<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 19:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 18:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้ฯชี้เปรี้ยงยุบพรรคทษช.สะท้อนสภาพแวดล้อมที่จำกัดด้านสิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.62 - สืบเนื่องจากรายงานข่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งตามคำร้องขอให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ แคทเธอรีน เกอร์สัน &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้เน้นให้เห็นว่าทางการไทยใช้อำนาจตามกระบวนการศาลอย่างมิชอบ เพื่อจำกัดเสรีภาพในการสมาคมอย่างสงบ และเสรีภาพในการแสดงออกของกลุ่มตรงข้ามทางการเมือง มาตรการที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางนี้ก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการสมาคมและการแสดงออกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เราเรียกร้องให้รัฐบาลทหารและผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนยึดมั่นต่อการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในระหว่างการเลือกตั้ง และให้รัฐบาลชุดต่อไปดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนอ่อนแอลงมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของการขาดเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รวมถึงในช่วงสี่ปีภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร มาตรการทางกฎหมายที่จำกัดสิทธิ ให้อำนาจอย่างกว้างขวางและมีเนื้อหาคลุมเครือ รวมถึงคำสั่งห้ามการชุมนุม &amp;ldquo;ทางการเมือง&amp;rdquo; ของบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เหล่านี้ต่างส่งผลให้เกิดการโจมตีอย่างกว้างขวางต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและภาคประชาสังคม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30758</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทษช., ยุบพรรคไทยรักษาชาติ, แคทเธอรีน เกอร์สัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e0a6029975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้รมว.ยธ.พักประหารชีวิต แอมเนสตี้ชี้โทษที่เลวร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตี้ล่อเป้า! ร่อนหนังสือถึง &amp;quot;บิ๊กจิน&amp;quot; พักใช้การประหารชีวิตเร่งด่วน ย้ำไม่ว่าก่อความผิดแบบไหน ไม่ชอบธรรมด้วยการประหาร ที่ถือเป็นการลงโทษที่เลวร้ายไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมทางอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้ทางการไทยจัดทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้การประหารชีวิตอย่างเร่งด่วน และมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อขจัดโทษประหารชีวิตออกจากกฎหมายไทยสำหรับความผิดทุกประเภท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยเนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งเดือนหลังจากมีการประหารชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 9 ปีว่า ทางการไทยต้องตระหนักว่าโทษประหารชีวิตไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมทางอาญา และต้องยุติแผนการที่จะใช้การประหารชีวิตอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรียุติธรรมของไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโทษประหารชีวิต หลังมีการประหารชายอายุ 26 ปีด้วยการฉีดยาในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยทารุณ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคทเธอรีนกล่าวเสริมว่า ไม่ว่าจะเป็นความผิดแบบใด ไม่ว่าจะเป็นนักโทษคนไหน หรือไม่ว่าจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด ไม่มีเหตุผลใดที่สร้างความชอบธรรมในการใช้โทษประหารชีวิต เพราะถือว่าเป็นการลงโทษที่เลวร้าย และไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมทางอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลไทยต้องยืนยันพันธกิจของตนที่มีต่อสิทธิมนุษยชน โดยการทำข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้การประหารชีวิตโดยทันที ซึ่งถือเป็นก้าวย่างแรกที่นำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด เพราะในความเป็นจริงแล้ว โทษประหารชีวิตไม่ได้ส่งผลให้มีการยับยั้งการกระทำความผิด และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวรสำหรับญาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม โทษประหารชีวิตไม่ได้เป็นทางออกใดๆ เลย&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ทางการไทยได้ประหารชีวิตชายวัย 26 ปีที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทารุณ นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 ภายหลังงดเว้นการประหารชีวิตมาตั้งแต่ปี 2546 จากตัวเลขของกระทรวงยุติธรรมเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ระบุว่า ไทยมีนักโทษประหารอยู่จำนวน 510 คน เป็นผู้หญิง 94 คน ในจำนวนนี้ 193 คนเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ผ่านกระบวนการอุทธรณ์คดีหมดสิ้นแล้ว เชื่อว่ากว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษเหล่านี้ต้องโทษประหารในคดียาเสพติด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน 106 ประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท และ 142 ประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13740</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงลอนดอน, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แคทเธอรีน เกอร์สัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b509b27a8178.