<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 07:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กอช.&#039;ลุยแก้ไขกม.ขยายอายุ-รัฐสมทบเพิ่มดึงคนออม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค. 2563 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ&amp;nbsp;(กอช.)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ต.ค. 2563&amp;nbsp;คณะกรรมการ กอช.&amp;nbsp;ได้มีการประชุมและให้มีการศึกษาแนวทางการแก้ไขกฎหมาย กอช.&amp;nbsp;เพื่อเปิดทางให้คนที่อายุมากกว่า&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ปี สมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ แต่จะขยายให้ถึงอายุเท่าไรยังอยู่ระหว่างหาข้อสรุป

นอกจากนี้ ยังให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเพิ่มมากขึ้น เพื่อจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น และมีเงินใช้หลังเกษียณอายุอย่างเพียงพอ โดยปัจจุบันรัฐบาลจ่ายสมทบให้สมาชิกไม่เกิน&amp;nbsp;1,200&amp;nbsp;บาทต่อปี

&amp;quot;การแก้ไขกฎหมายไม่ยาก ซึ่งทั้งการขยายอายุสมาชิก และการเพิ่มเงินสมทบ เป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งหากรัฐบาลมีความพร้อม ทางกระทรวงการคลังก็จะเสนอแก้ไขกฎหมาย กอช.&amp;nbsp;ดังกล่าวทันที&amp;quot;&amp;nbsp;นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน กอช.&amp;nbsp;มีสมาชิก&amp;nbsp;2.4&amp;nbsp;ล้านคน รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณจ่ายสมทบให้สมาชิกประมาณ&amp;nbsp;600-700&amp;nbsp;ล้านบาทต่อปี&amp;nbsp;โดยในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ตั้งเป้าหมายมีสมาชิก&amp;nbsp;2.7&amp;nbsp;ล้านคน&amp;nbsp;และในระยะยาวต้องการให้แรงงานนอกระบบประมาณ&amp;nbsp;13&amp;nbsp;ล้านคน มาเป็นสมาชิก กอช.&amp;nbsp;ให้หมด ซึ่งรัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณที่จ่ายเงินสมทบให้กับสมาชิกแต่อย่างไร

ทั้งนี้&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา&amp;nbsp;กอช.&amp;nbsp;ได้จัดงานมอบรางวัลส่งเสริมการออมกับ กอช.&amp;nbsp;ยอดเยี่ยม ประจำปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;เนื่องในวันออมแห่งชาติ จำนวน&amp;nbsp;34&amp;nbsp;รางวัล เพื่อเป็นการขอบคุณภาคีเครือข่าย หน่วยรับสมัครสมาชิก และตัวแทน กอช.&amp;nbsp;ที่มีอยู่กว่า&amp;nbsp;160,000&amp;nbsp;หน่วยทั่วทั้งประเทศ และพร้อมเดินหน้าส่งเสริม การออมในสถานศึกษาครอบคลุมทุกสถาบันในปี&amp;nbsp;2564

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ กอช.&amp;nbsp;กล่าวว่า ในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;กอช.&amp;nbsp;ได้มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ผ่านตัวแทน กอช.&amp;nbsp;ที่เป็นบุคคลประจำหมู่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกและประชาชนได้เข้าถึงการออมกับ กอช.&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเป็นหน่วยรับสมัครสมาชิก กอช.&amp;nbsp;แก่เสมียนตราจังหวัด และเสมียนตราอำเภอ ทั่วประเทศ ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้รับผิดชอบงาน กอช.&amp;nbsp;ในพื้นที่ ซึ่งมีการอบรมให้ความรู้ ครู ก และ ครู ข ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางบริการผ่าน บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;และบริษัท แกร็บแท็กซี่&amp;nbsp;(ประเทศไทย)&amp;nbsp;จำกัด ซึ่งจากเดิม กอช.&amp;nbsp;มีช่องทางรับสมัครสมาชิกผ่านทาง ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาหารสงเคราะห์ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานคลังจังหวัด สถาบันการเงินชุมชน เทสโก้โลตัส เคาน์เตอร์เซอร์วิส และตู้บุญเติม รวมแล้วกว่า&amp;nbsp;160,000&amp;nbsp;หน่วยทั่วประเทศ และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิก กอช.ยังพัฒนาช่องทางแอปพลิเคชัน ให้สมาชิกสามารถเข้าถึงเงินออมได้ทุกที่ ทุกเวลา ตรวจสอบสิทธิ สมัครส่งเงินออมสะสม ในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82337</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอช., แก้ไขกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180316/image_big_5aab861a3aea9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ลุุยแก้กฎหมายป้องกัน “โจรสลัดชีวภาพ” ฉกพันธุกรรมหรือภูมิปัญญาไทยไปจดสิทธิบัตร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.2563 น.