<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 10:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯไล่บี้หน่วยราชการลุยทำงานเชิงรุกแก้ภัยแล้ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค. 2563 &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบสถานการณ์ภัยแล้งหลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงติดต่อกันหลายเดือนพบว่าภัยแล้งได้ขยายวงกว้างครอบคลุมหลายพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สั่งการให้ทุกฝ่ายเตรียมรับมือสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นการขุดบ่อน้ำบาดาล หาแหล่งน้ำสำรอง ตั้งจุดแจกจ่ายน้ำปะปา น้ำอุปโภค บริโภค เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมลกล่าวว่า​ สำหรับกรณีบ้านหนองกาว หมู่ 5 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ &amp;nbsp;ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 4 ขอนแก่นลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จริง และหาแนวทางการให้ความช่วยเหลือ จากรายงานเบื้องต้นพบว่าหมู่บ้านดังกล่าวมีน้ำดิบไม่เพียงพอเนื่องจากภัยแล้งยาวนาน โดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 4 ขอนแก่นได้เร่งให้ความช่วยเหลือ ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเพิ่มแล้วส่วนระยะยาวจะทำการสำรวจในรายละเอียดและหาแนวทางช่วยเหลืออย่างยั่งยืนต่อไป​ ทั้งนี้​ นายกรัฐมนตรีกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เน้นย้ำให้เร่งทำงานเชิงรุก อย่าปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน หากพบพื้นที่ใดขาดแคลนน้ำให้เร่งออกแจกจ่ายน้ำให้แก่ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมกับขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65510</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งนายกรัฐมนตรี, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, แก้ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5f6e6b332b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แล้งลาม20จว.เร่งขุดบ่อบาดาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; บอกเกษตรกรรัฐบาลจริงจังแก้ปัญหาภัยแล้ง ยันไม่ได้สั่งห้ามทำนา แค่ห่วงสภาพลมฟ้าอากาศ ลั่นไม่ทอดทิ้ง ปชช. &amp;quot;มท.1&amp;quot; แจงน้ำประปารสกร่อยบ้างบางเวลา ขอทุกคนใช้น้ำอย่างประหยัด &amp;quot;ปภ.&amp;quot; เผย 20 จว.ประกาศเขตภัยแล้ง เร่งเจาะบ่อบาดาลเพิ่มปริมาณน้ำ &amp;quot;ชาวนาขอนแก่น&amp;quot; ยอมเสี่ยงปลูกข้าวดีกว่าอดตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ม.ค. เวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จัดรายการ Government Weekly ช่วง PM Talk ทางเพจไทยคู่ฟ้า โดยพูดคุยกับเกษตรกรจากจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี และเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อรับฟังปัญหาการประกอบอาชีพและการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่เกิดปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งติดพันกับประเทศไทยมาโดยตลอด เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง คนเยอะขึ้น และฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง แต่ยืนยันรัฐบาลจริงจังกับการแก้ปัญหา &amp;nbsp;ซึ่งจะทำคนเดียวไม่ได้ทุกคนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นทุกปีตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาปี 57-62 ซึ่งภาพรวมจากข้อเท็จจริงภัยแล้งถือว่าลดลง โดยในปี 61 ไม่มีประกาศพื้นที่ภัยแล้ง แต่ในปี 63 &amp;nbsp;สถานการณ์หนัก เนื่องจากน้ำต้นทุนน้อยลงไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ รวมทั้งมีความเสี่ยงน้ำอุปโภคบริโภค น้ำทำการเกษตร น้ำในภาคอุตสาหกรรม และน้ำเค็มรุก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างน้อยต้องมีน้ำอุปโภคบริโภคใช้ และดูแลอย่างไรในช่วงที่เกษตรกรไม่มีรายได้ ไม่ใช่รัฐบาลห้ามปลูกพืชโน่นนี่ เพราะมีคนบิดเบือนว่านายกฯ ห้ามทำนา ผมจะห้ามได้อย่างไร แต่เป็นเพราะลมฟ้าอากาศ และเข้าใจดีว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จึงไม่ต้องการให้กระดูกสันหลังโค้งงอเสียหายอีก ทุกคนต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรให้ทุกคนพอใจได้หมด ที่ผ่านมาการสร้างแก้มลิงก็กระทบพื้นที่ราษฎร จึงต้องระบายออกไปหมด นั่นคือปัญหา โดยการแก้ไขต้องทำแบบยั่งยืนและมีแผนเป็นระยะ แต่เชื่อว่าต้องทำได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายการช่วงหนึ่งเกษตรกรจากจังหวัดชัยนาทบอกกับนายกฯ ว่า ในช่วงที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ ไม่มีรายได้ก็ปลูกผักและเลี้ยงสัตว์แทน อีกทั้งอยากให้ภาครัฐจ้างแรงงานเกษตรกรลอกคูคลองเพื่อช่วยให้มีรายได้ช่วง 3-4 เดือนนี้ นอกจากนั้นยังนำเสนอรูปแบบแก้ปัญหาข้าวล้นตลาด ซึ่งได้ลงมือปฏิบัติที่จังหวัดชัยนาทแล้ว คือข้าวที่ปลูกในชัยนาทก็บริโภคด้วยคนชัยนาท ซึ่งนายกฯ กล่าวชื่นชมว่าดี ผลิตตามความต้องการของคนในพื้นที่ ไม่ล้นออกมาข้างนอก ซึ่งตรงนี้เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ถามเกษตรกรด้วยว่า &amp;quot;รัฐบาลไหนให้เครื่องจักรไปทำเกษตรแปลงใหญ่ ผมนี่แหละเป็นคนสั่งให้เครื่องจักร และให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้เพิ่มเติมอีก อดทนกับผมหน่อย ผมพยายามทำ ทำเพื่ออนาคต นี่คือแผนที่ยั่งยืน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า น้ำทั้งหมดมาจากฝน จึงอยู่ที่การกักเก็บจะทำได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะติดประชาชน ทั้งที่มีการศึกษาได้เตรียมความพร้อมทั้งหมดแล้ว โดยทุกอย่างไม่มีอะไรได้หรือเสียไปทั้งหมด อยู่ที่ความคุ้มค่า จึงอยู่ที่ประชาชนและเอ็นจีโอ ขณะที่ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมมือกัน จะรักษาป่าได้มากแค่ไหนหรือจะปลูกเพิ่มอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ผมเห็นหน้าเกษตรกรก็เห็นใจ แต่ก็ยังมีรอยยิ้ม ยืนยันรัฐบาลไม่ทิ้งประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกร และกำลังพิจารณาว่าทำอย่างไรให้มีสินทรัพย์ เช่นวัวหรือควายที่ขายเมื่อไหร่ก็มีเงิน ขอให้เห็นใจพี่น้องเกษตรกรของไทย เราต้องมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงและไม่ยากจนในวันหน้า&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงข่าวที่ระบุว่ารัฐบาลนำงบประมาณ 3,079 ล้านบาทไปขุดเจาะบ่อบาดาลเพียง 500 บ่อ บ่อละ 6 ล้านบาทว่า &amp;quot;เป็นข่าวเท็จ เป็นข้อมูลปลอม และใครก็ดีที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป เพราะงบประมาณ 3,079 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการทั้งสิ้น 2,041 โครงการ และภายใต้ 2,041 โครงการ จะมีการขุดเจาะบ่อบาดาล 1,103 บ่อ แบ่งเป็นอยู่ในสถานพยาบาล 3 บ่อ และอีก 1,100 บ่ออยู่นอกเขตการประปา แยกเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยสูง 1,270 หมู่บ้าน ที่จะมีการขุดเจาะ 577 บ่อ และพื้นที่เสี่ยงภัยปานกลาง 526 บ่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีค่าความเค็มน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคว่า การประปานครหลวงรายงานน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอาจจะมีเกินค่ามาตรฐาน มีรสกร่อยบ้างบางเวลา ส่วนน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตรยังไม่เกินค่ามาตรฐานความเค็ม 2 กรัมต่อลิตรแน่นอน ซึ่งการประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้ทำงานควบคุมคุณภาพภายใต้การใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในหน้าแล้งถึงเดือน ก.ค.นี้อย่างเต็มที่ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนที่จะสูบน้ำหรือนำน้ำไปใช้ทางการเกษตรให้นึกถึงส่วนรวม เนื่องจากขณะนี้ต้องดูแลและให้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) รวม 20 &amp;nbsp;จังหวัด 101 อำเภอ 559 ตำบล 4,781 หมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่ง ปภ.ได้จัดรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้บริหารจัดการทรัพยากรเครื่องจักรกลที่มีอยู่ในพื้นที่เข้าสนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยได้นำกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย จาก ปภ.เขต 5 นครราชสีมา เขต 8 กำแพงเพชร เขต 12 สงขลา เขต 17 จันทบุรี อาทิ รถบรรทุกขนาดใหญ่ติดตั้งเครื่องยกพัฒนาบ่อบาดาล 2 คัน เครื่องเจาะบ่อน้ำตื้น 5 ชุด เข้าปฏิบัติการขุดเจาะบ่อน้ำตื้นและเป่าล้างบ่อบาดาลในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุทัยธานี สตูล และจันทบุรี รวม 142 บ่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนการพัฒนาบ่อน้ำตื้นและการเป่าล้างบ่อบาดาล ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยจาก ปภ.เขต 5 นครราชสีมา เขต 8 กำแพงเพชร เขต 12 สงขลา เขต 17 จันทบุรี อาทิ รถบรรทุกขนาดใหญ่ติดตั้งเครื่องยกพัฒนาบ่อบาดาล 2 คัน เครื่องเจาะบ่อน้ำตื้น 5 ชุด เข้าปฏิบัติการขุดเจาะบ่อน้ำตื้นและเป่าล้างบ่อบาดาลในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุทัยธานี สตูล และจันทบุรี โดยเน้นการปฏิบัติงานเร่งด่วนในพื้นที่จังหวัดประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยแล้งและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และอุทัยธานี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่&amp;quot; อธิบดี ปภ.