<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิการบดีสจล.เตือนวิกฤติน้ำท่วมกทม.ต้องแก้ไขทุกกระบวนการ ถ้าไม่คิด ไม่เริ่ม ไม่ทำ จม เจ๊ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15ต.ค.64-ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (เอ้) อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)&amp;nbsp; โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2554 ถึง 2564 ไม่มีอะไรเปลี่ยน แล้วอีกสิบปี? หาก กทม. จมน้ำ สูญเสียมหาศาล!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลทุกสำนักวิจัย สำนักข้อมูลข่าว บอกตรงกันว่า กรุงเทพจมน้ำแน่ในอีกสิบกว่าปี และจะจมมิดไปเรื่อยๆ หากเรายังไม่คิด ยังไม่เข้าใจปัญหา (อย่างลึกซี้ง) และยังไม่เริ่มที่จะทำอะไรจริงจัง เพราะการอยู่เฉย หรือการแก้ปัญหาแบบเก่า เราคงไม่รอด!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยังมีหลายสำนักวิจัย ประมาณว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ รุนแรงมหาศาล ถึง 17.4 ล้านล้านบาท ในปี 2030 ซึ่งไม่ถึงสิบปีจากวันนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปรียบเทียบกับ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 เพียงปีเดียว ก็เกิน 1.4 ล้านล้านบาทแล้ว แสดงว่าการประมาณการที่ว่า อาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ!!! หากเราปล่อยให้ถึงวันนั้น?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเปรียบเทียบมูลค่าความสูญเสีย กับงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2565 มูลค่า 3.1 ล้านล้านบาท พบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มากกว่า งบประมาณแผ่นดินปีนี้ถึงเกือบ 6 เท่า!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; มากกว่า งบการ (กระทรวง) ศึกษาประจำปี ถึง&amp;nbsp; 52 เท่า!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; มากกว่า งบสาธารณสุขประจำปี ถึง 116 เท่า!!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; โอ้โห...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพชัด เปรียบเทียบกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ว่ามันมากมาย อภิมหาศาลขนาดไหน
แล้วเราจะเอายังไงกันดี? เมื่อรู้ว่า ภัยน้ำท่วมกทม. คือ วิกฤติเศรษฐกิจที่สุดของที่สุดของชาติ!
คืนนี้ฝนตกหนักทุกพื้นที่ พี่เอ้ในฐานะนายกสภาวิศวกร ขอเวทีนี้ แนะนำ การต่อสู้กับน้ำท่วมซ้ำซากของกทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การต่อสู้ระยะสั้น
ทำได้ทันที! คือการปรับระบบการสูบน้ำจากเครื่องดีเซล มาเป็นใช้ปั๊มสูบน้ำไฟฟ้าอัตโนมัติ เพราะไม่ต้องให้คนมารอเปิดปิด (คืนนี้น้ำท่วมบ้านทุกคน เพราะไม่มีใครมาสตาร์ทเครื่องปั๊มน้ำดีเซล!!!) ทั้งเสี่ยงต่อการผิดพลาด
เพราะเทคโนโลยีปัจจุบัน เอี้อให้ทุกเมืองใช้ปั๊มไฟฟ้าที่มีตัวเซนเซอร์ทำงานอัตโนมัติ ทำงานทันทีเมื่อน้ำท่วม และหยุดทำงานเมื่อน้ำลด ทั้งในกทม. ก็มีเสาไฟฟ้าต่อไฟได้ทุกจุด ยิ่งไปกว่านั้น แบตเตอรี่ยังเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นทุกวัน (รถบรรทุกไฟฟ้า ข้ามเมือง ยังทำได้ แค่ปั๊มสูบน้ำ มันง่ายกว่าเยอะครับ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญไม่ต้องมีคนเวียนกันมาเติมน้ำมัน ขาดประสิทธิภาพ เก็บแรงงานคนไว้ทำงานอื่นดีกว่า จริงไหมครับ?
ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เครื่องสูบน้ำทุกเครื่องในกทม. นับพันๆเครื่อง สามารถทำงานสอดประสาน ช่วยงานกันได้เต็มที่ ด้วยระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ ไม่สูบน้ำใส่กัน ย้อนไปย้อนมา แทนที่แบบเครื่องดีเซลโบราณ ที่สูบแบบตัวใคร ตัวมัน! แบบนี้ก็บรรเทาน้ำท่วมได้ทันใจ คนเดือดร้อนน้อยลงทันที!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การต่อสู้ระยะกลาง
&amp;quot;แก้มลิงใต้ดิน&amp;quot; และบนดิน ต้องเริ่มออกแบบก่อสร้างแล้วในกรุงเทพชั้นใน เพราะความสูญเสียต่อปีมหาศาล และจะมากขี้นเรื่อยๆ ขณะที่ทุกเมืองที่เคยเจอวิกฤตน้ำท่วมหนักยิ่งกว่ากรุงเทพ หลักฐานชัด แก้ปัญหาได้ ทำสำเร็จด้วยวิธีนี้ ทั้งโตเกียว ฮ่องกง สิงค์โปร์ กัวลาลัมเปอร์ แล้วเรารออะไรอยู่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน กรุงเทพ คือ &amp;quot;กระทะคอนกรีตยักษ์&amp;quot; ก้นลึกขึ้นทุกวันๆ อยู่ต่ำกว่าคลอง ต่ำกว่าเจ้าพระยา กระทั่งต่ำกว่าทะเลในหลายพื้นที่ ที่พออยู่รอดไปวันๆ ประทังชีวิตได้ ด้วยการสูบน้ำจากล่างขึ้นบนไประบายสวนทางธรรมชาติ ไม่มีทางยั่งยืน แม้แก้ไขด้วยการเปลี่ยนมาใข้ปั๊มสูบน้ำไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ตามพี่เอ้แนะนำในข้อ 1 ก็เป็นเพียงการแก้ไขระยะสั้น ประทังไปเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น &amp;quot;แก้มลิงใต้ดิน&amp;quot; เพื่อพักน้ำรอระบาย คือ ทางรอดของกรุงเทพชั้นใน ปัญหาน้ำท่วมจากน้ำฝนแก้ได้ทันที
วันนี้กำลังจะเกิดขึ้นแห่งแรก ที่วัดเล่งเน่ยยี่ ที่พี่เอ้เป็นที่ปรึกษา จะทำพื้นที่จอดรถใต้ดิน 3 ชั้น เป็นแก้มลิงใต้ดิน รับน้ำท่วมน่านเจริญกรุง กทม.ชั้นใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การต่อสู้ระยะยาว
ข้อ 1&amp;nbsp; และ ข้อ 2 เพื่อต่อสู้กับน้ำฝนเท่านั้น ซึ่งน้ำท่วมซ้ำซากของกทม. ไม่ใช่มีแค่น้ำฝน แต่จากนี้ไป กรุงเทพต้องเผชิญกับอีก 2 น้ำ คือ น้ำเหนือไหลบ่า และน้ำทะเลหนุนสูง จุดตาย แท้จริง คือ 2 น้ำนี้!!!
ทำไม? เมื่อเกิดน้ำเหนือบ่า และน้ำทะเลหนุน กรุงเทพจะสิ้นสภาพทันที เหมือนกับปี 2554 เพราะเราจะไม่สามารถระบายน้ำออกจากเมืองได้ และยังถูกถาถมด้วยน้ำทะลักรอบทิศทาง จม จบ!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางรอด คือ 1. ต้องเริ่มสร้างคันกั้นน้ำทะเลหนุน แนวชายทะเล และ 2. ขยายเส้นทางน้ำเหนือ สายหลัก ออกสู่ทะเล ทั้งไม่ให้มีถนนขวางกั้น ไม่สะดุด ไม่ชลอ!
โครงการแบบนี้ มีรายละเอียดเยอะมาก เล่ากันนานและใช้เวลายาวนานทั้งการออกแบบ ประชาพิจารณ์ ก่อสร้างก็ต้องต่อเนื่อง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงต้องมุ่งมั่น ตั้งใจเริ่มทำจริง เพราะอาจมีผลกระทบต่อประชาชนไม่น้อย การแก้ไขด้วยทุกกระบวนการเยียวยา คงต้องนำมาใช้ ซึ่งท้าทายมาก ดังนั้นคิดวันนี้ กว่าจะสำเร็จ ใช้เวลาเป็นสิบปี หรือหลายสิบปี...