ส.จิตติมา ศรีถาพร รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... โดยได้นำร่างแก้ไขเดิมเรื่องสิทธิบัตรการประดิษฐ์ กับร่างกฎหมายใหม่เรื่องสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มารวมไว้เป็นฉบับเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562 ที่กำหนดให้หน่วยงานที่ยกร่างกฎหมายจะต้องดำเนินการให้เกิดประโยชน์ ไม่เป็นภาระต่อประชาชน และต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และมีผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ทำให้ต้องมาแก้ไขให้เหลือเพียงฉบับเดียว จากเดิมที่จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวออกเป็น 2 ฉบับ โดยคาดว่าจะยกร่างเสร็จภายในเดือนก.ค.2563 เปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นภายในเดือนส.ค.2563 และตั้งเป้าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการแก้ไขกฎหมาย ได้เพิ่มสาระสำคัญในเรื่องการป้องกันปัญหาโจรสลัดชีวภาพ หรือการยักยอกใช้ทรัพยากรพันธุกรรมหรือการนำองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่นหรือของประเทศไปแสดงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยไม่ดำเนินการขออนุญาตหรือตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ แต่กฎหมายใหม่ ได้กำหนดให้การยื่นจดสิทธิบัตรที่มีการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการประดิษฐ์ เช่น นำเปล้าน้อยและกวาวเครือมาทำยา ต้องระบุแหล่งที่มา และต้องยื่นเอกสารการขออนุญาตและข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าไม่ยื่นก็ไม่สามารถขอจดสิทธิบัตรได้ หรือถ้าปิดบังข้อเท็จจริง ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จะแก้ไขในเรื่องการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (CL) ให้เกิดความชัดเจน และมีความครบถ้วนตามความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPs) ให้ไทยสามารถบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเพื่อส่งออกเภสัชภัณฑ์ไปยังประเทศที่มีความขาดแคลน แต่ไม่มีศักยภาพในการผลิตได้ และกำหนดให้ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนซ้ำซ้อนในกรณีที่นำเข้าเภสัชภัณฑ์ที่มีการจ่ายค่าตอบแทนแล้วในประเทศผู้ส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรให้เร็วขึ้น โดยกำหนดให้มีการประกาศโฆษณาภายใน 18 เดือน นับจากวันยื่นคำขอครั้งแรก จากเดิมไม่กำหนด และกำหนดให้ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ภายใน 3 ปี นับแต่วันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร จากเดิมนับจากประกาศโฆษณาภายใน 5 ปี ซึ่งจะทำให้การจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรทำได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปรับปรุงเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ จะปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบจากประกาศโฆษณาก่อนการตรวจสอบสาระสำคัญ เป็นตรวจสอบสาระสำคัญก่อนการประกาศโฆษณา เพื่อให้กระบวนการพิจารณามีความต่อเนื่องและรวดเร็ว และยังได้ขยายอายุการให้ความคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก 10 ปี เป็นเริ่มต้น 5 ปี และต่ออายุได้ 2 ครั้งๆ ละ 5 ปี รวม 15 ปี รวมทั้งได้เพิ่มบทบัญญัติเพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่สามารถยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว แต่สามารถขอรับความคุ้มครองได้หลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับปรุงกฎหมายในเรื่องสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ จะเกิดประโยชน์ในการคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย เพราะปัจจุบันคนไทยมีขีดความสามารถในการออกแบบ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น หากปรับปรุงกฎหมายให้จดได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้นก็จะเกิดประโยชน์กับคนไทย ส่วนการเข้าเป็นภาคีกรุงเฮก ก็จะช่วยให้การจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศ เพื่อขอรับความคุ้มครองทำได้ง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันมีถึง 65 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน (สิงคโปร์ บรูไน กัมพูชา เวียดนาม) ที่สามารถยื่นที่ไทยแล้วขอรับความคุ้มครองได้&amp;rdquo;น.