<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รณรงค์โรคเชื้อดื้อยาได้ผล แพทย์ลดสั่งยาปฎิชีวนะโรคหวัด ท้องเสีย  มีผู้รู้เรื่องนี้ระดับดี 13 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
16 พ.ย. 63- &amp;nbsp;ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิส คอนเวนชั่น นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)พร้อมด้วย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. &amp;nbsp;นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา และ ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ร่วมเปิดงาน &amp;ldquo;สัปดาห์ความตระหนักรู้เรื่องยาต้านจุลชีพโลก&amp;rdquo; จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข และ 22 หน่วยงาน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งภาครัฐ สมาคมและองค์กรวิชาชีพ เครือข่ายภาคประชาสังคม และองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ระหว่าง &amp;nbsp; วันที่ 16 - 24 พฤศจิกายน 2563 พร้อมกับประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมของบุคลากรทางการแพทย์ สัตวแพทย์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ ได้ร่วมกับผู้นำจากทุกประเทศทั่วโลกรับรองปฏิญญาทางการเมือง &amp;nbsp;ว่าด้วยการดื้อยาต้านจุลชีพในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ปี 2559 ในฐานะเป็นประธานกลุ่มประเทศ G-77 และผู้นำประเทศไทย คงเน้นย้ำความสำคัญการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนต่อเรื่องเชื้อดื้อยาและยาต้านจุลชีพ เนื่องจาก เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเป็นวิกฤตร่วมกันของทุกประเทศทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 700,000 คน สำหรับประเทศไทยจากการศึกษาที่ผ่านมาพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 38,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวต่อว่า จากการติดตามในฐานะประธานกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติได้ทราบว่าบุคลากรทางการแพทย์มีความตระหนักเรื่องเชื้อดื้อยามากขึ้น มีอัตราการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะลดลงในกลุ่มโรค ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ เช่น โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด และโรคท้องร่วงเฉียบพลันลดลง โดยมีการสั่งจ่ายไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ ร้อยละ 20 ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเพิ่มขึ้นประมาณ 600 แห่ง ทั้งโรงพยาบาลในสังกัด สธ. รพ.รัฐสังกัดอื่น และ รพ.เอกชน รวมทั้งผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2562 ในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี จำนวน 54 ล้านคน พบว่ามีผู้ที่รู้และเข้าใจเรื่องเชื้อดื้อยาและยาต้านจุลชีพในระดับที่ดีพอ ประมาณ 13 ล้านคน
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สิ่งที่เราต้องทำต่อไป คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนอีกกว่า 41 ล้านคนที่เหลือ มีความรู้เรื่องนี้มากขึ้น เช่น รู้ว่า &amp;nbsp; ยาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบไม่ใช่ตัวเดียวกัน รู้ว่าโรคหวัดและท้องเสียเกือบทั้งหมดหายเองได้ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้ว่าปัญหาเชื้อดื้อยานั้นส่งผลกระทบเกี่ยวพันทั้งในคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม และทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนความรู้เหล่านี้ให้เป็นพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในทุกภาคส่วนได้&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้มาร่วมกันดำเนินงานภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนกิจกรรมงาน World Antimicrobial Awareness Week ซึ่งจัดในช่วงเวลาเดียวกันในหลายประเทศทั่วโลก จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ไทยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างประเทศ อาทิ WHO FAO OIE USAID Fleming fund/UK Aid ให้การสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยามาโดยตลอด&amp;nbsp;
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากแผนงานภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งชุดกิจกรรมย่อยแบ่งเป็น 3 แพลตฟอร์ม (Platform) โดยจัดระหว่างวันที่ 16 - 24 พฤศจิกายน 2563 โดย Platform ที่ 1 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพในคนและสัตว์ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นและเรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินงานของภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังประกอบด้วย Platform &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ 2 และ 3 โดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยาร่วมกับภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84007</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, แก้ปัญหาโรคเชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb23bcc97e0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กวิทย์ฯ มจธ.เจ๋งวิจัยพบสารเปปไทด์ต้านจุลชีพ ทดแทนการใช้ยาปฎิชีวนะ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กวิทย์ฯ มจธ.