<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา‘พ่อเอ๋’แจงปมรุกที่ ศรีสุวรรณชงสอบเด็กหนู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; สั่งเลขาฯ ส.ป.ก.สอบที่ดิน &amp;quot;ปารีณา&amp;quot; ใหม่ &amp;nbsp;อ้างกลัวไม่ละเอียดจะโดนฟ้องกลับ &amp;quot;วราวุธ&amp;quot; คาด 1-2 วันแจ้งความเอาผิดได้ &amp;quot;ทวี&amp;quot; โผล่เตรียมตั้งโต๊ะแถลง ยันครอบครองเองลูกไม่เกี่ยว &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; ร้อง ป.ป.ช.ฟัน ส.ส.ภูมิใจไทยปมที่ ภ.บ.ท.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีตรวจสอบการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ยังไม่มีความชัดเจน แม้จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งหนึ่งแล้วว่า ได้มอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ไปดำเนินการทั้งหมดแล้ว และ น.ส.ปารีณาได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้มีการตรวจสอบแนวเขตใหม่ต่อ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะประชุมเพื่อให้การดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันในการตรวจสอบแนวเขตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม น.ส.ปารีณาเข้าใจไปเองว่ามีที่ดินในครอบครอง 1,700 ไร่ แต่ในข้อเท็จจริงมีประมาณ 600 ไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินของ ส.ป.ก.ในวันนั้น ไปทำแบบหยาบๆ ผมได้สั่งการให้ทำให้ละเอียดก่อนจะดำเนินการใดๆ ทำอะไร ถ้าทำไม่ละเอียดจะถูกฟ้องสวนกลับ เดี๋ยวจะไปไม่เป็น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปรังวัดใหม่ ผมยืนยันว่ายังจะเดินหน้าแผนที่&amp;nbsp;One Map&amp;nbsp;จะได้แก้ปัญหาไปทิศทางเดียวกัน ซึ่งใช้เวลาอีกไม่นาน ผมเรียนนายกฯ แล้ว และท่านเห็นด้วย&amp;quot; ร.อ.ธรรมนัสระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ส.ป.ก.ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน ถึงจะเรียก น.ส.ปารีณามาให้ข้อมูล เรามีแผนที่ของเราอยู่แล้ว เพียงแต่จะเอามาตรฐานของกรมป่าไม้ หรือ ส.ป.ก.เท่านั้นเอง นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เลขาธิการ ส.ป.ก. ตรวจสอบการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ทั้ง 72 จังหวัด ซึ่งไม่ได้มีเจตนาจะไปการกลั่นแกล้งใคร ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ จะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีข้อสังเกตเรื่องของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าลงไปตรวจสอบนั้น ตามที่ตนได้ตั้งคณะกรรมการ ไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการ ส.ป.ก. แต่จะนำเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาร่วมด้วย ยืนยันว่าตนใช้กฎหมายฉบับเดียวกันมาบังคับใช้กับทุกคน ทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ ไม่ใช่เฉพาะหน้านักการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า กรณี น.ส.ปารีณา ต้องย้อนไปถึงสมัยนายทวี ไกรคุปต์ ซึ่งเป็นบิดา ถือครองที่ดินผืนนี้มาก่อนที่จะประกาศเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. เราได้รับส่งมอบมาจากกรมป่าไม้ โดยมีผู้อยู่อาศัยครอบครองอยู่ด้วย ดังนั้นจึงไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ครอบครองอยู่ก่อน ไม่ว่ากรณีใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า เมื่อใช้แผนที่&amp;nbsp;one map&amp;nbsp;แล้วพื้นที่ 46 ไร่ที่พบว่ารุกที่ป่าสงวนมีแนวโน้มจะกลายเป็นที่ ส.ป.ก.ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า 90 เปอร์เซ็นต์
