<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2019 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2019 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสี่ยไก่&#039;แท็ก&#039;หมวดเจี๊ยบ&#039;เย้ย&#039;บิ๊กตู่&#039;แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ถมเงินลงไปเท่าไรก็ไม่ได้ผลหากปชช.ไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.62 - นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;โพสต์ความคิดเห็นเรื่องเศรษฐกิจ ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมแท็กเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;quot;น้องเฟ&amp;quot; นางสาววีรดา เมืองสุข บุตรสาว&amp;nbsp; และ &amp;nbsp;ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรงการ &amp;nbsp;หรือหมวดเจี๊ยบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนา โพสต์ระบุว่า &amp;quot;ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหาอันเนื่องมาจากสงครามการค้าและปัจจัยแทรกซ้อนอื่น แต่ต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหามาตั้งแต่การยึดอำนาจแล้วไม่ได้เพิ่งมาเกิดปัญหาในวันนี้ หลักฐานคือการกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณสูงที่สุด แต่จัดภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการมาตลอด การลงทุนหดหาย หนี้ครัวเรือนสูงถึง 13 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่รัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินใช้และไม่กล้าใช้เงินรวมถึงไม่มีการลงทุนอันเป็นที่มาของภาษีจนลามไปถึงเงินบาททำให้แข็งค่ากระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เคยอุ้มชูเศรษฐกิจไทยมาตลอด 5 ปี ทั้งหมดคือสัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจที่ถูกส่งมานานแล้วแต่รัฐบาลก็ไม่เคยแก้ไขให้ตรงจุดแถมยังใช้เงินผิดประเภท แทนที่จะเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดมาติดอาวุธให้กับประชาชนเพื่อให้มีความสามารถเสียภาษีกลับเอาไปซื้ออาวุธให้กองทัพผลาญภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมาจากภาษีของประชาชนเรียกว่างบลงทุนความหมายก็ตรงตัวคือใช้ไปต้องเกิดผลตอบแทนกลับมาในรูปภาษี แต่ผลของการแจกเงินที่รัฐบาลประยุทธ์ทำมา 5 ปีมีแต่ทำให้คนจนลง จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการมาตลอดแปลว่าการแจกเงินไม่ได้ผลเพราะไม่ทำให้คนเห็นอนาคต เงินที่แจกไปไม่ก่อให้เกิดการผลิตที่ยั่งยืนใช้ไปครั้งเดียวหมดไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง แต่รัฐบาลก็ยังจะเอาวิธีที่ไม่เคยได้ผลมาใช้ต่อไปถ้าไม่บ้าก็เสียสติแบบที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องลงทุนเพื่อทำให้คนเห็นอนาคตแบบที่นายกทักษิณเคยทำประชาชนจึงจะกล้าจับจ่ายใช้สอยอันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง นี่คือคำแนะนำเดี๋ยวจะหาว่าฝ่ายค้านจ้องแต่จะโจมตีไม่เสนอแนวคิดหรือทางแก้อะไรเลยแต่หากยังคิดต่อไม่เป็นก็ทำแบบที่ รมว.สธ. ไปขอพบหมอสุรพงษ์เพื่อขอคำแนะนำเรื่องโครงการ 30 บาทผมจะแนะนำให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการบริหารคือความเชื่อมั่น เศรษฐกิจก็เช่นกันหากผู้นำหรือรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ประชาชนจะหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ข่าวร้ายคือประชาชนและผู้ประกอบการต่างไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำและรัฐบาลตามผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยปรากฏว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและหอการค้าไทยในเดือนกรกฎาคม 2562 ต่ำสุดในรอบ 22 และ 18 เดือนตามลำดับ แบบนี้ถมเงินลงไปเท่าไรก็ไม่ได้ผลเพราะต้นตอของปัญหาอยู่ที่ตัวพลเอกประยุทธ์ ออกไปทุกอย่างจะดีขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43631</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายเศรษฐกิจ, รัฐบาลบิ๊กตู่, วัฒนา เมืองสุข, เสี่ยไก่, แก้เศรษฐกิจล้มเหลว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190817/image_big_5d57a645011d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คณบดีนิด้า&#039;ตอก&#039;สุวิทย์&#039;อ้างคนจะอดตายเท่ากับสารภาพแก้ปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ธ.ค.61-นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.)โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง เมื่อรัฐมนตรียอมรับว่ารัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลวอย่างไม่รู้ตัว ว่า