แต่ถ้าไม่คิด ไม่เริ่ม ไม่ทำ จม เจ๊ง จบข่าว!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกข้อเสนอของพี่เอ้ ทำได้จริง ประเทศที่เคยเจอวิกฤตน้ำท่วมยิ่งกว่าเรา ก็ทำมาแล้ว อยู่ที่ว่า เราจะทำหรือไม่ทำ ก็เท่านั้นเอง
#จะทำก็ทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119779</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วมกทม., วิกฤติเศรษฐกิจ, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, แก้มลิงใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612de3f32f756.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล. ผุดแนวคิด “แก้มลิงใต้ดิน” มูลค่า1พันล้าน ใช้เป็นบ่อพักน้ำรอระบาย แก้ปัญหาน้ำท่วมกทม.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ต.ค.63 -สภาวิศวกร ร่วมกับสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แถลงข่าวเปิดตัว เทคโนโลยีวิศวกรรมแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;แก้มลิงใต้ดิน&amp;rdquo; แบ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองรองรับน้ำรอระบายได้ถึง 100,000 ลบ.ม. และในพื้นที่ซอย 800 ลบ.ม. หากเป็นไปได้พร้อมนำร่องที่ สวนเบญจกิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ให้ข้อมูลว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาหลายปี &amp;nbsp;จะเห็นว่าพื้นที่ใจกลางเมือง หรือในซอยจะเกิดน้ำท่วมเร็ว ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีสภาพเป็นแอ่งกระทะคอนกรีต จากการขยายตัวของเมือง และหลายซอยมีระดับพื้นที่ต่ำกว่าน้ำทะเลหลายซอย ตัวอย่าง พื้นที่ ม.รามคำแหง &amp;nbsp;เราจึงคิดว่าฝนตกนิดหนึ่งน้ำก็ท่วมซอยแล้ว แต่แท้จริงคือน้ำย้อนจากพื้นที่สูงมายังพื้นที่ต่ำกว่า ดังนั้นวิธีที่จะนำน้ำที่ท่วมออกจากพื้นที่ได้คือการสูบน้ำออกจากถนน ไปยังคลองแสนแสบ และขึ้นไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ทั้งนี้แม้ว่าจะมีอุโมงค์ยักษ์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม บางทีน้ำก็มาไม่ถึงเพราะน้ำต้องมาจากซอยขึ้นไปบนถนน ไหลเชื่อมไปยังอุโมงค์ยังกษ์ และขีดความสามารถที่จำกัด มีปัญหาขยะอุดตัน ทำให้ไม่สามารถลำเลียงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดน้ำบนถนนมากเกินไป กลายเป็นน้ำท่วมขัง และหากปั๊มน้ำตัวหนึ่งเสีย พื้นที่กรุงเทพฯอาจจะจมน้ำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อธิการบดีสจล.กล่าวอีกว่า เมื่อดูจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7-12 ตุลาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ได้ใช้บิ๊กเดต้าคำนวณพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แบบแม่นยำสูงสุด ด้วย 5 ปัจจัย คือ พื้นที่แหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม(ถนนสายหลัก) โดยพื้นที่น้ำท่วมในปี 2552-2562 และระดับความสูงของพื้นที่ จากการวิเคราะห์ 70 จุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมบริเวณถนน พบว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมสูงสุดกว่าร้อยละ 35.52 ของพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่บางนา คลองเตย และรามคำแหง โดย 70 จุดเสี่ยงแบ่งเป็น 56 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทันที หากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 60 มม./ชั่วโมง อาทิ &amp;nbsp;ถ.พระราม3 ช่วงตลาดฮ่องกงปีนัง-แยก ณ ระนอง ถ.งามวงศ์วาน ช่วงแยกเกษตร ถ.รัชดาภิเษก แยกพระราม9-แยกห้วยขวาง ถ.แจ้งวัฒนะ มรก.พน. ถ.รามคำแหง ถ.อโศกมนตรี และถนนพัฒนาการ และยังมี 14 จุดเสี่ยงน้ำท่วม กรณีที่มีปริมาณฝนไม่เกิน 60 มม./ชั่วโมง ได้แก่ ถ.แจ้งวัฒนะ จากคลองประปา-คลองเปรมประชากร ถ.รัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ และถ.