<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลงทุนน้ำมัน มูลค่าเสียหายกว่า 500 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.64 - ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) เมืองทองธานี&amp;nbsp;พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ผบช.สอท.) พร้อม พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สอท.,พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สอท.,พล.ล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง ผบก.สอท.2,พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ ผบก.สอท.5,พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผบก.น.9 ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ Operation Shutdown Petro Scam ตรวจค้นเป้าหมาย 20 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี เชียงราย และเชียงใหม่ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลงทุนหุ้นเชื้อเพลิงปลอมทั้งชาวไทยชาวต่างชาติ 15 ราย ยึดของกลางกว่า 100 รายการ เป็นเงินสด รถยนต์หรู และทองคำมูลค่านับล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ชรินทร์ กล่าวว่า คดีนี้ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายที่ทำธุรกิจน้ำมัน ว่าถูกหลอกลงทุนน้ำมันจนเสียหายไปกว่า 2.5 ล้านบาท หลังร่วมลงทุนผ่านเว็บไซต์ปลอมชื่อว่า&amp;nbsp;waw.sp9ige.cn&amp;nbsp;มาตั้งแต่ปลายปี 2563 โดยคนร้ายมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องน้ำมัน อ้างว่าจะมีผลกำไรตอบแทนสูงถึงร้อยละ 30 ในระยะเวลาอันสั้น ระยะแรกเหยื่อจะได้รับเงินปันผลจริง สามารถเบิกถอนได้ ต่อมาเหยื่อลงทุนเพิ่มสูงขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ และกลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่าไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้ต้องวางเงินค้ำประกันบ้าง อ้างว่าต้องชำระภาษีบ้าง ซึ่งมีเหยื่อจำนวนมากเชื่อว่าถูกหลอก มียอดความเสียหายกว่า 291 ล้านบาท ก่อนรวมตัวไปแจ้งความจนมีการออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการ 31 ราย จับกุมชาวจีน 4 ราย สิงคโปร์ 1 ราย มาเลเซีย 1 ราย และไทยอีก 9 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.กรไชย กล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ใช้ระยะเวลาสืบสวนมานานกว่า 4 เดือน ซึ่งผู้ต้องหาตัวหลัก ซ่อนตัวอยู่ในย่านบางขุนเทียน พื้นที่บก.น.9 จึงประสานการจับกุมชาวจีนได้ 3 ราย คนไทย 2 ราย ทั้งนี้ จากการสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา พบว่ามีการสร้างห้องเทรดสำหรับหลอกลงทุนรูปแบบอื่นๆ ขอย้ำว่า การลงทุนเทรดน้ำมันนั้นไม่มีอยู่จริง หลังจากนี้ขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายที่ยังทยอยเข้าพบพนักงานสอบสวนเพิ่มอีกหลายรายมูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ,ซ่องโจร และสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อฟอกเงินฯ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97997</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, คดีฉ้อโกงประชาชน, คดีฟอกเงิน, พรบ.คอมพิวเตอร์, แก๊งคอลเซ็นเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_6065822b64eb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นางแบบสาวยื่นฟ้องแบงก์ไทยพาณิชย์ หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินสูญ 2 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ย. 61 - ที่แผนกคดีผู้บริโภค ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ธนิตา จิรพณิช อายุ &amp;nbsp;37 ปี อาชีพนางแบบโฆษณา (ปลากระป๋องซีเล็คทูน่า) พร้อมนายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้ามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ฯ เป็นจำเลยที่ 1-2 &amp;nbsp;เรื่อง ผิดสัญญา, เรียกทรัพย์คืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนางแบบสาวระบุในคำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2549 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาเอกมัย พร้อมเปิดบัตรเอสซีบีอีซี่การ์ด ต่อมาวันที่ 26 มิ.ย. 2550 โจทก์เปิดใช้บริการซื้อขายหน่วยลงทุนเปิดเอสซีบีเอฟพี. กับจำเลยที่ 2 ที่สาขาเหม่งจ๋าย จากนั้นวันที่ 14 ก.ย. 2557 ได้เปิดใช้บริการซื้อขายหน่วยลงทุนดับบลิวไอเอ็นอาร์ และกองทุนตราสารหนี้กับจำเลยที่ 2 &amp;nbsp;ที่สาขาเซ็นทรัลพระรามเก้า ต่อมาวันที่ 29 &amp;nbsp;มิ.