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดขอนแก่น ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจตามแหล่งน้ำดิบที่ต้องใช้ผลิตประปาส่งให้ชาวบ้านได้มีใช้อุปโภคบริโภค บริเวณอ่างเก็บน้ำแก่งละว้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกสำราญ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น &amp;nbsp;และเป็นอ่างเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 20,000 ไร่ พบว่ามีเกษตรกรทำนาปรังอยู่เกือบเต็มพื้นที่รอบอ่าง บ้างก็กำลังปักดำ บ้างก็กำลังสูบน้ำใส่นาข้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมหมาย (นามสมมุติ) ชาวบ้านโคกสำราญ กล่าวว่า ชาวบ้านตัดสินใจทำกันเอง ถ้าไม่ทำก็ไม่มีข้าวกิน เพราะข้าวเปลือกข้าวสารในท้องตลาดมีราคาแพงจึงต้องเสี่ยงทำนาปรัง ซึ่งชาวบ้านทุกคนรู้ว่าทางราชการห้ามทำนาปรังเพราะใช้น้ำมาก แต่ก็จำเป็นถ้าไม่ทำก็อดตายเพราะไม่มีข้าวกิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าหากน้ำในแก่งละว้าแห้ง ต้นข้าวตายก็ต้องยอมรับชะตากรรมว่าครอบครัวเราจะไม่มีข้าวกิน เพราะความเสียหายจากการทำนาปรังนั้นไม่สามารถที่จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการได้ เพราะทางราชการห้ามไม่ให้ทำนาปรัง ชาวบ้านชาวนาเสี่ยงตัดสินใจทำกันเอง เพราะถ้าข้าวในนาปรังอยู่รอดก็จะได้ผลผลิต ครอบครัวก็มีข้าวกิน&amp;quot; ชาวบ้านโคกสำราญกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภัยแล้ง, สภาพลมฟ้าอากาศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200117/image_big_5e21b3cc6bfa1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สูตรเดิมแจกน้ำแก้ภัยแล้ง พท.ฉะเทงบหมื่นล้านเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ ส่ง &amp;quot;เทวัญ&amp;quot; ลงพื้นที่โคราช เร่งหามาตรการแก้ปัญหาภัยแล้ง &amp;quot;รมว.คมนาคม&amp;quot; สั่งกรมทางหลวงแจกน้ำดื่มน้ำใช้ 717,200 ลิตร บรรเทาความเดือดร้อน ปชช.ทั่วประเทศ &amp;quot;สุโขทัย&amp;quot; วิกฤติแม่น้ำยมแห้งขอด ข้าวยืนต้นตายแล้วกว่า 2 หมื่นไร่ &amp;quot;พท.&amp;quot; ข้องใจรัฐบาลเทงบนับหมื่นล้านแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งแต่ยังเกิดปัญหาทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่ อ.โชคชัย และ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เนื่องจากในพื้นที่ อ.โชคชัย &amp;nbsp;จากทั้งหมด 10 ตำบล ปัจจุบันเกิดปัญหาภัยแล้งใน 2 ตำบล คือ ต.พลับพลา และ ต.ท่าอ่าง ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน สระน้ำที่ใช้ทำน้ำประปาหมู่บ้านแห้งขอด และพบว่าบางพื้นที่การประปาส่วนภูมิภาคเข้าไม่ถึง ประชาชนใช้น้ำจากบ่อบาดาลซึ่งเป็นบ่อขนาดเล็ก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอ ในส่วนของ อ.ปักธงชัย ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญกล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งของทั้ง 2 อำเภอ มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คือ การเจาะบ่อบาดาล การสูบน้ำและแจกจ่ายน้ำ การรณรงค์ชาวบ้านไม่ทำข้าวนาปรัง และการใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวมีการปรับปรุงวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน การจัดหาถังน้ำกลาง และรณรงค์การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมาอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมให้การช่วยเหลือประชาชนหลายด้าน อาทิ จัดหารถแรงดันน้ำ ขุดบ่อบาดาลเพิ่ม โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 3,000 ล้านบาท และมอบหมายให้ สทนช.ดำเนินการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนต่อไป ในส่วนของงบประมาณปกติของรัฐบาล 3.2 ล้านล้านที่เพิ่งผ่านสภา คาดว่าสามารถใช้ได้เดือน มี.ค.และอาจจะมีการสนับสนุนช่วยเหลือแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยแล้ง&amp;quot; รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า หลังจากได้มอบนโยบายให้กรมทางหลวงและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ทั้งสำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงบรรเทาความเดือดร้อนการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น, อำเภอ, &amp;nbsp;จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านการประสานความร่วมมือกับการประปาส่วนภูมิภาคในโครงการ &amp;quot;กรมทางหลวง-การประปาส่วนภูมิภาค รวมใจต้านภัยแล้ง&amp;quot; พบว่าตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค.62 จนถึงปัจจุบัน (12 ม.