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11711</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โทษประหารชีวิตยังจำเป็น นักสิทธิโวยทำไทยล้าหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนออกโรงค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณี ยันไม่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรม ซัดรัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดหลังพักการประหารชีวิตมาเกือบ 10 ปี ทำให้ถูกจัดเป็นประเทศที่ล้าหลังเพื่อนบ้านในอาเซียน &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; แจงโทษประหารยังจำเป็น เพื่อบ้านเมืองสงบสุขและเป็นบทเรียนสอนใจ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ลั่นไม่ขัดรัฐธรรมนูญและมีอยู่ในกฎหมายไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีกรมราชทัณฑ์ โดย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เวลา 15.00-18.00 น. กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตโดยการฉีดยาพิษนักโทษเด็ดขาดหนึ่งราย อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ คือโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตายรวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ จ.ตรัง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในวันเดียวกัน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน นำโดยนางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย ได้รวมตัวกันที่หน้าเรือนจำกลางบางขวาง เคลื่อนไหวคัดค้านการลงโทษประหารชีวิต โดยสวมเสื้อสีดำ ชูป้ายมีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ อาทิ &amp;quot;โทษประหารชีวิตไม่ได้ลดอาชญากรรม&amp;quot;, &amp;quot;ผู้กระทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม&amp;quot; เป็นต้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นางปิยนุชกล่าวว่า การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ เพื่อคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด เนื่องจากโทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และถือเป็นการ ลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการลงโทษที่รุนแรง ไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่าไม่ได้เข้าข้างหรือต้องการให้โอกาสมากมายแก่ผู้กระทำความผิด และยังคิดว่าผู้ที่ทำความผิดต้องได้รับการลงโทษที่สาสมตามกฎหมายและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ต้องไม่ใช่โทษประหารชีวิตที่เป็นการฆ่าคนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เคราะห์ร้าย เพราะไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว แต่การลงโทษด้วยการประหารชีวิตนั้น ไม่ใช่ทางออก และถือเป็นปลายทางในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลควรออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน และไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากกว่าการลงโทษที่รุนแรง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางปิยนุชยังมองว่า ขณะนี้ประเทศไทยใกล้จะกลายเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติแล้ว หากไม่มีการประหารชีวิตติดต่อกันครบสิบปี ซึ่งจะถือเป็นการยกระดับและเป็นพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของไทยที่เคย ประกาศไว้กับองค์กรสหประชาชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า เรื่องนี้นับเป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ที่น่าละอายอย่างยิ่ง เป็นเรื่องน่าตกใจที่ประเทศไทยละเมิดต่อพันธกิจที่เคยประกาศไว้ว่าจะเดินหน้าไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต และการปกป้องสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ของประชาชน ทั้งยังเป็นการทำตัวไม่สอดคล้องกับกระแสโลก ซึ่งต่างกำลังมุ่งหน้าออกจากโทษประหารชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าโทษประหารชีวิตจะส่งผลให้บุคคลยั้งคิดก่อนกระทำความผิดอย่างชัดเจน การที่ทางการไทยคาดหวังว่ามาตรการเช่นนี้ จะช่วยลดการก่ออาชญากรรม จึงเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง โทษประหารชีวิตถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีมากสุด ทั้งยังไม่ได้เป็น