<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื้อตั้งขุนคลังแทนปรีดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ไม่รีบเคาะชื่อ &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; แทนปรีดี เชื่อการแก้เศรษฐกิจไม่สะดุด ที่สำคัญประยุทธ์ 2/2 เพิ่งทำงานไม่ถึงเดือน เวิร์กช็อปใหญ่ฟังความคิดเห็นภาคอสังหาฯ-ธุรกิจค้าปลีก แห่ชงมาตรการกระตุ้นเพียบ &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์&amp;rdquo; เตรียมรวบรวมข้อเสนอก่อนชงเข้า ศบศ.ใน 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งถึงกรณีนายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะสรรหาบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งแทน หลังมีแคนดิเดตหลายชื่อหลุดออกมา ทั้งคนในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และคนนอก โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครมาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง เพราะมองว่าการลาออกของนายปรีดี ไม่ทำให้การเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลสะดุดลง เนื่องจากยังมีทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (ศบศ.) ยังสามารถขับเคลื่อนงานได้ ขณะเดียวกันนายกฯ เองเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่แล้ว ดังนั้นช่วงเวลานี้จะยังไม่มีการแต่งตั้ง รมว.การคลัง อีกทั้งเห็นว่าเพิ่งจะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ได้ไม่ถึงเดือน จึงไม่เหมาะสม
ขณะที่นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. ปฏิเสธตอบคำถามกรณีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร. ระบุว่าพร้อมขึ้นเป็น รมว.การคลัง และเมื่อถามว่า รมว.การคลังเป็นโควตาของนายกฯ หรือของพรรค นายอนุชาตอบว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่มีเรื่องของโควตา เป็นอำนาจของนายกฯ คนเดียว ถามย้ำว่าแสดงว่า พปชร.จะไม่เสนอชื่อ รมว.การคลังใช่หรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่ใช่พูดอย่างนั้น แต่หมายความว่าเป็นอำนาจของนายกฯ &amp;nbsp;
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวเมื่อวันที่ 2 ก.ย. มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อเสนอชื่อนายสันติ นายอนุชาระบุว่า ไม่ได้มีการประชุม เพราะยกเลิกไป และยังไม่มีการพูดคุยกั นเรื่องนี้ ขอย้ำว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีข่าวว่าคนนอกไม่กล้าเข้ามารับตำแหน่งเพราะกลัวฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ พปชร. นายอนุชากล่าวว่า เป็นข่าวมากกว่า เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน ข่าวที่ออกไปทำให้เกิดความขัดแย้ง จริงๆ แล้วไม่มีความขัดแย้ง การที่นายปรีดีลาออก เป็นเรื่องสุขภาพของท่านจริงๆ เป็นเหตุสุดวิสัย คนคนหนึ่งถ้าป่วยแล้วเราไม่สามารถไปป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลโดยนายกฯ ก็ต้องเดินหน้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อให้ประเทศของเราเดินได้
&amp;ldquo;ยืนยันว่าประเทศของเราไม่ขาดคนมีฝีมือ ไม่ขาดคนเก่งแน่นอน เราไปได้แน่นอน หากพวกเราช่วยกันคิดช่วยกันทำในสิ่งที่ดี หวังดีกับบ้านเมืองมันก็ไปได้ คนที่อยากเห็นบ้านเมืองดี อยากทำให้บ้านเมืองดี ยังมีอีกหลายคนที่อยากอาสาเข้ามาทำเพื่อบ้านเมือง ผมไม่คิดว่าใครอยากจะเห็นบ้านเมืองไม่ดี เชื่อมั่นว่าทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองที่ดี ประชาชนมีความสุข&amp;rdquo; นายอนุชากล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าคนนอกไม่กล้าเข้ามา นายอนุชา กล่าวว่า ไม่กังวล เราเห็นคนเก่งคนดีผ่านมาหลายคนแล้ว และเราเห็นอะไรบ้าง เห็นความสำเร็จเกิดขึ้นหรือยัง ที่เราบอกว่าเราได้เลือกมาแล้วคนเก่งคนดี ผ่านมากี่ยุคแล้ว และเมื่อถามว่า หากนายกฯ ไปเลือกฝ่ายค้านหรือขั้วตรงข้ามรัฐบาลมาดำรงตำแหน่ง นายอนุชากล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอำนาจอยู่ที่นายกฯ เพราะฉะนั้นบางสิ่งบางอย่างเราคิดว่าดี ก็ใช่ ถ้าคิดว่าดีแล้ว พวกเราว่าใช่ก็ไม่ควรมาสะท้อนอะไรกัน นี่คือเรื่องจริงของแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงการลาออกของนายปรีดี ว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งด้านการค้าการลงทุนของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมหาศาล เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้มีปัญหาการบริหารงาน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความเป็นเอกภาพ มีปัญหาความขัดแย้งกันเองภายในทีมคณะรัฐมนตรี กระทรวงเศรษฐกิจแล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อส่วนรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ทาบทามนักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์หลายคนให้เข้ามารับตำแหน่ง รมว.