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า กรณีของ น.ส.ปารีณา ถือเป็นพื้นที่ติดแปลง ไม่ต่างกับชาวบ้านหรือเกษตรกรรายอื่นๆ ในบริเวณนั้น ที่ยังไม่เคยมีการจัดสรร หรือรังวัด&amp;nbsp;ส.ป.ก.คงไม่ดำเนินคดีใดๆ กับผู้ถือครอง จึงต้องคุยกับ น.ส.ปารีณาว่ายอมรับหลักการให้มีการรังวัดและจัดสรรพื้นที่ใหม่เข้าระบบที่ดินของ ส.ป.ก.หรือไม่ หากมีการขัดขืนไม่ทำตามกฎหมาย&amp;nbsp;ส.ป.ก. สามารถดำเนินการได้เพียงโทษจำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท นอกจากนี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมวางขอบเขตที่ชัดเจน หากทำงานเสร็จมีความชัดเจน จะแถลงรายละเอียดให้สาธารณชนทราบข้อมูลต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมป่าไม้กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน โดยย้ำว่าให้ทำเอกสารหลักฐานให้รัดกุมก่อนที่จะดำเนินแจ้งความเอาผิด คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วันในการดำเนินการ และไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จากนั้นเมื่อแจ้งความถือว่าเสร็จสิ้นในส่วนที่เราต้องดำเนินการ ส่วนบทลงโทษจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของศาลและตำรวจ กรมป่าไม้มีหน้าที่แค่ส่งข้อมูลให้เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า ในฐานะที่ปรึกษาชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กล่าวว่า ยังไม่แจ้งความ น.ส.ปารีณา&amp;nbsp;เนื่องจากมีหนังสือร้องเรียนจาก น.ส.ปารีณาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรังวัดพื้นที่ของกรมป่าไม้ จึงตั้งคณะทำงานชุดรังวัดที่ดินเพิ่มขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า น.ส.ปารีณาพยายามดึงเรื่องไม่ให้พื้นที่ของตัวเองอยู่ในเขตป่าสงวน แล้วให้ไปอยู่ในเขต&amp;nbsp;ส.ป.ก. เพราะกฎหมาย&amp;nbsp;ส.ป.ก.มีแค่การเรียกคืนที่ดิน&amp;nbsp;การฟ้องแพ่ง หรือขับไล่เท่านั้น แต่ถ้า พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีโทษอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีการถือครองที่ดินของ น.ส.ปารีณา ว่าเราดูแลกันในกรอบของพรรค ส.ส.ทุกคนมีสิทธิของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เรื่องของคดีต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนเรื่องบทบาทของแต่ละคนนั้น พิจารณากันเองได้อยู่แล้ว สำหรับพรรคคงให้คำแนะนำในเรื่องของการทำงานในสภามากกว่า ส่วนเรื่องดังกล่าวกระทบต่อภาพพจน์ของพรรคหรือไม่นั้น &amp;nbsp;มีทั้งบวกและลบ แล้วแต่มุมมอง เราก็รับฟัง ซึ่งมีอะไรเราจะพูดคุยกันในพรรคอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทวี ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี บิดา น.ส.ปารีณา เปิดเผยว่า จะมีการแถลงข่าวในเร็วๆ นี้ ซึ่งไม่ได้หวั่นไหว และไม่คิดที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในรัฐบาล ทุกอย่างให้ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย บอกตรงๆ สงสารลูกมากที่ต้องมาเจอกับเกมการเมืองทั้งที่เขาไม่รู้เรื่อง โดยที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ตนครอบครองมานานแล้ว แต่ขณะนี้ยังติดต่อไม่ได้เลย จึงยังไม่ได้คุยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันที่ 27 พ.ย. เวลา 10.30 น. จะไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนสอบสวน เพื่อเอาผิดหรือลงโทษนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากตรวจสอบรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายสฤษฏ์พงษ์ พบว่าได้ครอบครองที่ดิน&amp;nbsp;ภ.บ.ท.5 จำนวน 2 แปลง รวม 200 ไร่ ในพื้นที่ ม.8 ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ นอกจากนี้ยังมีที่ดินโฉนดอีก 22 แปลง รวมมูลค่า 100 ล้านบาท จึงไม่ถือว่ามีฐานะยากจนหรือเป็นเกษตรกร ซึ่งน่าจะขาดคุณสมบัติของการมีสิทธิครอบครองตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการที่ไม่ยอมสละที่ดินดังกล่าวคืนให้รัฐ เท่ากับว่าอาจมีเจตนาที่จะทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51195</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจสอบการถือครองที่ดิน, ปารีณา ไกรคุปต์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, ส.