<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนพ่ายโหวตงบ‘บิ๊กตู่’เกม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; จี้ 7 พรรคฝ่ายค้านบอกให้ชัดจะแก้รัฐธรรมนูญเรื่องใด ไม่ใช่ปล่อยคลุมเครือแล้วไปแตะเรื่องละเอียดอ่อน &amp;ldquo;วันนอร์&amp;rdquo; ยืดอกไม่ขอใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองที่ถูกฟ้องมาตรา 116 อนุสรณ์ร่าย 7 เหตุผลชำเรา รธน. &amp;ldquo;เนติบริกร&amp;rdquo; แจงยิบกฎหมายงบประมาณสำคัญ หากพ่ายโหวตมีแค่ 2 ทางเลือก ลาออกและยุบสภา กำชับคนนั่ง กมธ.งบฯ ไม่ใช่แค่โก้เก๋ต้องทำงานจริงใน 60 วัน &amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo; โยนเผือกวิปรัฐบาลแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอังคาร นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 7 พรรคฝ่ายค้านเดินสายรณรงค์เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามที่คนเขาจะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายที่บอกว่าจะให้แก้ว่ามีเหตุผลอะไร มีเรื่องอะไร การที่เปิดประเด็นว่าจะแก้รัฐธรรมนูญยังคลุมเครือ ทางที่ดีควรทำให้ชัด เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าจะแก้ในเรื่องอะไร ซึ่งวันนี้ก็เห็นว่าเริ่มออกมาประเด็นสองประเด็นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาคลุมๆ เครือๆ จะแก้ไม่รู้จะแก้อะไร เลยหลุดออกมาว่าจะไปแก้มาตราที่เซนซิทีฟ ก็เลยเป็นเรื่อง ส่วนข้อเสนอที่ออกมาบ้างแล้วนั้นผมขอไม่ตอบ เพราะเป็นเรื่องของเขา เขาเป็นคนพูด รวมถึงข้อเสนอที่ให้ยุบ ส.ว. ผมก็ขอไม่ตอบด้วย&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเมื่อใช้รัฐธรรมนูญไประยะหนึ่งแล้วจะตั้งคณะขึ้นมาศึกษาข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องตั้งต้นที่สภา ซึ่งหลายพรรคต่างมีจุดยืนของตัวเอง ต้องหารือและรับฟัง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งระบุว่าจะมีการตั้งคณะศึกษาเร่งด่วนใน 1 ปีก็ยังดำเนินการตามนั้น
ส่วน ?พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีมีการยื่นคำร้องยุบ 7 พรรคฝ่ายค้านกรณีขึ้นเวลาเสวนาแก้รัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไขมาตรา 1 ว่าต้องดูก่อนว่าคำร้องร้องว่าอย่างไร เพราะยังไม่เห็นคำร้อง และในฐานะนายทะเบียน หากเป็นเรื่องของการร้องยุบพรรคถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องแยกการพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นการกระทำของพรรค หรือการกระทำของตัวบุคคล มีการประชุมพรรคก่อนดำเนินการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งการกระทำของตัวบุคคลไม่ใช่จะเอามาเกี่ยว เป็นการกระทำของพรรคโดยอัตโนมัติ ยังมีรายละเอียดอีกมาก และจากที่ดูข้อบังคับ และอุดมการณ์ของพรรคที่ยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองต่อ กกต.ก็ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีนโยบายแบ่งแยกประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวว่า สิ่งที่ 7 พรรคฝ่ายค้านถูกกล่าวหาที่ สภ.เมืองปัตตานีก็ต้องรอตำรวจเรียกตัวไปชี้แจง ส่วนตนเองในฐานะที่เป็น ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นในสมัยประชุมหรือนอกสมัยประชุม จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครองแน่นอน จะใช้ฐานะประชาชนคนหนึ่ง จะประกันตัวก็ต้องทำ เพราะถือว่าเรื่องนี้ต้องเป็นตัวอย่างกับประชาชน ว่าเรื่องนี้ประชาชนไม่ควรถูกกล่าวหาง่ายๆ โดยการใช้มาตรา 116 จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ในการต่อสู้เรื่องนี้ เพื่อความเสมอภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่เราฟ้องร้องเอาผิดกับแม่ทัพภาค 4 และ พล.ต.บุรินทร์นั้นก็ต้องดำเนินการต่อไป ไม่ว่าเรื่องจะไปถึงไหน ทั้ง ป.ป.ช.หรือศาล เราต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่ใช่เพราะเราไม่พอใจ 2 ท่านนี้ แต่เราต้องการให้เป็นคดีตัวอย่าง ว่าคนมีอำนาจไม่ควรใช้อำนาจของตัวเองง่ายๆ ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าประชาชนควรมีสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอย่างไร&amp;rdquo; นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวและว่า การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงสัตยาบันไปแล้ว ไม่อยากพูดซ้ำว่าเราจะไม่แตะต้องหมวดที่ 1 ที่เกี่ยวกับราชอาณาจักร และหมวดที่ 2 ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่ง 2 หมวดนี้เป็นสัตยาบันไปแล้ว ไม่ว่าเราจะพูดที่ไหนเราก็ยืนยันกับทุกคนว่า 2 หมวดนี้ดีอยู่แล้ว เราจะไม่แตะต้อง เราจะแก้ไขหมวดที่ว่าด้วยรัฐสภา ครม. องค์กรอิสระ สิทธิ เสรีภาพของประชาชน รวมถึงเรื่องวิธีการเลือกตั้ง และบทบาทของ ส.ส.และ ส.ว. แต่รายละเอียดนั้นเรายังไม่ก้าวไปถึง