การคลัง แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไม่อยากเอาชื่อเสียงมาทิ้งกับรัฐบาลนี้ และทุกท่านไม่มีความเชื่อมั่นในผู้นำรัฐบาล&amp;rdquo; นายสงครามกล่าว และว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ควรทบทวนตัวเองและควรพิจารณาตัวเอง หากยังอยู่ต่อไปเศรษฐกิจไทยไทยคงล่มสลายแน่ แต่ถ้าลาออก เศรษฐกิจไทยดีขึ้นแน่ ลาออกวันนี้พรุ่งนี้ตลาดหุ้นขึ้นแน่นอน &amp;nbsp;
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะได้จัดประชุมเวิร์กช็อปกับภาคธุรกิจ ประกอบด้วยภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ภาคธุรกิจค้าปลีก และภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ ตามแนวทางรวมไทยสร้างชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย? พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดประชุมว่า การก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19? และวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งโลกให้ได้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งที่เราควรมองไปในอนาคตที่ไกลกว่านั้น และควรใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นโอกาสที่จะนำพาไทยให้ไปอยู่ในจุดที่ดียิ่งขึ้น โดยอยากทราบว่า ท่านมีมุมมองหรือความคิดในการขับเคลื่อนภาคส่วนของท่านอย่างไร โอกาสของภาคธุรกิจของท่านเป็นอย่างไร อนาคต 3 ปีข้างหน้าภาคธุรกิจของท่านควรไปอยู่ที่จุดไหน อุปสรรคคืออะไร ซึ่งเป้าหมายของตนเองคือต้องการเข้าใจประเด็นหลักๆ และเข้าใจโดยลึกจากการฟังตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เมื่อเวลาพิจารณานโยบาย หรือโครงการที่หน่วยงานต่างๆ นำเสนอ จะสามารถตัดสินใจไปในแนวทางที่จะสนับสนุนวิสัยทัศน์ของพวกท่านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เสนอให้ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคของผู้บริโภคภายในประเทศ ทั้งในส่วนการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัย ซื้อเพื่อการลงทุน และลงทุนบ้านให้เช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้ไทยเป็นบ้านหลังที่สองของคนทั่วโลก และเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาคธุรกิจค้าปลีกเสนอว่าภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นสุดยอดการใช้ชีวิตแห่งเอเชีย โดยเสนอมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว โดยระยะสั้นเพื่อพยุงการจ้างงาน และขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้อยู่รอด เสนอแก้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำให้จ้างแรงงานขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงได้ รวมทั้งออกนโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย ด้วยการนำโครงการช้อปช่วยชาติออกมาอีกครั้ง รวมทั้งลดภาษีนำเข้าชั่วคราวเป็นเวลา 4 เดือน ส่วนแผนระยะกลาง ควรส่งเสริมยกระดับให้ธุรกิจศูนย์การค้าอยู่ในแผนแม่บทของประเทศ และแผนระยะยาวควรผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เป็นแหล่งช็อปปิ้งเทียบชั้นญี่ปุ่น และเกาหลี พร้อมยกระดับสินค้าไทยให้แข่งขันได้ พร้อมทยอยลดภาษีนำเข้าให้ราคาสินค้าแข่งขันกับต่างประเทศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงานกล่าวหลังประชุมว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ภาคธุรกิจได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล โดยเฉพาะข่าวดีที่ว่าความต้องการ และกำลังซื้อของคนในประเทศยังมีอยู่? นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติที่เชื่อและสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอีกด้วย ทำให้วันนี้มีการเสนอความเห็นหลายอย่างให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ?ในการสนับสนุนปล่อยสินเชื่อสำหรับอสังหาริมทรัพย์ มาตรการด้านภาษี และการวางระบบผังเมือง เป็นต้น? ทั้งหมดถือเป็นความเห็นบวกที่ทุกคนมีความเชื่อมั่นและเห็นโอกาสที่จะใช้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในการขับเคลื่อน?เศรษฐกิจ?ของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จะรวบรวมสรุปนำเข้าสู่ที่ประชุม? ศบศ.