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวในทำนองว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เติมเงินให้ผู้ถือบัตร ๕๐๐ บาท ไม่ใช่เป็นการแจกเงินคนจน เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอ ก็ต้องเติมเงินให้ประชาชน คนจะอดตายอยู่แล้ว ต้องเติมเงินให้ จากนั้นให้เขาไปพัฒนาตนเอง
สิ่งที่นายสุวิทย์พูดด้านบนนั้น เป็นการพูดโดยใช้ลีลาและลูกเล่นการตอบสื่อมวลชนแบบนักการเมืองเก่า แต่จะด้วยความอ่อนประสบการณ์หรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้คำตอบกลายเป็นคำสารภาพถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาลอย่างชัดเจน
ลีลาการตอบคำถามแบบแบบนักการเมืองเก่าๆ คือการสร้างวาทกรรมเพื่อเบี่ยงเบนและกลบเกลื่อนลักษณะความเป็นนโยบายประชานิยมของนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้วิธีการอธิบายการกระทำที่มีความหมายเหมือนกันด้วยประโยคที่แตกต่างกันเพื่อบรรเทาความหมายเชิงลบที่แฝงอยู่ในประโยค ดังที่เขากล่าวว่า &amp;ldquo;การเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่การแจกเงินคนจน&amp;rdquo; นั่นคือ การพยายามแยกว่า &amp;ldquo;การเติมเงิน&amp;rdquo; ไม่เหมือนกับ &amp;ldquo;การแจกเงิน&amp;rdquo; ทั้งที่ทั้งสองคำมีความหมายเหมือนกัน นั่นคือการมอบเงินให้ผู้อื่น
อนึ่งนายสุวิทย์คงลืมไปว่า หลักการของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือการทำบัตรให้กับคนจน ดังนั้นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็คือคนจนหรือคนมีรายได้ต่ำ หากนายสุวิทย์บอกว่า การเติมเงินในบัตรไม่ใช่แจกเงินคนจน ก็แปลว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่คนจน นั่นหมายถึงความล้มเหลวครั้งใหญ่ของการการนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติ เพราะทำบัตรให้กับคนที่ไม่จน ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของนโยบาย เท่ากับว่า ที่ผ่านมารัฐบาลให้การช่วยเหลือคนที่ไม่จนจริง
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ดูเหมือนนายสุวิทย์ยังมีการใช้ตรรกะแปลกๆที่ขัดแย้งกันเอง ดังที่กล่าวในประโยคแรกพูดว่า &amp;ldquo;ไม่ใช่แจกเงินคนจน&amp;rdquo; แต่กลับพูดต่อว่า &amp;ldquo;ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอ ต้องเติมเงินให้ คนจะอดตายอยู่แล้ว&amp;rdquo; ตกลงคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอและกำลังจะอดตายไม่ใช่คนจนในทัศนะนายสุวิทย์หรืออย่างไร ดูการพูดแล้วมีความสับสนอยู่ไม่น้อย สงสัยคงตอบแบบมึนๆ หรืออาจจะเลียนแบบการพูดของนายกรัฐมนตรีมาก็เป็นได้
และการที่นายสุวิทย์พูดว่า &amp;ldquo;ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอ กำลังจะอดตาย&amp;rdquo; เท่ากับเป็นการยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่า ตลอดเวลาสี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์ที่นายสุวิทย์ เป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วยนั้นมีฝีมือในการบริหารประเทศต่ำมาก ล้มเหลวและไร้ประสิทธิผลอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประชาชนจึงตกต่ำและเลวร้ายจนกระทั่งคนมีรายได้ไม่เพียงพอและกำลังจะอดตาย
ดังนั้นความจริงที่เผยตัวออกมาจากคำพูดของนายสุวิทย์ จึงทำให้เราทราบอย่างกระจ่างชัดว่า
๑ ที่แท้โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ก็คือนโยบายประชานิยมแบบหนึ่งนั่นเอง
๒. แต่คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอาจไม่ใช่คนจน
๓. การเติมเงินให้คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่เป็นการแจกเงินคนจน แต่อาจเป็นการแจกเงินแก่ ผู้ที่ไม่ใช่คนจน
๔. ปัจจุบันคนมีรายได้ไม่เพียงพอและกำลังจะอดตาย รัฐบาลจึงต้องเร่งแจกเงิน
๕. รัฐมนตรีคนหนึ่งของรัฐบาลสารภาพออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า การบริหารเศรษฐกิจของประเทศล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24191</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนจะอดตาย, ครป., ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, บัตรคนจน, ประชานิยม, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, แก้เศรษฐกิจล้มเหลว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180223/image_big_5a8f81e5e8bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
