<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 21:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 21:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส. เผยแก้ไฟป่าช่วงครึ่งปีแรก 64 จุดความร้อนลด 50% ฝุ่นพิษบรรเทาลง 25 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64 - กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยเฉพาะช่วงต้นปี ปัญหาฝุ่นของประเทศมักจะรุนแรงมากกว่าช่วงอื่น โดยกรุงเทพและปริมณฑลมักเกิดวิกฤติในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ พื้นที่ 17 จังหวัดในภาคเหนือเกิดในช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน และภาคใต้เกิดในช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคม การป้องกันแก้ไขปัญหามีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ห่วงใยและให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเป็นอย่างยิ่ง โดยกำหนดให้ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; เป็นวาระแห่งชาติ และต่อมาได้มีมติเห็นชอบ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ โดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ได้มีมติเห็นชอบ แผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง 12 ข้อ นอกจากนี้ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ ยังได้ลงมากำกับการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ทั้งการให้นโยบายและการติดตามการดำเนินงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านฝุ่นละอองให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในครึ่งปีแรก 2564 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งดำเนินการตามแผนเฉพาะกิจ 12 ข้อดังนี้ (1) สื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้คลอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย โดยคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนนตรีเป็นประธาน และได้จัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ขึ้นที่กรมควบคุมมลพิษ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ ประสานติดตามบูรณาการการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รวมถึงสื่อสารประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภายใต้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งขาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นรองประธาน เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำกับดูแลและรับมือสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า โดยการเก็บขนและใช้ประโยชน์เศษวัสดุในป่า (ชิงเก็บ ลดเผา) และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ (4) สร้างเครือข่าย อาสาสมัคร และจิตอาสา เป็นกลไกหลักเข้าถึงพื้นที่ ทั้งสื่อสาร ติตตาม เฝ้าระวัง และดับไฟ (5) เร่งขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า (6) เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม (7) การพยากรณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 3 วัน เพื่อแจ้งเตือนประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(8) ประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการรายงานปริมาณฝุ่นละอองเชิงพื้นที่ (9) พัฒนาระบบคาดการณ์ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงการใช้งานแอปพลิเคชันบัญชาการการดับไฟป่า (10) บริหารจัดการเชื้อพลิงโดยใช้แอปพลิเคซันลงทะเบียนจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งได้พัฒนาแอปพลิเคชันบริหารการเผาในที่โล่ง (Burn Check) เพื่อจัดระเบียบการจัดการเชื้อเพลิงให้เกิดการเผาให้น้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบการใช้งาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(11) ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลป่าไม้ และลดการเผาป่าผ่านการจัดที่ดินทำกิน (12) ดำเนินงานตามข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน เพื่อร่วมมือกับประเทศ สมาชิกอาเซียนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังมีข้อจำกัดในการติดตามตรวจสอบและรายงานคุณภาพอากาศที่ยังไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด การเพิ่มสถานีใน 77 จังหวัดก็ได้มีการบรรจุในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฯ ภายในปีงบประมาณ 2567 สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองที่มีข้อจำกัดของระยะเวลาในการพยากรณ์ที่ใช้เวลาในการประมวลผลนาน ได้มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำ Super Computer มาใช้ในการประมวลผล เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้า 7&amp;nbsp;วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะมีข้อจำกัดเนื่องจากการควบคุมแหล่งกำเนิดหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นแต่ละประเภทเป็นอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน แต่การบังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษจากรถยนต์ใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 &amp;nbsp;การบังคับใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 5 ก็ถูกบรรุจไว้ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฯ เช่นกัน โดยให้มีการบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าตามมติประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรก 2564 จำนวนจุดความร้อนภายในประเทศลดลงมากถึงร้อยละ 50 และจำนวนวันที่ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานลดลงถึง 19 จังหวัด และไม่เกินค่ามาตรฐานเลยถึง 6 จังหวัด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการแก้ไข PM2.5 ภาครัฐยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีนโยบายติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศให้ครบทุกจังหวัดในอนาคต เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้คลอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย และพัฒนาระบบรายงานข้อมูลให้เข้าถึงง่าย แจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างถูกต้องแม่นยำ เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุข สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน สร้างความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมในการลดแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง และร่วมมือกันป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นำประเทศไทยสู่ประเทศไร้ฝุ่น อากาศบริสุทธิ์ เพื่อสุขภาพและความผาสุขของประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถรับชมวีดีโอได้ที่ลิงค์ https://www.youtube.com/watch?v=ZcRDkY5r6VY&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111693</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหามลพิษ, แก้ฝุ่นพิษ, ไฟป่าภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61040cee0ea4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 21:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก้ฝุ่นPM2.5วนในอ่าง! ‘บิ๊กป้อม’แค่กำชับผู้ว่าฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยัวะเสียงด่ารัฐบาลไม่มีน้ำยา ลั่นมีน้ำเยอะ แต่ถ้าจะใช้มันเดือดร้อน เข้มงวดไป ก็เกิดการต่อต้านไม่ปฏิบัติ บ่นพึมประเทศสังคมนิยมสั่งได้หมด ฉะนั้นเห็นใจรัฐบาลบ้าง แนะเปิดดูในกูเกิล ทำความเข้าใจว่า PM 2.5 เกิดจากอะไร &amp;nbsp;ส่วน &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; นั่งหัวโต๊ะประชุม กก.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โบ๋เบ๋ไม่มีอะไรใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพประชาชนเป็นอันดับแรก แต่มาตรการต่างๆ ที่ออกมาจะทำอย่างไรให้ได้รับการยอมรับ ไม่เช่นนั้นเมื่อออกมาตรการหรือบังคับใช้กฎหมายไปแล้วถูกต่อต้าน ก็มีผลทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศไทย เรามีกฎหมายทุกตัว แต่กฎหมายพื้นฐานบางอัน บังคับใช้ได้ยาก คนได้รับผลกระทบเยอะ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า หลายคนบอกว่ารัฐบาลไม่มีแผนแก้ปัญหา แต่ในความเป็นจริงมีตั้งนานแล้ว โดยแผนการรับมือฝุ่นพิษมีการกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2562-2567 เพราะปัญหาฝุ่นละอองเกิดขึ้นในประเทศมานานแล้ว เราต้องยอมรับ สมัยก่อนข้อมูลอาจไม่เพียงพอ เครื่องมือตรวจวัดก็ไม่มี ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกัน วันนี้รัฐบาลเข้าไปจัดหาจัดซื้อและแจ้งประชาชนทราบเพื่อให้ระมัดระวัง เฝ้าระวังและให้ความร่วมมือ โดยได้สั่งการให้ตรวจโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งแล้ว ที่ไหนต้องปรับปรุงก็ปิดปรับปรุงให้เรียบร้อย เมื่อดีขึ้นค่อยเปิดทำงานต่อ เท่าที่ได้รับรายงานวันนี้ก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน ในส่วนของยานพาหนะก็ได้ย้ำไปอีกครั้ง ให้จับรถทุกคันที่มีควันดำ ไม่ว่าจะรถกี่ปีก็ว่ากันไป ตอนนี้จับทุกคัน ห้ามวิ่ง หยุดวิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลายอย่างที่เป็นยาแรงๆ ท่านต้องยอมรับว่าเป็นนโยบายสาธารณะ กฎหมายเพื่อประชาชน เราต้องพยายามใช้กฎหมายนี้ ไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เราต้องทำความเข้าใจว่า PM 2.5 เกิดจากอะไร เกิดช่วงเวลาไหนมากน้อยเพียงใด พื้นที่ไหน เพราะฉะนั้นเมื่อมาดูในส่วนนี้ก็มีมาตรการเฉพาะลงไปในแต่ละระดับ ตอนนี้อยู่ในขั้นระดับ 1-2 เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) สื่อลองเปิดดูในกูเกิล จะได้สร้างการรับรู้ช่วยผมด้วยว่าเป็นพิษเป็นภัยกับใคร จริงๆ ก็เป็นกับทุกคน ถ้ามีความแข็งแรงพอก็จะต้านทานได้มากหน่อย คนที่มีภูมิคุ้มกันต่างกัน ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง จึงตองแยกเป็น 2 ส่วน 1.