ให้เร็วที่สุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และนำเข้าสู่ที่ประชุม ศบศ.ในครั้งหน้า&amp;rdquo; นายสุพัฒนพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวหลังนายสแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ว่าประธานหอการค้าฯ ได้ฝากเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว ขอให้ภาครัฐช่วยดูแลส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มของเขา ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน เพราะหากไทยดูแลกลุ่มเหล่านี้ ก็จะมีการใช้เงินท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และขณะนี้มีชาวต่างชาติที่ยังติดอยู่ในไทยประมาณ 4 แสนคน หากเปิดโอกาสให้ขยายเวลาอยู่ต่อ เขาพร้อมที่จะอยู่ต่อในเมืองไทย เพราะปลอดภัยและมีความสุขดี ดังนั้น หากยืดเวลาวีซ่าที่กำลังหมดอายุในวันที่ 26 ก.ย.นี้ออกไปได้อีกจะเป็นผลดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี ศบศ.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายคนละไม่เกิน 3,000 บาท จำนวน 15 ล้านคนว่า ถ้าคิดได้เพียงเท่านี้ คือเน้นการแจกเงินเหมือนเดิม จะไปขับไล่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และทีมรัฐมนตรี 4 กุมารออกไปทำไม เสียเวลาประเทศชาติ ประชาชนเสียโอกาส ชิมช้อปใช้ กลายเป็นเจ๊งเซ้งขายหมดแล้ว รัฐบาลยังจะนำโมเดลแก้เศรษฐกิจแบบเน้นแจกเงินกลับมาใช้ตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แจกเงินแต่ละครั้ง ทุนใหญ่ได้ประโยชน์ ประชาชนตั้งคำถามเหมือนเตรียมการซื้อเสียงล่วงหน้า ก่อหนี้ สร้างภาระให้คนรุ่นต่อไปไม่สิ้นสุด&amp;quot; นายอนุสรณ์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76443</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ทำเนียบรัฐบาล, ปรีดี ดาวฉาย, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f50f90f9a729.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2020 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2020 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จตุพร&#039;แนะใช้งบปี64จัดเลือกตั้งท้องถิ่น เชื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้อีกทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย. 63 - ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การยกเลิกเคอร์ฟิวทำให้เกิดบรรยากาศผ่อนคลายในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถไปหยุดความยากจนที่กำลังจะเกิดได้ อีกทั้ง เรามาถึงจุดที่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่มี ประชาชนก็ไม่มีความรู้สึกถึงความหวาดกลัวโควิด-19 แม้ทั่วโลกจะมีการระบาดค่อนข้างหนักก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนซุปเปอร์โพล ชี้ว่ายุบสภาเป็นทางออกการเมืองที่ดีที่สุดพร้อมบอกว่า คนไทยอยากได้คน ซื่อสัตย์สุจริต มาพร้อมกับข่าวการเลือกตั้งท้องถิ่นที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่มีเงิน เพราะงบที่ใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นนำไปใช้ช่วยเหลือในเรื่องโควิด-19 หมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ตนเคยอธิบายไว้ งบประมาณที่มาจากสัดส่วนของเงินกู้ที่ไม่รวมกับงบประมาณจากปกติรวมกระทั่งระยะเวลางบปี 2563 ที่จะใช้สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีงบค้างอยู่จำนวนเท่าไรเพราะว่างบแต่ละปี มีงบค้างท่อกันจำนวนมากรวมถึงการเตรียมการในการเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2564 ซึ่งเป็นงบประมาณขาดดุล ตามที่ทราบกันต้องมีการกู้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจำนวนเงิน ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เหลือของปี 2563 เงินกู้จำนวน 1.0 ล้านล้านบาทนั้นมองว่าหากยังไม่สามารถบริหารจัดการอย่างลงตัวให้ตรงกับความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งจะทวีขึ้นตามลำดับ และความเดือดร้อนของคนแตกต่างกัน คนที่มั่งมีก็อยู่ได้ แต่คนที่หาเช้ากินค่ำมีความยากลำบากและมีการก่ออาชญากรรมจำนวนมาก ดังนั้นวันนี้งบประมาณก้อนนี้ต้องเลือกใช้ให้สอดคล้องกับคุณค่าและความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในปี 2564 นั้น ตนมองว่าในการทำงบประมาณในการวางแผนต่อไปนี้ต้องคิดในสภาวะของประเทศที่ไม่ปกติ เพราะหากคิดในสถานการณ์ของประเทศปกติ ก็อาจจะวางแผนไปตามงบประมาณเดิม แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า