<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พิชัย&#039;แนะนายกฯแก้ปัญหาแอลกอฮอล์ขาดแคลนเตือนแนวทางพลังงานเอื้อนายทุนทำประเทศเสียหาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3 เม.ย.63 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันนอกจากหน้ากากอนามัยจะขาดแคลนแล้ว แอลกอฮอล์ที่มีความจำเป็นในการใช้ทำความสะอาดและกำจัดไวรัสโควิด-19 ก็ยังขาดแคลนอย่างมาก ดังนั้นจึงเสนอให้ยกเลิกการผสมแอลกอฮอล์ในน้ำมันในแก๊สโซฮอล์ ซึ่งใช้ถึงวันละประมาณ 4 ล้านลิตร แล้วนำมาผลิตแอลกอฮอล์กำจัดไวรัสโควิด-19 ซึ่งเชื่อว่าจะมีปริมาณพอเพียง เหลือเท่าไหร่ ค่อยนำไปผสมแก๊สโซฮอล์ ซึ่งจะทำให้มีแอลกอฮอล์เหลือใช้เพียงพอในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงด้วย เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ลดต่ำลงมากราคาเนื้อน้ำมันที่กลั่นแล้วเหลือเพียงลิตรละ 5.08 บาทสำหรับเบนซิน 95 แต่ราคาเอทานอลสูงถึงลิตรละ 23.28 บาท หรือ สูงมากกว่า 4 เท่า จึงไม่จำเป็นต้องผสมแล้ว
&amp;nbsp;
นายพิชัย กล่าวว่า ในอดีตสมัยที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาแพง ราคาน้ำมันสูงถึง 140 $ ต่อ บาเรล ราคาเนื้อน้ำมันที่กลั่นแล้วกับราคาเอทานอลมีราคาใกล้เคียงกัน ตนจึงสั่งให้ยกเลิกเบนซิน 91 และใช้แก๊สโซฮอล์ E10 เป็นน้ำมันหลัก เพื่อให้มีการใช้เอทานอลมากขึ้น เพื่อประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันและยังช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งทำให้มีการใช้เอทานอลเพิ่มจากวันละ 1 ล้านลิตรเป็น 4 ล้านลิตร แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันลดต่ำลงมาก เหลือแค่ 20-30 $ ต่อบาเรล จากสงครามราคาน้ำมันของประเทศซาอุฯและประเทศรัสเซีย และจากการใช้น้ำมันทั้งโลกที่ลดลงมากจากคนงดเดินทางในช่วงวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 และยังมีแนวโน้มที่ราคาจะต่ำอีกนาน จึงไม่ควรจะต้องผสมเอทานอลแล้ว เพราะราคาเอทานอลแพงกว่าราคาน้ำมันมาก และน่าจะนำมาใช้ป้องกันและจำกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะได้ประโยชน์มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และแนวคิดของกระทรวงพลังงานที่จะยกเลิก E10 (ที่ผสมเอทานอล 10%) ทั้งหมดให้เปลี่ยนเป็น E 20 (ที่ผสมเอทานอล 20%) น่าจะเป็นแนวคิดที่ผิด ไม่ควรจะแค่เลื่อนแต่ควรจะต้องยกเลิกไปเลย เพราะจะทำให้ประชาชนใช้น้ำมันแพงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล และน่าจะต้องการเอื้อประโยชน์แก่นายทุนที่ผลิตแอลกอฮอล์เท่านั้น และอย่าอ้างว่าจะนำมาผลิตแอลกอฮอล์กำจัดไวรัสโควิด-19 ไม่ได้ซึ่งไม่จริง โรงงานสามารถปรับเปลี่ยนมาผลิตแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดไวรัสโควิด-19ได้อย่างแน่นอน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตรมว.พลังงาน กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องแอลกอฮอล์แล้ว ตลอด 5 ปีนี้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ยังได้บริหารจัดการเรื่องพลังงานผิดพลาดมาตลอด ทั้งที่พลเอกประยุทธ์เคยตำหนิผมไว้เอง แต่กลับทำเองแย่กว่ามาก ยิ่งกว่าอิเหนาเมาหมัด และยังทำให้ประชาชนสับสน โดยรัฐบาลได้เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันในระดับสูงโดยเฉพาะการเก็บภาษีสรรพสามิตกับน้ำมันดีเซล ทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงมาก และตอนนี้ก็ไม่ควรลดภาษีแล้วเพราะราคาน้ำมันได้ถูกลงอีก แต่ควรนำเงินภาษีไปช่วยต่อสู้วิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 จะดีกว่า อีกทั้งรัฐบาลโดย ครม. ยังอนุมัติให้บริษัทลูก กฟผ. ไปซื้อหุ้นเหมืองถ่านหิน 1.17 หมื่นล้านบาท ได้หุ้นมาเพียง 11-12% ซึ่งราคาหุ้นตอนนี้ทรุดฮวบจึงขาดทุนหนักมากจากการที่โลกรังเกียจการใช้ถ่านหินและราคาถ่านหินก็ยังถูกลงมากตามราคาน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวด้วยว่า