กฎหมายและ 2.การเตรียมการของประชาชน รัฐบาลไม่สามารถสั่งใครได้ทั้งหมด เช่น สั่งให้ใส่หน้ากากทุกคน อะไรทำนองนี้ มีผลกระทบทั้งสิ้น&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า แนวคิดเรื่องการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ มีความเป็นได้หรือไม่อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตอนนี้ให้มีการตรวจสอบว่าจะได้ผลหรือไม่อย่างไร แต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเรามองประเทศสังคมนิยมก็สั่งหมดทุกอัน เขาสั่งได้หมดทุกอย่างไม่มีใครมาถามอย่างนี้ ต้องเห็นใจรัฐบาลบ้าง หลายคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน มีความจำเป็นแต่ละเรื่องแต่ละราว จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบซึ่งกันและกัน แล้วผลก็ย้อนกลับไปที่รัฐบาล ออกอะไรที่เข้มงวดไป แล้วเกิดการต่อต้านไม่ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ก็ทำงานไม่ได้ คิดตรงนี้สิ ต้องสร้างความรับรู้ให้ครบทุกมิติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ หาเครื่องมือ มีแผนเตรียมการโดยตลอด สิ่งสำคัญคือต้องสร้างการรับรู้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ถ้าจะห้ามเผาไร่นา แล้วจะกำจัดตอซังอย่างไร รัฐบาลก็ต้องหามาตรการเสริมลงไป มีอย่างเดียวถ้าไม่เผาตอซังก็เอารถไปไถไปขุดรากถอนโคนให้เขา แล้วเกษตรกรมีจำนวนเท่าไหร่ วันนี้ก็ทยอยจัดหาเครื่องมือให้ตามลำดับ ก็ทำไปเยอะแล้ว รัฐบาลช่วยเหลือได้ ถ้ามีการรวมกลุ่มขึ้นมา ส่วนเรื่องการเผาไร่อ้อย บางบริษัทก็ทำดีจัดเครื่องมือไปช่วยตัดอ้อยส่งโรงงานโดยไม่ต้องเผา และวันนี้ก็ลดการรับซื้ออ้อยที่เผาลงในระดับหนึ่ง จนสามารถแก้ปัญหาตรงโน้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลายคนก็บอกว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยาน้ำเยอะอะไร มันมีหมดน้ำยาถ้าจะใช้ แต่มันเดือดร้อน ท่านต้องยอมรับกันสิว่าประเทศไทยมีคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย คนรายได้มาก รายได้ปานกลาง รายได้น้อย กิจกรรมแต่ละอันมีผลกระทบซึ่งกันและกันทั้งสิ้น รถบรรทุกก็มีเรื่องการขนสินค้าอุปโภคบริโภคเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ รถควันดำก็ต้องหยุดวิ่งได้ไหม มันต้องยอมรับว่าทำเข้มงวดมากขึ้นต่อไปจะตามด้วยค่าขนส่งที่แพงขึ้น สินค้าอุปโภคแพงขึ้น คิดให้เป็นอย่างนี้ อย่ามาคิดเป็นเสี้ยวๆ เศษๆ แล้วก็ตีกันไปตีกันมา ก็ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง เข้าใจบ้าง อย่างไรก็ตาม รถยนต์มีกว่า 10 ล้านคันที่วิ่งในกรุงเทพฯ ถ้าเราไปแยกเป็นวันคู่วันคี่ รับกันได้หรือไม่ ทุกคนซื้อรถต้องมีที่จอดรถในบ้านเอาไหมล่ะ นี่เป็นนโยบายสาธารณะ ถ้าเอาทุกอย่างมาตีกันอยู่อย่างนี้ไม่ได้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งเป็นประชุมนัดพิเศษ หารือส่วนราชการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการยกระดับมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤติว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นผู้สั่งการและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองให้เป็นไปตามวาระแห่งชาติที่รัฐบาลกำหนดแผนไว้ ระหว่างปี 2562-2567&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งเน้นย้ำให้มีการบังคับใช้กฎหมายและติดตามแผนปฏิบัติงานของแต่ละกระทรวงให้เห็นผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างการรับรู้ของประชาชน โดยให้มีการจัดตั้งวอร์รูมสถานการณ์ปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในแต่ละวันที่กรมควบคุมมลพิษประกาศปริมาณที่ตรวจวัดได้ พร้อมทั้งให้มีจัดซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบค่าฝุ่นละอองให้มีความสมบูรณ์ ทั้งนี้ หากสถานการณ์ปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองเข้าขั้นวิกฤติ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงมาบัญชาการการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมว่า ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองของกระทรวงทรัพยากรฯ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อลดปัญหาโดยลดแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง ซึ่งประชาชนยังมีข้อวิจารณ์ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ตนเห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ออกมายืนยันว่าฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อสุขภาพ หากต่ำกว่าค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. สุขภาพยังพอรับได้ แต่หากเกินค่ามาตรฐาน มีผลกระทบต่อสุขภาพแน่นอน จึงต้องสร้างความตระหนักถึงเรื่องนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์กล่าวอีกว่า ดังนั้นหากหน่วยงานออกมาตรการห้ามหรือขอความร่วมมือ เช่น