<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสเอ็มอี 3แสนบริษัท สนใจใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคน คาดปี 61 ลงทุน 6 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้เอสเอ็มอีต้องการลงทุนหุ่นยนต์ปี 61 กว่า 6 หมื่นล้านบาท หลังความต้องการใช้เพิ่มต่อเนื่อง เผยความร่วมมือญี่ปุ่น-เกาหลี จะช่วยพัฒนาเอสไอเป็น 1.4 พันรายใน 5 ปี เป็นช่องทางให้เกิดความต้องการใช้และตั้งโรงงานผลิตในไทย ด้าน สศอ. คาดการลงทุนด้านหุ่นยนต์ 5 ปีแตะ 2 แสนล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิต เหล่าวัฒนา กรรมการคลัสเตอร์หุ่นยนต์ เปิดเผยว่าในระยะต่อไปอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะมีความสำคัญกับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้จากการสำรวจคาดว่าปีนี้จะมีการลงทุนปรับเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ของเอสเอ็มอีสูงถึง 60,000 ล้านบาท เนื่องจากกว่า 85% เห็นว่าหากไม่มีการปรับเปลี่ยนจะไม่สามารถพัฒนาธุรกิจและแข่งขันกับรายอื่น ๆ ได้ โดยความต้องการใช้หุ่นยนต์ของเอสเอ็มอีภาคการผลิตมีจำนวนกว่า 300,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากความต้องการใช้หุ่นยนต์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตหุ่นยนต์ต่างชาติสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเดินทางไปเยือนต่างประเทศ ผู้ผลิตหุ่นยนต์จากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ต่างให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยประเทศญี่ปุ่น โดย เจเทค จะสนับสนุนให้บริษัทในประเทศญี่ปุ่น เข้ามาร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในไทย ปรับเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ และเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในไทย ส่วนเกาหลีใต้ ก็มีผู้ผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ได้เตรียมที่จะเข้ามาลงทุนในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงแรกจะส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการออกแบบและบูรณาการระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (เอสไอ) ของไทยให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 250 ราย ให้เป็น 1,400 ราย ภายใน 5 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานการผลิตหุ่นยนต์ และทำให้มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจนเกิดการตั้งโรงงานผลิตหุ่นยนต์ในไทย โดยผู้ประกอบการญี่ปุ่นมองว่าจะต้องผลิตให้ได้ 6,000 - 6,500 ตัวต่อปี จึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่ผู่ประกอบการไทยมองว่ามีกำลังการผลิตปีละ 500 ตัว ก็คุ้มกับการลงทุนแล้ว เพราะเป็นโรงงานขนาดเล็ก ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่นำหุ่นยนต์เข้าไปใช้ ก็จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เอสเอ็มอี จำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยนำระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เข้ามาใช้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสศอ.ตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปี จะมีการลงทุนด้านหุ่นยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ล้านบาท ช่วยลดการนำเข้าหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติจากต่างประเทศได้ 30% หรือประมาณ 80,000 ล้านบาท และยังสามารถส่งออกได้ในปี 2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพิณ อภินรเศรษฐ นายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (ทารา) เปิดเผยว่า สมาคมฯอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเสนอที่จะส่งเสริมการใช้ระบบหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น ให้เกิดการใช้แพร่หลายในประเทศให้ภาครัฐ ภายใน 1 เดือน เช่น เสนอให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างระบบออโตเมชั่น และระบบหุ่นยนต์ให้หน่วยงานราชการใช้ โดยเน้นที่ผลิตในประเทศ หรือลงทุนในประเทศเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้ในประเทศให้มีมากพอที่ผู้ประกอบการจะสนใจมาลงทุน คาดว่า จะได้ข้อเสนอสรุปภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11336</URL_LINK>
                <HASHTAG>SME, ชิต เหล่าวัฒนา, หุ่นยนต์, เอสเอ็มอี, แขนกลโรงงาน, โรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b21ca7a1e611.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
