<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2019 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2019 08:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”เตรียมชง ครม.ลุยชิมช้อปใช้เฟส2ลุ้นรับสิทธิ์คืนเงินแคชแบ็คเพิ่มเป็น20%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 2562 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการชิมช้อปใช้เฟส 2 จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 22 ต.ค. 2562 และจะเริ่มให้มีการลงทะเบียนในวันที่ 23 ต.ค. 2562 ทันที เนื่องจากมาตรการมีกระแสการตอบรับที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างการสรุปในรายละเอียดกับนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เพื่อสรุปจำนวนคนที่ลงทะเบียนเพิ่ม โดยเบื้องต้นจะได้สิทธิ์ใช้เงิน g-Wallet ในกระเป๋าเงินช่องที่2 เท่านั้น แต่จะมีการสิทธิ์จูงใจเพิ่มเติมจากคืนเงินให้ 15% ของการใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท หรือได้เงินคืน 4,500 บาท เป็นได้คืนเงิน 20% โดยหากฝ่ายนโยบายเห็นชอบก็จะให้สิทธิ์ ดังกล่าวกับผู้ที่ได้สิทธิ์ในเฟส 1 ด้วย&amp;rdquo; นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าวอีกว่า มาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 1 ได้มีการส่ง SMS ยืนยันให้กับผู้ได้รับสิทธิ์ครบ 10 ล้านรายแล้ว โดยมีผู้เข้ายืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง แล้ว 9,606,300 ราย ยืนยันตัวตนสำเร็จ 9,260,223 ราย ผ่านทั้งช่องทางแอปพลิเคชันและที่สาขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการใช้จ่าย 19 วันแรก มีผู้ใช้สิทธิ์ 8,519,390 ราย มียอดการใช้จ่ายรวม 8,282 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายในร้านค้าขนาดเล็กตามวัตถุประสงค์ของมาตรการฯ 82% หรือ 6,793 ล้านบาท และการใช้จ่ายในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขามีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงเริ่มต้นมาอยู่ที่ 18% หรือ 1,489 ล้านบาท โดยมีการใช้จ่ายกระจายครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ ซึ่งการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ คิดเป็นเพียง 13%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เป็นการใช้จ่าย g-Wallet กระเป๋าเงินช่องที่1 ประมาณ 8,169 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายที่ร้าน ช้อป ซึ่งเป็นร้านในกลุ่ม OTOP ร้านวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งร้านธงฟ้าประชารัฐ และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว 4,576 ล้านบาท ส่วนร้านชิม หรือร้านอาหารและเครื่องดื่มมียอดใช้จ่าย 1,152 ล้านบาท และร้านใช้ เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ มียอดใช้จ่าย 96 ล้านบาท และร้านค้าทั่วไปมียอดใช้จ่าย 2,345 ล้านบาท ส่วนการใช้จ่าย g-Wallet ผ่านกระเป๋าเงินช่องที่2 มีการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ใช้สิทธิ์แล้ว 36,854 ราย ยอดใช้จ่ายรวม 113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากวันก่อนหน้า หรือเฉลี่ยรายละ 3,066 บาท เป็นการใช้จ่ายที่ร้านช้อป 70 ล้านบาท ร้านชิม 28 ล้านบาท และร้านใช้ มียอดใช้จ่าย 15 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเติมเงิน เพื่อใช้จ่ายผ่าน g-Wallet ช่อง 2 ได้ทั้งร้านชิมช้อปใช้และร้านค้าทั่วไปในทุกจังหวัด ยกเว้นเพียงจังหวัดตามทะเบียนบ้านของตัวเอง ซึ่งการใช้จ่ายในร้านชิมช้อปใช้จะได้รับเงินคืน 15% ของยอดใช้จ่ายจริง แต่รวมแล้วไม่เกิน 4,500 บาท จากยอดใช้จ่ายสูงสุด 30,000 บาท โดยจะได้รับเงินคืนเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในเดือน ธ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าเป้าหมายของมาตรการชิมช้อปใช้นั้น เป็นการพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นไม่ให้ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ผ่านการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โดยให้แรงจูงใจดึงผู้มีกำลังซื้อออกมาเดินทาง