ค.63) &amp;nbsp;ได้สนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านหน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวงเป็นปริมาณน้ำทั้งสิ้น &amp;nbsp;717,200 ลิตร และคาดว่าความต้องการขอความช่วยเหลือดังกล่าวจะยังคงเพิ่มขึ้นตลอดฤดูแล้งนี้ จึงได้สั่งการให้ช่วยเหลืออย่างรวดเร็วทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมทางหลวงยังรายงานว่า ได้สนับสนุนน้ำในการระงับอัคคีภัยหรือไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณสองข้างทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามและสร้างความเสียหายในวงกว้างกว่า 42 แห่ง และยังคงเฝ้าติดตาม รวมทั้งยืนยันความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าไปแก้ไขปัญหา&amp;quot; รมว.คมนาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องจักร ยานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชม. โดยประชาชนผู้เดือดร้อน องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น อำเภอ &amp;nbsp;จังหวัดสามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงพื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปีนี้ภัยแล้งมาเร็วและคาดว่าจะเป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน ซึ่ง รมว.คมนาคมมีความเป็นห่วงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และได้สั่งการให้กรมทางหลวงดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยการประสานงานกับการประปาส่วนภูมิภาคอย่างใกล้ชิดให้มีแผนการสำรองน้ำอย่างเพียงพอ โดยพิจารณาจากปริมาณความต้องการของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เป็นรายวัน และยืนยันว่าจะมีน้ำเพื่อการดื่มการใช้อย่างเพียงพอ และเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ด้วยความรวดเร็ว ซึ่งประชาชนและหน่วยงานต่างๆ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากกรมทางหลวงผ่านสายด่วน 1586&amp;quot; นายสราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงทั่วประเทศใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประโยชน์สูงสุด และยังได้รับความร่วมมือในการประหยัดน้ำที่ใช้ในการก่อสร้างจากผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างต่างๆ ของกรมทางหลวงอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สุโขทัย สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มขยายวงกว้าง ประชาชนหลายหมู่บ้านต่างเร่งสร้างฝายกักเก็บกลางแม่น้ำยม หลังปริมาณน้ำลดลงต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่บริเวณสะพานป่างิ้ว อ.ศรีสัชนาลัย ลงมาถึงท้ายน้ำบริเวณสะพานพระร่วง-สะพานพระแม่ย่า ใจกลางเมืองสุโขทัย และที่สะพานบ้านบางปะ ต.กง อ.กงไกรลาศ แม่น้ำยมมีสภาพเกือบแห้งขอด หลายจุดมองเห็นพื้นทรายก้นแม่น้ำจนสามารถเดินข้ามได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า สุโขทัยเริ่มประสบภัยแล้งมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2562 และผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่ 4 &amp;nbsp;อำเภอ คือ ศรีสัชนาลัย, ศรีสำโรง, คีรีมาศ และเมืองสุโขทัย ซึ่งมีนาข้าวยืนต้นตายทั้งหมดกว่า 27,261 &amp;nbsp;ไร่ จังหวัดจึงได้เตรียมเสนอของบประมาณกว่า 30 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,113 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.อ่างทอง สถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างเช่นกัน ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งในพื้นที่กลางทุ่งนา หมู่ที่ 2 ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ที่ขาดแคลนแหล่งน้ำเลี้ยงเป็ด ต้องเดินไล่เป็ดไปไกลกว่าจะได้แหล่งน้ำ ทำให้เป็ดไล่ทุ่งที่นำไปเลี้ยงในนาข้าวไม่มีน้ำกิน ไม่มีสระน้ำให้เป็ดว่ายเล่น ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจัดส่งผลกระทบทำให้เป็ดไล่ทุ่งโตช้า ไข่ตก แถมล้มตายคาทุ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ปีนี้ภัยแล้งมาเร็วและมาแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่การแก้ปัญหาของรัฐบาลถือว่าล่าช้ามาก ไม่ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาล คสช.ต่อมาจนถึงรัฐบาลนี้ใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม &amp;nbsp;แต่ไร้ประสิทธิภาพ งบประมาณละลายน้ำไม่เกิดผล เป็นการหลอกลวงประชาชน และ พล.อ.ประยุทธ์เลือกที่จะโกหกประชาชนว่ารัฐบาลทำเต็มที่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิสารกล่าวว่า ผลการบริหารงานที่ไร้ความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ส่งผลให้ประชาชนต้องประสบปัญหาในทุกด้าน ทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม รัฐบาลทำงานไม่เป็น ไม่รับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่ &amp;nbsp; ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด รวมทั้งทำงานไม่เป็น หลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรตามพื้นที่ต่างๆ บรรดาส่วนราชการทำการเกณฑ์ชาวบ้านมารอรับ จัดฉากซักซ้อมเพื่อเอาใจ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์เลยไม่รู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร การแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้รับการนำเสนอ จึงส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ใช้งบประมาณนับหมื่นนับแสนล้านแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม ให้หน่วยทหารลงไปขุดบ่อกักเก็บน้ำ ผลสุดท้ายหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณไปก็เกิดข้อสงสัยมากมายว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ ล่าสุดเตรียมอนุมัติงบประมาณอีก 3,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ประชาชนคงได้แต่มองตาปริบๆ ที่รัฐบาลใช้เงินภาษีไร้ประสิทธิภาพ คนไทยคงรับกรรมอีกนานหากรัฐบาลนี้ยังอยู่&amp;quot; ส.ส.พรรค พท.รายนี้ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54478</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาภัยแล้ง, แจกน้ำดื่มน้ำใช้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c7ab3571fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะ6มาตรการ แก้วิกฤติภัยแล้ง เสี่ยต่อลุยอีสาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.ไฟเขียวเปิดศูนย์น้ำเฉพาะกิจ บูรณาการ 4 กระทรวงหลักแก้ภัยแล้ง คลอด 6มาตรการเร่งด่วน พร้อมระยะสั้น 4 เรื่อง-ระยะยาวอีก 3 &amp;quot;เฉลิมชัย&amp;quot; หอบบิ๊ก ขรก.ลงพื้นที่อีสานตอนบน &amp;nbsp;เยียวยาเกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูฝนและมาตรการแก้ไข ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ โดยเห็นชอบเปิดศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ เพื่อทำหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยใน 4 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเสนอมาตรการแก้ไขสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ได้อนุมัติมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน 6 เรื่อง ระยะสั้น 4 เรื่อง และระยะยาว 3 เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 6 มาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเหนืออ่างเก็บน้ำ และพื้นที่เกษตร 2.กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งสำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำ พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือ 3.กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ปรับแผนการระบายน้ำ โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% 4.กรมชลประทาน และ กฟผ. ปรับลดแผนระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยาแบบขั้นบันได และกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย เตรียมมาตรการรองรับ 5.การประปานครหลวงวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ร่วมกับ กฟผ.และกรมชลประทาน 6.หน่วยงานระดับกรมและจังหวัด เร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์น้ำและแนวทางแก้ไข ให้ ส.ส.ในพื้นที่รับทราบภาพรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 4 มาตรการระยะสั้น ได้แก่ 1.เร่งรัดหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณงบกลาง รายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ปี 2562 ก่อสร้างซ่อมแซมฝายชะลอน้ำให้ทันต่อการรับน้ำในฤดูฝน ปี 2562 และงานขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำ 2.กองทัพบกปรับแผนการขุดเจาะบ่อบาดาลและซ่อมแซมล้างบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ฝนตกน้อยกว่าปกติ 3.กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนงานโครงการเพื่อของบประมาณ ตามความสำคัญเร่งด่วน เน้นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะพื้นที่ปริมาณฝนตกน้อยกว่า 60 มิลลิเมตรต่อเดือน และ 4.บูรณาการ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการคลัง กำหนดนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบภัย เช่น สินเชื่อเงินด่วนหรือฉุกเฉินเพื่อสร้างอาชีพ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตฯ พักชำระหนี้เงินต้น สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ชดเชยเยียวยา การสร้างอาชีพเสริม ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ 3 มาตรการระยะยาว คือ 1.