ป.ก., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แจ้งความเอาผิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddd39fe1b73d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2018 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2018 20:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พุทธะอิสระจัดให้!&#039;หลวงปู่&#039;สวดกลุ่มปกป้องอลัชชีใช้ตรรกะมหาโจรเล่นงานผอ.สำนักพุทธฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.61- หลวงปู่พุทธะอิสระ โพสต์ข้อความใน เพจ หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ระบุว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างนี้มันต้องจัดทุกเม็ด เช็คทุกดอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินออกจากกระเป๋า แต่ไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบว่าใครเอาไป เอาไปใช้อย่างไรนี่มันตรรกะโจรชัดๆ
ข่าวกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ยกขบวนเดินทางไปร้อง ปปป. ซึ่งนำโดย นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ และพวก หอบหลักฐานไปแจ้งความเอาผิดต่อ ผอ.สำนักพุทธ ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุฉากที่ ผอ.สำนักพุทธ ไปแจ้งความเอาผิดกับพระสงฆ์ ๕ รูปซึ่ง ๓ ใน ๕ มีชื่อของกรรมการมหาเถรสมาคมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดอยู่ด้วย ต่อกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อกล่าวหาของกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินนี้มีอยู่พอจะแยกได้ ๕ ประเด็นซึ่งแต่ละประเด็นมีมูลความจริงแค่ไหน คงต้องพิสูจน์กันในชั้นศาลแต่ที่แน่ๆ เรามาช่วยกันดูข้อมูลหักล้างที่จะเสนอต่อไปนี้ก่อนเริ่มตั้งแต่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. กล่าวหาว่า ผอ.สำนักพุทธนั้นเป็นเพียงนิติบุคคล เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จะต้องดำเนินหน้าที่ตามมติของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วยกฎกระทรวง พศ.๒๕๕๗ ที่ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งออกคำสั่งโดยนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในข้อ ๒ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์ คุ้มครอง และส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแล รักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลาง หางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางศาสนา โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคณะสงฆ์ และกฎหมายว่าด้วยการกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) เสนอแนวทางกำหนดนโยบาย และมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยกฎกระทรวง พศ. ๒๕๕๗ นายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสั่งการในฐานะผู้กำกับดูแลการบริหารงานราชการแผ่นดิน จึงได้สั่งการตาม (๑) และ (๓) เช่นนี้ถือว่า ผอ.สำนักพุทธ มีอำนาจสั่งการหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากยังสงสัยอีก ลองตามมาดูคำแก้ข้อกล่าวหาข้อที่ ๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินกล่าวหา ผอ.พงศ์พร ว่า ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะตรวจสอบการทำงานของพระสงฆ์ เพราะเรื่องเงินทอนวัด ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อกล่าวหานี้แก้ได้ด้วยการตะโกนว่า บ้าไปแล้ว มีอย่างที่ไหนเงินงบประมาณแผ่นดินที่สำนักงบประมาณอนุมัติให้หน่วยงานต่างๆ ได้ใช้จ่าย แต่ผู้บริหารหน่วยนั้นๆ ไม่มีสิทธิตรวจสอบการใช้เงิน นี่มันเอาตรรกะมหาโจรมาใช้ชัดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้ลองมาดูกันว่า ผอ.สำนักพุทธมีสิทธิ์ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ และผู้ขอใช้งบประมาณนั้นหรือไม่
ตามระเบียบกฎกระทรวงโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้สำนักพระพุทธศาสนา ทำหน้าที่ซึ่งปรากฏในข้อ ๔ ความว่า ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้มีกลุ่มตรวจสอบภายในเพื่อทำหน้าที่หลักในการตรวจสอบการดำเนินการภายในสำนักงาน และสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงาน รับผิดชอบงาน ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการโดยมีอำนาจดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบด้านการบริหาร การเงิน และการบัญชีของสำนักงาน
(๒) ปฏิบัติงานร่วมกันหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
ทีนี้พอจะเข้าใจหรือยังว่า ผอ.สำนักพุทธมีอำนาจตรวจสอบหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีกฎกระทรวงโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ข้อ ๔ (๑) และ (๒) ดังกล่าวนี้แล้ว ผอ.สำนักพุทธไม่ทำหน้าที่ ผอ. ก็ต้องเจอ ๑๕๗ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. กลุ่มชาวพุทธรับใช้อลัชชีเอ๋ย ไม่ใช่กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ยังกล่าวอ้างอีกว่า ทางพระสงฆ์ มีการตรวจสอบทางธรรมวินัยกันอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พุทธะอิสระอ่านแล้ว อยากหัวเราะให้เหงือกหลุด มันทำกันได้อย่างที่กล่าวอ้างจริงหรือ หากหมู่สงฆ์ช่วยกันดูแล ตรวจสอบ ซึ่งกันและกันจริง ตามหลักพระธรรมวินัย ทุกวันนี้ จะมีอลัชชีไปนั่งอยู่ในที่ประชุมมหาเถรได้อย่างไร
และคดีธรรมกายทำไมต้องให้รัฐทุ่มเทกำลังพล ทั้งงบประมาณเป็นร้อยๆ ล้านเข้าไปจัดการ
อย่าเอาแต่เพ้อฝัน มโนโลกสวย ตื่นมาอยู่กับโลกแห่งความจริงได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามจริงๆ เถิด พวกคุณเชื่อจริงๆ หรือว่า พระสงฆ์ในเถรสมาคม จะตรวจสอบกันได้จริงๆ เคยได้ยินไหมคำว่า &amp;ldquo;แมลงวันจะไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน&amp;rdquo; นี่คือคำพูดของอดีตกรรมการหัวหน้ามหาเถร แห่งวัดสระเกศที่ตายไปแล้ว
หากจะออกมาปกป้องกันก็ว่ากันไปตรงๆ เลย อย่ามามดเท็จเบี่ยงเบนประเด็นให้ผู้ที่ไม่รู้เขาสับสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อไปก็เป็นข้อกล่าวอ้างหาที่ ๔ กล่าวหาที่ว่าหากพระสงฆ์กระทำความผิดจริง ควรที่จะให้พระสงฆ์ดูแลกันเองก่อน นี่คือเหตุผลของกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหม..พุทธะอิสระไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มาจากซีกโลกไหน ถึงมองไม่ออก อ่านไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นกรณีเณรคำ สมีนิพล หรือกรณีธรรมกาย กฎนิคหกรรมที่ศาลสงฆ์มีอยู่เคยได้ถูกหยิบเอามาใช้พิจารณาความผิดใครได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากศาลสงฆ์จะไม่สามารถเอาคนผิดมาลงโทษตามหลักธรรมวินัยได้แล้ว ตัวศาลสงฆ์สูงสุดอย่างกรรมการมหาเถร ยังมีเหตุให้เป็นมลทินจนเป็นที่ระแวงสงสัยในความบริสุทธิ์ ยุติธรรมเสียเอง และอย่างนี้พุทธบริษัทยังจะหวังพึงศาลสงฆ์ได้อยู่อีกหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕. ข้อกล่าวหาที่หากมีความผิดจริง บุคคลที่จะแจ้งความเอาผิดได้นั้นจะต้องเป็นประชาชนไม่ใช่บุคคลที่อยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานพระพุทธศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้าไปแล้ว เงินก็เป็นเงินภาษีของราษฎรที่รัฐอนุมัติงบค่าใช้จ่ายให้แก่สำนักพุทธ เพื่อใช้ในภารกิจของพระพุทธศาสนา เมื่อมีภิกษุหรือวัดใดขอเงินไปใช้เพื่อการอุดหนุนในโครงการต่างๆ ตามระเบียบสำนักพุทธก็มีสิทธิ์พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งการของบที่ไม่ถูกระเบียบด้วยแล้ว หากสำนักพุทธยังกล้าให้นั้นแสดงว่า มีเจตนาทุจริตทั้งผู้อนุมัติและผู้ขอ