จำนวนงบประมาณที่เป็นรอยต่อสิ้นเดือนมิถุนายนก็จะสิ้นปีงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะบอกคือรัฐต้องใช้ความรอบคอบขั้นสูงสุด และจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องรีบตัดสินใจ ว่าจะใช้ทีมเศรษฐกิจเก่าหรือทีมใหม่ เพราะหากอยู่ในช่วง อึมครึมทั้งหลาย คนที่ทำหน้าที่ก็ไม่มีจิตใจในการทำงาน โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจำเป็นต้องปรับทีมเศรษฐกิจก็ต้องทำ แต่หากยืนยันที่จะให้ทำงานต่อก็ต้องบอกให้ชัดเพราะ หากยังปล่อยให้อยู่ในช่วงกึ่งๆกลางๆ เหมือนอยู่กลางแม่น้ำแบบนี้ท่ามกลางรอยต่อปีงบประมาณรวมถึง การเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้นวันนี้ทุกคนก็อยากรู้ว่า งบประมาณในส่วนเยียวยานั้นเหลืออยู่จำนวนเท่าไหร่ มีประชาชนตกค้างที่ไม่ได้รับการเยียวยา แต่มีคุณสมบัติครบถ้วนยังตกค้างอยู่จำนวนเท่าไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง หลังจากสิ้นเดือนมิถุนายนนี้เอาให้ชัดว่า ไม่สามารถเยียวยาได้ตามที่ประกาศหรือแม้แต่งบประมาณก้อน 4 แสนล้านจะไประงับยับยั้งความยากจนของประชาชนได้อย่างฉับพลันอย่างไร รวมถึงหากงบจำนวนนี้ไม่เกิดการสร้างงานหรือสร้างรายได้ขึ้นอย่างชัดเจนจะทำอย่างไร เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกขณะนี้ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจร่วมกันอย่างคาดไม่ถึง ดังนั้นจากสภาพการเหล่านี้ในการจัดสรรงบประมาณส่วนตัวมองว่าจะมีความจำเป็น หากจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งต้องเร่งรีบตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร กล่าวถึงการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น ว่า บางคนที่เป็นนายกฯ ส่วนท้องถิ่นก็อยู่ในตำแหน่งมาเกินวาระ บางคนเป็นติดต่อกันมาถึง 9 ปี ซึ่งเกินวาระและก็ยังไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นกันเมื่อไหร่ บางคนก็สันนิษฐานกันว่าปลายปีหรือปีหน้าแต่ก็เอาความแน่นอนไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สำคัญที่สุดคือการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นเพราะคนที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นชุดปัจจุบันนั้นเป็นเกินวาระโดยสภาพอยู่แล้ว ดังนั้นบางท้องที่ที่คนทำหน้าที่กันดีอยู่แล้วคนก็อาจไม่มีความรู้สึก แต่บางพื้นที่คนต้องการจะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากเป็นไปตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าเงินงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นหมดไปแล้วนั้นก็ควรจะออกแบบมาให้ชัดว่าจะเลือกตั้งกันวันไหน ซึ่งอาจจะต้องใช้งบประมาณปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนก็เห็นว่าการให้เหตุผลเรื่องงบประมาณว่างบประมาณถูกโยกไปหมดแล้วนั้นไม่มีความชัดเจนและไม่เป็นประโยชน์อะไรกับสถานการณ์ ซึ่งความจริงแล้วการเลือกตั้งท้องถิ่นอาจทำให้คนตื่นตัว ไม่ว่าจะเป็น อบต.เทศบาล อบจ. พัทยา และกรุงเทพมหานคร นั้นอาจจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง เพราะบรรดาคนเลือกตั้งทั้งหลายอย่างน้อยก็ต้องมีค่าใช้จ่ายหรือการจ้างงาน ในช่วงที่ต้องฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราก็ยังไม่รู้กันว่างบประมาณในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นจะสามารถฟื้นฟูได้จริงหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันฟื้นฟูยาก หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจน อีกทั้งยังสิ้นสุดการเยียวยาประชาชนในเดือนนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อประชาชนไม่มีเงิน แต่หากจะบอกว่าเลิกเคอร์ฟิวหรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นนั้นตนไม่เชื่อ เพราะสถานการณ์ของประเทศเดินไปไกลแล้ว ดังนั้นควรจะฟังบรรดากูรูด้านเศรษฐกิจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อเสนอของซุปเปอร์โพลที่บอกว่า ยุบสภาเป็นทางออกการเมืองที่ดีที่สุดนั้น ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีก็สามารถที่จะยุบสภาได้เป็นเรื่องปกติของการเมืองในประเทศไทยเพียงแต่ในสถานการณ์ที่พรรคการเมือง แตกตัวออกไปตั้งพรรคนั้น ส่วนตัวมองว่า เลือกตั้งในกระดานหน้าก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ หากยังไม่แก้ไขกติกาให้เป็นที่เรียบร้อย ก็กลับมาที่จุดเดิมกันอีก และสภาพของประเทศก็ไม่พร้อมที่จะอยู่ภายใต้การเมืองแบบเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครจะคิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้พรรคการเมืองฝ่ายค้านและรัฐบาลมาถึงจุดที่ล้มเหลวทุกฝ่าย