ให้หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณบูรณาการ เร่งรัดการปฏิบัติงานโครงการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ และโครงการแหล่งน้ำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้เป็นไปตามแผน 2.สทนช. บูรณาการจัดทำทะเบียนแหล่งน้ำ ทะเบียนผู้ใช้น้ำ แผนที่แสดงพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำ 3.กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการปรับแผนการเพาะปลูกพืช และปฏิทินการเพาะปลูกเป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะในฤดูแล้งปี 2562/63 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 31 ก.ค. ตนพร้อมผู้บริหารระดับสูงและอธิบดีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาภัยแล้งจะเดินทางตรวจปัญหาภัยแล้งในพื้นที่อีสานตอนบนที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิ ในทุ่งกุลาร้องไห้ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากฝนทิ้งช่วง ทำให้นาข้าวได้รับความเสียหายจำนวนมาก ทั้งนี้ จะดูสถานการณ์น้ำภาพรวมของภาคอีสานตอนบน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง เร่งจัดหาพืชอื่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ เพื่อทดแทนการทำนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทำงานเชิงรุกรับมือปัญหาภัยแล้งทุกพื้นที่ โดยกรมชลประทานจัดหาแหล่งน้ำ และเน้นย้ำการปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมกันนี้จะได้ปล่อยรถบรรทุกน้ำเพื่อช่วยเหลือปัญหาน้ำด้านอุปโภคบริโภคให้ประชาชน พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน อาทิ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ สปก. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่้เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ต้องลงไปร่วมรับฟังและเน้นย้ำแนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ทั้งปัญหาน้ำไม่มีพอเพียงและการช่วยเหลือทางด้านผลผลิตทางการเกษตร &amp;nbsp;สนับสนุนปัจจัยการผลิตในรอบเพาะปลูกถัดไปอย่างทันเหตุการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ภาพรวมการทำฝนหลวงในภาคอีสานที่ผ่านมา ได้ขึ้นปฏิบัติการแล้วทั้งหมด 17 จังหวัด มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำรับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรวม 19 แห่ง สำหรับจังหวัดที่มีรายงานฝนตกแล้วได้แก่ จังหวัดขอนแก่น, กาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, มหาสารคาม และยโสธร นอกจากนี้ มีเขื่อนรวมถึงอ่างเก็บน้ำที่สามารถรับน้ำฝนจากการปฏิบัติของฝนหลวง อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนห้วยหลวง, เขื่อนลำนางรอง, เขื่อนลำแซะ เป็นต้น ยังพบว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นหลังจากทำปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน? 2 แห่งคือเขื่อนลำน้ำพุงและเขื่อนจุฬาภรณ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, มาตรการเร่งด่วน, หนังสือพิมพ์, เยียวยาเกษตรกร, แก้ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190730/image_big_5d4051a6bf9f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4รมต.เกษตรฯลุยแก้ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4 รมต.เกษตรฯ ลุยแก้ปัญหาภัยแล้ง ดูสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล-เขื่อนสิริกิติ์ หารือตัวแทนเกษตรกร 15 จังหวัด จ่อออกมาตรการชดเชยราคาข้าวชาวนา มท.1 สั่งแจ้งเตือน ปชช.ก่อนประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทั้ง 3 คน ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัยกล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอันดับแรกคือการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับให้ปริมาณน้ำมีเพียงพอ แต่ยังไม่ถึงวิกฤติที่จะต้องประกาศภัยแล้ง รวมถึงการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการตามนโยบายประกันรายได้ที่หาเสียงไว้กับประชาชน และสานต่อโครงการของนายกฤษฎา บุญราช อดีต รมว.เกษตรฯ ขณะนี้เกษตรกรทั่วประเทศเดือดร้อนจากภาวะฝนทิ้งช่วง ต้องเร่งวางระบบบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เพียงพอ &amp;nbsp;แม้ว่าอยู่ช่วงต้นฝน แต่จากคาดการณ์ปีนี้น้ำน้อย ต้องแจ้งให้ชาวบ้านรู้ ถ้าไม่สามารถปลูกข้าวได้ หามาตรการเยียวยา ให้ปลูกพืชน้ำน้อย และมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เมื่อเกิดความเสียหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประภัตรกล่าวว่า จะลงพื้นที่ดูสถานการณ์น้ำ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ พร้อมประชุมวางแนวทางรับมือในวันที่ 19 ก.