<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนอสังหาฯจับตาหลังเลือกตั้ง หวังรัฐบาลใหม่สานต่อเมกะโปรเจกต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ. 2562 นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2562 นี้ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีการขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยจากความชัดเจนในการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเรื่องการเมืองเป็นสิ่งสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น โดยหากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศและสานต่อโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือรถไฟฟ้า จะมีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีการขยายตัวมากขึ้น

&amp;ldquo;สิ่งที่คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับภาคอสังหาฯ มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัย และกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยกลุ่มลูกค้าชาวไทย ควรส่งเสริมให้คนซื้อบ้านเพื่อเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เช่าที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจให้เติบโต เช่น การนำดอกเบี้ยการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากเดิมที่ลดหย่อนได้เพียง 100,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้ ช่วยกระตุ้นคนซื้อบ้าน จะทำให้คนเช่าบ้านหันมาพิจารณาซื้ออยู่อาศัยเองมากกว่า&amp;rdquo;นายวิทย์ กล่าว

ปัจจุบันการประเมินลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านค่อนข้างประสบปัญหา เนื่องจากระบบในการตรวจสอบฐานะของผู้กู้ จะต้องผ่านบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร และในการตรวจเช็กประวัติลูกค้าแต่ละสถาบันการเงินก็แตกต่าง ทั้งนี้ เครดิตบูโร ก็เปรียบเสมือนหน่วยงานกลางที่มีบทบาทในการให้เครดิตผู้กู้ แทนที่จะเป็นหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ในการตรวจผล โดยใช้เครดิตสกอริ่งของธนาคารในการประเมิน

ด้านนายธาตรี นุชสวาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที กรุ๊ป แอซเซ็ท จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ จะเห็นภาพผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระบายสต๊อกสินค้าเพื่อเร่งยอดขาย&amp;nbsp; แต่สภาพตลาดในช่วงที่ผ่านมายังซบเซา เพราะความเข้มเรื่องนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคาพาณิชย์&amp;nbsp; ทำให้ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก บางธนาคารประกาศนโยบาย ไม่รับพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่างจังหวัด และยังมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นอย่างมาก


อย่างไรก็ตามอยากเสนอรัฐบาลใหม่ให้มีการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในการดูแลลูกค้าผู้ซื้อคนไทย ควรมีนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่ออยู่อาศัย และผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มสินเชื่อที่อยู่อาศัย และมาตรการลดภาษีและค่าธรรมเนียมในการซื้ออสังหาฯ&amp;nbsp; โดยปีนี้ ยอดขายภาคอสังหาริมทรัพยือาจจะลดลง โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียม แต่จะมียอดขายจากกลุ่มเรียลดีมานต์เพิ่มมากขึ้น เพราะภาวะเศรษฐกิจทำให้กลุ่มซื้อลงทุนชะลอการลงทุนออกไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29866</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดอสังหาฯปี 62, หลังเลือกตั้ง, แคปปิตอล วัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190102/image_big_5c2c1eadc8309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอกชนแนะล้อมคอกเอเจนต์จีน”ซื้อเหมาอสังหาฯ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แคปปิตอล วัน ชี้นักลงทุนจีนแห่ลงทุน&amp;rdquo;ซื้อเหมาอสังหาฯ&amp;rdquo;เสี่ยงไม่โอนกรรมสิทธิ์ สร้างตัวเลขดีมานด์เทียม ผู้ประกอบการอาจเกิดสต๊อกเหลือขาย แนะรัฐเร่งออกไลเซนส์ตัวแทนขายอสังหาฯยกมาตรฐานวิชาชีพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท จำกัด บริษัทที่ปรึกษาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนจากนักลงทุนจีน ว่า ปัจจุบันมีเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการเข้ามาลงทุนและซื้อโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งเติบโตจากภาคการท่องเที่ยวจากกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการคอนโดมิเนียม เป็นประเภทที่อยู่อาศัยที่ให้สิทธิ์ต่างชาติครอบครองได้ในสัดส่วนไม่เกิน 49% และถือเป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันการเกิดฟองสบู่ ป้องกันการสร้างดีมานด์เทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เอเจนต์จีนเข้ามาซื้อเหมา เพื่อนำไปขายต่อ โดยชำระเงินเพียงบางส่วน และยังไม่ทราบว่าจะขายได้หมดจริงหรือไม่ รวมทั้งการโอนกรรมสิทธิ์ จะทำให้ตลาดเกิดความผิดปกติทางด้านดีมานด์ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง &amp;nbsp;และทำให้ผู้พัฒนาโครงการประเมินตัวเลขการขายจริงผิดพลาด เร่งเปิดโครงการเพราะหวังให้เอเจนต์มาซื้อเหมา และผลสุดท้าย จะทำให้เกิดห้องเหลือขาย เพราะเอเจนต์ขายได้ไม่หมด ทำให้เกิดห้องรอขายสะสมในตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลเสียและอาจกลายเป็นโอเวอร์ซัพพลาย &amp;quot; นายวิทย์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามอยากเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนายหน้าและตัวแทน(โบรกเกอร์) ขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เนื่องจากประเทศไทย ยังไม่มีการรับรองเรื่องกฎหมายด้วยการออกสิทธิบัตร หรือ ไลเซนส์ ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งการมีไลเซนส์ จะช่วยแก้ปัญหาอย่างเช่น คนขายที่เป็นชาวจีน ให้ยืนบนมาตรฐานเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการที่รัฐบาลจีน ยอมรับเศรษฐกิจจีนทรุดเกินคาด เหตุประกาศผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ไตรมาส 3 เหลือ 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ลดต่ำจากเป้าหมายที่ 6.6% ส่งผลเศรษฐกิจจีนทำสถิติต่ำสุดในรอบ 9 ปี หรือตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2551 เหตุสงครามการค้าที่สินค้าจีนถูกเก็บภาษีจากสหรัฐฯรวม 3 รอบ มูลค่ากว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนี้สินครัวเรือน และหนี้ภาคเอกชนในจีนที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ดิ่งมากที่สุดในโลกร่วง 30% ตั้งแต่ต้นปี เงินหยวนอ่อนค่ามากสุดรอบเกือบ 2 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการขายโครงการ Nest Sukhumvit 71 &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการจัดงานรับลูกค้าที่จองสิทธิ์ เข้ามาจองจริงที่สำนักงานขายโครงการ ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาดำเนินการเป็นจำนวนมาก และจะได้ตามเป้า 1,200 ล้านบาท คิดเป็น 60% จากมูลค่าทั้งโครงการ 2,000 ล้านบาท และหลังจากนั้น จะทำกิจกรรมการขายต่อ ทุกยูนิตรับส่วนลด 1 แสนบาท จากราคาพรีเซลส์ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คนรุ่นอายุ 30-40 ปี เป็นกลุ่มลูกค้าเดิม มีประวัติ และความสามารถในการซื้อจริง โดยโครงการคาดปิดการขายในอีก 10 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20414</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อเหมาอสังหาฯ, นักลงทุนจีน, ฟองสบู่, สร้างตัวเลขดีมานด์เทียม, เอเจนต์จีน, แคปปิตอล วัน, โอเวอร์ซัพพลาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a718ba9650fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
