<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.ลังเลเลือกผู้ว่าฯ แป๊ะ-อัศวินจี้ชัชชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คนเมืองกรุงยังไม่ตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. หลัง &amp;quot;นิด้าโพล&amp;quot; ออกสำรวจครั้งที่ 3 ขณะที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังนำ โดยมี &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ตีตื้นใกล้เข้ามา และตามด้วย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อีกทั้งประชาชนคาดหวังให้ผู้ว่าฯ คนใหม่แก้ปัญหาจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;อยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 3&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่&amp;nbsp; 31 พฤษภาคม-2 มิถุนายน 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิ์เลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,313 หน่วย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย&amp;nbsp; (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.62 ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ อันดับ 2 ร้อยละ 23.84 ระบุว่าเป็น ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อันดับ 3 ร้อยละ 12.57 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อันดับ 4 ร้อยละ 10.59 ระบุว่าเป็น&amp;nbsp; พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อันดับ 5 ร้อยละ 5.33 ระบุว่าเป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 3.43 ระบุว่าเป็น น.ส.รสนา โตสิตระกูล อันดับ 7 ร้อยละ 2.82 ระบุว่าเป็นผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า หรือพรรคก้าวไกล อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อันดับ 9 ร้อยละ 1.75 ระบุว่าเป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ และจะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 10 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าไปลงคะแนน ไม่เลือกใคร (Vote NO) อันดับ 11 ร้อยละ 1.22 ระบุว่าเป็นผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ อันดับ 12 ร้อยละ 1.14 ระบุว่าเป็นนายสกลธี ภัททิยกุล และร้อยละ 1.29 ระบุว่าอื่นๆ ได้แก่ ผู้สมัครจากพรรคกล้า ผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทย และผู้สมัครจากพรรคเสรีรวมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจอยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่&amp;nbsp; 2 เดือนเมษายน 2564 พบว่า ผู้ที่ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า หรือพรรคก้าวไกล ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ มีสัดส่วนลดลง ในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย, น.ส.รสนา โตสิตระกูล, ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, นายสกลธี ภัททิยกุล และจะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงปัญหาที่ประชาชนอยากให้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เร่งแก้ไขมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 43.64 ระบุว่า ปัญหาการจราจร รองลงมา ร้อยละ 35.72 ระบุว่า ปัญหาสุขภาพ/สาธารณสุข ร้อยละ 31.68 ระบุว่า ปัญหาค่าครองชีพ/ปากท้อง ร้อยละ 27.42 ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 17.29 ระบุว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละออง น้ำเสีย ร้อยละ 16.91 ระบุว่า ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม มิจฉาชีพ ร้อยละ 16.15 ระบุว่า ปัญหาเรื่องขยะและความสะอาด ร้อยละ 15.16 ระบุว่า ปัญหาถนน/ทางเท้าชำรุด ร้อยละ 8.23 ระบุว่า ปัญหาการศึกษา ร้อยละ 6.17 ระบุว่า ปัญหาหาบเร่ แผงลอย ร้อยละ 2.89 ระบุว่า ปัญหาเรื่องเด็กและเยาวชน ร้อยละ 1.07 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะ ปัญหาไฟริมทางไม่เพียงพอ ปัญหาคนเร่ร่อน และปัญหาการจัดสรรที่อยู่อาศัยในเขตชุมชนแออัด และร้อยละ 0.15 ระบุว่า เฉยๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 100.00 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 48.90 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.10 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 5.71 มีอายุ 18-25 ปี ร้อยละ 13.94 มีอายุ 26-35 ปี ร้อยละ 19.12 มีอายุ 36-45 ปี ร้อยละ 32.44 มีอายุ 46-59 ปี และร้อยละ 28.79 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 93.37 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.95 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 1.37 นับถือศาสนาคริสต์ และอื่นๆ และร้อยละ 0.31 ไม่ระบุศาสนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างร้อยละ 31.76 สถานภาพโสด ร้อยละ 64.51 สมรสแล้ว ร้อยละ 3.43 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 0.30 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 15.69 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 24.14 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.54 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 41.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.59 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 0.61 ไม่ระบุการศึกษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างร้อยละ 7.84 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 26.43 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 25.97 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.23 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.23 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 28.41 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 2.13 เป็นนักเรียน/นักศึกษา และร้อยละ 0.76 ไม่ระบุอาชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างร้อยละ 25.21 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 5.79 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 19.65 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 15.46 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 7.92 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 12.41 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 13.56 ไม่ระบุรายได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105489</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ว่าฯ คนใหม่แก้ปัญหาจราจร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เลือกผู้ว่าฯ กทม., เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bcde4a610a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พท.&#039;ชูสร้างสะพานข้ามแยกใหญ่แก้ปัญหาจราจรพร้อมดัน&#039;ไมโครบัส&#039;วิ่งชานเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.62- ตั้งแต่เวลา 7.00น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯของพรรคเพื่อไทย และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครส.ส.เขต 16 กทม. ลงพื้นที่ บริเวณ5แยกลำกระโหลก ถนนรามอินทรา109 ตัดกับถนนปัญญาเขตคลองสามวา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวว่า ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคมนาคมในเขตชานเมือง ซึ่งเขตคลองสามวาซึ่งวันนี้มีประชากรมากกว่า 200,000 คน มีหมู่บ้านหลายพันแห่งและมีปริมาณรถหมุนเวียนต่อวันกว่าแสนคัน แต่กลับได้รับการแก้ไขปัญหาจราจร และการวางระบบขนส่งช่วง5ปีมานี้น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายจิรายุ พานายชัชชาติขึ้นรถกระเช้าเพื่อดูมุมสูงในบริเวณแยกดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดที่มีการจราจรหนาแน่นและติดขัดอย่างมาก