ค. และจะเชิญตัวแทนเกษตรกรจากทั้ง 15 จังหวัดมาหารือถึงผลกระทบจากภัยแล้ง ว่ามีความเดือดร้อนแค่ไหน ส่วนมาตรการจะต้องหารืออีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ตั้งแต่ค่ำวันนี้จะลงพื้นที่ร่วมกับ 2 รมช.เกษตรฯ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำที่จังหวัดตากและจังหวัดอุตรดิตถ์ ลุ่มเจ้าพระยา เพื่อให้ชาวนามีน้ำพอจนเก็บเกี่ยวได้ผลผลิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งแรกที่ต้องทำคือเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ขณะนี้ต้นทุนข้าวอยู่ที่ตันละ 5,000 บาท สถานการณ์ภัยแล้งทำให้ต้นทุนสูง แต่ผลผลิตต่อไร่ต่ำ โดยเห็นว่าควรจะมีมาตรการชดเชยรายได้ราคาข้าวให้แก่เกษตรกร แต่จะเป็นเท่าไหร่จะขอหารือกับทุกฝ่ายก่อน&amp;quot; นายประภัตรกล่าว และว่า ไม่กังวลหากจะมีม็อบเกษตรกร และยินดีให้เข้าพบเพื่อรับฟังปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวมนัญญากล่าวว่า จะอาศัยประสบการณ์การทำงานในระดับท้องถิ่นที่ทำงานจริงๆ มาตลอด 10 ปี มั่นใจว่ารู้ปัญหาของเกษตรกร โดยจะนำปัญหาขึ้นมาหารือ เสนอต่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา เน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในภาคเกษตรมากขึ้น โดยขบวนการบริหารจัดการเป็นสิ่งสำคัญ ต้องแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด คิดว่าจะนำรูปแบบการบริหารจัดงานในท้องที่ที่ประสบความสำเร็จมาบริหารในระดับประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมอบนโยบายเสร็จสิ้น นายเฉลิมชัยได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิตติ์ จ.อุตรดิตถ์ ในช่วงบ่ายทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปีนี้ปริมาณฝนไม่ค่อยมาก ทางกระทรวงเกษตรฯ เตรียมที่จะออกมาตรการขอให้งดการปลูกในบางลุ่มน้ำ และในวันที่ 19 ก.ค.นี้ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะลงพื้นที่ไปดูน้ำในเขื่อน และพาเกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปดูพื้นที่จริงว่าอาจจะปลูกพืชใช้น้ำมากหรือข้าวนาปรังไม่ได้ และคงจะมีแผนงานโครงการปลูกพืชอื่นๆ ที่เหมาะสมแทน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้แจ้งมายังกระทรวงมหาดไทย และได้แจ้งต่อไปทางจังหวัดแล้ว เพื่อนำเกษตรกรทุกจังหวัดลงไปดูพื้นที่และสถานการณ์น้ำที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งในส่วนของมาตรการเตรียมรับมือนั้น กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการทุกปีว่าพื้นที่ใดควรเพาะปลูกพืชอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) นั้น ให้พิจารณาเป็นรายพื้นที่ หากจังหวัดใดเกิดพื้นที่ภัยแล้ง ไม่ว่าน้ำที่ใช้ทำการเกษตร หรืออุปโภคบริโภค จะมีการแจ้งเตือนก่อนออกประกาศ เพื่อให้มีเวลาในการกักเก็บน้ำ แต่ถ้าถึงขั้นแล้งและต้องออกประกาศภัยพิบัติ ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สุโขทัย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในพื้นที่หมู่ 5 ต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย ยังคงได้รับความเดือดร้อนหนักจากปัญหาความแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้ข้าวที่หว่านไว้อายุประมาณ 1 เดือนเริ่มได้รับความเสียหาย ชาวนาบางรายจึงต้องดิ้นรนช่วยเหลือตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีป คงมา อายุ 63 ปี ชาวนาในพื้นที่ เปิดเผยว่า ลงทุนทำนาข้าวหอมมะลิ 12 ไร่ หว่านไปเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.62 โดยทั่วไประยะเวลา 1 เดือน ต้นข้าวจะเติบโตสูงประมาณหัวเข่า แต่ปัจจุบันต้นข้าวหยุดเติบโตเพราะขาดน้ำ เริ่มจะเหลืองแห้งตาย จึงต้องรีบนำรถไถพ่วงแท็งก์ไปสูบน้ำจากหนองจระเข้ที่อยู่ห่างจากที่นา 2 กิโลเมตร เพื่อนำมาใส่ในนาให้ต้นข้าวที่กำลังโตได้รับน้ำหล่อเลี้ยง ลงทุนไปกว่า 17,000 บาท ยังไม่รวมค่าน้ำมัน ซึ่งถ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือไม่มีการจัดสรรปล่อยน้ำมาบ้าง นาข้าวในพื้นที่ ต.บ้านแก่ง ต.