ร่าย 7 เหตุผลรื้อรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่าขอยืนยันทำความเข้าใจในเจตนารมณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค คือ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ แม้แต่รัฐบาลก็ได้บรรจุในนโยบายเร่งด่วนข้อ 12 ของนโยบายรัฐบาล 2.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่แก้โดยวิธีการอื่นที่กฎหมายไม่รองรับ ไม่แก้ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย 3.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ผู้ไม่ประสงค์ดี หรือมีเจตนาบิดเบือน ควรยุติการกระทำที่ทำให้เกิดความขัดแย้งได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.แนวทางที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอกับสังคม คือการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากประชาชน จะเป็นผู้มากำหนดเนื้อหาในการแก้เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง 5.ชนชั้นใดร่างรัฐธรรมนูญก็เพื่อชนชั้นนั้น การให้ประชาชนมาเป็นกำลังหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงจะได้รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 6.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นทางออกของประเทศ กระบวนการรับฟัง สะท้อนปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ และ 7.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เคยเสนอให้ทั้งประเทศ หยุดทุกอย่าง แล้วมาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ทุกๆ ปัญหาสามารถแก้ไขควบคู่ไปได้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
วันเดียวกัน นายวิษณุกล่าวถึงกรณีที่ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.สามารถลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้ ว่ามีการสงสัยกันในเรื่องดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเขียนไว้ไม่เหมือนกัน แต่ได้ทำความเข้าใจแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสามารถลงมติได้ แต่โดยมารยาทแล้วในการลงมติไม่ไว้วางใจตัวเอง ไม่ควรลงมติ ส่วนในเรื่องการเสนอกฎหมาย จะเป็นเรื่องงบประมาณหรือกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องมีส่วนได้เสียส่วนตัว เป็นส่วนได้เสียส่วนรวม ดังนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม และโดยสรุปมีรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.มีความสงสัยอยู่ 19 คน สามารถลงมติในเรื่องงบประมาณเช่นเดียวกับลงมติในเรื่องอื่นๆ ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายกฯ ได้กำชับรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง นายวิษณุกล่าวว่า นายกฯ บอกให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ด้วยเหตุว่าในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี จะเป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส.ก็ต้องเข้าประชุม เพราะเป็นเรื่องงบประมาณ หากมีการสอบถามเรื่องของกระทรวงใดก็สามารถช่วยอธิบายได้ โดยเฉพาะในวาระที่หนึ่ง ขณะเดียวกันนายกฯ ยังกำชับว่าจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเอาไว้พิจารณาในชั้นแปรญัตติ จึงขอให้ผู้แทนรัฐบาลที่มีอยู่ 15 คนที่จะไปเป็น กมธ. ควรเป็นคนที่มีเวลาว่างเป็นหลัก ไม่ใช่ไปเป็นโก้ๆ&amp;nbsp;
กมธ.ต้องทำงาน 60 วัน
&amp;ldquo;หลายคนคิดว่าการไปเป็น กมธ.งบประมาณฯ เป็นเกียรติยศ แต่ความจริงต้องนั่งประชุมตลอดเวลาถึง 60 วัน เพราะต้องพิจารณากฎหมายยาวนานที่สุด และแม้ไม่ได้ทำหน้าที่ประธานหรือรองประธาน ก็ถือเป็น กมธ. ซึ่งที่ประชุมต้องดูไปทีละมาตรา ส่วนรายชื่อรัฐมนตรีที่จะมาเป็น กมธ.ในส่วนรัฐบาล ยังได้รายชื่อไม่ครบ แต่ได้ 3 รายชื่อที่จะเป็นตัวแทนหลัก ได้แก่ รมว.การคลัง รมช.การคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง ในส่วนที่เหลือจะให้แต่ละพรรคการเมืองไปหาและนำมาเสนอโดยไม่ต้องนำรายชื่อเข้า ครม.อีก แต่ให้แจ้งไปที่ รมว.การคลังและสำนักงบประมาณ เพื่อประสานกับวิปรัฐบาล โดยรายชื่อไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรี เพราะมีจุดอ่อนที่อาจไม่มีเวลาไปนั่งเป็น กมธ.&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณสภาได้แจ้งมาหรือไม่ว่าจะใช้เวลากี่วัน นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายเปิดประชุมสมัยวิสามัญในวันที่ 17 ต.