พหลโยธิน เพื่อเตรียมหาแนวทางรับมือ ตลอดจนนำมาประยุกต์ใช้จัดโซนเมืองขนาดใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ &amp;nbsp;ได้ทำการศึกษาจากประเทศที่ประสบปัญหาน้ำท่วมที่หนักกว่าไทย อย่าง กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีประชากรเกือบ 40 ล้านคน หนาแน่นกว่ากรุงเทพฯ 3-4 เท่า ทำให้สภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ และอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว และยังต้องเผชิญกับพายุใต้ฝุ่นอย่างหนักประมาณ 7-12 ลูกทุกปี วิธีการจัดการน้ำท่วมเมื่อก่อน จึงเป็นวิธีการที่ฝืนธรรมชาติโดยการสูบน้ำจากซอยขึ้นมาบนถนน ส่งต่อไปยังแม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว ซึ่งไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะหากปั๊มสูบเกิดปัญหาก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำย้อนและเมืองอาจจะจมน้ำ ปัญหาเหล่านี้จึงได้ถูกแก้ด้วยวิศวกรรมและเทคโนโลยี ที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยธรรมชาติ คือ การสร้างบ่อพักน้ำรอระบายขนาดยักษ์ใต้ดิน หรือไทยจะเรียกว่าแก้มลิงใต้ดิน ที่ไว้รองรอน้ำรอระบายไม่ต้องสูบน้ำรอระบายไว้บนถนน และไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำ มีทั้งหมด 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ทางตอนเหนือและใจกลางเมืองชินจูกุ ซึ่งหลักการคล้ายกันนี้ก็ยังมีประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแนวคิดนี้ &amp;nbsp;มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว คือ แนวคิดแก้มลิงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีตามธรรมชาติ แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ เนื่องจากการขยายตัวของเมือง ดังนั้นแนวคิดการสร้างแก้มลิงยักษ์ใต้ดินก็ต้องสามารถทำได้ในกรุงเทพฯ โดยประเมินจากพื้นที่ขนาดใหญ่ ใจกลางเมืองที่มีปัญหาหนักสุด อย่าง พื้นที่ย่านอโศก-สุขุมวิท-พระราม 4-บางนา-ราชประสงค์ &amp;nbsp;ที่เมื่อเกิดน้ำท่วมก็จะทำให้การจราจรติดมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากดูพื้นที่โดยรวมแล้ว สามารถนำร่องได้ คือ สวนเบญจกิติ ที่มีพื้นที่ 130 ไร่ มีขอบเขตพื้นที่ให้บริการ 900,000 ตารางเมตร &amp;nbsp;และไม่ต้องเวียนคืนพื้นที่ &amp;nbsp;สามารถสร้างบ่อสี่เหลี่ยมพักน้ำขนาดใหญ่ และสร้างท่อระบายน้ำหลัก 4 ท่อ พร้อมเชื่อมไปยังระบบท่อระบายอื่นๆในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;เป็นการลำเลี้ยงน้ำฝนบนพื้นถนนลงสู่ใต้ดิน ซึ่งในกระบวนการก่อสร้างไม่ยาก ทำเหมือนกับสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่จะง่ายกว่าเพราะไม่ต้องมีคนไปอยู่ใต้ดิน ขนาดอยู่ที่ กว้าง 90 x ยาว 100 x ลึก 20 ม. และด้านบนเป็นตะแกรงที่สามารถกรองขยะ ซึ่งเราก็สามารถเก็บได้ง่าย โดยจะรองรับปริมาณน้ำได้ 100,000 ลบ.ม. และใช้ระยะเวลาระบายลงไปยังแก้มลิงใต้ดินภายใน 15 นาที &amp;nbsp;ในระยะเส้นทางตั้งแต่พระราม 4 ไปจนถึงสุขุมวิท-อโศก &amp;nbsp;ที่คาดว่าการสร้างจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาท เปรียบเทียบงบประมาณที่รัฐต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมมากถึง 1 หมื่นล้าน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกพื้นที่มองไว้ก็คือสวนจัตุจักร &amp;nbsp;ส่วนน้ำท่วมในซอยที่เราต้องเผชิญ เพราะมีเพียงท่อระบายน้ำขนาดเล็ก และน้ำบนถนนยังทะลักเข้ามาอีก เราก็สามารถที่จะสร้างแก้มลิงเล็กใต้ดินขนาดเล็กหน้าซอย กว้าง 4 x ยาว 20 x ลึก 10 ม. สามารถรองรับน้ำเพื่อรอระบายได้ 800 ลบ.ม. ที่วางบประมาณไว้ 2-3 ล้านบาท ซึ่งความกว้างจะไม่ขัดขว้างการสัญจรในซอย และยังช่วยระบายน้ำจากถนนด้วย หากเป็นไปได้ภายใน 1 ปีนี้จุดที่ควรสร้างให้เร็วที่สุดคือย่านสุขุมวิท อโศก และพระราม4 และแนวทางนี้เราหวังว่าทางกรุงเทพฯ จะนำแนวคิดแก้มลิงใต้ดินที่ออกแบบเสร็จเรียบแล้ว ไปพิจารณาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80245</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ, สจล., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, แก้มลิงใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f841f6160b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