เมื่อผู้บริหารองค์กร คือ ผอ.สำนักพุทธ รู้เรื่องแล้วตรวจสอบมันก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริหารองค์กรที่ต้องการความโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ถ้า ผอ.สำนักพุทธ ไม่มีการตรวจสอบการเบิกจ่ายการใช้งบประมาณในองค์กรของตนนี่ซิ ถือว่าละเลยต่อหน้าที่ตามระเบียบที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีในเรื่องอำนาจหน้าที่ของสำนักพุทธ ข้อ ๖ ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้มีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตเพื่อทำหน้าที่หลักในการบูรณาการและขับเคลื่อน แผนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการส่งเสริมคุ้มครองจริยธรรมในสำนักงาน
รับผิดชอบงานขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการ โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) เสนอแนะแก่ผู้อำนวยการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของส่วนราชการในสำนักงาน รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของส่วนราชการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ และนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อผู้อำนวยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ประสานงาน เร่งรัด และกำกับให้ส่วนราชการในสำนักงานดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของส่วนราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) รับข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริต การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน และส่งต่อไปยังส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๕) ประสานงาน เร่งรัด และติดตามเกี่ยวกับการดำเนินงานตาม (๓) และ (๔) และร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๖) ติดตาม ประเมินผล และจัดทำรายงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของส่วนราชการในสำนักงานและการคุ้มครองจริยธรรม เสนอต่อผู้อำนวยการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๗) สำนักงานเลขานุการมีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี การงบประมาณ การพัสดุ อาคารสถานที่และยานพาหนะของสำนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๘) สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมมีหน้าที่ดำเนินการและประสานงานเกี่ยวกับการคุ้มครองพระพุทธศาสนา
เหล่านี้คืออำนาจหน้าที่ของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา ตามประกาศในกฎกระทรวง เซ็นคำสั่งโดยนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งเมื่อ พศ.๒๕๕๗&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วทีนี้พวกกลุ่มปกป้องอลัชชีจะแถดแถไปอย่างไรอีก จากการสังเกตุดูคนเผ่าพันธุ์นี้ มีสันดานคล้ายคลึงกันคือ กลัวความจริง ไม่มีความกล้าที่จะพิสูจน์ความจริง และมักจะไม่ยอมรับต่อกระบวนการยุติธรรม ถ้าพวกตนเสียเปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน อยากให้ประชาชนเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพระภิกษุที่ร่วมหัวกันทุจริตเสียเองดังที่กล่าวอ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดียวพุทธะอิสระจัดให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะได้ส่งสัญญาณให้แกนนำชาวพุทธในแต่ละจังหวัด ไปแจ้งความเอาผิดกับภิกษุผู้ทุจริตทุกรูป โอเคไหม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7861</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน, จัดทุกเม็ด, ปปป., ผอ.สำนักพุทธฯ, พุทธะอิสระจัดให้, หลวงปู่พุทธะอิสระ, แจ้งความเอาผิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180425/image_big_5ae07ca0d6e95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