โดยในเขตคลองสามวามีแยกใหญ่อยู่4แห่งที่ปัจจุบันรถติดมากเช่นถนนนิมิตใหม่ตัดกับถนนหทัยมิตร ถนนคู้บอนกับถนนพระยาสุเรนทร์และถนนหทัยราษฎร์ตัดกับถนนแยกคลองสอง &amp;nbsp;ซึ่งหากแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างสะพานข้ามแยก ก็จะทำให้การเดินทางในพื้นที่คล่องตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุกล่าวว่า ได้ขอให้นายชัชชาติ บรรจุเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาไว้ให้คนชานเมือง หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ต้องเร่งเพิ่มส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสีชมพูอีกเพียง5กม.ให้มาถึงถนนนิมิตรใหม่ พื้นที่เขตคลองสามวาเพื่อรับคนนับแสนคนในโซนดังกล่าว นอกจากนี้ปัญหาเรื่อง รถเมล์ขสมก.ควรวิ่งให้ครอบคลุมในพื้นที่ชานเมืองด้วยรูปแบบรถเมล ขนาดเล็ก แบบ ไมโครบัส เพื่อส่งเสริมให้คนชานเมืองได้ใช้บริการสาธารณะ มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31598</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเลือกตั้ง, จิรายุ ห่วงทรัพย์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, หาเสียง, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190318/image_big_5c8ef61288a2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระราม 4 หนักแน่! เริ่มปิดสะพานข้ามแยก ณ ระนอง  ทุบแล้วสร้างใหม่ 2 ปีเริ่ม 20 มี.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.62 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;FM91 Trafficpro&amp;quot; ข่าวจราจร สวพ.FM91&amp;nbsp;รายงานว่า โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยก ณ ระนอง ประกาศปิดสะพานข้ามแยก ณ ระนอง ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2562 -13 มี.ค. 2564&amp;quot; ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยก ณ ระนอง สร้างสะพานยกระดับขนาด 4 ช่องจราจร 2 ทิศทาง ความยาว 1,950 เมตร&amp;nbsp;เริ่มจากโรงเรียนนนทรีวิทยา ข้ามไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จึงจำเป็นต้องทุบสะพานเดิมบางส่วนทิ้ง เพื่อเชื่อมสะพานยกระดับใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กทม. จัดแผนจราจรทางเลี่ยงออกเป็น 6 เส้นทาง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) จากถนนพระราม 3 เข้าถนนเชื้อเพลิง ตัดกับถนนพระราม 4 บริเวณแยกใต้ทางด่วนออกถนนพระราม 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) จากแยกใต้ทางด่วนถนนพระราม 4 เข้าซอยสุวรรณสวัสดิ์ และเลี้ยวเข้าซอยศรีบำเพ็ญ ตรงไปถนนเชื้อเพลิง 4 แล้วเลี้ยวซ้ายจะมุ่งหน้าออกไปถนนเชื้อเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) จากแยกใต้ทางด่วนถนนพระรามที่ 4 เข้าซอยสุวรรณสวัสดิ์ และเลี้ยวซ้ายเข้าซอยศรีบำเพ็ญและเลี้ยวขวาเข้าถนนเย็นอากาศ มุ่งหน้าไปถนนนางลิ้นจี่ และเลี้ยวขวาเข้าถนนจันทร์ และออกถนนนราธิวาสราชนครินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) จากแยกใต้ทางด่วนถนนพระราม 4 เข้าซอยสุวรรณสวัสดิ์ เลี้ยวซ้ายเข้าซอยศรีบำเพ็ญและเลี้ยวขวาเข้าถนนเย็นอากาศ มุ่งหน้าไปถนนนางลิ้นจี่ และเลี้ยวซ้ายออกถนนรัชดาภิเษก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) จากถนนซอยอมรมุ่งหน้าไปถนนจันทร์เก่า และออกถนนนราธิวาสราชครินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) จากแยกนางลิ้นจี่ ถนนพระราม 3 ไปวงแหวนอุตสาหกรรม เข้าถนนปู่เจ้าสมิงพรายเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 3109 (ถนนรางรถไฟสายเก่าปากน้ำ) มุ่งหน้าไปท่าเรือ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31302</URL_LINK>
