<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรตีนทำลายแคลเซียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำแคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงจึงแตกหักได้ง่าย ผู้สูงวัยจึงต้องระวังและหลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากจนเกินไป เนื่องจากการรับประทานโปรตีนมากและรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52269</URL_LINK>
                <HASHTAG>เล็กๆน้อยๆ, แคลเซียม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สว.ถอยห่างไกลกระดูกพรุน งดเหล้า-บุหรี่-อาหารเค็มจัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิง และ 1 ใน 5 ของผู้ชาย ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงที่จะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน และผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี การเรียนรู้ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าแก้ สำหรับกลุ่มบุคคลที่มีปัจจัยโอกาสเสี่ยงสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ ได้ออกมาแนะวิธีป้องกันโรคกระดูกพรุนโดยการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด เน้นเพิ่มอาหารที่มีแคลเซียมสูง ช่วยห่างไกลจากโรคกระดูกพรุน โดย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติได้กำหนดให้วันที่ 20 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันกระดูกพรุนโลก เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงการดูแลรักษากระดูก ป้องกันการเป็นโรคกระดูกพรุนในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากปัจจัยของอายุแล้ว ผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟ นั่งทำงานเป็นเวลานาน ขาดการออกกำลังกาย ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไทรอยด์ มะเร็ง ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไต และโรคเลือด รวมถึงผู้ที่ใช้ยาประจำ เช่น ยากันชัก ยารักษาโรครูมาตอยด์ ยาลูกกลอนที่ผสมสเตียรอยด์ มีโอกาสเสี่ยงจากโรคดังกล่าวเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่เนื้อกระดูกบางจากการสูญเสียแคลเซียม ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง ผุกร่อน รับน้ำหนักได้ไม่ดี หากเกิดการบาดเจ็บ กระทบกระแทก หรือแค่ยกของหนักเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย อาการสำคัญของโรคกระดูกพรุน คือ ปวดตามกระดูก โดยเฉพาะกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก เช่น กระดูกสันหลัง สะโพก รวมถึงข้อต่างๆ ต่อมาหลังจะโก่งค่อม ตัวเตี้ยลงเนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัวลง ทำให้ปวดหลังมาก เคลื่อนไหวตัวลำบาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินโครงการ &amp;quot;รู้ทัน...กันหักซ้ำ&amp;quot; โดยได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการป้องกัน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งพบว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่มีกระดูกหักหนึ่งจุดเนื่องจากภาวะกระดูกพรุน จะมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกหักซ้ำเพิ่มได้อีกในบริเวณอื่นๆ โดยเฉพาะเบริเวณกระดูกสะโพก กระดูกหลัง กระดูกข้อมือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น การป้องกันโรคกระดูกพรุนสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า ไม่ดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากในน้ำอัดลมมีกรดฟอสฟอริกสูง ทำให้มวลกระดูกลดต่ำกว่าเกณฑ์ งดดื่มกาแฟ และไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด มีผลทำให้มวลกระดูกต่ำได้ รวมถึงการใช้ยาลูกกลอน และควรเพิ่มอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น นม ผลิตภัณฑ์นม ปลาตัวเล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก เนยแข็ง ผักใบเขียว รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นเรื่องสำคัญ ตลอดจนใส่ใจดูแลสุขภาพ ทำให้ร่างกายห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้&amp;quot; คุณหมอสมพงษ์ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21322</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, นพ.สมพงษ์ ตันจริยภรณ์, นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, แคลเซียม, โรงพยาบาลเลิดสิน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181104/image_big_5bdeefd81599d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่ามองข้ามแร่ธาตุที่จำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สูงอายุมีความต้องการแร่ธาตุเท่าเดิมเช่นเดียวกับตอนเป็นหนุ่มสาว แต่ส่วนมากปัญหาคือ การกินที่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้ แร่ธาตุที่สำคัญและเป็นปัญหาในผู้สูงอายุ ได้แก่ แร่ธาตุเหล็ก และแคลเซียม เพราะโดยทั่วไปอาหารของผู้สูงอายุจะมีปริมาณโปรตีนต่ำ ซึ่งจะมีผลทำให้ได้รับธาตุเหล็กต่ำไปด้วย ถ้าขาดทำให้เป็นโรคซีดหรือโลหิตจาง พบว่าแม้จะกินในปริมาณที่เพียงพอ แต่การดูดซึมในผู้สูงอายุน้อยกว่าในวัยหนุ่มสาว อาหารที่แร่ธาตุเหล็กมาก ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง และเลือดสัตว์ เป็นต้น และเพื่อให้การดูดซึมแร่เหล็กดีขึ้น ควรกินผักสด หรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงด้วย ผู้สูงอายุต้องการแร่ธาตุเหล็กประมาณ 10 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18417</URL_LINK>
