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยสร้างระบบที่เป็นระเบียบปฏิบัติชัดเจนในการลงไปตรวจสอบเรือก่อนเรือออกทุกอย่างต้องพร้อม โดยเฉพาะอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ที่สำคัญกัปตันจะออกเรือไม่ได้จนกว่าพนักงานจะชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติในการขึ้นเรือให้เรียบร้อยก่อน ทั้งนี้จะเร่งให้กรมเจ้าท่าแก้ไขระเบียบต่างๆให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อรองรับเทศกาลวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายณัฐ จับใจ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า(จท.)กล่าวว่าในอนาคตจะมีการออกระเบียบกรมเจ้าท่าเพื่อใช้บังคับตามกฎหมายในกรณีที่มีการแจ้งเตือนสภาพอากาศและการห้ามออกเรือ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการบังคับอย่างจริงจังเป็นเพียงดุลพินิตของกัปตันคุมเรือในการตัดสินใจออกเดินเรือ นอกจากนี้ในอนาคต ยังมีแนวคิดเรื่องกำหนดมาตรการความปลอดภัยในการใช้บริการเรือโดยสารให้เป็นในลักษณะเดียวกับการใช้บริการเครื่องบิน โดยจะวางระบบมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินเรืออย่างเข้มข้น ทั้งการตรวจสอบตัวเรือ การออกใบประกาศนียบัตรนายท้ายเรือ ตลอดจนการเพิ่มความถี่ในการตรวจเรือให้มากกว่าปีละ1ครั้ง พร้อมปรับปรุงระเบียบปฏิบัติต่างในการเดินเรือและข้อปฏิบัติการขึ้นเรือตลอดจนอบรมพนักงานและงานบริการผู้โดยสารคล้ายแอร์โฮสเตสที่คอยแนะนำการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยและทางออกฉุกเฉินให้ผู้โดยสาร โดยจะนำแนวทางไปปฏิบัติในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ อาทิ เมืองพัทยาและจังหวัดสุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวระดับสูงจากกรมเจ้าท่าเปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปเหตุการณ์และหาผู้รับผิดชอบคาดว่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้า แต่ทั้งนี้ยอมรับว่าด้วยตัวกฎหมายยังไม่มีข้อบังคับชัดเจนจึงน่าจะยังเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ประกอบการไม่ได้ ทำได้เพียงมาตรการเยียวยาความเสียหายทั่วไป อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นหนึ่งในสาเหตุมาจากที่กรมเจ้าท่าขาดแคลนพนักงานดูแลความปลอดภัยตามท่าเรือเพราะรัฐบาลไม่อนุมัติให้รับบุคลากรเพิ่มจึงขาดแคลนจำนวนมาก พอคนไม่พอก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ทั่วถึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังขาดแคลนงบประมาณบำรุงรักษาท่าเรืออีกด้วยเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยให้เกิดขึ้น โดยหลังจากที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นนั้นฝ่ายนโยบายได้เริ่มพูดคุยถึงการเพิ่มงบประมาณบ้างแล้วเพราะเป็นสิ่งที่แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนและทำได้เร็วกว่าการแก้กฎหมายหรือออกประกาศกรมฉบับใหม่ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ยังคงมีข้อพิพาทที่ต้องเคลียร์กับเอกชนคือการกู้ซากเรือที่จมลงไปนั้นเบื้องต้นทางเอกชนปฏิเสธที่จะออกเงินกู้เรือของตนที่จมลงไปนั้นด้วยการให้เหตุผลว่าความลึกที่จมลงไปราว 44 เมตรนั้นไม่กระทบกับการเดินเรือปกติบนผิวน้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13375</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจ้าท่า, เรือล่มภูเก็ต, เอาผิดผู้ฝ่าฝืนออกเรือ, แก้กฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180706/image_big_5b3f2c3ea3a12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 20:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 20:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอร์แลนด์ลงประชามติท่วมท้นคว่ำ กม.