                <HASHTAG>FM91 Trafficpro, ข่าวจราจร, ปิดสะพานข้ามแยก ณ ระนอง, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190314/image_big_5c89b3bcbfe24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.เร่งเสนอสองแผนแก้รถติดให้นายกฯพิจารณา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ม.ค. 2562 นายชัยธรรม์ พรหมศร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำแผนไปเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาจราจรและขนส่งระยะเร่งด่วนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล &amp;nbsp;ที่มีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานตามที่รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร(กทม.)ไปบูรณาการร่วมกันโดยมี สนข. เป็นเจ้าภาพหลัก คาดว่าจะนำเสนอคณะอนุกรรมการฯภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หลังจากนั้น จะเสนอไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี รับทราบในแผนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยธรรม์ กล่าวว่าปัญหาการจราจรจะต้องนำแผนมาบูรณาการร่วมกันเพื่อให้มีหลายมิติ ซึ่งการแก้ไขปัญหาการจราจรไม่ใช่ทำได้แค่การลงทุนโครงการก่อสร้างอย่างเดียว ต้องทำยังไงให้ควบคู่กับการบริหารจัดการกับสิ่งที่มีอยู่คือถนนและโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับกรอบที่รัฐบาลให้ไว้ คือให้ดูในแผนภาพรวม ซึ่งสนข.จึงดูทั้งมิติของสิ่งที่ต้องก่อสร้างขึ้นและสิ่งที่ต้องบริหารจัดการ ถ้ามองย้อนไปปัญหาการจราจรในกรุงเทพและปริมณฑล สาเหตุหลักเกิดจาก 1.ปริมาณรถที่เยอะขึ้น 2.ถนนที่มีจำกัด ประกอบกับเราเพิ่งจะเปลี่ยนจากโหมดให้คนใช้รถมาใช้ระบบขนส่งมวลชนให้มากขึ้นโดยการสร้างรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นเราจะมองทั้งสองมิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่จะนำเสนอจะเอาถนนที่จำเป็นคือถนนที่สร้างไว้แล้วแต่ยังเป็นคอขวด และยังมีมิสซิ่งค์ลิงค์ที่ยังไม่เชื่อมกันที่เป็นตัวบล็อคตรงนี้ต้องมาเคลียร์นี่คือแผนที่จากนำเสนอมีสองมิติคือ 1.เพิ่มถนนเท่าที่จำเป็นควบคู่ไปกับการที่จะบริหารจัดการเกี่ยวกับมาตรการต่างๆที่จะทำให้ถนนมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือระบายรถได้คล่องท่อไม่ตัน และ2.ลดปริมาณรถยนต์ลงบนท้องถนนคือมุ่งเน้นให้คนหันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือระบบรถไฟฟ้าให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่ต้องทำควบคู่ในข้อที่สองคือการก่อสร้างอาคารและลานจอดรถ ที่มีประสิทธิภาพโดยการทำในส่วนรอบนอกเมืองโดยที่คนไม่ต้องขับรถมาในเมืองนอกจากนี้ยังต้องมีสกายวอล์คสิ่งนี้มีความจำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนหันมาใช้บริการรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น จากนี้ยังรวมไปถึงตรอกซอยออกซอยต่างๆที่รถยังไม่สามารถทะลุไปถึงตรงนี้ตรงมาดู&amp;rdquo;นายชัยธรรม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมิติถนนที่จำเป็น หากมองย้อนไปในอดีตการแก้ปัญหายังไม่ทะลุ สิ่งที่ต้องมาดูคือจุดไหนที่มีรถติดมากๆต้องแก้ไขปัญหาตรงจุดนั้นๆทั้งนี้หลังจากแผนนี้บรรจุเข้าใน คจร. ก็ทำเหมือนรถไฟฟ้าแผนนี้ต้องอยู่ไปตลอด จะหยุดไม่ได้&amp;nbsp;
ทั้งนี้ในส่วนของแนวระเบียงเส้นทางที่มีปัญหาการจราจรรถติดหนักมากในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่ามี 9 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.วงแหวนรัชดาภิเษก 2.มอเตอร์เวย์สาย 7 - ทางด่วนพิเศษศรีรัช 3.ถนนประเสริฐมนูกิจ-งามวงศ์วาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ทางด่วนขั้นที่ 1 ต่างระดับอาจณรงค์ 5.ทางด่วนขั้นที่ 1 ช่วงสะพานพระราม 9-พระราม 2 6.สะพานตากสิน ช่วงราชพฤกษ์-กัลปพฤกษ์ 7.คู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี-สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า 8.ทางพิเศษฉลองรัช-วงแหวนลำลูกกา 9.ถนนราชพฤกษ์ ช่วงชัยพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์ นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาจราจรต่อเนื่องในเส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้างรถฟ้า 3 เส้นทาง ได้แก่ 10.