การจราจร การตรวจควันดำ ก็ต้องให้ความร่วมมือ การเผาในที่โล่งก็ต้องควบคุมการไม่ให้มีการเผา ทั้งชาวนา และชาวไร่ หากพบมีการเผาจะบังคับใช้กฎหมายตามหน่วยงานที่มี กระทรวงสาธารณสุขก็แจกหน้ากากให้คนป่วย ส่วนกระทรวงมหาดไทยก็แจกหน้ากากให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความสามารถที่จะซื้อหน้ากากได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามว่า หากเกิดปัญหาฝุ่นละอองขั้นวิกฤติจะมีการออกมาตรการงดใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ก่อนที่ทุกคนจะถูกบังคับ ทุกคนต้องมาช่วยกันก่อน เช่น เลี่ยงการใช้รถส่วนตัวในกรณีที่ไม่จำเป็น หันมาใช้รถสาธารณะ หรือใช้รถร่วมกัน อีกอย่างรถส่วนตัวต้องหมั่นตรวจสภาพรถ อย่าใช้รถที่มีควันดำหรือรถที่ใช้น้ำมันดีเซล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า หากมีมาตรการบังคับใช้รถยนต์ส่วนตัว จะมีแนวทางในการลดค่าโดยสารรถสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เรื่องนี้น่าสนใจ แต่ขอให้เป็นเชิงนโยบายก่อน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้รถสาธารณะ โดยจะนำเรียนให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในส่วนนี้ เพราะต้องใช้ภาษีประชาชนในการรองรับเรื่องนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ. ว่าได้ออกคำสั่งให้ปิดโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 233 โรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 23-24 มกราคม 2563 ทั้งนี้ หากโรงเรียนใดมีเหตุผลความจำเป็นต้องปิดโรงเรียนเกิน 7 วัน ให้โรงเรียนรายงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการต่อไป ส่วนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้น หากพบว่าสถานการณ์รุนแรง กระทบกับสุขภาพและการเรียนของนักเรียน ผู้อำนวยการสถานศึกษา มีอำนาจพิจารณาปิดโรงเรียนได้ไม่เกิน 7 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งคืนวันพุธที่ผ่านมา กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 1 ได้จัดกำลังพลจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ และหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 1 ดำเนินการทำความสะอาดถนน เพื่อลดต้นเหตุของการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบก นำกำลังพลร่วมกิจกรรมการฉีดพ่นน้ำ ล้างถนน บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และห้าแยกลาดพร้าว เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 โดยการปฏิบัติเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งการล้างถนนสามารถช่วยลดฝุ่นที่ตกค้างลงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินการในครั้งนี้ เป็นการใช้น้ำฉีดล้างพื้นผิวถนน ตลอดจนกวาดน้ำล้างฝุ่น พื้นที่ในเขตที่มีการก่อสร้าง และเป็นจุดที่มีการจราจรหนาแน่น 1 ในสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM 2.5 เป็นจำนวนมาก เสี่ยงเกิดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งกองทัพบกยังได้ดำเนินการพร้อมกันในอีก 8 พื้นที่ ได้แก่ ถนนรามคำแหง, ถนนนวมินทร์, ถนนพญาไท, ถนนพระราม 3-เจริญกรุง, ถนนลาดพร้าว, ถนนพหลโยธิน, ถนนเพชรบุรี และถนนบางนา-ตราด ทั้งนี้ เป็นตามนโยบายของรัฐบาลและกองทัพที่มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานที่เกิดขึ้น จำนวนรถน้ำ 44 คัน และยอดกำลังพล 500 นาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองประจำวันที่ 23 มกราคม โดยกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร สรุปผลการตรวจวัด PM 2.5 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 33-66 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร(มคก./ลบ.ม.) ส่วนสาเหตุที่ลดลงเนื่องมาจากมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยพัดพาฝุ่นควัน PM2.5 ออกไป คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครดีขึ้นในช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายลมจะเบาลง มีโอกาสที่ฝุ่นจะกลับมาสะสมได้อีกครั้ง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55359</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, PM2.5, กก.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, ฝุ่นพิษ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200123/image_big_5e29abb1d5e42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถกกก.สิ่งแวดล้อมแก้ฝุ่น ปิด233โรงเรียนเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ถก คกก.สิ่งแวดล้อม เคาะมาตรการปราบฝุ่นพิษ ยันทำให้ดีที่สุด นายกฯ สั่งพลิกตำราศึกษาต่างประเทศ หวั่นยาแรงกระทบเป็นลูกโซ่ ส.ส.ผวาอากาศหน้าสภาถึงขั้นอันตราย ตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหา ศธ.ปิดโรงเรียนเอกชน 233แห่ง 23-24 ม.ค.