กระจายเม็ดเงินไปยังเศรษฐกิจฐานรากและเกิดความคึกคักในการจับจ่าย ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในการสร้างแรงจูงใจจะคุ้มค่าเพราะก่อให้เกิด Multiplier Effect ในการบริโภคเอกชนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีการช่วยเหลือในภาคส่วนอื่น เช่น เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งภาครัฐยังคงมีการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48211</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), มาตรการชิมช้อปใช้เฟส 2, ลวรณ แสงสนิท, แคชแบ็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190606/image_big_5cf9216a5fd85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์เคาะงบประมาณ63 ชิมฯเฟส2ใช้‘แคชแบ็ก’ล่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ครม.&amp;quot; นัดประชุมวันจันทร์ 7 ต.ค.นี้ พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; แจงกลัวล่าช้ารีบถกก่อนส่งสภาทันที ยันจัดเตรียมงบก่อน-หลังแถลงนโยบายไร้ปัญหา &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; ไม่จบ จ่อร้องศาลปกครองอีก &amp;quot;พท.&amp;quot; เสี้ยมงบกลาโหมสูงเกินหน้ากระทรวงพรรคร่วม รบ.อื่น &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;quot; เฟส 2 ส่อเลิกแจกเงิน 1 พัน หันเพิ่มแคชแบ็กเป็น 6 พันแทน &amp;quot;โพล&amp;quot; ชี้ ปชช.เซ็งลงทะเบียนยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ต.ค.62 ว่าจะมีการประชุม ครม.ในวันจันทร์นี้ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เพราะหากจะไปประชุมกันวันอังคารที่ 8 ต.ค.62 จะทำให้การส่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไปยังสภาผู้แทนราษฎรช้าไปอีก 1 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราไม่อยากให้ช้า สภาจะได้มีเวลาศึกษานานขึ้น และวันที่ 7 ต.ค. หลังประชุม ครม.จะสามารถส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปให้สภาได้&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกรไปยื่นหนังสือถึงประธานสภาเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ระบุร่าง พ.ร.บ.งบปี 63 ไม่ชอบ เนื่องจากนายกฯ ลงนามเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวก่อนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า ได้สอบถาม ผอ.สำนักงบประมาณแล้ว ระบุว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา ทุกรัฐบาลก็ทำกันเช่นนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดเตรียมงบประมาณก่อนหรือหลังการแถลงนโยบายไม่เป็นปัญหาอะไร ถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลเก่าก็ต้องเตรียมให้กับรัฐบาลใหม่ ถือเป็นขั้นตอนภายในไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย และที่นายเรืองไกรอ้างถึงการลงนามของนายกฯ นั้น จะมีความหมายตอนลงนามเพื่อส่งประธานสภาฯ สิ่งที่นายเรืองไกรยกขึ้นมาเป็นขั้นตอนภายใน มันไม่มีกฎหมายใดบอกว่าต้องทำอะไร&amp;quot; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2561 มาตรา 23 บัญญัติไว้ว่า มาตรา 23 การจัดทำงบประมาณต้องคำนึงถึงประมาณการรายรับ และฐานะทางการคลังของประเทศ ความจำเป็นในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ความเป็นธรรมทางสังคม นโยบายรัฐบาล และภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตามความในมาตรา 23 ไม่มีคำว่า ทบทวน ปรับปรุง เพิ่มเติม ไว้แต่อย่างใด ซึ่งควรแปลว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 นั้น ครม.ชุดปัจจุบันจะต้องจัดทำขึ้นใหม่ภายหลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2562 แต่ปรากฏว่า ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2562 เป็นการลงมติเห็นชอบให้นำคำขอตั้งงบประมาณของรัฐบาลชุดก่อนมาปรับปรุงแทนการจัดทำขึ้นใหม่ ตามหลักฐานในหนังสือกระทรวงอุดมศึกษา ที่ 02222.4/ว296 เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2562 ข้อ 1 ที่ระบุว่า 1.ทบทวน ปรับปรุง เพิ่มเติม คำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ตามแบบคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563&amp;rdquo; นายเรืองไกรกล่าว