คำตอบสำเร็จรูปที่ช่วยแก้ปัญหาที่ทางการต้องการแก้ไขอย่างรวดเร็ว หลังผ่านไปเกือบ 10 ปีที่ไม่มีการประหารชีวิต การประหารชีวิตครั้งนี้จึงถือเป็นความถดถอยครั้งสำคัญของไทยบนเส้นทางที่จะนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต รัฐบาลไทยต้องยุติแผนการใดๆ ก็ตามที่จะประหารชีวิตประชาชนอย่างต่อเนื่อง และต้องประกาศพักการใช้โทษประหารชีวิตชั่วคราวอย่างเป็นทางการ&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ออกคำแถลงแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยุติการพักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติครั้งนี้ หลังจากได้มีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาสารพิษครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2552 ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 14 เดือนที่ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าได้พักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสได้รับการประกาศว่าเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นเจตจำนงที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ที่จะออกกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในท้ายที่สุด และพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศคือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ทั้งสวนทางกับคำประกาศของรัฐบาลไทยที่กำหนดให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ อันจะมีผลทำให้คำมั่นสัญญาและสัจวาจาที่รัฐบาล คสช.ให้ไว้กับประชาชนและนานาชาติขาดความน่าเชื่อถือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทำให้ประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นประเทศที่ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ โดยประเทศกัมพูชาและฟิลิปปินส์ได้ยกเลิกกฎหมายที่ให้มีโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภทไปหลายปีแล้ว ส่วนลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ ประเทศไทยยังล้าหลังในระดับสากล กล่าวคือเป็นหนึ่งใน 57 ประเทศที่ยังคงบทลงโทษประหารชีวิต ในขณะที่ 141 ประเทศในโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรปทุกประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตและมีการรณรงค์อย่างกว้างขวางในการยุติโทษประหารชีวิตในประเทศอื่นทั่วโลก&amp;quot; มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;การที่กรมราชทัณฑ์กล่าวอ้างว่าสหรัฐอเมริกาและจีนยังเป็นประเทศที่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิต เป็นสิ่งที่น่าอับอาย ด้วยเหตุผลเป็นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม มากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องด้วยการลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิตที่ไทยดำเนินมาเกือบ 9 ปี ก็เป็นการแยกบุคคลที่กระทำความผิดออกมาเพื่อปกป้องสังคมและให้พลเมืองพ้นจากการเป็นเหยื่ออาชญากรรม ตลอดจนเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้นอยู่แล้ว การเดินทางไปสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในวันที่ 20-25 มิ.ย.นี้ของนายกรัฐมนตรีของไทยนั้น อาจต้องไปตอบคำถามถึงการตัดสินใจประหารชีวิตผู้ต้องโทษอายุ 26 ปีนี้ และอาจเป็นเงื่อนไขให้การร่วมมือในกิจการต่างๆ ถูกกดดันจากทั้งตัวแทนรัฐบาลและภาคประชาสังคมของทั้งสองประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นกฎหมายของเราที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ตอนที่มีการพิจารณาว่าจะยกเลิกโทษประหารหรือไม่นั้น เสียงประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เห็นควรให้มีอยู่ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันมีคดีร้ายแรงหลายๆ คดีเกิดขึ้น การมีโทษประหารก็เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุข และเพื่อเป็นบทเรียนสอนใจ ซึ่งเป็นเรื่องความจำเป็นของเราและความต้องการของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว ที่ผ่านมารัฐบาลไทยพยายามทำตามข้อตกลงของสหประชาชาติที่จะไม่ใช้โทษประหารชีวิต แต่อย่างน้อยโทษประหารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มีอยู่ในกฎหมายไทย และคดีที่ตัดสินโทษประหารล่าสุดนั้น ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ยืนตามกันว่าจะต้องมีโทษประหาร เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์สั่นสะเทือนมาก จึงมีเหตุผลพอสมควร อย่างไรก็ตาม เมื่อมีองค์กรระหว่างประเทศไม่เข้าใจ &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศจะต้องชี้แจงให้เข้าใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11711</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิษณุ เครืองาม, สุรพงษ์ กองจันทึก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แคทเธอรีน เกอร์สัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b291cc725f82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