ส.จิตติมากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71269</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทรัพย์สินทางปัญญา, จิตติมา ศรีถาพร, พ.ร.บ.สิทธิบัตร (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ..., แก้ไขกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0bc3e13c4b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง ครม.รื้อกม.กนอ.เปิดช่องลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; แจงเตรียมชง ครม. ยกเครื่องกฎหมาย กนอ. เปิดช่องลงทุนได้เอง ลุ้นมีผลบังคับใช้ปีหน้า พร้อมจี้บอร์ดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหมุนเวียนทรัพยากรใน 6 ภูมิภาค จ่อขายซองประมูลโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ต้น พ.ย. นี้

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่คณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรรมแห่งประเทศ (บอร์ด กนอ.) ว่า กนอ. อยู่ระหว่างหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กนอ. ที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนแผนงานและภารกิจของ กนอ. ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยจะให้สามารถลงทุนได้ด้วยตัวเองภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ คาดจะแล้วเสร็จและเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเสนอให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบ ให้มีผลบังตับใช้ได้ช่วงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ยังให้เร่งรัดแนวคิดจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหมุนเวียนทรัพยากร (รีซอร์ส รีโคฟเวอรี่ ปาร์ค) พื้นที่ 1 พันไร่ ซึ่งกำลังศึกษารูปแบบจัดตั้งอยู่ใน 6ภูมิภาค เพื่อดูแลการใช้ทรัพยากรที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ โดยต้องมีความชัดเจนภายในปี 2562 ว่าจะพัฒนาในจุดใดก่อน

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ได้รายงานความคืบหน้าโครงการต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยให้เร่งรัดโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างเชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน (ทีโออาร์) คาดจะเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในวันที่ 30 ต.ค.นี้ และสามารถประกาศให้ภาคเอกชนเข้าซื้อซองประมูลได้ช่วงประมาณต้นเดือนพ.ย.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20800</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนอ., การลงทุน, นายอุตตม สาวนายน, สมจิณณ์ พิลึก, แก้ไขกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87f49ff23a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลไฟเขียว ออกหวย ออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีปล่อยผีสลากกินแบ่งฯ ไฟเขียวออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ชู &amp;ldquo;หวยออนไลน์&amp;rdquo; มาวิน พร้อมสั่งเพิ่มแจ็กพอต ขู่เข้มผู้ค้าขายเกินราคาติดคุกแน่ เล็งรวมชุดขายสำเร็จปลายปีนี้ เผยแก้ไขกฎหมายหวย รัฐยอมเฉือนเนื้อแบ่งรายได้เอาไปโปะรายย่อย มูลนิธิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 17 เมษายนนี้ เสร็จสิ้นลง พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ที่ปรับปรุงเพื่อให้สำนักงานสลากฯ ดำเนินกิจการเหมาะสมกับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 11/2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลาก เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดลงโทษสำหรับความผิดกรณีการขายสลากเกินราคา จากเดิมระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ยังเปิดทางให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น หวยออนไลน์ หรือลอตโต้ ที่มีรางวัลแจ็กพอต เป็นต้น โดยได้แก้ไขสัดส่วนเงินรางวัลให้เป็นแบบสมทบ ที่ขึ้นอยู่กับการกำหนดวงเงินเพดานของรางวัลไว้ แต่จะแตกต่างจากผลิตภัณฑ์สลากกินแบ่งรัฐบาลชนิดใบในปัจจุบัน หากไม่มีผู้ที่ถูกรางวัลมารับเงินภายใน 2 ปี จะต้องส่งคืนเป็นรายได้ของรัฐ โดยเฉลี่ยจะมีเงินที่ไม่มีผู้มารับรางวัลประมาณงวดละ 100-200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24 งวด จะอยู่ที่ 2,400-4,800 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมจากเดิม แต่คงต้องใช้เวลาศึกษารายละเอียด และผลกระทบจากผู้ได้และเสีย ก่อนนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง โดยปัจจุบันสำนักงานสลลากฯ จำหน่ายสลากงวดละ 80 ล้านใบ แบ่งเป็น ตัวแทนรายย่อย มูลนิธิ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ 30 ล้านใบ และผ่านช่องทางกรุงไทย 50 ล้านใบ&amp;rdquo; พ.ต.อ.บุญส่งกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสัดส่วนเงินรางวัล รายได้ส่งรัฐ และค่าบริหารจัดการสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ใหม่ ประกอบด้วย เงินรางวัล 60% คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง, รายได้แผ่นดิน 22% จากเดิม 28%, ค่าบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลาก 17% จากเดิม 12% ซึ่งการปรับเพิ่มในส่วนนี้เพื่อนำมาเป็นส่วนลดสลากให้กับผู้ค้ารายย่อยและมูลนิธิ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนพิการที่เป็นผู้ค้าสลากให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนที่เหลืออีก 1% จะนำมาไว้ในกองทุนสลากฯ เพื่อพัฒนาสังคม ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.กำหนดให้มี แต่จะกำหนดจำนวนเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท และหากเงินกองทุนฯ มีจำนวนเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ให้สำนักงานสลากฯ นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังกำหนดเพิ่มเติมความผิดกรณีการขายสลากในสถานศึกษาไม่ว่าจะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม และผู้ใดขายสลากกินแบ่งรัฐบาลแก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.บุญส่งยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำสลากกินแบ่งรัฐบาลรวมชุด ว่าอยู่ระหว่างการเปิดรับฟัง โดยคณะกรรมการสลากฯ จะลงพื้นที่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนนี้ หากได้ข้อสรุปก็พร้อมที่จะดำเนินการทันที โดยคาดว่าจะเห็นผลได้ในช่วงปลายปีนี้ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนที่ต้องการซื้อสลาก เพราะได้รับรางวัลจำนวนมาก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7300</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายเกินราคาติดคุก, พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี, รายได้ส่งรัฐ, ลอตโต้, สลากกินแบ่งฯ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หวยออนไลน์, แก้ไขกฎหมาย, แจ็กพอต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad5f09149d1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ถูกใจก็เชิญแก้!&#039;มีชัย&#039;แจงแผนปฏิรูประเทศ รัฐบาลไหนคิดว่าของตัวเองดีกว่าเปลี่ยนได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.61-ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงขั้นตอนดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ว่า ไว้ทำควบคู่ไปกับนโยบายของแต่ละรัฐบาล แผนปฏิรูปตอนนี้เป็นโครงกว้างๆ เรื่องการใช้เงินงบประมาณไปทำที่ตั้งข้อสังเกตว่าใช้เงินเยอะนั้น ยังต้องไปทำแผนปฏิบัติการรายโครงการก่อนถึงจะรู้ว่าใช้เงินเท่าไร แต่ละรัฐบาลต้องดำเนินการตามแผนปฏิรูปที่รองรับมาจากยุทธศาสตร์ชาติ ถ้ารัฐบาลไหนเห็นว่าดีกว่าก็เปลี่ยนได้ โดยบางเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายบางเรื่องไม่เกี่ยวกับกฎหมาย เช่น ร่างกฎหมายกองทุนการศึกษา ถ้าไม่พอใจก็ต้องแก้กฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6846</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธา่นกรธ., มีชัย ฤชุพันธุ์, รัฐบาลหน้า, เปลี่ยนได้, แก้ไขกฎหมาย, แผนปฏิรูปประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180110/5a560e6c6da29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