ยุ&amp;#39;งบกลาโหม&amp;#39;สูงเกินเพื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ครม.อาจไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีถือเป็น &amp;ldquo;เจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;rdquo; และมติคณะรัฐมนตรีถือเป็น &amp;ldquo;กฎ&amp;rdquo; ตามความในมาตรา 3 เรื่องนี้จึงเข้าลักษณะเป็นคดีปกครอง ดังนั้น ตนในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับเงินรายเดือนจากงบประมาณ 2563 ด้วย ย่อมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากมติ ครม.ที่ไม่ชอบ และมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามความในมาตรา 42 ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 7 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ตนจะไปร้องต่อศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อขอให้เพิกถอนมติ ครม.ที่ไม่ชอบดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เรามีคำถามมากมายเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายกระทรวง เช่น กระทรวงที่ไม่ได้สร้างรายได้และประโยชน์โดยตรงให้ประชาชน เช่น กระทรวงกลาโหม ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนมาก ตรงกันข้ามกับกระทรวงซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้และให้สวัสดิการประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของพรรคร่วมรัฐบาลกลับไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่สมน้ำสมเนื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดสรรงบประมาณเช่นนี้อยู่บนหลักการอะไรกันแน่ อีกทั้งวันนี้สภายังไม่ได้รับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณมาศึกษา ทั้งที่ใกล้ถึงวันอภิปรายแล้ว ทำให้เวลาการศึกษารายละเอียดน้อยลง จะทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพลดลงไป ผลเสียจะตกที่ประชาชน หวังว่าเหตุผลที่ช้า เพราะข้อผิดพลาดทางเทคนิคไม่ให้ความตั้งใจให้เราได้ศึกษาช้า หากเป็นความตั้งใจจะถือว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลละเลยไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน&amp;quot; เลขาฯ พรรค พท.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ดร.อุตตม สาวนายน&amp;quot; ถึงโครงการชิมช้อปใช้ ตอนหนึ่งระบุว่า ผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ขาย และพี่น้องประชาชน ชื่นชมกับมาตรการนี้ และขอให้มีการขยายผลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะมีระยะที่ 2 และจะปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังเร่งศึกษาโครงการชิมช้อปใช้ระยะที่ 2 ออกมาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้เปิดลงทะเบียนได้ต่อเนื่องทันทีภายในเดือน ต.ค.นี้ หลังจากลงทะเบียนระยะแรกครบ อย่างไรก็ตาม จะมีการปรับปรุงเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ใหม่ เพื่อต้องการกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมโครงการนำเงินส่วนตัวออกมาใช้จ่ายเพื่อสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น และจะเร่งเสนอให้ รมว.การคลัง รวมถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แนวคิดมาตรการชิมช้อปใช้ระยะ 2 เบื้องต้นจะเริ่มทันทีเดือนต.ค.นี้ โดยเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มอีก 1-2 ล้านคน แต่จะปรับสิทธิประโยชน์ใหม่ ไม่มีการแจกเงินให้ไปใช้จ่ายฟรี 1,000 บาท เหมือนกับระยะแรก แต่จะเพิ่มสิทธิในกระเป๋าที่สองในส่วนของเงินแคชแบ็ก 15% ให้เพิ่มมากขึ้นจาก 4,500 บาท เป็น 5,500- 6,000 บาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายแทน ส่วนระยะเวลายังกำหนดให้ใช้ได้ถึงสิ้นเดือน พ.ย.นี้เหมือนเดิม ซึ่งหลังจากนี้จะต้องรอเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณารายละเอียด โดยดูผลการดำเนินโครงการระยะแรก รวมถึงงบประมาณที่เหลือควบคู่กัน ก่อนสรุปอย่างชัดเจน&amp;rdquo;แหล่งข่าวกล่าว