ห้ามทำแท้ง นายกฯ ดัน กม.ใหม่สิ้นปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชาวไอริชลงประชามติสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายห้ามการทำแท้งอย่างเด็ดขาดในประเทศโรมันคาทอลิกแห่งนี้ด้วยคะแนนท่วมท้นเกิน 66% นายกฯ ลีโอ วารัดคาร์ ประกาศจะออกกฎหมายฉบับใหม่ภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มรณรงค์โหวตหนุนแก้กฎหมายฉลองชัยชนะหลังรู้ผลคะแนนประชามติ 26 พ.ค. 2561 / AFP &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ไอร์แลนด์จัดลงประชามติประวัติศาสตร์เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการยืนยันเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งตรงกับเช้าวันอาทิตย์ของไทย พบว่าชาวไอริช 1,429,981 คน หรือ 66.4% ลงมติสนับสนุนการยกเลิกข้อห้ามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2526 ที่ไม่อนุญาตให้มีการทำแท้งและบัญญัติบทลงโทษสูงสุดจำคุก 14 ปี ส่วนคะแนนคัดค้านนั้นมี 33.6% จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์อยู่ที่ 64%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายสนับสนุนสิทธิในการเลือกหลายพันพากันออกมาฉลองผลประชามติครั้งนี้ที่กรุงดับลิน รูธ โบวี&amp;nbsp; พยาบาลวัย 40 ปีที่มาร่วมยินดีกล่าวว่า เธอเคยตั้งท้องนอกมดลูก และต้องไปให้แพทย์นอกประเทศนี้ตรวจเพื่อยืนยันว่าลูกไม่มีทางรอดชีวิต เธอเล่าเรื่องของเธอครั้งแล้วครั้งเล่าโดยหวังว่าสักวันไอร์แลนด์จะแก้กฎหมาย แล้ววันนั้นก็มาถึงจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่ประชามติสนับสนุนกฎหมายห้ามทำแท้งในปี 2526 มีสตรีไอริชราว 170,000 คนต้องออกไปทำแท้งในต่างประเทศ กฎหมายนี้ได้รับการแก้ไขในปี 2556 โดยยกเว้นกรณีครรภ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้เป็นแม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกฯ วารัดคาร์กล่าวว่า วันเสาร์ที่ 26 จะเป็นวันที่ได้รับการจดจำว่าไอร์แลนด์ได้ก้าวพ้นเงามืดสู่แสงสว่าง เป็นวันที่ประเทศนี้บรรลุนิติภาวะ รัฐบาลของเขาจะเสนอกฎหมายทำแท้งฉบับใหม่ที่จะอนุญาตให้ทำแท้งได้เมื่ออายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ และจะกำหนดข้อยกเว้นให้สำหรับอายุครรภ์ระหว่าง 12-24 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ลีโอ วารัดคาร์ มารอฟังผลการนับคะแนนเมื่อวันศุกร์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วารัดคาร์กล่าวว่า เขาต้องการให้กฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนไซมอน แฮร์ริส&amp;nbsp; รัฐมนตรีสาธารณสุข บอกกับเอเอฟพีว่าคณะรัฐมนตรีนัดประชุมกันในวันอังคารที่ 29 เพื่ออนุมัติร่างกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลประชามติครั้งนี้เป็นความเสื่อมถอยอีกครั้งสำหรับคริสตจักรโรมันคาทอลิกของไอร์แลนด์ ที่หลายปีมานี้ประชาชนเสื่อมศรัทธาเพราะเรื่องอื้อฉาวการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก 3 ปีที่แล้วชาวไอริชก็เพิ่งลงประชามติหนุนการแต่งงานของเพศเดียวกันด้วยคะแนน 62%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10117</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาทอลิก, ทำแท้ง, ประชามติ, ลีโอ วารัดคาร์, แก้กฎหมาย, ไอริช, ไอร์แลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0ab6abb77fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