                <HASHTAG>เล็กๆน้อยๆ, แคลเซียม, แร่ธาตุเหล็ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>12 สารอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาด้านโภชนาการในผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่พบบ่อย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงและลีบ กระดูกบางพรุน โลหิตจาง น้ำหนักลด ความจำเสื่อม อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น พลังงานที่ผู้สูงอายุควรได้รับ ผู้สูงอายุควรได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ คือ วันละ 1,500-2,000 กิโลแคลอรี จากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ พอประมาณ และมีอาหารว่าง 2 มื้อ โดยทุกมื้อควรมีผัก ผลไม้ เพื่อเพิ่มกากอาหาร สารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.ลิลลี่ ชัยสมพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุนิวไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรขาดว่า มีอยู่ 12 ชนิดที่ลูกหลานหรือผู้ดูแลไม่ควรมองข้าม ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โปรตีน ผู้สูงอายุมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนวันละ 60 กรัม โดยเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ดาว ดื่มนมพร่องมันเนย และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นประจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้ให้เพียงพอ เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไขมัน ผู้สูงอายุต้องการพลังงานจากไขมันเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นและวิตามินที่ละลายในไขมันเพียงพอ ควรลดหรือจำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ เนย น้ำมัน กะทิ ครีมเข้มข้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคลเซียม แคลเซียมช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนและสร้างมวลกระดูกให้มีความหนาแน่น ผู้สูงอายุต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม อาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียม ได้แก่ นมถั่วเหลืองเพิ่มแคลเซียม นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม (เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยวไม่หวานจัด) ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (เช่น ฟองเต้าหู้) ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก (เช่น ปลาข้าวสาร) ผักใบเขียวเข้ม ผักสีส้ม (เช่น คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง ใบยอ ฟักทอง แครอต)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันภาวะซีด โลหิตจาง และอาการเหนื่อยง่าย อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์สีแดง (เช่น สันในหมู เนื้อวัว) ผักใบเขียว กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ ถั่วเขียว ถั่วแดง งาดำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินซี ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และทำให้แผลหายเร็วขึ้น อาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ บร็อกโคลี มันฝรั่ง พริกหวาน ผักโขม มะละกอ มะม่วง สตรอว์เบอร์รี ฝรั่ง ส้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพแทสเซียม ทำหน้าที่รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แหล่งอาหารที่มีโพแทสเซียม ได้แก่ กล้วย ส้ม ฝรั่ง ผลไม้แห้ง มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อกโคลี ผักโขม ข้าวโอ๊ต ข้าวซ้อมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามีนบี 12 เป็นวิตามินที่มีความสำคัญมากต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และเซลล์ระบบสมองและเส้นประสาท ถ้าขาดวิตามินบี 12 เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและมีความเสี่ยงต่อภาวะความจำเสื่อม อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด (เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู) ไข่ทั้งฟอง ปลา โยเกิร์ต เนยแข็ง นม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกายหลายระบบ เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก แมกนีเซียมพบมากในเนื้อปลา ผักใบเขียว กล้วย และถั่วต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินเอ ช่วยรักษาสายตาของผู้สูงวัยไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว ช่วยการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แหล่งของวิตามินเอในอาหาร ได้แก่ ผักโขม แครอต มันเทศ ฟักทอง มะละกอ มะม่วงสุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับกระดูก โดยปกติร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เมื่อได้รับแสงแดด สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับแสงแดด ร่างกายอาจสร้างวิตามินดีได้ไม่เพียงพอ ควรรับประทานอาหารประเภทธัญพืช เห็ด และดื่มนมที่เสริมวิตามินดีเป็นประจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย วิตามินอีพบมากในอะโวคาโด ถั่วต่างๆ เมล็ดทานตะวัน เนยถั่ว งา และน้ำมันสำหรับปรุงอาหารทุกชนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สังกะสี ช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการเบื่ออาหาร แหล่งอาหารที่มีสังกะสี ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ และป้องกันปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ที่อาจเกิดขึ้นได้ การบริโภคเส้นใยอาหารที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันร่างกายจากโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด ซึ่งอาหารที่มีเส้นใยสูงมักพบได้ในผัก ผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำ ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำสะอาดหรือเลือกดื่มน้ำสมุนไพรไม่หวานจัดสลับกับน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว น้ำช่วยนำสารอาหารต่างๆ ไปยังอวัยวะภายในร่างกายและช่วยขับถ่ายของเสีย ทำให้รู้สึกสดชื่น ป้องกันอาการท้องผูก ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ควรดื่มน้ำก่อนที่รู้สึกกระหาย ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา ไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15876</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์โบไฮเดรต, คุณภาพชีวิต, ผู้สูงอายุ, พญ.