ล่าสุดยังมีความพยายามที่จะทำโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเริ่มที่ 700 เมกกะวัตต์ และ อาจทำไปถึง 1,900 เมกกะวัตต์ ทั้งที่ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าของไทยมีปริมาณเกินปริมาณการใช้จริงอยู่ถึง 32% จากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยจะมีการซื้อไฟฟ้าในราคาสูงกว่าราคารับซื้อไฟฟ้าปกติประมาณเท่าตัว (ราคารับซื้อจากโรงไฟฟ้าชุมชน 4.2-4.8 บาทต่อหน่วย จากราคารับซื้อปกติ 2.4 บาทต่อหน่วย)&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชนในอนาคต ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับน่าจะมีบริษัทเอกชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เพราะมีข้อครหาว่ามีการวิ่งเพื่อจะขายใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าล่วงหน้ากันแล้ว ซึ่งจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนมากกว่าทำประโยชน์ให้ชุมชนตามที่อ้าง หากจะดำเนินการต่อจะต้องมั่นใจได้ว่าชุมชนจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริงและต้องตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในโครงการ อีอีซี ก็จะมีการอนุญาตให้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกันอีก นอกแผนผลิตไฟฟ้าของประเทศโดยอ้างเอกสิทธิ์ของคณะกรรมการ อีอีซี ทั้งที่การผลิตไฟฟ้าในบริเวณภาคตะวันออกมีมากเกินพออยู่แล้ว ซึ่งมีข้อครหาว่าอาจจะมีการหาประโยชน์จากการออกใบอนุญาตผลิดไฟฟ้าเรื่องนี้เช่นกัน รวมถึงความพยายามในการเปลี่ยนที่ดินจากพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ EEC ที่ห้ามสร้างโรงงานให้กลายเป็นพื้นที่สีม่วงที่สร้างโรงงานได้เพื่อเก็งกำไรที่ดินกันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในภาวะวิกฤตอยากให้รัฐบาลได้ศึกษารายละเอียดให้รอบด้านก่อนที่จะอนุมัติ อย่าอนุมัติโดยไม่ได้มีการพิจารณาและตรวจสอบให้ดี และอาจเป็นช่องทางของการทุจริต ซึ่งสุดท้ายแล้วประเทศอาจจะเดินผิดทางและจะเป็นผลเสียกับประเทศในระยะยาวเชื่อว่าหลังจากวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ผ่านไปแล้ว โลกจะเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm)ใหม่ และโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนักทั่วโลก รัฐบาลนอกจากจะต้องแก้ปัญหาที่หนักหนาสาหัสในปัจจุบันแล้ว รัฐบาลยังจะต้องเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตด้วย ซึ่งไม่แน่ใจว่ารัฐบาลปัจจุบันจะมีความสามารถเพียงพอในการรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้ขนาดไหน เพราะแค่การรับมือในปัจจุบันก็ยังลำบากแล้ว&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61892</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิชัย นริพทะพันธุ์, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19, เอทานอล, แก๊สโซฮอลล์, แอลกอฮอล์กำจัดไวรัส, โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เติมด่วน ปตท.ขึ้นราคาเบนซิน-ดีเซล 30-50 สต. มีผลพรุ่งนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;PTTOR ปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลล์เพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร เว้น E85 เพิ่มขึ้น 0.30 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซล ดีเซลพรีเมียม และ B20 เพิ่มขึ้น 0.30 บาทต่อลิตร มีผล 11 มี.ค. 2562 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ ULG = 35.86 GSH95 = 28.45 E20 = 25.44, GSH91 = 28.18, E85 = 20.44, ดีเซล = 27.59, ดีเซลพรีเมียม = 31.19, HSD-B20 = 22.59 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30973</URL_LINK>
                <HASHTAG>PTTOR, ขึ้นราคาน้ำมัน, เบนซิน, แก๊สโซฮอลล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbacabf6e230.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