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มกราคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้แก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;ว่ายืนยันจะทำให้ดีที่สุด จะเชิญทุกฝ่ายมาร่วมประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในวันที่&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ม.ค.&amp;nbsp;ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยขอให้รอประชุมคณะกรรมการฯ ก่อน เดี๋ยวจะทำทั้งประเทศ เมื่อประชุมแล้วจะกำหนดแนวทาง และจะรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กังวลว่าหากมีการบังคับใช้ยาแรง จะทำให้รัฐบาลเสียคะแนนหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเอาทุกฝ่ายมาคุยกัน ทั้งข้าราชการ ประชาชน เอกชน มาร่วมมือกัน รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งยาแรงที่มีการพูดถึงนั้น เราต้องดูด้วยว่าทุกฝ่ายต้องให้การยอมรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้รัฐบาลทำทุกอย่าง แต่ว่ามันมีสองฝ่าย ต้องการกับไม่ต้องการยาแรง ซึ่งไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะทำให้เรียบร้อย เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องยอมรับหากมีมาตรการออกมา&amp;quot; รองนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม นอกจากกรรมการแล้ว จะเชิญผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ องค์กรที่ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;มาให้ความเห็นต่อคณะกรรมการฯ ด้วย เพราะต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม อยากจะรับฟังความเห็นทุกฝ่ายก่อนจะออกมาเป็นมาตรการ เนื่องจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าต้องเป็นมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี?และ รมว.กลาโหม? ได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพลงพื้นที่ทำงานร่วมกับจิตอาสา สนับสนุนส่วนราชการต่างๆ เร่งแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่วิกฤติเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะการควบคุมต้นเหตุของปัญหา&amp;nbsp;โดยให้กองทัพอากาศ นำอากาศยานไร้คนขับตรวจสภาพอากาศ เพื่อวางแผนสนับสนุนการทำฝนหลวง และเร่งเข้าไปควบคุมไฟป่าและพื้นที่ก่อให้เกิดควัน พร้อมกับให้กำลังทางบกของหน่วยทหารในพื้นที่ร่วมตรวจสอบและสนับสนุนส่วนราชการต่างๆ กวดขันบังคับใช้กฎหมาย ควบคุมต้นเหตุของปัญหา นอกจากนี้ นายกฯ ได้กำชับให้ทุกเหล่าทัพ ขยายผลนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถบรรเทาปัญหาได้
หาแนวทางรับมือยาแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายกฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวัง เตรียมหาแนวทางรับมือ ตลอดจนมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาเพิ่มเติมจากกรณีศึกษาและการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นยาแรง เนื่องจากหากมีการใช้มาตรการยาแรงบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นตามที่เสนอกันมา อาทิ การจับรถควันดำทุกประเภท ห้ามวิ่ง, จัดการรถทะเบียนเลขคู่-คี่ ให้วิ่งเฉพาะพื้นที่ หรือวันคู่วันคี่, สั่งปิดโรงงานที่ทำให้เกิดฝุ่นเกินมาตรฐานทันที เป็นต้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน และจะกระทบต่อเป็นลูกโซ่อีกหลายด้าน จึงมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปวางมาตรการที่ค่อยเป็นค่อยไปจากเบาไปให้หนัก เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนมากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนที่พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ ต้องการให้นายกฯ ใช้ยาแรง เป็นแค่ลูกไม้ตีกินทางการเมืองเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าไม่ว่ารัฐบาลใดก็ไม่สามารถผลักดันมาตรการยาแรงให้เกิดขึ้นได้จริง และหากว่า พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจใช้ยาแรงจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจ ก็คงถูกหยิบเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลอย่างแน่นอน ตรงนี้ต้องถามกลับว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคอนาคตใหม่จะร่วมกันรับผิดชอบหรือไม่ ซึ่งคนเป็นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง ไม่แก้ปัญหาหนึ่งไปสู่อีกหลายปัญหา&amp;quot; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)&amp;nbsp;กล่าวว่า แม้การหยุดเรียนเป็นสิ่งที่นักเรียนไม่พึงประสงค์ แต่การลดการจราจรบนท้องถนนในระยะสั้นได้เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยได้อย่างมาก ตัวเลขบ่งชี้ชัดเจนว่าปริมาณ PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ นั้น 76% มาจากยานพาหนะ ขอเตือนประชาชนเกี่ยวกับการใช้แอปพลิเคชันที่บางแอปฯ มีค่าตัวเลขที่น่ากลัว ซึ่งเป็นการวัดค่าหลายส่วน ทั้ง PM 10, &amp;nbsp;PM 15, &amp;nbsp;PM 20 และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ แต่หากดูตัวเลข PM 2.5 จะเป็นตัวเลขสีเทา และไม่ได้เกินค่ามาตรฐานในบางพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการจัดซื้อเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ไว้ในเมืองหลวง เหมือนอย่างประเทศจีน นายวราวุธ กล่าวว่า การมีเครื่องฟอกอากาศตามจุดต่างๆ ที่เป็นจุดเสี่ยงใน กทม. เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะมีการหารือกัน แต่หลายคนอาจมองว่าเป็นการแก้ปลายเหตุ ทั้งนี้ สิ่งที่ทุกคนต้องการเห็นคือพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นในกรุงเทพฯ หากประชาชนปลูกกันคนละต้นทั้งหน้าบ้านและพื้นที่สาธารณะจะช่วยลดปริมาณมลภาวะได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จะมีการหารือในที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ให้ได้แนวทางที่ดีที่สุด เช่น การห้ามใช้รถนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยจำนวนมาก จึงต้องคิดแก้ปัญหาให้ตรงจุด เกาให้ถูกที่คัน และที่สำคัญต้องให้คนยอมรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช คณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผิดหวังการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในการแก้ปัญหาดังกล่าว ดังนั้นอาจจะต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่มอีกหนึ่งหัวข้อ เพราะหากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ควรลาออกไป
อากาศหน้าสภาอันตราย!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นด้วยให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขและป้องกันปัญหาฝุ่นควันพิษ หรือ PM 2.5 จากที่ ส.ส.ได้มีการยื่นญัตติด่วน รวม 11 ญัตติ โดยส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการเร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพของประชาชน อาทิ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ประชาชนมีสิทธิในอากาศที่ดี ซึ่งฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค พยายามระดมความคิดเพื่อหาแนวทางช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา โดยนำอุปกรณ์หลายรูปแบบที่จำเป็นต้องใช้เพื่อป้องกันฝุ่นละออง มาแสดงให้ที่ประชุมเห็นถึงภาระที่ประชาชนต้องจ่าย และยกตัวอย่างอากาศถนนหน้าอาคารรัฐสภา 91 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าอันตราย และรัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งประเทศจีนสามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่โทษประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ต้องร่วมกันแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้โรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯ มีดัชนีคุณภาพอากาศที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) มีค่า 93 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 233 โรงเรียน จึงมีคำสั่งให้ปิดโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 233 โรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 23-24 ม.ค. ทั้งนี้ หากโรงเรียนใดมีเหตุผลความจำเป็นต้องปิดโรงเรียนเกิน 7 วัน ให้รายงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ทั้ง 233 โรงเรียน ได้จัดเตรียมความพร้อมในการสอนชดเชยให้กับนักเรียนหลังจากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ของ สพฐ.ขึ้น ซึ่งได้รับรายงานว่า มีโรงเรียนปิดเรียนจำนวนทั้งสิ้น 7 โรง ใน 3 เขตพื้นที่การศึกษา โดยจะเปิดเรียนอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค. ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังไม่ปกติ ก็สามารถปิดเรียนต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงภายหลังการประชุมแก้ไขปัญหาฝุ่น&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;ในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า สถานการณ์ฝุ่น&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;วันที่ 22 ม.ค. ถือว่าดีขึ้น เริ่มมีพื้นที่เขียว หรือคุณภาพอากาศดีเพิ่มขึ้น 12 จุด ส่วนคุณภาพอากาศระดับเหลือง-สีส้มยังคงมี 25 จุด ทั้งนี้ จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าภายใน 1-2 วัน แนวโน้มทิศทางลมจะเริ่มแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อากาศเริ่มดีขึ้นด้วย แต่ฝุ่นยังไม่หมดไป คาดว่าใน ก.พ.ปัญหาฝุ่นยังคงมีอยู่ ส่วนโรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่งนั้น ในวันที่ 23 ม.ค. จะเปิดเรียนตามปกติ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55274</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, คกก.สิ่งแวดล้อม, ปิดโรงเรียนเอกชน, ฝุ่นพิษ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200122/image_big_5e285901de0e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