ค. และปิดประชุมวิสามัญในวันใดวันหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีเวลารวมกันทั้งหมดประมาณ 3-4 วัน ซึ่งต้องไปแบ่งกันเอง ถ้า ส.ว.ไม่เอา ส.ส.ก็ได้ไปทั้งหมด แต่ถ้า ส.ว.เอาก็ต้องเหลือให้ ส.ว.สัก 1 วันหรือครึ่งวัน ขอให้วิปรัฐบาลไปตกลงกันเอง แต่ ส.ว.ขอเวลาไว้แล้ว เพราะเขามีเรื่องต้องทำเหมือนกันไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่างน้อยเบื้องต้น 2 วันอยู่แล้ว ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ถ้าเลยจากนั้นจะเป็นเสาร์และอาทิตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณถ้าหากไม่ผ่านสภาจะมีผลอย่างไรกับความรับผิดชอบทางการเมืองและทางกฎหมาย นายวิษณุตอบว่า มีอยู่แล้วว่าอะไรก็ตามที่สภาเสียงข้างมากไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลนั้นก็ไม่พึงอยู่ต่อไป ซึ่งการไม่ไว้วางใจนั้นแสดงออกได้ 2 อย่างคือ 1.ไม่ไว้วางใจโดยเปิดเผย ตรงนี้ทำโดยการลงมติไม่ไว้วางใจ 2.ไม่ไว้วางใจโดยปริยาย จะแสดงออกจากการที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายสำคัญเข้าสภา แล้วสภาลงมติให้ไม่ผ่าน ซึ่งแปลว่าสภาไม่ยอมให้เครื่องมือรัฐบาลไปทำงาน รัฐบาลก็ไม่ควรต้องอยู่ แต่วิธีที่จะไม่อยู่นั้น สามารถทำได้ 2 อย่าง คือ 1.ทำโดยรัฐบาลลาออก หรือ 2.ทำโดยออกด้วยกันทั้งคู่ เพราะการที่สภาไม่เห็นชอบนั้นไม่รู้ว่าประชาชนเขาคิดอย่างไรจึงยุบสภาแล้วไปเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ดังนั้นทางออกสามารถทำได้ 2 อย่าง ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลก และเราปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมา โดยในอดีตเคยมีรัฐบาลที่ลาออก เพราะสภาลงมติไม่ผ่านกฎหมาย แต่ก็มีรัฐบาลที่ไม่ลาออกแม้สภาลงมติไม่ผ่านกฎหมายเช่นกัน เพราะถือว่าไม่ใช่กฎหมายสำคัญ แต่สำหรับกฎหมายงบประมาณนั้นเป็นกฎหมายสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย แม้จะมีความเป็นห่วงกันถึงเสียงของรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ แต่นายวิษณุได้อธิบายถึงข้อกฎหมายแล้วว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ลงมติได้ ดังนั้นคิดว่าเสียงของรัฐบาลมีเพียงพอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อช่วงเที่ยงนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ได้ปรากฏตัวที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พร้อมนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคพลเมืองไทย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกฯ ซึ่งนายพิเชษฐระบุว่า มาพบทีมงานของ พล.อ.ประวิตรเท่านั้น ไม่มีอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานแจ้งว่า การมาปรากฏตัวของนายพิเชษฐครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่มีกระแสข่าวดึงเสียง ส.ส.ฝ่ายค้านให้สนับสนุน เพื่อแก้ไขเรื่องเสียงปริ่มน้ำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่พรรค พปชร.ได้มีการเรียกประชุม ส.ส.พรรคเพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งเบื้องต้นได้วางผู้อภิปรายไว้ประมาณ 20 คน โดยนายสนธิรัตน์กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ว่าพรรคได้หารือถึงแนวทางการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยได้นัดหมาย ส.ส.ให้มาหารือทำความเข้าใจกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า รวมถึงตัวบุคคลที่จะอภิปรายในสภาก็จะหารืออีกครั้งในสัปดาห์หน้าเช่นกัน ส่วนสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำเป็นเรื่องที่วิปรัฐบาลต้องทำหน้าที่ต่อไป ตอนนี้ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าต้องบริหารความเสี่ยงกันอย่างไร แต่เราเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะดำเนินการให้เป็นไปอย่างราบรื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า จากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเบื้องต้น พบว่าไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ รวมถึงงบลงทุน โดยส่วนราชการที่ได้รับอนุมัติการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลับไม่ได้เป็นกระทรวงที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น สำนักนายกฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47637</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 พรรคฝ่ายค้าน, กฎหมายงบประมาณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ, แก้รัฐธรรมนูญเรื่องใด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191008/image_big_5d9ca0f118993.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