สารจิตร คงแห้งตาย ชาวนาเดือดร้อนหลายร้อยครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบสภาพอ่างเก็บน้ำวังเฮือ หรืออ่างเก็บน้ำแม่ทะ หรือเป็นที่รู้จัก กับบรรดานักท่องเที่ยวทั่วไปคือทะเลสาบลำปาง ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 &amp;nbsp;ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง โดยเบื้องต้นพบว่าน้ำภายในอ่างเก็บน้ำแม่ทะแห้งขอดอย่างเห็นได้ชัด และมีปลาตายจำนวนมาก ซึ่งพื้นดินภายในอ่างน้ำแตกระแหงจากสภาพความแห้งแล้ง แม้ว่าบางจุดจะเหลือน้ำอยู่บ้าง แต่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจากการสอบถามนายวิชาญ กวินภูมิเสถียร หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำโครงการชลประทานลำปาง บอกว่าอ่างเก็บน้ำแม่ทะ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 10,000 &amp;nbsp;ไร่ โดยที่ผ่านมาจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง ทำให้น้ำภายในอ่างลดปริมาณลงอย่างมาก ซึ่งขณะนี้น้ำในอ่างเหลือเพียง 32 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 850,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากปกติจะมีน้ำถึง 2,800,000 &amp;nbsp;ลูกบาศก์เมตร ทำให้มีปริมาณน้ำเหลือเพียง 32 เปอร์เซ็นต์ และหากไม่มีฝนตกลงมาจากนี้และไม่มีน้ำไหลเข้าอ่าง คาดการณ์ว่าน้ำในอ่างจะหมดประมาณกลางเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งต้นกล้าของเกษตรกรที่หว่านไว้ก่อนหน้านี้จะแห้งตาย ทั้งนี้ ได้ขอให้เกษตรกรชะลอการหว่านกล้าทำนาไว้ก่อน เนื่องจากฝนทิ้งช่วง และให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดรู้คุณค่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.หนองคาย ระดับน้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัดหนองคาย ยังมีระดับต่ำกว่า 1 เมตร ล่าสุดวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับอยู่ที่ 84 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่งถึง 11.36 เมตร ซึ่งยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับน้ำโขงต่ำสุดในรอบ 50 ปี โดยขณะนี้ได้ส่งกระทบกับการผลิตน้ำประปาในจังหวัดหนองคาย เนื่องจากน้ำโขงที่มีระดับต่ำไม่ถึงหัวสูบของเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ในอาคารสูบน้ำของการประปา ส่งผลให้น้ำประปาไหลอ่อนและไม่ไหลในหลายพื้นที่เขตอำเภอเมืองหนองคาย ล่าสุดทางการประปาส่วนภูมิภาคสาขาหนองคายได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบนโป๊ะแพ เพื่อสูบน้ำดิบแทนเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในอาคารสูบน้ำเป็นการชั่วคราว แต่น้ำดิบที่สูบได้ไม่เพียงพอในการผลิตน้ำประปา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41342</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, หนังสือพิมพ์, เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, แก้ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d30851ef40ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2019 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2019 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมทางหลวงแจกน้ำประปาทั่วปท.กว่า9แสนลิตร แก้ปัญหาภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทางหลวงได้ทำการแจกจ่ายน้ำประปาช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวัน ตามโครงการ &amp;ldquo;กรมทางหลวง &amp;ndash; การประปาส่วนภูมิภาค รวมใจต้านภัยแล้ง&amp;rdquo; โดยการประปาส่วนภูมิภาคได้ให้การสนับสนุนน้ำประปากับผู้ประสบภัยแล้งผ่านหน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวงทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวง ซึ่งมีความพร้อมทั้งรถบรรทุกน้ำ อุปกรณ์ และบุคลากร ให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชม. ปัจจุบันกรมทางหลวงได้แจกจ่ายน้ำประปาไปแล้วปริมาณรวม 942,100 ลิตร (1 ก.พ. 62 - 30 เม.ย. 62) จำนวน 14 จังหวัด โดยแบ่งตามรายภาคได้ ดังนี้ภาคใต้ 4 จังหวัด ปริมาณ 519,000 ลิตร ภาคเหนือ 5 จังหวัด ปริมาณ 315,500 ลิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด ปริมาณ 83,600 ลิตร และภาคกลาง 2 จังหวัด ปริมาณ 24,000 ลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมทางหลวงจะดำเนินการช่วยเหลือตลอดช่วงภัยแล้งและตามการร้องขอของประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงขอความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชนและทุกหน่วยงานร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึง การบอกกล่าวและรณรงค์การร่วมใจใช้น้ำอย่างประหยัดและตระหนักถึงวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งถือเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานราชการและรัฐบาลที่ร่วมต้านภัยแล้งอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35068</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, อานนท์ เหลืองบริบูรณ์, แก้ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180202/image_big_5a7437cad044e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