ย. 2559 โจทก์เปิดบัญชีออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาบิ๊กซีรัชดาภิเษก เอาไว้ แต่จำเลยกลับเพิกเฉยไม่ระมัดระวัง ทำให้เกิดความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือเมื่อเดือน ธ.ค.2560 มีกลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้หลอกลวงเอาข้อมูลของโจทก์ เช่นหมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลเอทีเอ็ม รหัสโอทีพี สมัครอินเตอร์เน็ตแบ็งกิ้งผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนของคนร้าย แล้วเข้าทำธุรกรรมทางการเงินกับจำเลยโดยช่องทางอีซีแอ็พ โดยโอนเงินโจทก์ออกจากบัญชีไปหลายครั้งหลายหนรวม 50 ครั้งระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2560 - 4 &amp;nbsp;ม.ค. 2561 ครั้งละ 10,000 - 373,000 บาทรวม 1,670,200 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของกลุ่มคนร้าย ทั้งที่จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบ รักษาความมั่นคงปลอดภัยควบคุมการเข้าถึงข้อมูล แต่กลับไม่แจ้งเตือน ไม่ตรวจสอบ ภายหลังมาทราบภายหลังจึงแก้ไขระบบอินเตอร์เน็ตแบ็งกิ้ง การกระทำของจำเลยในฐานะผู้รับฝากเงินควรใช้ความระมัดระวังตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล แต่กลับใช้ความระมัดระวังต่ำกว่าผู้รับฝาก ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดในเงินจำนวน 1,670,200 บาทของโจทก์ที่สูญเสียไปพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมทั้งสิ้น 1,780,830 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลรับฟ้องคดีไว้ และนัดเจรจาไกล่เกลี่ยคู่ความวันที่ 16 ก.พ. 2562 เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลัง น.ส.ธนิตา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายที่แล้ว ตนถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์มาหลอกว่า ตนถูกดำเนินคดีกู้เงินไปซื้อที่ดินที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนหลอกล่อพูดคุยเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน จนถามรหัสยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้แอพพลิเคชั่นธนาคารทางโทรศัพท์ ก่อนที่ภายหลังตนมาทราบว่าเงินในบัญชีของตนที่ฝากไว้ดังกล่าวถูกโอนไปทั้งหมด รวมเป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท เมื่อสอบถามไปยังธนาคาร กลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ตนจึงนำคดีมายื่นฟ้อง ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการตนอยากให้ธนาคารมีวิธีป้องกันที่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะหากพบว่ามีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ควรต้องรีบแจ้งหรือตรวจสอบกับเจ้าของบัญชี เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งทุกครั้งที่มีการเข้าระบบเพื่อทำธุรกรรม ควรมีข้อความหรืออีเมลแจ้งมายังเจ้าของบัญชี แต่กรณีนี้กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย กระทั่งตนมาตรวจสอบบัญชีเองจึงทราบเรื่องและสูญเงินจำนวนมากไปแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22026</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์, น.ส.ธนิตา จิรพณิช, เฉลิมพงษ์ กลับดี, แก๊งคอลเซ็นเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed2550a55f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2018 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2018 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจแถลงรวบ &#039;เก่ง ลิ้นทอง&#039; แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในตำนาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21&amp;nbsp;ก.ย.61&amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1&amp;nbsp;พ.ต.อ.นิธิธร&amp;nbsp;&amp;nbsp;จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์อันดับหนึ่งของเมืองไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบไปด้วย น.ส.จินตนา หรือบุ๋ม(อ้วน) พรมน้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp;อายุ 32 ปี&amp;nbsp;,นายคนองหรือบี&amp;nbsp;&amp;nbsp;อิ่มขุนทอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;อายุ 44 ปี&amp;nbsp;,นายสุรพลหรือโอ ทรัพย์เจริญ&amp;nbsp;&amp;nbsp;อายุ 46 ปี&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายณัฐวัตรหรือวัตร สิมบิดา หรือเก่ง ลิ้นทอง อายุ 41 ปี และ 5.