เฟส 2 งดจ่าย 1 พันชิมช้อปใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สาเหตุที่โครงการชิมช้อปใช้ระยะที่ 2 จะไม่มีการแจกเงิน 1,000 บาท แบบในระยะแรก เพราะคนที่ลงทะเบียนส่วนใหญ่หวังแค่รับเงิน 1,000 บาทเพื่อไปใช้อย่างเดียว เห็นได้จากยอดใช้เงิน 1,000 บาทมียอดใช้จ่ายสูงกว่า 1 พันล้านบาท แต่ยอดกระเป๋าสองที่ใช้จ่ายเงินของตัวเองมีแค่หลักกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ตรงกับเป้าหมายของรัฐที่ต้องการให้คนนำเงินส่วนตัวมาใช้เพิ่มขึ้น ดังนั้นชิมช้อปใช้ระยะที่ 2 จะเน้นดึงคนที่มีกำลังซื้อมาลงทะเบียน และนำเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลจนถึงวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์โครงการชิมช้อปใช้แล้ว 2.2 ล้านคน เป็นวงเงิน 2,043 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสัดส่วนซื้อสินค้าจากห้างขนาดใหญ่ยัง 20% เท่าเดิมไม่ได้เพิ่มขึ้น ที่เหลือเป็นการซื้อสินค้าจากร้านชุมชนส่วนใหญ่ตามระบบที่ออกแบบมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าเมื่อมีผู้ใช้สิทธิ์ครบ 10 ล้านคน ก็จะมีคนใช้เงินในกระเป๋าเงินที่ 1 วงเงิน 1,000 บาท ครบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งตอนนี้รัฐบาลหวังว่าผู้ได้สิทธิ์จะใช้เติมเงินใช้ในกระเป๋า 2 เพื่อได้เงินคืน 15% ไม่เกิน 4,500 บาท ให้มากที่สุด เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ&amp;quot; ผอ.สศค.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินสัญญาณเศรษฐกิจโลกถดถอยชัดเจนขึ้นว่า มาตรการชิมช้อปใช้เฟส 2 และมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลขณะนี้ไม่เพียงพอต่อการรับมือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน งบประมาณปี 2563 ก็ยังไม่ผ่านสภา ต้องเพิ่มการขาดดุลงบประมาณเพื่อการลงทุนและสร้างงาน ปรับโครงสร้างภาคการผลิต ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และตอบโจทย์อนาคตสังคมไทย เสนอทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมจากยอดขาดดุลอีกอย่างน้อย 30-50% หรือปรับลดงบประมาณจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยโยกงบประมาณจัดซื้ออาวุธมาใช้ในการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งสร้างนิติธรรมนิติรัฐเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศและความมั่นใจต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในไทย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ชิมช้อปใช้...ถูกใจหรือไม่&amp;rdquo; พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 58.37 ระบุจะไม่ลงทะเบียน เพราะระบบและขั้นตอนการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซับซ้อน ลงยังไงก็ไม่สำเร็จ โทรศัพท์ที่ใช้ไม่รองรับแอปพลิเคชันเป๋าตัง ขณะที่บางส่วนระบุว่าไม่มีเวลา ไม่สะดวกที่จะลงทะเบียน รองลงมา ร้อยละ 25.61 ระบุได้ลงทะเบียนแล้ว และร้อยละ 16.02 ระบุกำลังจะลงทะเบียน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจเมื่อถามความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการนี้ของรัฐบาล พบส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.19 ระบุว่าปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น เช่น ปรับปรุงระบบและขั้นตอนการลงทะเบียนให้ง่ายขึ้น ผู้สูงอายุก็สามารถทำเองได้ด้วยตนเอง หรือมีการลงทะเบียน ที่ธนาคารกรุงไทย มีช่วงเวลาในการลงทะเบียนที่ชัดเจน ให้สิทธิกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ใช้สิทธิได้ทุกที่ ทุกจังหวัด และอยากให้เพิ่มวงเงิน เพิ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการควรเป็นร้านวิสาหกิจชุมชน ร้านในกลุ่มสินค้า OTOP ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 34.10 ระบุว่ายกเลิกโครงการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47463</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชิมช้อปใช้, ชิมช้อปใช้ เฟส 2, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แคชแบ็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191006/image_big_5d99eb84823e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