ถนนติวานนท์-แจ้งวัฒนะ-รามอินทรา ที่อยู่ระหว่างสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 11.ถนนรัชดาภิเษก-ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์-เทพารักษ์ สร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และ 12.ถนนพระราม 9-รามคำแหง สร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27657</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชงแผนแก้รถติด, สนข., สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4e727e4f249.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2018 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเปิดรถไฟฟ้าสายสีเขียว ย้ำปฏิรูประบบทางรางต้องอาศัยเวลาตามแผนยุทธศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6&amp;nbsp;ธ.ค.61 -&amp;nbsp;ที่โรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสมุทรปราการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดทดลองให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิษฐ รมว.คมนาคม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหารจ.สมุทรปราการ ซึ่งมี นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี โดยทันทีที่มาถึงนายกฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว จากนั้นกล่าวเปิดงานว่า ยินดีที่ได้มาเปิดรถไฟฟ้าสายสีเขียวแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งเป็นระบบการเดินทางที่สำคัญที่จะเชื่อมกทม.และปริมณฑลให้ได้ในหลายทิศทาง เราต้องวางแผนการเชื่อมโยงต่อไปทั้งทางบก ทางราง เพื่อลดภาระปัญหาทางจราจรที่เกิดขึ้นให้ได้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วน ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาล กระทรวงคมนาคม รถไฟฟ้ามหานคร และเอกชนที่ร่วมกันปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ ผลักดันมาจนถึงวันนี้ โดยรัฐบาลได้ผลักดันโครงข่ายการขนส่งให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปี เพื่อเป็นระบบขนส่งที่ปลอดภัย ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ให้คนมีรายได้น้อยได้ใช้บริหาร&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาได้เร่งรัดโครงการต่างๆ&amp;nbsp;5เส้นทางให้ต่อเนื่อง และเส้นทางสายสีเขียวในวันนี้ที่จะผนวกกับเส้นทางเดิม เพื่อมอบให้เป็นของขวัญให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องดูว่าทำไมประเทศไทยรถติดขัด ไม่ใช่ว่ารัฐบาลแก้ไขไม่ได้ แต่ที่สำคัญต้องเคารพกฎหมาย บุคคล เจ้าหน้าที่ต้องร่วมมือกัน และที่สำคัญประเทศไทยไม่เหมือนคนอื่น ในครอบครัวทุกคนออกจากบ้านพร้อมกัน ทำให้รถมีปริมาณมากขึ้นทุกคนมีความจำเป็นในการใช้รถ เราจึงต้องไปดูว่ามีปริมาณการใช้รถเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นก็ต้องสร้างถนนไปเรื่อยๆ ต้องไปดูว่าจะช่วยให้เด็กหรือคนในครอบครัวได้ขึ้นรถไฟฟ้าตรงไหนได้บ้าง เราต้องมองทั้งระบบทั้งทางบก เรือ และราง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรียกว่าเป็นการปฏิรูประบบทางราง ซึ่งยังไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นกรุณาเข้าใจให้ถูกต้องด้วย ช่วยกันอธิบายทำความเข้าใจว่าอะไรคือการปฏิรูป คือการทำงานหนึ่งงานให้เสร็จ โดยมีระยะเวลาสร้างการเชื่อมต่อ ไม่อย่างนั้นก็สนใจแบบจ็อบๆ แล้วก็ไม่เข้าใจว่าจะแก้ไขกันอย่างไร คนทำงานต้องคิดแบบที่ผมคิด แบบรัฐบาลคิด ไม่อย่างนั้นไปไม่ได้ ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ออกมา ไม่มีแผนแม่บทออกมาก็ทำงานไม่ได้ทั้งหมด แล้วก็เสียเวลากว่าจะดำเนินการต่อไปได้ในอนาคต ทั้งหมดทำเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมีสุขให้กับประชาชนและคนไทยทั้งประเทศ ทั้งนี้จะต้องวางแผนต่อไป วันนี้ทำได้เฉพาะกทม.