นางเบญจวรรณหรือป้าอ้วน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปลายสวน&amp;nbsp;อายุ 52 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า&amp;nbsp;จากปฏิบัติการจับกุม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศเวียดนามเมื่อวันที่&amp;nbsp;24ส.ค.61&amp;nbsp;และได้รับตัวผู้ต้องหาทั้งหมด จำนวน&amp;nbsp;17กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เมื่อวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;61&amp;nbsp;พร้อมรับมอบหลักฐานที่ตรวจยึดได้ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร. ได้สืบสวนขยายผลเชิงลึกจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับกลุ่มคนร้ายที่เป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในตำนาน ซึ่งเป็นคนไทยกลุ่มแรก ๆ ที่เดินทางออกไปร่วมขบวนการตั้งศูนย์ปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศหลายแห่งตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2556&amp;nbsp;ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เคยมีใครจับกุมได้มาก่อน สร้างความเสียหายให้กับเหยื่อคนไทยหลายร้อยล้านบาท จนมีชื่อเสียงในกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่าเป็นทีมงานที่มีความชำนาญในการหลอกลวงประชาชนมากที่สุดจนเป็นตำนานและได้ฉายาว่า &amp;quot;เก่ง ลิ้นทอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ต้องหากลุ่มนี้เคยเดินทางไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศดังนี้&amp;nbsp;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2556- 2559&amp;nbsp;ตั้งคอลในประเทศจีน ยาวนานประมาณ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ปี เดินทางออกจากประเทศไทยครั้งละประมาณ&amp;nbsp;10เดือนโดยไม่กลับประเทศเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.&amp;nbsp;ปี2559&amp;nbsp;ต่อเนื่อง&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ตั้งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมืองกัวลาลัมเปอร์&amp;nbsp;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ตั้งคอลในประเทศฟิลิปปินส์ เมืองเซบู แต่อยู่ไม่นานเนื่องจากเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กรุงมะนิลา พอดี จึงแยกย้ายกันหลบหนี&amp;nbsp;&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;4.ปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;เดือน ก.ค. ต่อเนื่อง ส.ค.&amp;nbsp;61&amp;nbsp;ตั้งคอลในประเทศเวียดนาม เมืองโฮจิมินส์&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ถูกจับกุม เดินทางออกมาก่อน เพราะอยู่ครบ&amp;nbsp;1เดือน โดยใช้คนคุมชาวใต้หวัน และล่าม คนเดียวกันกับชุดที่ถูกจับกุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผบช.ทท.เปิดเผยต่อว่า กระทั่งสืบสวนทราบว่านายณัฐวัตร หรือเก่ง ลิ้นทอง ได้หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาอยู่ที่บ้าน อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับและเข้าจับกุมไว้ได้ที่ อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยสมาชิกเครือข่ายนี้ยังเหลืออีก&amp;nbsp;2คน คือ&amp;nbsp;น.ส.สมบัติหรือสม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ฟอมไธสง&amp;nbsp;&amp;nbsp;อายุ 44 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;และ.นายอุดม หรืออ๋อย&amp;nbsp;&amp;nbsp;คุณหงษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อายุ 42 ปี ได้ออกหมายจับไว้แล้วเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการติกตามจับกุมตัวคนร้าย การจับกุมนายเก่ง ลิ้นทอง ถือเป็นการปิดตำนานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะนายเก่ง เป็นคนแรกๆที่นำคนไทยออกไปตั้งศูนย์คอล์เซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนไทยด้วยกันที่ต่างประเทศ และถือเป็นการปิดเครือข่ายคอเซ็นเตอร์ได้เลย เมื่อไม่มีคนไทยร่วมขบวนการกับชาวต่างชาติ ก็ไม่สามารถหลอกลวงคนไทยได้อีกต่อไป เพราะการไปทำคอเซ้นเตอร์ไม่ใช่วันสองวันจะเป็น ต้องเรียนรู้นานนับเดือนกว่าจะทำงานได้ หลังจากนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม สำนวนทั้งหมดของคดีคอลเซ็นเตอร์เข้าสู่ศาลแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18108</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, วัตร สิมบิดา, เก่ง ลิ้นทอง, แก๊งคอลเซ็นเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180921/image_big_5ba48a5c831ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจไทยรับตัว 18 ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จาก UAE</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย. 61 - &amp;nbsp; ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษา พิเศษ ตร. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ร่วมกันรับตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไทย จำนวน 18 คน จากตำรวจประเทศสหรัฐอารับเอมิเรตส์เพื่อดำเนินคดีข้อหา &amp;ldquo;มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ,กระทำการเป็นอั่งยี่ซ่องโจร,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงเป็นบุคคลอื่น,ร่วมกันฟอกเงินละร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยการหลอกลวงกันนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการศูนย์ป้องกันแลปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศป.ฉปทน.ตร.) เข้าทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา จับกุมตัวผู้ต้องหาได้จำนวน 23 คน เป็นคนไทย 22 คน และชาวไต้หวันอีก 1 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร.กล่าวว่า ตามนโยบายของ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องความมั่นคง เพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และจะได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แก๊งดังกล่าวเป็นแก๊งของนายฉีเคอ ชาวไต้หวัน เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ ตำรวจได้รับความร่วมมือกับหลายหน่วยๆ กระทั่งสามารถนำเงินกลับคืนผู้ได้รับความเสียหายหลายล้าน อยากฝากประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน ถ้ารู้ตัวว่าถูกหลอกให้รีบแจ้งเจ้าหน้าทีทันที เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ทันถ่วงที &amp;nbsp; ต่อจากนี้ถ้ามีข้อมูลประเทศใดมีแก๊งคอเซ็นเตอร์เข้าไปตั้งฐานก็จะประสานด้านฑูตเพื่อขอความร่วมมือในการเข้าจับกุม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ขาดการต่อเนื่อง พึ่งมาทำจริงจังเมื่อ2 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่หลอกลวงคนไทยมีฐานตั้งอยู่ที่ประเทศยูเออี &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ จึงประสาน &amp;nbsp;ผบ.ตร.ประเทศยูเออี เข้าทลายแก๊งดังกล่าววนนี้นำตัวกลับมา 18 คน พรุ่งนี้ (3 เม.ย.)นำตัวกลับมาอีก 4 คน &amp;nbsp;ถือเป็นความสำเร็จ ส่วนของทรัพย์สินที่ต้องเร่งคืนให้ประชาชนที่ถูกหลอก สำนวนต้องส่งอัยการให้ได้ภายในเดือนเม.ย. เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ประชาชนโดยเร็ว ตั้งแต่เข้าทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ต่างประเทศมาแล้ว 5 ครั้ง การหลอกลวงประชาชนลดวูบอย่างน่าใจหาย และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ดูไบมีจำนวนคนมาก มีความเฉี่ยวชาญสูง หลอกลวงคนไทยมูลค่าความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าทลายแก๊งคอล์เซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบ เป็นผลมาจากการเข้าทลายที่ประเทศกัมพูชา พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงจึงทราบแหล่งที่มาถึงตัวขบวนการชาวไต้หวัน เพราะแต่ละจุดจะมีชาวไต้หวันเป็นหัวหน้าควบคุมทุกจุด 70 เปอร์เซ็นการหลอกลวงมาจากกลุ่มนี้ หลังจากกลุ่มนี้ถูกจับสถานการ์เบาลงเยอะ ส่วนผู้ต้องหาที่จับได้ที่ประเทศกัมพูชาอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอนำตัวคนไทยกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปิดเผยว่าในส่วนของ ปปง.สายด่วน 1710 พบว่าสถิติหลอกลวงของแก๊งคอเซ็นเตอร์ลดน้อยลงมาก บางวันแทบไม่มี จากเดิมประมาณ 10 เรื่องต่อวัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบ เป็นแก๊งใหญ่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ผู้กระทำความผิดลดน้อยลงมาก ถึงแม้สถิติจะลดลงแค่แก๊งดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ใช้เครื่องมือที่ทันสมัย สิ่งที่ควรจะสร้างต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบถึงรูปแบบการกระทำความผิด การประชาสัมพันธ์เป็นการป้องกันอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดการหลอกลวงขึ้นอีก.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6278</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้มตุ๋น, ผบ.ตร., พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, สหรัฐอารับเอมิเรตส์, หลอกลวง, อั่งยี่ซ่องโจร, แก๊งคอลเซ็นเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac1e19198340.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