เจ๋งวิจัยพบสารทดแทนการใช้ยาปฎิชีวนะ โดยใช้เปปไทด์ต้านจุลชีพ ยับยั้งจุลินทรีย์การก่อโรคทั้งคนและสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดสูญเสียทางเศรษฐกิจ 2-6 พันล้านต่อปี ยื่นจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพัชรวจี &amp;nbsp;ดวงแก้ว และนางสาวณีรนุช &amp;nbsp;รักยิ่ง สองนักศึกษาและดร.นุจริน จงรุจา อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา ทีมวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ค้นพบสารยับยั้งจุลินทรีย์กับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อก่อโรคบนผิวหนัง ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะและสารกันเสียอย่างได้ผล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยทีมผู้วิจัย เปิดเผยถึงมูลเหตุจูงใจที่นำไปสู่ศึกษา ว่า ปัจจุบันพบว่ามีการติดเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถต้านทานยาปฏิชีวนะหรือแอบแฝงมาจากการรับประทานเนื้อสัตว์มากมาย และมีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่การรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อจุลลินทรีย์นั้นกลับทำได้ยากลำบาก เนื่องจาก จุลินทรีย์มีการปรับเปลี่ยนลักษณะทางพันธุกรรมและลักษณะการแสดงออกของยีน รวมถึงโมเลกุลเป้าหมายของยาต่าง ๆ ทำให้ยาปฏิชีวนะที่เคยมีประสิทธิภาพในการจับกับโมเลกุลเป้าหมายไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม ส่งผลให้การยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โดยการใช้ยาปฏิชีวนะในปัจจุบันกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งนี้ไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นในต่างประเทศทั่วโลกต่างก็เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขที่มีการศึกษาไว้เมื่อปี 2010 พบผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาถึงปีละประมาณ 100,000 คน และเสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวมากกว่า 30,000 คนต่อปี และในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่า จะมีผู้ติดเชื้อดื้อยาถึง 10 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งเป็นชาวเอเชีย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ทีมผู้วิจัย ชี้อีกว่า า นอกจากการใช้ยาปฏิชีวนะจะนำมาสู่ปัญหาด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับการดื้อยาของเชื้อแล้ว ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 2,000 &amp;ndash; 6,000 ล้านบาทต่อปีอีกด้วย ขณะเดียวกัน ปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะยังส่งผลต่อการค้าและการส่งออกอย่างมหาศาล ในปี 2017 วงการการส่งออกกุ้งของไทยได้รับผลกระทบอย่างมากเนื่องจากถูกปฏิเสธการนำเข้ากุ้ง เพราะมีการตรวจพบยาปฏิชีวนะในสินค้ากุ้งส่งออก ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยมากกว่า 1,000 ล้านบาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;
สำหรับ การวิจัยอันเป็นทางเลือกใหม่ในการหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์หรือใช้เพื่อการรักษาโรค &amp;nbsp;ทำโดยการใช้เปปไทด์ต้านจุลชีพจากมนุษย์ หรือ Recombinant human peptide ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัย เนื่องจากเป็นวิธีการใช้สารชีวโมเลกุลที่ไม่ใช่สารเคมี แต่องค์ประกอบของเปปไทด์คือกรดอะมิโนที่ไม่เป็นอันตรายและไม่ตกค้างในรูปของสารเคมีตกค้าง และถ้าหากถูกย่อยสลายจะกลายเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีน เปปไทด์ หรือเอนไซม์ที่มีประโยชน์ต่อไปได้อีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลการวิจัยพบว่า เปปไทด์ต้านจุลชีพ มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคบนผิวหนัง และเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังได้ และเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อที่เป็นปัญหาสำคัญต่อการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบันเนื่องจากเชื้อมีกลไกในการดื้อยาปฏิชีวนะ เชื้อก่อโรคในแผลผ่าตัด เชื้อฉวยโอกาสในเด็กเล็ก และเชื้อที่ปนเปื้อนบนอาหารสาเหตุที่ทำให้อาหารเน่าเสียจนเกิดโรคอาหารเป็นพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจากผลการทดลองข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า Recombinant human peptide มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคบนผิวหนัง และเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังได้ และด้วยคุณสมบัติของ Recombinant human peptide ที่ผลิตขึ้นนั้นปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เนื่องจากเป็นสารชีวโมเลกุลกลุ่มที่เป็นโปรตีน/เปปไทด์ ที่ไม่ใช่สารเคมี จึงสามารถเลี่ยงปัญหาการพบยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ได้ ทั้งยังเป็นทางเลือกใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์หรือใช้เพื่อการรักษาโรคได้ในอนาคต &amp;nbsp;นวัตกรรมจึงได้รับการยื่นจดสิทธิบัตรและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับจุลินทรีย์ก่อโรค อีกทั้งประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ทางการเกษตร ตลอดจนอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10646</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวัตกรรมด้านยาใหม่, มธจ., ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคผิวหนัง, เชื้อที่้อาศัยบนผิดหนัง, เปปไทด์ทดแทนยาปฎิชีวนะ, แก้ปัญหาโรคเชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b14e58935efe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