และปริมณฑล แต่ในอนาคตจะต้องไปจังหวัดอื่นด้วย เพราะเขาก็ต้องการเหมือนกัน ในเรื่องของรถไฟทางคู่ได้ทำเพิ่มอีก&amp;nbsp;1,300กิโลเมตร เดิมมีแค่&amp;nbsp;460&amp;nbsp;กิโลเมตร บวกกับรางเดียวอีก&amp;nbsp;2,500&amp;nbsp;กิโลเมตร โดยจะมีการขยายต่อรถไฟฟ้าทางราง&amp;nbsp;6,000&amp;nbsp;กิโลเมตรในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันต้องอธิบายให้ประชาชนทราบว่า เราทำอะไรไปแล้วบ้าง ถ้าต่างฝ่ายต่างชี้แจงกันคนละเรื่อง ประชาชนก็จะไม่เข้าใจ ดังนั้นการสร้างกระบวนการคิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์ก็จะมีคนเสียประโยชน์อยู่บ้าง จะไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ต้องได้ นั่นคือความร่วมมือ จากนั้นนายกฯเยี่ยมชมห้องควบคุมขบวนรถไฟฟ้าที่ตู้โดยสารที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และทดลองใช้บริการจากโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสมุทรปราการ ไปยังสถานีเคหะสมุทรปราการ ทั้งนี้นายกฯ กล่าวภายหลังทดลองนั่งไฟฟ้าว่า นิ่มดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23620</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มอบของขวัญประชาชน, ยุทธศาสตร์ชาติ, รถไฟฟ้าสายสีเขียว, แก้ปัญหาจราจร, แบริ่ง-สมุทรปราการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181206/image_mid_5c089c25b7d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2018 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2018 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.รับลูกนายฯแก้ปัญหาจราจร สร้างอุโมงค์-สะพานลอยข้ามแยก 50 จุดทั่วกรุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข. รับลูกนายกฯ เร่งสำรวจถนนจราจรสาหัส สร้างอุโมงค์-สะพานลอยข้ามแยก 50จุดทั่วกรุง เตรียมหารือร่วม กทม.,ทล.,ทช. สัปดาห์หน้า เล็งสร้างเส้นทางรัชดาภิเษกก่อน พร้อมผุดไอเดียทางลอดข้ามแม่น้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ตามที่ สนข.ได้รับนโยบายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สำรวจและศึกษาถนนที่มีปัญหาหารจราจรติดขัด เพื่อดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอด หรือสะพานลอยข้ามแยกภายในระยะเวลา 1 เดือนนั้น ซึ่งในเรื่องดังกล่าว สนข.เคยมีผลการศึกษามาแล้วเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปัจจุบันกรุงเทพมหานคร (กทม.) มี 500 ทางแยก โดยเป็นจุดวิกฤติและยังไม่มีการดำเนินการสร้างอุโมงค์หรือสะพานข้ามแยก ประมาณ 50 ทางแยก ซึ่งตามกรอบเวลา 1 เดือนนั้น จะได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการใน เส้นทางใดบ้าง ก่อนที่จะกำหนดระยะเวลาการดำเนินการ รวมถึงการเสนอของบประมาณก่อสร้างในปี 2563 ต่อไป อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะทบทวนผลการศึกษา และหารือร่วมกับ กทม. กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการในเส้นทางใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีฯ ได้ให้แนวคิดว่า เส้นทางถนนรัชดาภิเษกในอนาคต จะต้องไม่มีสัญญาณไฟจราจร เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณทางแยกสำคัญ โดยในเบื้องต้นได้กำหนดไว้ที่บริเวณวงแหวนรอบในของถนนรัชดาภิเษก ที่ยังไม่มีการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอด หรือสะพานลอยข้ามแยก อาทิ ทางแยกพระราม 9 ทางแยกอโศก ทางแยกเกษมราษฎร์ ประชาชื่น เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะพิจารณาไปถึงวงแหวนชั้นกลาง (กาญจนาภิเษก) และวงแหวนชั้นนอก (วงแหวนรอบ 3) ด้วย เบื้องต้นวงเงินที่จะใช้สร้างอุโมงค์ทางลอดประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อแห่งแล้วแต่ระยะทาง ขณะที่วงเงินก่อสร้างสะพานลอย 150-200 ล้านบาทต่อแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีแผนโครงการก่อสร้างทางแยก 34 แห่ง &amp;nbsp;ปี 60-72 แบ่งเป็น กทม. 17 แห่ง ทล.16 แห่ง และ ทช. 1 แห่ง ซึ่งเริ่มแผนงานไปแล้วของ กทม. เช่น ทางลอดใต้ทางแยกถนนจรัญสนิทวงศ์พรานนก(แยกไฟฉาย) ส่วน ทล. สะพานเข้าอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานดอนเมืองทางหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ขณะที่แผนปี 2562 จะเริ่มทำเดินการ ของ ทล. อาทิ ทางแยกต่างระดับลำลูกกาคลอง 7 (ทล.