ลิลลี่ ชัยสมพงษ์, แคลเซียม, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c0c4836bf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แคลเซียมจาก’ถั่วเน่า-เปลือกไข่’ รักษาคนติดเหล้า!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2561 - นพ.ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการ รพ.สวนปรุง กล่าวว่า ผลวิจัยของรพ.สวนปรุงพบว่าผู้ป่วยที่ติดเหล้าขาดแคลเซียม 52% หรือพบได้ 1 ใน 2 คน &amp;nbsp;ขาดโปแตสเซียม 38% และขาดแมกนีเซียม 24% &amp;nbsp;ซึ่งแคลเซียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายรวมถึงกระบวนการแข็งตัวของเลือด &amp;nbsp;รพ.จึงได้พัฒนาตำรับแคลเซียมสมุนไพร 100% เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยติดสุราที่มีปัญหานี้เฉพาะ &amp;nbsp;โดยใช้เปลือกไข่ไก่ที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งหาได้ง่ายแต่มีแคลเซียมสูง และใช้ถั่วเน่าพื้นเมืองของภาคเหนือ ซึ่งมีวิตามินเค &amp;nbsp;2 ชนิดเอ็มเค 7 มาก ซึ่งนอกจากช่วยลดปัญหาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติแล้ว ยังสามารถพาแคลเซียมจากกระแสเลือดเข้าไปสู่กระดูกเพื่อสร้างเนื้อกระดูกได้ดี &amp;nbsp;ป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้ติดสุรา และลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากแคลเซียมเกาะตามผนังหลอดเลือดหรืออวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ สมองเสื่อม เป็นต้น แคลเซียมสมุนไพรนี้จึงเหมาะสำหรับใช้รักษาผู้ป่วยติดเหล้าที่มีแคลเซียมต่ำ ซึ่งยาแคลเซียมที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ยังไม่มีสูตรผสมเช่นนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;จากการศึกษาวิจัยประสิทธิภาพของยาแคลเซียมสมุนไพรเปรียบเทียบกับยาแคลเซียมที่จำหน่ายในท้องตลาด &amp;nbsp;เมื่อให้ผู้ป่วยของ รพ.สวนปรุงรับประทานในปริมาณแคลเซียมเท่ากัน &amp;nbsp;พบว่าแคลเซียมสมุนไพรดูดซึมได้ดี ให้ปริมาณแคลเซียมในเลือดสูงกว่าเล็กน้อย &amp;nbsp;มีความปลอดภัย &amp;nbsp;ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ &amp;nbsp; ปัจจุบัน รพ.ได้ผลิตขายให้กับผู้ป่วยในรูปแคปซูล ใน 1 แคปซูลจะมีธาตุแคลเซียม 150 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับแคลเซียมคาร์บอเนต 375 มิลลิกรัม โดยใช้ชื่อว่า แคลแอคทีฟพลัส (CalActive Plus ) บรรจุขวดละ 60 แคปซูล &amp;nbsp;ขายขวดละ 150 บาท &amp;nbsp;รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร หรือประมาณ 3 ขวดต่อเดือน ขึ้นอยู่กับภาวะความจำเป็นของผู้ป่วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการผลิตยาแคลเซียมสมุนไพรของ รพ.สวนปรุง &amp;nbsp;เป็นไปตามมาตรฐานจีเอ็มพี มีการควบคุมคุณภาพความปลอดภัยด้านการปนเปื้อนจากเชื้อและโลหะหนัก และคุณสมบัติของตัวยาทั้งการแตกตัว การละลาย และความคงตัวของตำรับยา &amp;nbsp;ขณะนี้ได้รับรหัสยามาตรฐานไทยหรือทีเอ็มที (Thai Medicines Terminology :TMT) จากศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทยแล้ว และ สปสช. อนุญาตให้อยู่ในบัญชียาที่สามารถเข้าระบบเบิกจ่ายได้แล้ว แต่ยังจำกัดให้ใช้เฉพาะกับผู้ป่วยของ รพ.สวนปรุง อยู่ระหว่างยื่นขอรหัสทีเอ็มที เพื่อให้สามารถใช้ยานี้ใน รพ.อื่นทั่วประเทศได้ด้วย &amp;nbsp; คาดว่าน่าจะได้ภายในเดือนหน้านี้ &amp;nbsp; ซึ่งยาแคลเซียมแคลแอคทีฟพลัสนี้สามารถใช้กับผู้ป่วยทั่วไปที่มีปัญหาขาดแคลเซียมได้ด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้รพ.สวนปรุง ได้วางแผนในห่วงโซ่การผลิตยาแคลเซียมจากเปลือกไข่ไก่และถั่วเน่า &amp;nbsp; โดยจะส่งเสริมให้ผู้ป่วยจิตเวชที่ผ่านการรักษาและมีอาการดีแล้ว เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบตั้งต้น เช่น ปลูกถั่วเหลืองเพื่อทำเป็นถั่วเน่าแห้ง &amp;nbsp;และนำเปลือกไข่ที่ล้างสะอาดแล้ว ส่งขายให้ รพ.สวนปรุง &amp;nbsp;เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้ป่วยซึ่งมักจะขาดโอกาสด้านอาชีพ &amp;nbsp;และสร้างความภาคภูมิใจให้ผู้ป่วยที่มีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาผู้ป่วยด้วยกัน &amp;nbsp; โดยผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ รพ.สวนปรุง หมายเลข 053-908 500 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อ 60551 ในวันเวลาราชการ. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9572</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถั่วเน่า, ธรณินทร์ กองสุข, ผู้ป่วยติดเหล้า, รพ.สวนปรุง, เปลือกไข่ไก่, แคลเซียม, แคลเซียมสมุนไพร, โปแตสเซียม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180520/image_big_5b0111d77fe1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