ซึ่งเป็นสภาพที่เราเคยพูดกัน ในการทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่าจะต้องมีการปฏิรูปการเมือง หาก การเมืองมีความแข็งแรงมีเสถียรภาพอำนาจเป็นของประชาชนทุกอย่างก็ดำเนินไปตามทิศทางครรลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สภาพการ ณ วันนี้ตนยังมองว่า หากผลีผลามยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งก็ยิ่งจะพบกับทางตัน ดังนั้นเลือกตั้งที่ควรจะเลือกเวลานี้คือการเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะกติกาในระดับท้องถิ่นได้เป็นปัญหาอะไร แต่การเลือกตั้งในระดับชาติยังไม่มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นั้นไม่ว่าเดินไปทางไหนก็มีแต่ล็อคทั้งหมด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาให้ฉีกเท่านั้น และหากไม่คิดเรื่องนี้กันอย่างจริงจังประเทศไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68709</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร, เลือกตั้งท้องถิ่น, แก้เศรษฐกิจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200607/image_big_5edcd25b37407.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039;โต้&#039;จิรายุ&#039;รบ.ไม่ถังแตก  ไล่เอาเวลาไปแก้&#039;เพื่อไทยไฟต์&#039;ดีกว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย. 62 -&amp;nbsp; นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ และเลขานุการ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุรัฐบาลถังแตก และนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ไร้ฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่า ไม่ทราบว่านายจิรายุไปอยู่ไหนมา จึงไม่ทราบว่าประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโลก และนายอุตตมเพิ่งมาทำงานเพียงเดือนเศษ ที่สำคัญรัฐบาลไม่ได้ถังแตก โดยผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 10 เดือนแรกปีงบประมาณ2562 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายกว่าร้อยละ 2.9 และคาดว่าทั้งปีงบประมาณ 2562 จะจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งฐานะการคลังของรัฐบาลอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง โดยระดับเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน กรกฎาคม 2562 อยู่ที่ 484,550 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 79,714 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า ฐานะการคลังยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งและเพียงพอต่อการรองรับการใช้จ่ายที่จำเป็น รวมถึงมาตรการการคลังเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มนั้น ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการประกาศอัตราภาษีที่จะจัดเก็บล่วงหน้า 6 ปี และปรับอัตราภาษีทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม 2562 จะเข้าสู่การจัดเก็บภาษีระยะที่ 2 หลังจากให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัวมาแล้ว 2 ปี ซึ่งการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มตามความหวานดังกล่าวเป็นการทํางานแบบบูรณาการของกระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดูแลปัญหาสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกและของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากการบริโภคเครื่องดื่มที่มีความหวาน ซึ่งผู้ผลิตหลายรายได้ปรับสูตรเครื่องดื่มโดยลดปริมาณน้ำตาลลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แสดงให้เห็นว่าภาษีดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิต ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของคนไทย&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม นายจิรายุน่าจะพอใจ ไม่อย่างนั้นคงเป็นเบาหวานไปแล้ว เห็นน้ำหนักก็ขึ้นอยู่ น่าจะเอาเวลาไปช่วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย แก้ปัญหาเพื่อไทยไฟต์จะดีกว่า ขนาดส.ส.พรรคเดียวกันยังกล้าวางมวยต่อหน้าหัวหน้าพรรคเลย&amp;rdquo; นายธนกร ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45487</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรายุ ห่วงทรัพย์, ธนกร วังบุญชนะ, พลังประชารัฐ, รมว.คลัง, รัฐบาลถังแตก, แก้เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf06dd41960.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