หมายเลข 3312ตัด 3592, ก่อสร้างอุโมงค์ลอดทางแยกแครายทางหลวงหมายเลข 302 ตัด 306, ก่อสร้างทางยกระดับศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิทางหลวงหมายเลข 7 และ ทช. ก่อสร้างทางต่างระดับ. ตัดถนนสาย ปท. 4001 กับ ทล.352 คลองหลวง จ.ปทุมธานี ขณะที่ กทม. จะสร้างสะพานยกระดับบนถนนลาดกระบัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้ไปดำเนินการสะพานข้ามแม่น้ำ เพื่อเชื่อมต่อการดำเนินการของ กทม. ฝั่งธนฯและฝั่งพระนคร เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่เพียงพอในการรองรับการเดินทาง ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบสะพานข้ามแม่น้ำได้นั้น จะปรับรูปแบบเป็นอุโมงค์ลอดแม่น้ำ ขณะที่แนวคิดการก่อสร้างทางด่วนลอดแม่น้ำ ช่วงสาทร-บางกระเจ้า ระยะทาง 10 กิโลเมตรนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น และเตรียมนำเสนอแนวคิดให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ งบประมาณในการก่อสร้างทางด่วนลอดแม่น้ำ ขนาด 4 ช่องจราจรนั้น จะมีราคาอยู่ที่กิโลเมตรละประมาณ 5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของการสร้างที่จอดรถบริเวณแยกรัชโยธิน หรือตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีนั้น นายสราวุธ กล่าวว่า การสร้างที่จอดรถดังกล่าว การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ในอนาคตจะมีการขอความร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า เพื่อใช้ที่จอดรถในห้าง ซึ่งอาจจัดทำโปรโมชั่น อาทิ ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่มารถจอดรถได้ฟรี 2 ชั่วโมง เป็นต้น เนื่องจากหากภาครัฐดำเนินการที่จอดรถ หรือจุดจอดแล้วจรเองนั้น อาจจะต้องมีการเงนคืนที่ดินเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21596</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., สนข., สราวุธ ทรงศิวิไล, สร้างอุโมงค์-สะพานลอยข้ามแยก 50จุดทั่วกรุง, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181108/image_big_5be3a9e13fde8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว่าที่ปลัดคมนาคม ฝากงาน ผอ.สนข.คนใหม่เร่งแก้ปัญหาจราจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชัยวัฒน์&amp;rdquo; มั่นใจ ผอ.สนข.คนใหม่ ขับเคลื่อนนโยบายได้ ฝากงานเร่งแก้ปัญหาจราจร เดินงานตามแผนแม่บทระยะ 8 ปี ห่วงสานงานไฮสปีดไทย-จีน ด้าน &amp;ldquo;สราวุธ&amp;rdquo; รับลูก พร้อมลุยงานเต็มที่ รับเป็นเรื่องท้าทาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมและโฆษกกระทรวงฯ จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ. สนข.คนใหม่นั้นต้องการให้สานต่อแก้ไขปัญหาด้านจราจร ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงต้องการให้เร่งรัดโครงการตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 8 ปี (ปี 2558-2565)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ให้เดินหน้าโครงการตามแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;(แอคชั่นแพลน) ปี 2562 รวมทั้งผลักดันกฎหมายด้านการขนส่งของแต่ละหน่วยงานด้วย อาทิ ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ........และ ร่าง พ.ร.บ. การขนส่งทางราง พ.ศ......... ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ ผอ.สนข.คนใหม่นั้นยังเป็นห่วงเรื่องโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ไทย-จีน เนื่องจากมีรายละเอียดของโครงการ โดยเฉพาะทางด้านเทคนิคกับฝ่ายจีนจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจะเข้ามาช่วยพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นโครงการที่ได้มีส่วนร่วมมาตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมมั่นใจว่านายสราวุธจะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการและนโยบายของ สนข. ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่กังวล เพราะมีทีมงาน ของ สนข. ที่คอยสนับสนุนให้ข้อมูลมาตลอด และนายสราวุธเป็นคนเก่ง มีความรู้ ความสามารถ โดยเฉพาะงานด้านการคมนาคมและขนส่ง ผมเชื่อว่านายสราวุธจะนำพื้นฐานทางด่านวิศวกรมาประยุกต์ใช้กับงานที่ สนข. แต่หลังจากนี้ต้องการให้นายสราวุธ มีบทบาทมายืนแถวหน้าต้องสามารถพรีเซนการดำเนินงานของ สนข. ได้&amp;rdquo; นายชัยวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งตนให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สนข. หากได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ ยอมรับว่างานที่ได้รับมอบหมายเป็นงานที่ท้าทาย แต่เชื่อว่าทั้งบุคคลของ สนข. ผนวกกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของตนในฐานะที่ดำรงตำแหน่งราชการกระทรวงคมนาคมและผู้อำนวยการศูนย์ปลอดภัยคมนาคมเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนแผนงานของ สนข. ให้สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนข. มีบทบาทที่ชัดเจนและถือว่ารุ่งเรืองมากที่สามารถผลักดันยุทธศาสตร์และแผนแม่บทระบบขนส่งสาธารณะทั้งประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจราจรทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งมาตรฐานความปลอดภัยที่จะทำให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน สามารถเชื่อมต่อการเดินทางให้ใช้งานได้จริงครอบคลุมทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากนี้จะต้องกล้าฟันธงในโครงการต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ด้านระบบคมนาคมขนส่ง เพราะถ้าช้าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา มาเลเซีย และสิงคโปร์ จะนำโครงการไปปฏิบัติซึ่งตนต้องกล้าตัดสินใจมากขึ้น ภายใต้ข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ทำงานที่ สนข. ที่จะได้วางแผนระบบขนส่งในอนาคตของประเทศ และมองว่างาน สนข. งานใหญ่และท้าทายมาก&amp;rdquo; นายสราวุธกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะเน้นแผนแม่บทระบบขนส่งในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะให้การจราจรเกิดความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น ในขณะนี้ สนข. ได้ทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (อจร.) ทั้ง 76 จังหวัด เพื่อกำหนดเส้นทางและความปลอดภัย ถือเป็นการบูรณาการระหว่างกระทวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสราวุธ กล่าวว่า สำหรับภาระกิจที่ได้รับมอบหมายเป็นห่วงเรื่องระบบการขนส่งทางน้ำ เนื่องจากยังมีการใช้งานไม่เต็ม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือฝั่งอ่าวไทยเชื่อมต่อกับฝั่งอ่าวไทย รวมทั้งมีคู่แข่งจากต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่ระบบขนส่งทางบก ทางราง และทางอากาศ เชื่อว่าสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน โดยเฉพาะระบบรางที่รัฐบาลให้ความสำคัญและมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะนี้รถไฟฟ้าที่ให้บริการประชาชนในปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเที่ยวต่อวัน และอนาคตหากสร้างรถไฟฟ้าครบ 10 สาย จะทำให้ประชาชนเดินทางด้วยระบบไฟฟ้ามากขึ้นถึง 3-4 ล้านเที่ยวต่อวัน รวมทั้งในภูมิภาคด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน้าที่ ของ สนข. จะต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการให้มีความเหมาะสมเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ อาทิ การขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) โครงการรถไฟทางคู่ รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, สนข., สราวุธ ทรงศิวิไล, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร, แก้ปัญหาจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bc41af1b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
